มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เปรตหมู








เปรตหมู
จากวารสารชีวิต อภิธรรมมูลนิธิ


ตามคัมภีร์ธัมมปทัฎฐกถาได้กล่าวว่าเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดา ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันทรงปรารภสุกรเปรต คือเปรตสุกรให้เป็นต้นเหตุ แล้วจึงตรัสพระธรรมเทศนามีเรื่องพิศดารต่อไปว่า อยู่มาวันหนึ่งพระมหาโมคคัลลานะเถรเจ้า ซึ่งลงจากภูเขาคิชฌกูฎกับพระลักขณเณรเจ้าได้ยิ้มในที่แห่งหนึ่ง เวลาพระลักขณเถรเจ้าถามว่า เพราะเหตุไรจึงยิ้ม ก็ตอบว่าไม่ใช่เวลาที่จะแก้ปัญหานี้ ท่านควรถามข้าพเจ้าในที่ใกล้พระศาสดา

ตอบดังนี้แล้ว ก็ไปเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์กับพระลักขณเถรเจ้าเวลากลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็ไปพระเวฬุวันถวายบังคมองค์พระศาสดาแล้วก็นั่งลงในที่สมควรแก่ตน ลำดับนั้นพระลักขณเถรเจ้าจึงถามเรื่องนั้นขึ้นต่อพระมหาโมคคัลลานะ

พระมหาโมคคัลลานะ จึงตอบว่า ข้าพเจ้าได้เห็นเปรตตนหนึ่งในที่ข้าพเจ้ายิ้มนั้น เปรตตนนั้นมีตัวยาวประมาณ ๓ คาวุต คือ ๓๐๐ เส้น มีตัวเหมือนมนุษย์ แต่มีศีรษะเหมือนสุกร มีหางเกิดที่ปาก มีหมู่หนอนไหลออกจากปาก ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วจึงยิ้มให้ปรากฏด้วยคิดว่า สัตว์เช่นนี้ไม่เคยเห็น

สมเด็จพระบรมศาสดาได้ฟังดังนี้แล้วจึงตรัสขึ้นว่าภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายของเราย่อมเป็นผู้มีจักษุ สัตว์ตัวนั้นเราตถาคตก็ได้เห็น ตั้งแต่ในเวลาที่เราตถาคตอยู่ที่บริเวณไม้ศรีมหาโพธิ์โน้น ก็แต่ว่าเราตถาคตไม่ได้พูดขึ้น เพราะเอ็นดูผู้อื่นด้วยคิดว่าผู้ใดไม่เชื่อเรา ก็จะได้รับโทษทุกขภัยตลอดกาลนาน มาคราวนี้เราได้โมคคัลลานะเป็นพยานเราจึงพูดขึ้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลายโมคคัลลานะกล่าวจริง

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 09:29:49 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนี้จึงทูลถามว่า บุพพกรรมของเปรตนั้นเป็นอย่างไร พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงบุพพกรรมของเปรตนั้นให้ภิกษุทั้งหลายฟังต่อไปว่า ในครั้งพระกัสสปพุทธเจ้าโน้น มีพระเถระ ๒ องค์อยู่ด้วยความพร้อมเพรียง ในอาวาสใกล้บ้านน้อยตำบลหนึ่ง ในภิกษุ ๒ องค์นั้น องค์หนึ่งมีพรรษา ๖๐ องค์หนึ่งมีพรรษา ๕๙

องค์ที่มีพรรษา ๕๙ นั้น ได้ถือเอาบาตรจีวรขององค์ที่มีพรรษา ๖๐ ในเวลาเที่ยวบิณฑบาต ได้ทำข้อวัตรปฏิบัติทั้งปวงเหมือนกับสามเณร เมื่อพระเถรเจ้าทั้ง ๒ องค์ อยู่ด้วยความพร้อมเพรียงกันเหมือนกับพี่น้องท้องเดียวกัน ต่อมามีภิกษุธรรมกถึกองค์หนึ่งมาถึงอาวาสนั้น ในคราวนั้น เป็นวันฟังธรรม

พระเถรเจ้าทั้ง ๒ องค์ก็ขอให้พระธรรมกถึกองค์แสดงธรรม เมื่อพระธรรมกถึกองค์นั้นก็แสดงธรรมแล้วพระเถรเจ้าทั้ง ๒ องค์ก็ดีใจว่าเราได้พระธรรมกถึกไว้แล้ว

เช้าขึ้นก็พาไปเที่ยวบิณฑบาต เวลาฉันอาหารแล้วก็ให้แสดงธรรมให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านได้ฟังธรรมแล้วก็นิมนต์เพื่อวันรุ่งขึ้นพระเถรเจ้าทั้ง ๒ นั้นได้พาพระธรรมกถึกนั้นไปเที่ยวบิณฑบาตบ้านละ ๒ วัน พระธรรมกถึกจึงคิดว่า พระเถระทั้ง ๒ องค์นี้ยังอ่อนนัก เราควรจะให้พระเถระ ๒ องค์นี้หนีไปเสียแล้วอยู่ในวิหารนี้

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 09:31:18 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2



พอคิดดังนี้แล้วถึงเวลาเย็นก็ไปหาพระเถระเจ้าองค์ใหญ่บอกว่า "ท่านขอรับ ข้าพเจ้ามีเรื่องจะพูดอยู่เรื่องหนึ่ง"

เมื่อพระเถรเจ้าองค์ใหญ่บอกว่า "พูดไปเถิด "

พระธรรมกถึกก็ทำเป็นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ธรรมดาการพูดย่อมเป็นของมีโทษมาก” แล้วก็ไม่พูด จึงลุกลาไปเสีย

เมื่อออกจากพระเถรเจ้าองค์ใหญ่ ก็ไปหาพระเถรเจ้าองค์รองได้ทำกิริยาเหมือนกันกับเวลาไปหาพระเถรเจ้าองค์ใหญ่ ทำอยู่อย่างนั้นถึง ๓ วัน พอเห็นว่าพระเถรเจ้าทั้ง ๒ นั้นเกิดความฉงนเต็มที่จึงไปหาพระเถระองค์ใหญ่บอกว่าท่านขอรับเรื่องที่ข้าพเจ้าจะพูดมีอยู่ ก็แต่ว่า ข้าพเจ้าไม่อาจพูดให้ท่านฟังได้ พระเจ้าองค์รองเป็นศัตรูของท่านหรือ

พระเถระเจ้าองค์ใหญ่ก็ถามว่า "เหตุไรจึงว่าอย่างนี้ เราทั้งสองเป็นเหมือนลูกท้องเดียวกันสิ่งที่ผู้หนึ่งได้ก็เท่ากับอีกผู้หนึ่งได้ เราไม่เห็นโทษของเขาจนตลอดกาลถึงเพียงนี้ "

พระธรรมกถึกจึงว่า "อย่างนั้นหรือขอรับ "

พระเถระเจ้าองค์ใหญ่ตอบว่า "อย่างนั้นแหละเธอ "

พระธรรมกถึกจึงว่า "ท่านขอรับ พระเถระองค์เล็กได้บอกกับผมว่าท่านเป็นกุลบุตรของผู้มีตระกูล เมื่อท่านคบกับพระเถระองค์ใหญ่จงระวังให้ดี พระเถระองค์เล็กได้บอกกับผมอย่างนี้ เริ่มแต่วันกระผมมาถึง "

พระเถระองค์ใหญ่พอได้ฟังก็โกรธได้แตกจากองค์เล็กเหมือนกับภาชนะดินที่ถูกตีด้วยไม้ ฝ่ายพระธรรมกถึกก็ลุกขึ้นไปบอกพระเถระองค์เล็กเหมือนกัน

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 09:31:40 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3



ที่ผ่านมาพระเถรเจ้าทั้ง ๒ ไม่เคยบิณฑบาตแยกกันเลย แต่รุ่งเช้าขึ้นก็ต้องไปบิณฑบาตแยกกัน พระเถระองค์เล็กกลับมาก่อนไปยืนอยู่ที่หอฉัน

ฝ่ายพระเถระองค์ใหญ่ได้กลับมาทีหลัง พระเถระองค์เล็กจึงคิดว่า เราควรจะรับบาตรจีวรของพระเถระองค์นี้หรือไม่ พอคิดดังนี้ก็คิดอีกว่าจักไม่รับ แต่ก็ใจอ่อนด้วยคิดว่าเราไม่เคยเห็นท่านทำไม่ดีเลย เราไม่ควรจะให้ข้อวัตรของเราเสียไป

จึงเดินเข้าไปใกล้บอกว่า "ขอจงส่งบาตรจีวรมาให้กระผม"

พระเถระองค์ใหญ่จึงว่า “ ไปคนหัวดื้อ เธอไม่สมควรรับบาตรจีวรของเรา”

พระเถระองค์เล็กก็ตอบว่า “ขอรับ ถึงกระผมก็คิดแล้วว่าจักไม่รับบาตรจีวรของท่าน”

พระเถระองค์ใหญ่จึงว่า “เธอคิดหรือว่าเราจะเกี่ยวข้องอยู่ในวิหารนี้”

พระเถระองค์เล็กตอบว่า “ก็ท่านเล่า เข้าใจว่ากระผมจะเกี่ยวข้องอยู่ในวิหารนี้หรือ วิหารนี้จงเป็นของท่าน”

ว่าแล้วก็ถือบาตรจีวรไป ฝ่ายพระเถระองค์ใหญ่ก็เหมือนกัน พระเถรเจ้าทั้ง ๒ องค์นั้นไม่ไปร่วมทางกัน องค์หนึ่งไปทางตะวันตก องค์หนึ่งไปทางตะวันออก ฝ่ายพระธรรมกถึกจึงว่า ท่านอย่าทำอย่างนี้เลย แต่เมื่อถูกห้ามว่าหยุดอย่าพูดก็กลับวัด

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 09:32:05 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4



รุ่งเช้าขึ้นไปบิณฑบาตเมื่อชาวบ้านถามว่า พระเถรเจ้าทั้ง ๒ไปไหน ก็ตอบว่า อย่าถามเลยพระของท่านได้ทะเลาะกัน แล้วหนีไปแต่วานนี้ ข้าพเจ้าห้ามก็ไม่ฟัง

เมื่อชาวบ้านได้ฟังดังนี้ ต่างก็คิดกันคนละอย่าง พวกโง่เขลาก็นิ่งอยู่ ส่วนพวกมีความคิดก็คิดว่า พวกเราไม่เคยเห็นความพลั้งพลาดอันใดอันหนึ่งของพระเถรเจ้าทั้ง ๒ องค์นั้นเลย ภัยที่เกิดขึ้นแก่พระเถรเจ้าทั้ง ๒ องค์นั้น จักเกิดขึ้นเพราะพระธรรมกถึกองค์นี้แน่ คิดดังนี้แล้วพากันเสียใจ

ฝ่ายพระเถรเจ้าทั้ง ๒ นั้นไปที่ไหนก็ไม่มีความสุขใจ พระองค์ใหญ่จึงคิดว่า โอ พระเถรเจ้าองค์เล็กได้ทำกรรมหนักเสียแล้ว ควรหรือที่จะบอกพระอาคันตุกะที่เพิ่งเห็นกันครู่เดียวว่าอย่าคบกับพระเถรเจ้าองค์ใหญ่ ฝ่ายพระเถรเจ้าองค์เล็กก็คิดว่า พระเถรเจ้าองค์ใหญ่ได้ทำกรรมหนักเสียแล้ว ได้บอกพระอาคันตุกะที่เพิ่งเห็นกันเพียงครู่เดียวว่า อย่าคบกับภิกษุนี้เลย เป็นอันว่าพระเถรเจ้าทั้ง ๒ องค์นั่นไม่มีความสุขใจอยู่ด้วยการคิดอย่างนี้เมื่อใจไม่สุข ก็ไม่ได้ท่องบ่นสาธยายเจริญสมณธรรม

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 09:32:44 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5



พอต่อมา ๑๐๐ ปี พระเถรเจ้าทั้ง ๒ นั้นก็ได้ไปที่วิหารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีในทิศตะวันตกในวิหารนั้นมีกุฎิอยู่เพียงหลังเดียว เมื่อพระเถรเจ้าองค์ใหญ่เข้าไปนั่งอยู่บนเตียงแล้ว พระเถรเจ้าองค์เล็กก็เข้าไป พอพระเถรเจ้าองค์ใหญ่ได้เห็นก็จำได้ แต่ไม่อาจกลั่นน้ำตาไว้ได้ พระเถรเจ้าองค์เล็กก็จำพระเถรเจ้าองค์ใหญ่ได้แล้วมีตานองด้วยน้ำตาคิดว่า เราจะพูดหรือไม่พูด ก็คิดได้ว่า พระอาคันตุกะนั้นเราไม่สมควรเชื่อถือ

จึงไหว้พระเถระองค์ใหญ่แล้วพูดว่า “ท่านขอรับ กระผมได้ถือบาตรจีวรของท่านไปตามท่านตลอดกาลนานท่านเคยได้เห็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างใดอย่างหนึ่งทางกายเป็นต้นของกระผมบ้างหรือ”

พระเถระองค์ใหญ่ตอบว่า “ไม่เคยเห็นเลย”

พระเถระองค์เล็กจึงว่า “ถ้าอย่างนั้นเหตุไรท่านจึงบอกพระธรรมกถึกว่า อย่าคบกับภิกษุองค์นี้”

พระเถระองค์ใหญ่จึงว่า “เราไม่ได้บอกอย่างนี้ก็เธอเล่าเหตุไรจึงว่าอย่างนั้น”

พระเถระองค์เล็กจึงว่า “กระผมก็ไม่ได้ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน”

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 09:35:10 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6



ในขณะนั้นพระเถรเจ้าทั้ง ๒ นั้นจึงรู้ได้ว่าพระธรรมกถึกอยากให้เราแตกกันจึงได้พูดอย่างนี้ แล้วก็ขอโทษต่อกัน พระเถรเจ้าทั้ง ๒ นั้นไม่ได้ความสบายใจอยู่ตลอด ๑๐๐ ปี เพิ่งได้ความสบายใจในวันนี้ แล้วพากันกลับไปไล่พระธรรมกถึกนั้นเสีย

พระธรรมกถึกนั้นก็ได้ออกจากวัดนั้นไปเจริญสมณธรรมอยู่ตลอด ๒ หมื่นปี แต่ถึงอย่างนั้นก็ดีสมณธรรมที่กระทำอยู่ตลอด ๒ หมื่นปีนั้นก็ไม่อาจช่วยได้ เวลาตายแล้วก็ได้ไปตกอเวจีนรกอยู่ตลอดพุทธันดร แล้วมาเกิดเป็นเปรตสุกรอยู่ที่ภูเขาคิดชฌกูฎ

ครั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงบุพพกรรมแห่งเปรตสุกรอย่างนี้จบลงแล้ว จึงทรงแสดงธรรมต่อไปว่า บุคคลควรรักษาวาจา คือไม่ควรพูดวจีทุจริต ๔ ประการ ควรรักษาใจให้ดี คือไม่ควรให้เกิดอภิชฌาพยาบาทมิจฉาทิฐิ ไม่ควรทำอกุศลกรรมด้วยกาย คือไม่ทำปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ควรรักษากรรมบถที่เป็นกุศล ที่พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วให้ได้ควรเดินตามทางพระอริยเจ้า อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการจงจะเป็นการดี เมื่อจบเทศนานี้ลง ก็มีผู้ได้บรรลุมรรคผลเป็นอันมาก



โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 09:35:32 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7

อ่านเรื่องเปรตหมูนี้แล้ว ทำให้เกิดความเกรงกลัวในการพูดจาปราศัยมากๆเลยครับ เพราะเมื่อพูดไปโดยไม่คิดเกรงกลัวบาปทุจริตแล้ว ก็ตกอยู่ในความประมาทมากมาย และเป็นการฝึกนิสัยช่างพูดให้แก่ตน และยิ่งยังไม่สามารถระงับดับทุจริตทางวาจาได้แล้ว ยิ่งเป็นการกระทำไปโดยน่ากลัวมากๆ

เพราะความสันทัดในการกล่าววจีทุจริตนี้ เกิดขึ้นมากและยิ่งเกิดขึ้นกับผู้มีคุณธรรมสูงด้วยแล้ว อันตรายแก่ชีวิตมีอย่างมหาศาลจริงๆครับ

ขอบพระคุณมากครับในการนำเรื่องต่างๆเกี่ยวกับผลของกรรมชั่วมาฝากเตือนใจให้เกิดการหยั่งคิดได้มากครับผม

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 09:44:49 น.] ( IP = 58.9.141.27 : : )


  สลักธรรม 8


อ่านแล้วจะเห็นว่า การพูดยุยงให้เกิดความแตกสามัคคีนั้น (โดยเฉพาะกระทำกับผู้ทรงธรรม) นับว่าเป็นมันตภัยอย่างมาก แม้... รับโทษภัยในอบายนานเป็นพุทธันดรแล้ว ก็ เพียงทำให้อำนาจนั้นเบาบางลง มาเกิดเป็นเปรตหมูอีก

กราบขอบพระคุณมากค่ะ ที่นำเรื่องนี้มาให้อ่าน ทำให้เห็นโทษเห็นภัยของวจีทุจริตเป็นอย่างมาก

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 10:19:48 น.] ( IP = 124.121.172.15 : : )


  สลักธรรม 9

การกล่าววาจาทุจริตต่อผู้ที่มีคุณธรรมสูง ให้โทษภัยกับตนเองทั้งปัจจุบันชาติและอนาคตชาติด้วย

ขอบพระคุณที่ได้นำเรื่องผลของบาปมาฝาก ให้เห็นความน่ากลัว

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ย. 2550 , 13:59:52 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org