| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๕๐)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๕๐)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก. สวัสดี หลาน
ป. เมื่อคราวก่อนผมได้ฟังคุณลุงอธิบายถึงเรื่องสติเจตสิกไปแล้ว ผมคิดว่าพอจะมีความเข้าใจ ดังนั้น ในวันนี้ผมจึงมาขอศึกษาเจตสิกตัวต่อไปอีก
ก. ได้ซีหลาน วันนี้ลุงจะได้ให้หลานได้ศึกษาเจตสิกตัวต่อไปอีก ๒ ตัว คือ หิริเจตสิก กับ โอตตัปปเจตสิก
หิริเจตสิก ได้แก่ เจตสิกที่ก่อให้เกิดความละอายต่อการกระทำบาปกรรม
โอตตัปปเจตสิก ได้เจตสิกที่ก่อให้เกิดความไม่กลัวต่อบาปกรรม
หิริกับโอตตัปปะ ทั้ง ๒ ตัวนี้ เป็นฝ่ายกุศล เป็นที่ตรงกันข้ามกับฝ่ายอกุศลที่หลานได้ศึกษาผ่านมาแล้ว คือ อหิริกะ กับ โอตตัปปะ ได้แก่ความไม่ละอายและไม่เกรงกลัวต่อบาปอกุศลนั่นเอง
บุคคลผู้ซึ่งไม่มีความละอายและไม่มีความกลัวต่อบาปอกุศลนั้น ก็เพราะทนต่อสิ่งที่มารบเร้าไม่ไหว เช่น ความโลภเห็นเงินเป็นพระเจ้า อำนาจของเงิน อำนาจของความทะยานอยากจะได้เข้ามารบเร้าจิตใจให้กระเทือนอยู่วันละมากมายหลายครั้ง
จึงได้กล้ากระทำลงไปโดยตัดสินใจเอาง่าย ๆ มิได้มีความสะทกสะท้านหวั่นไหวต่ออกุศลที่ตนได้กระทำการอันใดลงไป ไม่สะทกสะท้านหวั่นไหวต่อความทุกข์ยากลำบากที่ใครจะได้รับ ไม่คิดถึงทุกข์โทษภัยที่ตนจะพึงมี นอกจากอำนาจของความเคยชินเมื่อได้กระทำเสียหลาย ๆ ครั้งแล้วก็จะกระทำได้ง่าย ๆ โดยมิได้ยับยั้งชั่งใจ หรือกระทำลงไปโดยแทบจะไม่รู้สึกตัว โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 ก.ย. 2550 , 07:21:45 น.] ( IP = 58.9.139.101 : : )
สลักธรรม 1
ป. คุณลุงขอรับ คุณลุงแสดงถึงการกระทำที่เป็นบาปนั้นว่า เกิดจากอำนาจของโลภะ อำนาจของความทะยานอยาก มาเป็นตัวการสนับสนุน แต่ว่าอำนาจของโทสะ อำนาจของความโกรธ หรือความเสียใจ ก็อาจจะทำอะไรลงไปผิด ๆ ได้ โดยง่ายเหมือนกัน ฉะนั้น จะว่าบาปทั้งหลายเกิดขึ้นมาจากโลภะแต่ประการเดียวกระไรได้
ก. หลานนี่เป็นคนช่างคิด คนที่มาไปด้วยคิดเห็นแล้วศึกษาพระอภิธรรมจะได้ผลดี เพราะเรื่องของชีวิตนั้นสลับซับซ้อนกันยิ่งนัก ถ้าไม่มีความคิดเห็นอะไรเสียเลยแล้ว จะทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งก็เห็นจะเป็นไปไม่ได้
ถูกของหลานแล้ว อำนาจของโทสะอันได้แก่ความโกรธ ความเสียใจก็ย่อมจะเป็นตัวการที่สนับสนุนให้เกิดการกระทำที่เป็นบาปขึ้นมาได้เหมือนกัน ในข้อนี้ลุงก็ไม่ขอเถียง
แต่อย่างไรก็ดี หลานก็ต้องไม่ลืมว่า ความโกรธความเสียใจที่เกิดขึ้นมาได้นั้นก็มาจากมูล คือความไม่สมความปรารถนา ไม่สมความปรารถนาในความรักบ้าง ไม่สมความปรารถนาในความสุขความสบายต่าง ๆ บ้าง หรือไม่สมควรปรารถนาเพราะไม่ร่ำรวยเงินทองบ้าง คนเรานั้นเมื่ออยากจะสบายก็ได้สบาย เมื่ออยากจะมีเงินทองก็มีสมดังความตั้งใจ เมื่ออยากจะใหญ่ก็ได้ใหญ่สมดังเจตนาเอาไว้ และเมื่อปรารถนาอะไรก็ได้ตามที่ได้ตั้งใจทุกอย่าง ดังนี้แล้ว จะมีความโกรธ ความเสียใจ ความเร่าร้อนจากอำนาจโทสะกระไรได้
ด้วยเหตุดังนี้เอง ลุงจึงได้ว่า ความโกรธ ความเสียใจ แม้จะเป็นตัวการให้กระทำบาปลงไปก็ตาม แต่ก็หาได้พ้นไปจากมูลฐานอันเกิดมาจากความโลภ ยินดี ติดใจ เป็นตัวการสนับสนุนอยู่เบื้องหลังได้ไม่ ถ้าไม่มีโลภะเสียตัวเดียวแล้ว โทสะจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผู้นั้นก็จะกลายเป็นพระอรหันต์ไป โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 ก.ย. 2550 , 07:23:02 น.] ( IP = 58.9.139.101 : : )
สลักธรรม 2
ป. ผมฟังคุณลุงแล้วคิดว่า คงจะเถียงไม่ได้ หลักการจากสภาวธรรมนั้นช่างหนักแนแนไม่คลอนแคลนดีแท้ ๆ ขอเชิญบรรยายต่อไปเถิดขอรับ
ก. บัดนี้หลานก็พอจะทราบแล้วว่า อหิริกะ กับ อโนตตัปปเจตสิก อันได้แก่ ความไม่ละอายและความไม่กลัวต่อการกระทำบาปนั้น มีสาเหตุเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อจิตของบุคคลถูกรบเร้าก็อดที่จะกระทำไม่ได้ เมื่อกระทำลงไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นการง่ายที่จะกรทำในครั้งต่อไป และในครั้งต่อ ๆ ไป จนเกิดเป็นความสันทัดจัดเจนขึ้น แล้วก็จะฝังประทับอำนาจอันนี้เอาไว้ให้มันเกิดกำลังเกิดอำนาจขึ้นในการกระทบใจ เพื่อแสดงออกมาได้โดยง่าย ทั้งในชาตินี้และในชาติหน้าด้วย
เช่นบุคคลเคยโกงมาเสียแล้วก็ไม่ต้องชักชวนอะไรมาก ถ้าผลประโยชน์นั้นดี เขาก็จะช่วยคิด ช่วยค้นหาวิธีการอันแยบยลที่จะไม่ให้ใครจับได้ไล่ทันเสียด้วยซ้ำ เวลานี้หลานก็จะเห็นว่ามีอยู่ดกดื่นทั่วไป ใคร ๆ ก็พากันร่ำร้องพากันโอดครวญว่า บุคคลผู้ทรยศต่อประชาชนเป็นอันมากเหล่านั้น กำลังพาชาติไปสู่ความพินาศล่มจม
ด้วยอำนาจแห่งความปรารถนาที่มีกำลังแรงกล้า และด้วยอำนาจแห่งความสันทัดจัดเจนทั้งในอดีตและปัจจุบันชาตินี้มารบเร้าดวงจิต บุคคลจึงต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจเหล่านั้น จึงได้ปราศจากความละอายต่อตนเอง จึงได้ปราศจากความเกรงกลัวต่อผู้อื่น ที่เรียกว่า อหิริหเจตสิก และอโนตตัปปเจตสิก ดังนั้น จึงได้กล้ากระทำบาปตั้งแต่เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงใหญ่ยิ่ง จนบัณฑิตทั้งหลายพากันตะลึงว่า เป็นมนุษย์แท้ ๆ ไม่น่าจะทำได้ถึงดังนี้เลย
อย่างไรก็ดี เมื่อบุคคลได้ฝึกฝนจิตของตนมิให้คล้อยตามไปในอกุศล แล้วพยายามให้จิตของตนไหลไปสู่ทิศทางที่ตรงกันข้าม เพราะว่าหวาดเกรงทุกข์โทษภัยใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นกับตนเองไปในภายภาคหน้า เหตุนี้ อหิริกะ อโนตตัปปเจตสิก จึงเจอเอาคู่ปรับตัวสำคัญเข้า อันเป็นธรรมซึ่งได้แก่เจตสิกที่ตรงกันข้าม นั่นก็คือ หิริเจตสิกกับโอตตัปปเจตสิก
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 ก.ย. 2550 , 07:24:47 น.] ( IP = 58.9.139.101 : : )
สลักธรรม 3
หิริเจตสิก และโอตัปปเจตสิก
หิริกับโอตตัปปเจตสิกนี้ เป็นธรรมที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็คล้ายคลึงกันมาก ทั้งเวลาเกิดขึ้นมาพร้อมกันด้วย
หิริ ได้แก่เจตสิกที่เมื่อประกอบกับจิตใดแล้ว ก็ทำให้มีความละอายต่อบาปอกุศล
โอตตัปปะ ได้แก่เจตสิกที่เมื่อประกอบกับจิตใจแล้ว ก็ทำให้มีความสะดุ้งกลัวต่อบาปอกุศล
ทั้งหิริและโอตตัปปะ เป็นโสภณเจตสิก เป็นเจตสิกที่ดีงาม ปราศจากความเร่าร้อนต่าง ๆ เพราะเป็นประเภทที่เป็นกุศล อยู่ในศีลธรรม เว้นจากบาปอกุศลหรือการกระทำที่เป็นทุจริต คิดมิชอบทุกประการ โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 ก.ย. 2550 , 07:25:25 น.] ( IP = 58.9.139.101 : : )
สลักธรรม 4
สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ไม่รู้จักละอาย และไม่รู้จักกลัวต่อการกระทำบาปอกุศลทุกอย่าง เพราะสัตว์เดรัจฉานนั้นโง่เขลาเบาปัญญา มีอวิชชาหรือโมหะเข้าครอบงำ
และแน่นอนที่อหิริกเจตสิก ความไม่ละอายต่อบาปอกุศล กับอโนตตัปปเจตสิกความไม่กรงกลัวต่อบาปอกุศลจะมาครอบงำจิต ดังนั้นจึงได้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ ไปตามอำนาจของสัญชาตญาณที่ได้อบรมมา เอาแต่การเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง เอาแต่การที่จะกระให้ได้มาเป็นใหญ่ มันจะตบกัดฟัดเหวี่ยงศัตรูของมันอย่างปราศจากความปรานีปราศรัย มันจะเอารัดเอาเปรียบมิได้มีความเมตตากรุณาต่อผู้ใด ขอให้ตัวเองได้ตามที่ประสงค์เท่านั้น ผู้ใดจะอดอยากยากจน หรือจะเป็นตายร้ายดีประการใด หรือผู้ใดจะล้มดิ้นลงไปต่อหน้ามันก็ไม่เคยหันมาแยแส ด้วยอำนาจแห่งความโง่เขลาที่ครอบงำจิตใจเอาไว้ตั้งแต่เกิด เราจึงแยกสัตว์เดรัจฉานเอาไว้ในประเภทอบายภูมิ
แม้ว่ามนุษย์จะมิได้เกิดในอบายภูมิ หากแต่เกิดอยู่ในสุคติภูมิ แต่มนุษย์ก็มีหลายพวกหลายชั้น บางพวกก็ใกล้สัตว์เดรัจฉานเข้าไปมิใช่เล็กน้อย เพราะรู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักเสพเมถุนแล้วถูกครอบงำไว้ด้วยโมหอวิชชา เช่นเดียวกันกับสัตว์เดรัจฉาน ความดีหรือความชั่วมิได้คำนึงถึง หิริ โอตัปปเจตสิกมิได้มีประจำเป็นเจ้าเรือน ดังนั้น จึงได้กล้าหากินอยู่บนความทุกข์ยากของผู้อื่น หากินอยู่บนน้ำตาแม้บนกองเลือดของใครๆ และแม้ถึงว่าจะย่ำลงไปบนซากศพของคนทั้งหลายก็กล้ากระทำได้
เพราะอำนาจของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่บ้าง หรืออำนาจของจิตที่ได้อบรมมาแล้วแต่อดีตด้วยดี มีอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้จัดประเภทของมนุษย์ออกมาเป็นคนละชั้นกับสัตว์เดรัจฉาน และจัดภพภูมิการเกิดเป็นสุคติภูมิ
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 ก.ย. 2550 , 07:26:31 น.] ( IP = 58.9.139.101 : : )
สลักธรรม 5
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่ขยายอรรถให่ชัดเจนโดย พี่ดา (พี่ดา) [13 ก.ย. 2550 , 10:22:23 น.] ( IP = 124.121.175.222 : : )
สลักธรรม 9เข้ามาศึกษาต่อครับผม ได้ความรู้อย่างมากครับ และจะดำรงชีวิตให้ได้ในการกระทำที่ดีงามที่สุดครับ
เรื่องหิริกับโอตตัปปะเป็นธรรมะที่สำคัญมากจริงๆ เพราะจะทำให้ภพชาติที่เป็นอยู่และเป็นไป ไม่ตกต่ำลงได้ครับ
![]()
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่ง ในคำอธิบายขอรับโดย เทพธรรม [14 ก.ย. 2550 , 07:23:08 น.] ( IP = 58.9.140.225 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |