มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทฤษฎีวิวัฒนาการโลก




ทฤษฎีวิวัฒนาการโลก

พุทธศาสนากล่าวถึงกำเนิดของสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลาย “สภาวธรรม” คือ สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นไปเอง เป็นอยู่เองโดยไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมาทำให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันเป็นไปเองอย่างนั้น โดยอาศัยอำนาจของเหตุปัจจัยในตัวมันเอง ว่าโดยสภาวธรรมแล้วมี ๒ ประการ คือ
๑.ธรรมชาติ คือตัววัตถุที่มีอยู่เอง อันเป็นส่วนประกอบที่เกิดจากลักษณะ ๔ อย่าง เป็นอย่างน้อย เรียกว่า ธาตุ ได้แก่
ธาตุดิน คือ สิ่งที่มีลักษณะแค่นแข็ง
ธาตุน้ำ คือ สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบ
ธาตุลม คือ สิ่งที่มีลักษณะพัดไปมา
ธาตุไฟ คือ สิ่งที่มีลักษณะร้อน
ธาตุต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธรรมธาตุ” เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปในโลกเป็นภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมชาติ

๒.ธรรมนิยาม เป็นกฏธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ตามหลักเหตุผลของปัจจัยทั้งหลายอันเป็นส่วนประกอบของสังขาร กฏธรรมชาติมีหลักว่า เมื่อธาตุหรือธรรมธาตุเหล่านี้ผสมหรือสงเคราะห์เข้ากัน ตั้งแต่ ๒ อย่างขึ้นไปในอัตราส่วนที่เหมาะสม ก็จะเกิดปรากฏการ คือแสดงตัวออกมาให้เห็นแตกต่างไปจากธาตุเดิมของมัน ที่เราเรียกโดยสมมติว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ เช่น ธาตุดินผสมธาตุน้ำ ก็จะมีลักษณะเป็นโคลนตม ธาตุไฟผสมกับธาตุน้ำในอัตราส่วนที่ไฟมากกว่าน้ำ น้ำก็จะกลายเป็นไอระเหยไปในอากาศ แล้วเย็นลงอีก จึงจับตัวเป็นก้อนเมฆ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เรียกว่า ธรรมนิยามหรือกฏธรรมชาติหรือกำหนดแห่งธรรมดาไม่เกี่ยวักบผู้สร้างผู้บันดาลเลย พุทธศาสนาเป็น (อเทวนิยม) ไม่เชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้บันดาลในทุก ๆ สรรพสิ่ง
พุทธศาสนานั้นได้กล่าวถึงมนุษย์ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ รูปธรรม(กาย) นามธรรม (จิต) ซึ้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรื่องขันธ์ ๕ อันเกี่ยวกับมนุษย์โดยตรง คือ

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ก.ย. 2550 , 21:27:59 น.] ( IP = 58.9.111.48 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

๑. รูปธรรม คือ กายนั้นได้มาจากพ่อและแม่ ในอภิธรรมปิฏกนั้น กล่าวว่า วิญญาณเข้ามาปฏิสนธิในครรภ์มรรดาโดยมีวิวัฒนาการมาเป็นขั้น ๆ ดังนี้ เมื่อเชื้อของพ่อแม่ผสมกันติดแล้ว ก็เริ่มก่อตัวเป็นต่อมเล็ก ๆ ใส ๆ ดังน้ำมันงาที่ติดอยู่ที่ขนเนื้อทราย (ปฐํม กลํล ) หลังจากนั้นก็ขยายตัวเปลี่ยนสภาพเข้มข้นขึ้นเป็นระยะ ๆ หลังจากนั้นประมาณ ๕ สัปดาห์ก็จะงอกเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม ซึ่งเติบโตขึ้นเป็นแขนขาและศีรษะ จนมีอวัยวะครบทุกอย่าง จึงคลอดออกมาเป็นทารก เริ่มรับรู้อารมณ์ภายนอกโดยผ่านทางอินทรีย์ทั้ง ๖ นี่คือกระบวนการเกิดขึ้นเป๋นโครงสร้างทางกาย.
๒. นามธรรม คือ จิตมีปรากฏการณ์ ๔ อย่าง ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อกายรับรู้โลกภายนอก โดยผ่านอายตนะ ๖ เรียกว่า วิญญาณ จึงเกิดความรู้สึกอารมณ์ขึ้นแล้ว เกิดการจำได้หมายรู้อารมณ์และปรุงแต่งให้คิดเพื่อจะแสดงพฤติกรรมอย่างใด อย่างหนึ่ง กระบวนการทางจิตนี้ เป็นการทำหน้าที่ของเนื้อเยื่อสมอง (มุทธา) โดยการอ้างหลักฐานตามที่พระอัสสชิเถระกล่าวตอบอุปติสปริพาชกว่า…
“ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต (อาห) เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโณ.”
แปลว่า “สิ่งใดเกิดจากเหตุ พระตถาคตตรัสถึงเหตุของสิ่งเหล่านั้น และตรัสถึงความสิ้นสุดลงแห่งสิ่งเหล่านั้นด้วย ”นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงตรัสถึง กฏแห่งความจริงไว้หลายประการ ในที่นี้จะขอยกขึ้นแสดงไว้พอเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจพอสังเขป คือ
พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง สิ่งที่เป็นความจริง และประกอบด้วยเหตุผลอย่างแท้จริง เช่น อริยสัจ ๔ หลักปฏิจจสมุปบาท กฏแห่งกรรม กฏแห่งไตรลักษณ์ แม้จะมีอยู่หลายประการ แต่ก็เป็นหลักความจริงตามกฏของธรรมชาติ อันมีความเกี่ยวเนื่องกับสัตว์โลกอย่างใกล้ชิดทีเดียว.

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ก.ย. 2550 , 21:33:05 น.] ( IP = 58.9.111.48 : : )


  สลักธรรม 2

ทุกข์เป็นความจริงเพียงประการเดียวของชีวิต โดยทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ตามพุทธพจน์นี้ ชีวิตมีแต่ความทุกข์เท่านั้น ฉะนั้น ตัวมนุษย์เองเป็นผู้สร้างโลกแห่งความทุกข์ให้แก่ตนเอง ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า แต่ละคนจะทุกข์มากน้อยก็แล้วแต่ตัวเองเป็นผู้กระทำ (กรรม) และเป็นไปตามกฏแห่งกรรมเท่านั้น ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เป็นไป
คำสอนทางพุทธศาสนา ได้กล่าวว่า ความทุกข์จะสิ้นสุดลงได้ ต้องดำเนินตามคำแนะนำไว้คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยการบันดาล ตามความพอใจของพระผู้เป็นเจ้า.แม้ในพุทธศาสนา ยังกล่าวต่อไปอีกว่า บุคคลใด ๆ เมื่อสร้างกรรมดี ได้รับความสุขเป็นเครื่องตอบแทน ย่อมไปสวรรค์ และถ้าสร้างกรรมชั่ว ย่อมได้รับความทุกข์ความลำบากแสนสาหัส เป็นเครื่องตอบแทน ย่อมไปสู่นรก พระเจ้าไม่ใช่เป็นผู้กำหนดให้เป็นไป

การไปอุบัติในนรกและสวรรค์.
สาเหตุสำคัญที่ทำให้บุคลไปอุบัติในนรกและสวรรค์ก็คือ การประกอบกุศลกรรมคือ ประพฤติสุจริต และประกอบอกุศลกรรมคือ ประพฤติทุจริต ทางกาย วาจา ใจ อนึ่ง ในหนังสือทาง ๗ สาย (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ.๙) ได้แสดงถึงการกระทำของแต่ละชีวิตไม่ว่าดีหรือชั่ว เป็นเหตุให้ได้กำเนิดต่างกัน กล่าวคือ
๑.คนที่มีโทสะมาก จะได้กำเนิดเป็นสัตว์นรก
๒.คนที่มีโลภะมาก จะได้กำเนิดเป็นเปรตอสุรกาย
๓.คนที่มีโมหะมาก จะได้กำเนิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
๔.คนที่รักษาศีล ๕ และกุศลกรรมบท ๑๐ ประการ จะได้กำเนิดเป็นสัตว์มนุษย์
๕.คนที่มีมหากุศล ๘ เช่น ให้ทาน ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เป็นต้น จะได้กำเนิดในสวรรค์
๖.คนที่เจริญสมถภาวนา จนได้บรรลุฌานและไม่เสื่อมจากฌาน จะได้กำเนิดในพรหมโลก
๗.คนที่บำเพ็ญวิปัสสนาภาวนา จนบรรลุอริยผล จะถึงความดับทุกข์ คือ นิพพาน.

จะเห็นได้ว่าทาง ๗ สายนี้ คนจะดีหรือเลวย่อมเป็นไปตามอำนาจ ของการกระทำของตนเองเท่านั้น มีการให้ผลที่แตกต่างกัน และพระพุทธศาสนายกย่อง “ภาวนา “ ว่าดีที่สุด เพราะเป็นปัจจัยให้บรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
ทฤษฎีวิวัฒนาการโลก เปรียบเทียบระหว่างศาสนา อาจารย์ สุเทพ อคฺคเมธี

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ก.ย. 2550 , 21:33:59 น.] ( IP = 58.9.111.48 : : )


  สลักธรรม 3

ธรณีวิทยา (Geology)
เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับโลก สสารต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของโลก เช่น แร่ หิน ดินและน้ำ รวมทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลกที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ตั้งแต่กำเนิดโลกจนถึงปัจจุบัน เป็นการศึกษาทั้งในระดับโครงสร้าง ส่วนประกอบทางกายภาพ เคมี และชีววิทยา ทำให้รู้ถึงประวัติความเป็นมาและสภาวะแวดล้อมในอดีตจนถึงปัจจุบัน ศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นผิว วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตลอดจนรูปแบบและวิธีการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

1. สมมติฐานเนบูลาร์ (Nebular Hypothesis)
เชื่อว่าหลายพันล้านปีที่ผ่านมาได้มีกลุ่มก๊าซและสสารจำนวนมาก หมุนรอบดวงอาทิตย์ ที่เกิดขึ้นใหม ่ต่อมาในราว 4,600 ล้านปี กลุ่มก๊าซและสสารดังกล่าวได้รวมตัวกันเกิดเป็นโลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆ ที่เป้นบริวารของดวงอาทิตย์ โดยเริ่มจากกลุ่มก๊าซและสสารได้รวมตัวกันมีขนาดเล็กลงและร้อนยิ่งขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นดวงไฟ ต่อมาเย็นตัวลงเกิดการแข็งตัวในส่วนที่เป็นเปลือกโลกหุ้มส่วนที่เป็นของเหลวไว้ภายใน และมีกลุ่มก๊าซและสสารที่มีความหนาแน่นต่ำเกิดเป็น บรรยากาศห่อหุ้มอยู่รอบโลกขึ้นก่อน ภายหลังได้เกิดกระบวนการภูเขาไฟขึ้นอย่างมากมาย หลังจากนั้นเมื่อโลก
เย็นตัวลงมากเข้าส่วนที่เป็นก๊าซและน้ำจะรวมตัวกันเป็นเมฆ และกลั่นเป็นฝนตกลงมา ก่อให้เกิดเป็นทะเลและมหาสมุทร พร้อมกับเกิดกระบวนการต่างๆ เช่น การเกิดภูเขาไฟ การเกิดแผ่นดินไหว การเกิดเทือกเขา การผุพังอยู่กับที่
การกร่อน เป็นต้น รวมถึงการเกิดและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ก.ย. 2550 , 21:35:24 น.] ( IP = 58.9.111.48 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org