
ในอดีตกาลสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่เสด็จไปยังกรุงพาราณสีได้มีพระภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวารตามเสด็จ ขบวนของพระพุทธองค์จึงเป็นริ้วขบวนที่งดงามสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ชาวเมืองทั้งหลาย เป็นการเดินทางของผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์โดยไม่มีสีอื่นใดมาเจือปน
(อาจารย์บอกว่า ..หากจะเปรียบไปแล้วก็ขอให้พวกเรานึกถึงเสื้อสีเหลืองที่ประชาชนชาวไทยสวมใส่เพื่อรับเสด็จในหลวงที่เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมฯ ในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเสื้อเหลืองที่เราใส่ก็ยังมีสีที่แตกต่าง และถึงจะมีความต่างก็ยังเกิดความสวยงามน่าประทับใจถึงขนาดนั้น แต่นี่เป็นอาภรณ์สีเหลืองของผู้ที่สิ้นกิเลสซึ่งเสด็จนำด้วยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระรัศมีและความผุดผ่องของวรรณะคงประดุจริ้วทองเคลื่อนเข้าสู่พาราณสี)
ชาวเมืองทั้งหลายเมื่อเห็นเช่นนั้นก็มีความยินดีพากันไปถวายทานตามกำลังของตน อยู่มาวันหนึ่งเมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสร็จภัตกิจแล้ว พระองค์ได้กล่าวอนุโมทนาสรุปเป็นใจความสำคัญได้ว่า
บางคนทำบุญตามลำพังตนเอง แต่ไม่ชวนคนอื่น ... ย่อมได้โภคสมบัติ แต่ไม่ได้บริวารสมบัติ
บางคนชวนคนอื่นทำ แต่ตนเองไม่ทำ ...ย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคสมบัติ
บางคนไม่ทำบุญด้วย และไม่ชวนผู้อื่นด้วย ... ย่อมไม่ได้ทั้ง ๒ อย่าง
บางคนทำบุญเองด้วย และชวนผู้อื่นด้วย ...ย่อมได้ทั้ง ๒ อย่าง .
ขณะนั้นมีบุรุษคนหนึ่งฟังอนุโมทนาคาถาดังกล่าวแล้วก็คิดขึ้นว่า...เราจะทำบุญอันเป็นเหตุให้ได้โภคสมบัติด้วย และบริวารสมบัติด้วย จึงเข้าไปกราบทูลและอาราธนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุสาวก(๒๐,๐๐๐ รูป)ให้ไปรับอาหารของตนในวันรุ่งขึ้น เมื่อทรงรับอาราธนาแล้ว บุรุษผู้นั้นก็ไปเดินบอกบุญชวนชาวบ้านมาร่วมถวายทาน ซึ่งแต่ละคนก็แสดงความจำนงรับเป็นเจ้าภาพกันคนละ ๑๐ รูป ๒๐ รูป ๑๐๐ รูป ๕๐๐ รูป ตามกำลัง บุรุษผู้นั้นก็ได้จดชื่อเจ้าภาพแต่ละรายลงบัญชีไว้