มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๕๔)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๕๔)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

ตอนที่ผ่านมา

ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก.สวัสดี หลาน

ป.ในคราวที่แล้วคุณลุงได้บรรยายถึง อโลภเจตสิก ผมก็พอจะเข้าใจและจำได้แล้ว ว่าเป็นเจตสิกที่ไม่มีความโลภ ไม่มีความยินดีติดใจจะได้ อโลภเจตสิกตัวนี้จะต้องประกอบกับกุศลจิตเสมอไป จะเกิดกับบุคคลผู้ไม่มีความเห็นแก่ตัว

ก. เมื่อหลานมีความเข้าใจอโลภเจตสิกตามที่ได้เรียนมาตั้งแต่คราวก่อนก็ดีแล้วต่อจากนี้ไปหลานก็จะได้เรียนเจตสิกอีกตัวหนึ่งคือ อโทสเจตสิก ก็เหมือนกับที่ได้เรียนไปในคราวก่อนนั่นเอง หลานควรจะได้ทำความเข้าใจสักเล็กน้อยถึงตัวเจตสิกที่ตรงกันข้าม คือ โทสเจตสิก

โทสเจตสิกนั้น เมื่อประกอบกับจิตใจแล้ว ก็จะก่อให้เกิดความไม่ชอบใจในอารมณ์ที่เข้ามากระทบ ดังนั้น จึงเกิดความเร่าร้อนขึ้นมา ในขณะนั้น เราพูดกันว่า มีความโกรธ มีความเกลียด มีความเสียใจ ตกใจ หรือกลัวก็ได้

เมื่อจิตได้รับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ อารมณ์นั้น ๆ เข้ามากระทบกระเทือนใจ ก่อให้เกิดความเร่าร้อน หรือหม่นไหม้ในจิตของตน ก่อให้เกิดการประทุษร้าย ทำลายตนเองหรือผู้อื่น ไปจนถึงอาฆาตพยาบาทปองร้ายกันไม่รู้แล้วรู้รอด

เมื่อโทสะเข้าประกอบกับจิตใดแล้ว อำนาจของมันก็เกิดขึ้น เพราะอำนาจนี้ย่อมจะมีอิทธิพลต่อรูป คือร่างกายทั้งภายในและภายนอก ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นทราบได้ แม้จะดูที่หน้าตา ร่างกายก็ตาม เพราะทำให้อวัยวะภายในภายนอกทำงานไปตามอำนาจของดทสะ ทำให้หัวใจเต้นแรงหรือเต้นอ่อน ทำให้หายใจช้าหรือเร็ว หรือไม่สะดวก ทำให้เบื่อหน่าย กินอาหารไม่ได้ แม้ริ้วรอยบนใบหน้าก็บ่งบอกว่ากำลังโกรธหรือกลัว หรือว่ากำลังตกใจตลอดไปจนถึงการทำลายสุขภาพ ทำให้มีโรคภัยต่าง ๆ มารบกวน

โทสเจตสิกลุงก็ได้อธิบายมาย่อ ๆ พอให้หลานได้เห็นแล้ว ส่วนอโทสเจตสิกนั้นเป็นเจตสิกที่ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่เสียใจ ไม่ตกใจ และไม่กลัว เป็นเจตสิกมีสภาพธรรมที่ตรงกันข้าม เมื่อลุงอธิบายมาดังนี้แล้ว หลานจะยกตัวอย่างขึ้นมาสักตัวอย่างหนึ่งจะได้หรือไม่

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:09:34 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ป.ก็คงจะได้ขอรับ ผมคิดว่าคุณลุงมีหลักการวางไว้ให้แล้ว คงจะไม่ยากเย็นอะไร ตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนมาด่าว่าเรา เราก็ทำใจเฉยเสีย ไม่โกรธ หรือไม่แสดงความไม่พอใจอะไรออกไปเลย

ก. แล้วการที่หลานเฉยเสีย ไม่แสดงความโกรธหรือไม่พอใจ อะไรออกไปนั้นเป็นจิตอะไร หรือเป็นจิตประเภทไหนกันเล่า

ป. ก็เป็นจิตเฉย ๆ หรือเป็นอุเบกขาเวทนาซิขอรับ

ก.แล้วก็เป็นบาปหรือเป็นบุญ

ป. คงจะไม่เป็นบาปหรือเไม่เป็นบุญกระมัง

ก.วิถีจิตที่หลานเคยเรียนมามีบ่งไว้หรือว่า การงานของจิตเกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นกิริยาไป ไม่เป็นบาป ไม่เป็นบุญ ทั้ง ๆ ที่เราก็มิใช่เป็นพระอรหันต์

ป. คุณลุงหมายความว่า วิถีหรือการงานของจิตเกิดขึ้นมาแล้วจะต้องเป็นบาป จะต้องเป็นบุญเสมอไป จะเป็นกิริยาไม่ได้ ถ้ามิใช่เป็นพระอรหันต์ เช่นนี้ใช่หรือไม่ขอรับ

ก. แน่นอน

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:10:32 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : )


  สลักธรรม 2



ป. จิตเกิดขึ้นมาทำงานแล้ว จะต้องเป็นบาปหรือจะต้องเป็นบุญ เป็นกิริยไม่ได้ จิตเช่นนี้ผมก็ต้องขอตัวอย่างจากคุณลุงบ้าง เช่นอย่างไร

ก.เมื่อมีอารมณ์มากระทบก่อให้เกิดความรู้สึกขึ้น ความรู้สึกเกิดขึ้นผ่านมาถึงชวนะจิตแล้วก็ย่อมจะมีความยินดียินร้าย หรือความชอบใจไม่ชอบใจ หรือไม่ก็เป็นจิตเฉย ๆ เป็นอุเบกขาเวทนา แล้วจะหนีไปจากกุศล อกุศลได้หรือ

หลานก็ได้เคยเรียนมาแล้วจากในโลภมูลจิต มหากุศลจิตและมหัคคตจิตว่าอย่างไรบ้าง ขออย่าได้ทิ้งหลักการเสีย จะไปคิดอย่างโน้นอย่างนี้ตามใจไม่ได้ เพราะมิได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้เจนจบในเรื่องของชีวิต

ในโลภมูลจิต ๘ มีแสดงเอาไว้ว่า
โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกัง
อุเบกขาสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกัง (เป็นต้น)
อุเบกขาในโลภมูลจิตเป็นอุเบกขาเวทนานั้น มิได้ "เฉย" จริงจัง ดังที่คนส่วนมากเข้าใจ หากแต่มีความยินดีติดใจเล็กน้อยเท่าใดก็ชื่อว่าเป็นโลภมูลจิต

ในมหากุศลจิต ๘ ก็มีแสดงเอาไว้ว่า
โสมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง
อุเบกขาสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง (เป็นต้น)
อุเบกขาในมหากุศลจิต เป็นอุเบกขาเวทนามิได้ "เฉย" จริงจัง ดังที่คนโดยมากเข้าใจ หากแต่มีความยินดีเล็กน้อยในการทำกุศลนั้นก็ได้ แต่ถึงจะนิดหน่อยสักเท่าใดก็ได้ชื่อว่าเป็น

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:11:01 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : )


  สลักธรรม 3



สำหรับในมหัคคตกุศล เป็นกุศลอันเกิดจากการทำสมาธิ อุเบกขาเวทนาที่เกิดขึ้นจากคนที่ทำฌานได้นั้น มิใช่เป็นเวทนุเบกขา เหมือนดังในโลภมูล กับในมหากุศล หากแต่เป็นฌานุเบกขา ซึ่งเป็นการวางจิตอยู่กึ่งกลางพอดี มิได้โอนไปทางโน้นทางนี้ จะมีความยินดีแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็มีไม่ได้ จึงนับว่า "เฉย ๆ " ได้

เมื่อลุงได้ยกตัวอย่างวางไว้ให้ดังนี้แล้ว ขอให้หลานลองเอาตัวอย่างของหลานที่ยกขึ้นมาว่า เมื่อมีคนมาด่า เราก็ทำใจให้เป็นอุเบกขา คือเฉย ๆ เสีย อุเบกขาที่เกิดกับจิตดังกล่าวนี้จะเป็นบาปหรือเป็นบุญเล่า จะเป็นโลภะ หรือจะเป็นมหากุศล เมื่อเฉย ๆ แล้วจะเป็นกิริยา ไม่บุญ ไม่บาป ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ สำหรับอุเบกขาในฌานก็ต้องตัดออกไป เพราะนอกประเด็น ไม่ได้หมายถึงโยคีผู้กำลังเข้าฌานและโดนด่า ขอให้หลานลองคิดดูให้ดีแล้วตอบมา

ป. คุณลุงขอรับ บัดนี้ผมได้เห็นแล้วว่า สภาวธรรมนั้นจะกล่าวขึ้นมาง่าย ๆ ไม่ได้เสียแล้ว ขืนพูดออกไปโดยไม่มีหลักการวางไว้ในใจให้ดีพอ ก็จะผิดพลาดไปได้ง่าย ๆ

เดี๋ยวนี้ผมไม่ทราบว่า จะเอาอุเบกขาไปใส่ไว้ที่ไหนดี ในเมื่อมีคนมาด่า แล้วเราก็เฉย ๆ เสีย จะเอาเฉย ๆ ซึ่งได้แก่อุเบกขาเวทนาใส่เอาไว้ในโลภมูลจิตก็มิได้ ด้วยมิได้มีความยินดีติดใจเลยแม้แต่น้อยในคำที่เขาด่า ครั้นจะเอาไปใส่ไว้ในมหากุศลจิตเล่าในขณะนั้นก็มิได้เกิดกุศลจิตในเรื่องอะไรสักนิด

ส่วนในเรื่องกุศลที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิได้ถึงฌานนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเลยก็ได้ เพราะเข้ากันไม่ได้กับการถูกด่า ถ้าเช่นนั้นผมก็จะเอาเข้าไว้ในจิตประเภทโทสะ ซึ่งหมายถึงว่า เมื่อถูกด่าแล้วจึงมีความไม่พอใจนิด ๆ

ก.หลานลองยกองค์ที่เป็นหลักการของโทสะขึ้นมาดูทีหรือว่ามีอะไรบ้าง

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:11:31 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : )


  สลักธรรม 4



ป.โทสมูลจิตมีอยู่ ๒ ขอรับ คือ

๑. โทมนัสสสหคตัง ปฏิฆะสัมปยุตตัง อสังขาริกัง
๒. โทมนัสสสหคตัง ปฏิฆะสัมปยุตตัง สสังขาริกัง

ก. แล้วอุเบกขาเวทนาจะเกิดกับโทสมูลจิตได้หรือไม่ หลานลองตรวจดูอีกทีหรือ

ป.ไม่ได้ขอรับ อุเบกขาจะเกิดกับโทสมูลจิตไม่ได้แน่ เพราะโทสมูลจิตทั้งสองจะต้องเกิดมา พร้อมกับความเสียใจ ไม่พอใจ หรือไม่สบายใจ ต้องเป็นอารมณ์ที่ไม่ชอบ

ก. ซักไซร้ไล่เรียงหลานมาก็นานโขอยู่ เพื่อหวังจะให้หลานได้ค้นหาดูด้วยตนเองว่า พูดธรรมะออกไปแล้ว มีองค์มีหลักประการใดบ้าง บางทีเราก็ได้ยินคนพูดธรรมะเก่ง คนพูดธรรมะน่าฟัง น่าเลื่อมใส แต่บางทีที่ว่าไปทั้งหมดนั้นหาหลักเกณฑ์มิได้เลยแม้แต่น้อย เต็มไปด้วยความคิด ความเห็นของตนเอง ในสายตาของผู้ที่มิได้ศึกษาให้ลึกซึ้งก็ต้องหลงตามไป

เมื่อถูกด่าแล้วที่เราพากันพูดว่า เฉย ๆ เสียนั้น ความจริงไม่ได้เฉย ๆ จริง ในความละเอียดลออของจิตใจมีความรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ความไม่พอใจนี้อาจจะน้อยมากจนไม่ก่อให้เกิดความสะเทือนใจขึ้นมาจนดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นอุเบกขา ซึ่งในขณะนี้จิตก็เป็นโทสะ

หรือมิฉะนั้น ก็อาจจะเป็นได้ในบางคนซึ่งเป็นเป็นจำนวนน้อยเหลือเกิน ที่เมื่อได้ยินเสียงด่าแล้วก็กำหนดจิตรู้ทันในคำด่านั้น คือกำหนดจิตลงไปที่ "ได้ยิน" เพราะเคยฝึกฝนอบรมจิตมามาก เคยเข้าวิปัสสนาอยู่เสมอ ในขณะนี้จิตก็เป็นมหากุศล

หรือมิฉะนั้น ก็ไม่เข้าใจคำด่านั้น ว่ามีเนื้อความอย่างไร เช่น เด็กที่ยังเล็ก หรือคนต่างภาษาเป็นต้น ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็อาจจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ได้ ก็แล้วแต่ใจของเขาที่เป็นตัวหนุนเนื่องให้เกิดอารมณ์นี้ขึ้นมาประการใด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:12:03 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : )


  สลักธรรม 5



พูดกันมามากแล้วถึงเรื่องที่แวดล้อมจนเลยไปออกจะไกล ขอให้เราวกเข้ามาสู่เรื่องเก่าที่ได้ตั้งเอาไว้กันใหม่

ลุงได้แสดงไปแล้วว่า อโทสเจตสิกนั้น เมื่อเข้าประกอบกับจิตใด ก็ทำให้จิตนั้นไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่เสียใจ ไม่ตกใจ ไม่ทุกข์ร้อน ขอให้หลานลองยกตัวอย่างขึ้นมาอีกสักครั้งหนึ่งจะดีไหม

ป.ก็ได้ขอรับ ผมฟังตามที่คุณลุงอธิบายมา พอจะพิจารณาได้ว่า จิตที่เรียกว่า ไม่โกรธ ไม่เสียใจ หรือไม่ทุกข์ร้อนนั้น จะต้องเป็นจิตที่เรียกว่า "กุศล" นั่นเอง เพราะว่าจิตกุศล จะรวมความโกรธ ความเสียใจ ความทุกข์ร้อนลงไปด้วยกระไรได้ ถูกหรือไม่ขอรับ

ก. ถูกของหลาน ถ้ากุศลจิตเกิดขึ้นเมื่อใด เจตสิกที่ชื่อว่าอโทสะก็จะเกิดร่วมด้วยเพราะกุศลจิต ย่อมไม่มีความโกรธ ความเสียใจ หรือความดุร้าย อาฆาตจองเวรกัน กุศลจิตเกิดขึ้นมาครั้งใด ก็จะก่อให้เกิดความชุ่มเย็น ไม่เร่าร้อน อันเป็นผลทั้งตัวเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี กุศลจิตก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ง่าย ๆ นัก เพราะจะเกิดได้กับผู้ที่มีความแยบคายในใจเท่านั้น ผู้ที่มิได้มีการศึกษาเล่าเรียน ทั้งไม่ได้อบรมบ่มนิสัยมาให้ดี กุศลจิตก็จะเกิดขึ้นมาได้โดยยาก เพราะว่าคนเราทุกคนย่อมจะตลอดปลอดโปร่งใจอยู่เสมอไปไม่ได้ ด้วยผลของกรรมที่ได้กระทำมาทั้งในชาติอดีตและในชาติปัจจุบันนั้น ย่อมจะมาทำให้จิตใจไหลไปในสายทางต่าง ๆ แล้วอาจจะกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดีเข้าบ่อย ๆ หรือมีเหตุเดือนร้อนอยู่เป็นประจำ ดังนั้น ถ้าผู้ใดมีความแยบคายในใจ คือคิดพิจารณาด้วยดี หรือมีความรู้เท่าทันต้นเหตุของทุกข์ได้ดีแล้ว จิตก็จะเกิดกุศลได้ง่าย และอโทสเจตสิกก็เข้าประกอบอยู่เสมอ

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:12:39 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : )


  สลักธรรม 6



ผู้พิจารณาปัญหาของชีวิตด้วยดี ก็จะบังเกิดมีธรรมเหล่านี้ประจำใจ คือ

ขันติ ได้แก่ความอดทน เช่น อดทนต่อการลำบากตรากตรำที่บังเกิดขึ้นมา หรือมีความอดทนต่อเหตุต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดความเจ็บใจในเรื่องสารพัดทั้งปวง

อักโกธะ ได้แก่ความไม่โกรธ

เมตตา ได้แก่ความสงสารสัตว์ทั้งหลายผู้ซึ่งได้รับทุกข์

สำหรับขันติ อักโกธะ และเมตตา นั้น องค์ธรรมก็ได้แก่ อโทสเจตสิก

อโทสเจตสิก มีลักขณาทิจตุก ดังต่อไปนี้

อจณฺฑิก ลกฺขโณ มีความไม่ดุร้าย เป็นลักษณะ
อฆาตวินย รโส มีการทำลายความอาฆาต เป็นกิจ
โสมภาว ปจฺจุปฏฺฐาโน มีความร่มเย็น เป็นผล
โยนิโสมนสิการ ปทฏฺฐาโน มีความแยบคายต่ออารมณ์นั้น เป็นเหตุใกล้

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:13:05 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : )


  สลักธรรม 7



ลุงก็คิดว่า อโทสเจตสิกนั้น หลานพอจะทำความเข้าใจได้แล้ว ควรที่หลานจะได้ศึกษาถึงเจตสิกตัวต่อไปอีกสักตัวหนึ่ง

เจตสิกตัวที่ต่อจากอโทสเจตสิก ก็ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก

ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก เป็นเจตสิกที่มีการทำใจเป็นกลาง วางเฉย ไม่มีอคติ เป็นยุติธรรม เป็นตัวการทำให้จิต เจตสิก ทำการสม่ำเสมอ ในกิจของตน ๆ ไม่ยิ่งไม่หย่อน

เมื่อหลานได้ยินลุงพูดว่า การทำใจเป็นกลาง วางเฉย ไม่มีอคติแล้ว หลานอาจจะคิดเอาง่าย ๆ ว่าเป็นอุเบกขาเวทนาไปก็ได้ ความจริงแตกต่างกันมากมายทีเดียว

เวทนุเปกขา องค์ธรรมได้แก่ เวทนาเจตสิก หลานก็ได้เคยเรียนมาแล้วว่า เวทนานั้นเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก สำหรับตัวเวทนานั้นประกอบทั่วไปกับจิตทุกประเภทคือย่างย่อ ๘๙ ประเภท และอย่างพิศดาร ๑๒๑ ประเภท

แต่สำหรับเจตสิกที่เรียกว่าเวทนุเปกขานั้น ก็ประกอบกับจิตได้แต่เฉพาะที่เป็นอุเปกขาสหคตจิตเท่านั้น ทั้งที่เป็นบาปและที่เป็นบุญ เช่น อุเปกขาในโลภมูล ๔ อันหมายถึงความยินดีเล็กน้อยเจือปนอยู่ ในอุเปกขาที่เกิดขึ้นกับจิตมหากุศล ๔ หรืออุเปกขาที่เกิดกับจิตของพระอรหันต์ที่เรียกว่ามหากิริยาจิต เป็นต้น

สำหรับตัตรมัชฌัตุเปกขานั้น องค์ธรรมได้แก่ ตัตรมัชฌัตตาเจตสิกเป็นสังขารขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์ และเกิดในจิตอกุศลไม่ได้เลย ทั้งเกิดในจิตที่เป็นโสมนัส หรือที่เป็นอุเบกขาก็ได้ในอารมณ์ทั้ง ๖ โดยสภาพก็มีการวางใจเป็นกลางต่อสหธาตธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกันกับตน มีความเที่ยงตรงปราศจากอคติทั้ง ๔ คือไม่มีความลำเอียง โดยรัก โดยชัง โดยกลัว หรือโดยเขลา แม้แต่อย่างใดเลย

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:13:36 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : )


  สลักธรรม 8



และหลานจะต้องทำความเข้าใจให้ดีในเจตสิกตัวนี้ เพราะเป็นสังขารขันธ์ จึงสามารถเกิดร่วมกับอุเปกขาที่เรียกว่าเวทนุเปกขาก็ได้

ตัตรมัชฌัตตาเจตสิก มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

จิตฺตเจตสิกานํ สมวาหิต ลกฺขณา มีการทรงไว้ซึ่งจิตและเจตสิกให้เสมอภาคกัน เป็นลักษณะ
อูนาธิกตานิวารณ รสา มีการห้ามความยิ่งหย่อน เป็นกิจ
มชฺฌตตาภาว ปจฺจุปฏฺฐาน มีความเป็นกลาง เป็นผล
สมฺปยุตตานํ ปทฏฺฐานา มีสัมปยุตธรรม เป็นเหตุใกล้

ในวันนี้เรียนเพียงเท่านี้ก่อนเถิดหลาน กายปัสสัทธิเจตสิก และจิตตปัสสัทธิเจตสิก เอาไว้เรียนกันต่อไปคราวหน้า

ป.ผมขอขอบพระคุณ สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก.สวัสดี หลาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 08:14:02 น.] ( IP = 58.9.141.147 : : )


  สลักธรรม 9


วันนี้ได้เห็นอำนาจที่ต่างกันของเจตสิก ...โทสเจตสิกกับอโทสเจตสิก ... อุเบกขาเวทนา กับ ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก

ท่านอาจารย์อธิบายเปรียบเทียบกันทำให้เข้าใจได้ง่ายค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำความมหัศจรรย์ของชีวิตที่น่าสนใจนี้มาฝากเป็นประจำ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 09:59:12 น.] ( IP = 124.121.172.236 : : )


  สลักธรรม 10

เจตสิกบางชนิดมีความแตกต่างที่ต้องพิจารณาให้ละเอียดเลยนะคะ มิฉะนั้นแล้วอาจตีความไปผิดๆได้ ..กราบขอบพระคุณคำอธิบายของท่านอาจารย์

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะที่นำมาให้ศึกษาในลานธรรมนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2550 , 14:38:58 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org