มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๔๗)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๔๗)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

ตอนที่ผ่านมา

ก. หลังจากได้ทำความเข้าในโสภณเจตสิกทั้ง ๒๕ ดวงแล้ว หลานก็จะได้ศึกษาสัมปโยคะและสังคหะ อันเป็นการศึกษาเข้าถึงความรู้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกว่า จิตประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นบาปหรือเป็นบุญประการใด เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มีเจตสิกอะไรเข้าประกอบบ้าง เจตสิกอะไรเข้าประกอบไม่ได้ และประกอบได้หรือไม่ได้เพราะเหตุใด การเก็บบาปหรือบุญเอาไว้ การแสดงออกซึ่งบาปหรือบุญที่เก็บเอาไว้แล้ว ตลอดจนการเข้าถึงความจริงว่าบาปบุญชนิดต่าง ๆ ต่อสู้กันอย่างไร หลานจะได้เห็นถึงความพิสดารของจิตใจอีกมากมายนัก

ต่อจากนี้ไป หลานก็จะได้ศึกษาโสภณสาธารณเจตสิก ๑๙ ดวง จะเริ่มกันแต่ตัวที่ ๑ คือ สัทธาเจตสิก เป็นต้นไป

สัทธาเจตสิก


คนโดยมากมีความเข้าใจผิดในคำว่า "สัทธา" เอาภาษาบาลีมาใช้แล้วก็ขยายความเข้าใจให้ผิดออกไปจากความหมายเดิมอย่างกว้างขวาง จนเวลานี้เอาไปใช้กันเลอะเทอะ ใครอยากจะเอาไปใช้กับเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบาปหรือฝ่ายบุญ ดีหรือชั่วหรือไม่ดีไม่ชั่วก็ตามใจ ทั้งไม่ว่าจะเป็นทางธรรมหรือเป็นเรื่องนอกฟ้าป่าหิมพานต์ ขอให้มีคำว่าสัทธาแปลว่าเป็น "ความเชื่อ" ละก็ใช้ได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้จึงได้พากันพูดว่า

"เขามีสัทธา ความเชื่อ คนเรานี้ตายลงไปแล้วก็สูญ จะเกิดอีกไม่ได้"

"เขามีสัทธาความเชื่อว่าบาปหรือบุญ ไม่มีตัวตนอะไร จะตามไปให้ผลได้อย่างไร"

"เขาไม่มีสัทธา เลย ในคำสอนเรื่องนรกสวรรค์ ผี เปรต และเทวดา"

"เขาเชื่อแน่เพราะมีสัทธาแรงกล้าว่า วันหนึ่งคนเราจะได้ไปอยู่ในดวงจันทร์"

บุคคลทั้งหลายได้เอาคำว่า "สัทธา" ซึ่งเป็นภาษาบาลีมาใช้ในเรื่องราวทุกอย่างโดยมิได้มีความเข้าใจคำแปลที่เป็นภาษาบาลี มิได้เข้าใจในความมุ่งหมายด้วย ดังนั้น จึงใช้ไม่ถูกที่ เพราะสัทธาที่แปลว่าความเชื่อนั้น เป็นเจตสิกฝ่ายกุศล จะต้องเกิดกับกุศลจิตอย่างเดียวเท่านั้น จะเกิดกับความเชื่อในเรื่องราวอะไรต่าง ๆ ที่มิได้เกี่ยวกับกุศล หรือจะเกิดกับอกุศลจิตไม่ได้เลยเป็นอันขาด

อย่างไรก็ดี แม้ว่า "สัทธา" ความเชื่อนั้นจะต้องใช้กับจิตฝ่ายกุศลก็ดี แต่กุศลจิตเช่นว่านั้นจะเกิดขึ้นมาพร้อมด้วยเหตุผลตามความเป็นจริง ความเชื่อถือ ความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเชื่อในคุณงามความดี เชื่อในกรรม เชื่อในผลของกรรมที่ได้กระทำ ว่าทำดีแล้วจะต้องบังเกิดผลดี ทำชั่วแล้วก็จะต้องได้ผลที่ตรงกันข้ามจะกลับเป็นดีไม่ได้ หรือเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายตายลงไปแล้วจะต้องเกิดอีกอย่างแน่นอน

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 ก.ย. 2550 , 08:05:54 น.] ( IP = 58.9.142.27 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ป. ผมก็เห็นจริงตามที่คุณลุงได้อธิบายมา ว่าความเชื่อไปในทางที่ถูกต้องแล้วประกอบด้วยเหตุผลนั้น ได้ชื่อว่าเป็น "สัทธา" ซึ่งจะมีคุณค่าแก่ชีวิตอย่างมหาศาล เพราะเมื่อมีความเชื่อว่า กรรมที่กระทำลงไปแล้วย่อมจะมีผลสนองตอบได้ คือ ทำดีต้องได้ดีและทำชั่วก็จะต้องได้ชั่ว แต่เรื่องนี้ยากอยู่มากอย่างเหลือเกินที่จะให้ใคร ๆ เขาเชื่อ เพราะเขามองเห็นอยู่เสมอว่า ทำชั่วแล้วกลับได้ดี และทำดีแล้วกลับได้รับผลร้าย

ก. หลานว่ามาดังนั้นก็เป็นการถูกต้อง เพราะคนโดยมากมีปัญญาน้อย ด้วยไม่ยอมศึกษาเล่าเรียน แม้ใครเขาจะว่าดีอย่างไรก็ไม่สนใจ คนโดยมากมีปัญญาน้อยแล้วก็หมดความอดทนที่จะค้นคว้าศึกษาเพราะศึกษาแล้วก็ไม่ได้เงินได้ทองอะไร ดังนั้น จรดเข้ามาเพียงเล็กน้อยแล้วก็ถอยออกไป เพราะเรื่องของชีวิตนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าวิทยาการใด ๆ

ผู้ศึกษาที่มิได้ตั้งใจจะศึกษาให้จริงจังแล้ว ก็ยากที่จะเข้าใจได้ จึงมักจะเลิกศึกษาเสียเมื่อได้ตั้งต้นไปไม่เท่าใด และนอกจากนั้นคนโดยมากมีปัญญาน้อยเพราะมิได้ฝึกฝนอบรมปัญญามาแต่อดีตให้เพียงพอ การศึกษาเรื่องของชีวิตไม่ค่อยจะเกิดความดึงดูดใจ ไม่เหมือนกับการศึกษาวิชาการใด ๆ มีแต่จะได้รับอารมณ์ที่น่าชื่นชม คือ โลภะ มีทรัพย์สินเงินทองเกียรติยศ ความใหญ่โตด้วยประการต่าง ๆ มารออยู่ข้างหน้า จึงอดทนเล่าเรียนอยู่ต่อไปไม่ไหว

เพราะบุคคลทั้งหลายมีปัญญาน้อยในเรื่องของชีวิต จึงไม่เห็นประโยชน์ในการศึกษา จึงมิได้ใช้เวลาแม้แต่เพียงวันละเล็กละน้อยศึกษาชีวิตเสียให้เข้าใจเพื่อจะได้ประโยชน์ใหญ่อย่างมหาศาล อันไม่มีวิทยาการใดเปรียบปานทั้งในชาตินี้และชาติข้างหน้า

ด้วยเหตุที่มีปัญญาน้อยดังนี้เอง เขาจึงได้หลงใหลเข้าใจผิดไปว่า กระทำความดีแล้วกลับได้รับผลร้าย กระทำความชั่วแล้วกลับได้รับผลดี ผลของกรรมไม่มีตัวตนอะไรที่จะตามไปให้ผลได้ คนเราเมื่อตายลงแล้วก็สูญสิ้นไป

เรื่องนี้ก็เนื่องจากเรื่องของชีวิตนั้นสลับซับซ้อนอย่างเหลือเกิน ผู้ที่มิได้ศึกษาเล่าเรียนแล้วจะบังเกิดปัญญจนสามารถตัดสินเอาได้ด้วยตนเองกระไรได้

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 ก.ย. 2550 , 08:06:32 น.] ( IP = 58.9.142.27 : : )


  สลักธรรม 2



บุคคลผู้มีสัทธาความเชื่อมั่นที่ประกอบด้วยเหตุผล เชื่อว่าการกระทำทั้งหลายไม่ว่าเป็นบาปหรือเป็นบุญ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกไปทางกาย ทางวาจ ทางใจก็ตาม ผลของการกระทำนั้นย่อมจะเก็บเอาไว้ภายในจิตใจ แล้วก็มีความสามารถที่จะแสดงออกซึ่งผลของกรรมเหล่านั้นออกมาได้ทั้งในชาตินี้และชาติข้างหน้า

ผู้ที่มีความเข้าใจจริง ๆ ดังนี้ ก็ย่อมจะตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ ครั้นเมื่อประกอบการงานอะไรก็เป็นการงานที่ปราศจากโทษ ด้วยเหตุดังนี้เอง สัทธาจึงเป็นธรรมเบื้องต้นส่งเสริมผู้ซึ่งมีความสัทธาให้กล้าแข็งขึ้นทุกที ๆ สนับสนุนให้ประกอบแต่คุณงามความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จะทำอะไรก็เป็นไปในฝ่ายบุญฝ่ายกุศล

นอกจากนั้นในทางธรรมยังได้แสดงถึง "สทฺธา พีชํ" ฯ อันหมายถึงว่าสัทธานี้เปรียบเหมือนต้นพืชเพราะต้นพืชนั้นจะเจริญเติบโตยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ ในที่สุดก็จะออกดอกออกผลให้ผู้เพาะปลูกได้ชื่นชม ผู้มีสัทธากระทำแต่ความดีงามจนบังเกิดความสันทัดจัดเจนแล้ว ประโยชน์จึงเกิดขึ้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้าต่อ ๆ ไป ผู้ที่ได้สั่งสมความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิตก็จะมีจิตที่ประกอบไปด้วยสัทธา จะมีจิตคิดไปแต่ในด้านกุศลเสียเป็นส่วนมาก

โดยทำนองตรงกันข้ามนี้ คนที่มิได้อบรมจิตของตนให้เกิดปัญญา คนที่ไม่มีสัทธาเพราะมิได้เชื่อว่า การกระทำกรรมดีหรือชั่วก็ตาม ไม่อาจจะมีผลไปข้างหน้าได้ แม้แต่การที่จะต้องไปเกิดชาติใหม่ก็เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ

บุคคลเหล่านี้ ถ้ามิได้อบรมบ่มนิสัยกันให้ดีจริง ๆ แล้ว ก็จะกล้ากระทำผิด ๆ ได้โดยง่าย แม้แต่ที่เป็นเรื่องร้ายเพียงใดก็มิได้หวั่นไหว กล้ากระทำได้ทุกอย่าง ถ้าเกิดความจำเป็น เกิดความโลภ หรือเกิดความโกรธขึ้นมา เขาก็จะไม่คิดหน้าคิดหลัง เพราะมิได้ห่วงใยถึงผลแห่งกรรมชั่วของตน ทั้งผลร้ายที่จะได้รับในชาติข้างหน้าด้วย เพราะไม่เชื่อว่าตายแล้วจะเกิดขึ้นมาได้อีก

อำนาจแห่งความหลงใหลเข้าใจผิดในปัญหาชีวิตของตนเอง ก็จะกระทำการใด ๆ ลงไปตามแต่อารมณ์ที่ตนปรารถนาและช่องโอกาสที่มีอยู่ ความไม่ประสีประสานี้ก็เปรียบได้กับเด็กอ่อนที่สอนคลาน กระทำการไปตามอารมณ์ แม้ผู้ใหญ่จะพร่ำพูดสักเท่าใดว่า ไฟนั้นเผาไหม้ได้ ก็ไม่มีความเข้าใจ แม้ผู้ใหญ่จะห้ามปรามสักเท่าใดว่าไฟนั้นร้อน ก็ไม่มีความสนใจ ไม่ทราบว่า "ไฟ" นั้นคืออะไร และ "ร้อน" นั้นเป็นอย่างไร

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 ก.ย. 2550 , 08:06:59 น.] ( IP = 58.9.142.27 : : )


  สลักธรรม 3



บรรดาผู้ซึ่งมีความเห็นผิดต่าง ๆ นั้น บางคนก็มีความเห็นผิดนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่รุนแรงประการใด เพราะเป็นคนไม่ช่างคิด ไม่ช่างเจรจา ไม่ใช่เป็นคนช่างวางหลักวิชาให้คนยึดถือ แต่ในบางคน เพราะมีความรู้ มีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถมากศึกษาวิทยาการในทางโลกมาหลายอย่าง จึงเป็นคนช่างคิด ช่างยกเหตุผลผิด ๆ ของตนเข้ามาประกอบ ตลอดจนหาลู่ทางที่จะให้ใคร ๆ เห็นคล้อยตามตนไป ราวกับว่าตนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นสัพพัญญูผู้รู้สารพัดอย่าง โดยเอาความคิดความเห็นของตนเป็นที่ตั้ง

แม้ใครจะอธิบายเรื่องนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า เราจะขอคำอธิบายเรื่องนี้จากใคร ๆ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งจนเกินไปสำหรับปุถุชนทั้งหลาย เราจะต้องอาศัยค้นคว้าศึกษาจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นพระอรหันต์ ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วเท่านั้น แต่บุคคลผู้มีความคิดเห็นเอาแต่ได้ของตัวอย่างแรงกล้าก็ไม่เคยได้เอาใจใส่ แล้วจะยืนหยัดอธิบายว่า สมองของคนเรานั้นเป็นจิตใจ จะยืน จะเดิน จะเกิด จะดื่ม หรือคิดนึกจดทำทุกอย่าง ก็อาศัยสมองเป็นตัวสั่งการงานทั้งนั้น ด้วยเหตุที่สมองเป็นตัวจิตใจดังนี้เอง คนตายลงแล้วก็สูญสิ้นหมดเรื่องกัน เพราะซากศพก็จะกลายเป็นดิน หรือถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน จะเอาอะไรไปเกิดอีกเล่า กรรมดีและกรรมชั่วที่ได้ทำมาแล้วก็สลายตัวไป ให้ผลแก่ใครไม่ได้

บุคคลผู้มีความคิดเห็นเอาแต่ใจของตัว บางคนก็จะอธิบายว่า คนเรานี้มีวิญญาณแฝงประจำอยู่ในร่างกายคู่กับชีวิต วิญญาณเป็นสิ่งกายสิทธิ์ และเป็นอมตะไม่รู้จักมีวันตาย เมื่อชีวิตแตกดับลงแล้ว วิญญาณก็จะออกจากร่างไปหาที่เกิดใหม่ตามแต่กรรมที่ได้กระทำเอาไว้ คนตายก็ต้องไปเกิดเป็นคน สัตว์ตายก็จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์ บางท่านก็ว่าเกิดสลับกันได้

บุคคลบางคน เพราะมีความรู้ในเรื่องชีวิตน้อย แล้วไม่ยอมศึกษาเล่าเรียนให้ละเอียด จึงชักชวนให้ผู้อื่นมีความเห็นไปกับตนว่า สัตว์ผู้ปฏิสนธิมีการละเอียดที่เรียกกันว่าเปรตหรือเทวดานั้นไม่มี ผู้ใดกราบไหว้หรือเชื่อถือ ก็จะต้องได้ชื่อว่าเป็นคนเพ้อฝัน บุคคลผู้ซึ่งแสดงความคิดเห็นจูงใจผู้อื่นให้เชื่ออยู่เสมอ ๆ ดังนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดเห็นที่ผิด แล้วยังชักชวนให้ผู้อื่นมีความคิดเห็นผิดตามตนไปด้วย จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำสองย่อมมีโทษมาก แม้จะทำบุญทำกุศลก็ได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

อำนาจแห่งความเห็นที่ผิด ๆ นี้ จะชักนำให้ไปสู่การปฏิสนธิในชาติข้างหน้าในหนทางทุคติเสียเป็นส่วนมาก ซ้ำเมื่อเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ ความคิดเห็นผิดที่ยึดอย่างรุนแรงเหนียวแน่นนี้ก็จะติดตามตัวมาอีก จะเปลี่ยนแปลงไปตรงกันข้ามแสนยากยิ่ง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 ก.ย. 2550 , 08:07:32 น.] ( IP = 58.9.142.27 : : )


  สลักธรรม 4



นับว่าหลานเป็นผู้มีบุญ มีปัญญาบารมี เพราะมีความสนใจใคร่ศึกษาในปัญหาของชีวิต แล้วยังอาศัยศึกษาจากญาณปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะคลี่คลายปัญหาอันละเอียดอ่อนนี้ได้

สรุปแล้ว คำว่าสัทธานั้น หลานจะต้องจำเอาไว้ว่า ความเชื่อในคุณงามความดีที่ประกอบด้วยเหตุผล และสัทธาเจตสิกนั้น จะต้องเกิดกับจิตฝ่ายกุศลเสมอ

ต่อจากนี้ลุงก็จะขอยกเอาเหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสสัทธามีอยู่ ๔ ข้อ คือ

๑. รูปปมาณ เลื่อมใสสัทธา เพราะเห็นรูปสมบัติสวยงาม
๒. ลูขปฺปมาณ เลื่อมใสสัทธา เพราะเห็นความประพฤติเรียบร้อยเคร่งครัดในธรรมวินัย
๓. โฆสปฺปมาณ เลื่อมใสสัทธา เพราะได้รับฟังว่าดีมีชื่อเสียงเลื่องลือ
๔. ธมฺมปฺปาณ เลื่อมใสสัทธา เพราะได้สดับพระธรรมของบัณฑิต

สำหรับลักขณาทิจตุกนั้น ดังนี้
๑. สทฺธหนลกฺขณา มีความเชื่อถือในอารมณ์ที่ดี เป็นลักษณะ
๒. ปสาทนรส มีการเลื่อมใส เป็นกิจ
๓. อกาฬุสฺสิยปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่ขุ่นมัว เป็นผล
๔. สทฺเธยฺยวตฺถุปทฏฺฐานา มีปูชนียวัตถุ เป็นเหตุใกล้

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 ก.ย. 2550 , 08:08:03 น.] ( IP = 58.9.142.27 : : )


  สลักธรรม 5

เช้านี้ได้เข้ามาเริ่มต้นในการเรียนที่เกี่ยวกับเจตสิกฝ่ายกุศลนี้ ได้อ่านคำอธิบายของท่านอาจารย์ในเรื่องเกี่ยวกับสัทธา และที่ไม่ใช่เรื่องสัทธา(ที่ถูกต้อง)แล้ว ทำให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาสาระธรรมมากยิ่งขึ้นครับ



กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่งครับผม ในความเมตตากรุณาขยายอรรถให้ชัดเจนครับผม

โดย เทพธรรม [10 ก.ย. 2550 , 08:19:19 น.] ( IP = 58.9.142.27 : : )


  สลักธรรม 6


มาศึกษาต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะที่ชี้แจงอธิบายให้เข้าใจถึงสัทธาว่าที่ถูกต้องควรจะเป็นเช่นไร จึงทำให้รู้สึกสงสารผู้ที่มิได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนค่ะ เพราะมีโอกาสที่จะยึดและชื่อความเห็นผิดต่างๆ แล้วบอกว่าเป็นสัทธาได้

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ ที่อธิบายให้เห็นชัดถึงความมหัศจรรย์ของชีวิต

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างยิ่งค่ะที่นำสิ่งประเสริฐมาฝาก

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ก.ย. 2550 , 09:08:09 น.] ( IP = 124.121.174.118 : : )


  สลักธรรม 7

ความนิยมของคนที่ขาดการเรียนรู้ถึงรากศัพท์หรือขาดปัญญาในเรื่องของถ้อยคำที่มีปรมัตถ์รองรับ ทำให้การเกิดความผิดเพี้ยนในความเข้าใจในวงกว้างจนกลายเป็นที่ยอมรับ ซึ่งหากพิจารณาแล้วก็ตกอยู่ในข่ายของความประมาทไม่น้อยเลย

กราบขอบพระคุณคำอธิบายของท่านอาจารย์บุญมี

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนามากค่ะที่นำมาเผยแพร่ให้ศึกษา

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ก.ย. 2550 , 11:26:32 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ ทำให้เข้าใจความหมายที่ถูกต้องของคำว่า "สัทธา" ค่ะ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรค่ะ ที่นำประโยชน์มาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ก.ย. 2550 , 17:43:34 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org