มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คนจนผู้ยิ่งใหญ่ในพุทธกาล







คนจนผู้ยิ่งใหญ่ในพุทธกาล

อุทกญฺหิ นยนฺติ เนตฺติกา
อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารุ ํ นมยนฺติ ตจฺฉกา
อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา

คนไขน้ำย่อมไขน้ำเข้านา
ช่างศรย่อมดัดลูกศร
ช่างถากย่อมถากไม้
บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน


ในเช้าวันนี้ อาจารย์จึงได้ยกคาถานี้ขึ้นมาเพื่อจะสอนให้เห็นถึง จิตที่ฝึกได้ โดยนำพระสูตรมาเล่าประกอบด้วย

และก่อนที่จะเล่าถึงเรื่อราวในพระสูตร อาจารย์ได้ให้ข้อคิดเริ่มแรกว่า ..เราเป็นคนไทยเหมือนๆ กัน เราได้หยุดวันเสาร์-อาทิตย์เหมือนกัน แต่วิบากไม่เท่ากันเราจึงไม่ทราบเลยว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับเราบ้าง ที่คิดว่าจะทำก็กลับไม่ได้ทำเพราะมีอุปสรรค ฉะนั้น อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เพราะไม่รู้ว่ากรรมจะมาเบียดเบียนเราเมื่อใด อดีตกรรมชนิดไหนจะส่งผลแก่เรา

หากเราสร้างเหตุไม่ดีไว้ เมื่อถึงเวลาที่เหตุไม่ดีนั้นจะส่งผลอันสุกงอมมาให้ เราก็จะพบแต่อุปสรรคขัดขวาง หรืออาจเสียโอกาสที่ดีไปเช่นในเวลาที่มีการแสดงธรรม เราก็อาจพลาดการฟังธรรมนั้นไป หรือในสมัยที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองพาราณสี เราก็มีเหตุให้ต้องออกจากเมืองพาราณสีไปยังกรุงสาวัตถี อย่างนี้เป็นต้น และอะไรๆก็เกิดขึ้นกับเราได้ในเรื่องที่ดี ถ้าหากเราสร้างเหตุปัจจัยมาพร้อม

อาจารย์ได้ให้ข้อเตือนใจอีกว่า ...วันนี้จึงขอให้ทุกท่านมุ่งมั่นสร้างสรรค์ความดี เร่งทำความดีในขณะที่เรามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ อย่าปล่อยให้วันเวลาและโอกาสที่ดีต้องเสียไป ขอให้ท่านตั้งใจที่จะทำดีเพื่อขจัดอุปสรรคขวากหนามที่จะมาเบียดเบียนเราในทุกครั้งที่เราต้องการทำความดี ตั้งเจตนาว่าเราต้องการใช้ชีวิตนี้ดำเนินไปในศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อที่จะนำพาชีวิตให้พ้นทุกข์พ้นโศก พ้นโรคภัย และพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดให้ได้โดยเร็ว การที่จะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดก็ต้องปฏิบัติธรรม โดยจะต้องรู้และเข้าใจหลักธรรมที่ต้องปฏิบัติ คือสติปัฏฐานสี่เท่านั้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ สิ้นสุดจากหายนะทั้งปวง

หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้ขยายความคาถาและคำแปลเพื่อความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านและผู้ฟังว่า ...

โดย น้องกิ๊ฟ..นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:34:53 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1


โดยปกติธรรมดาของน้ำ ..ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม จากที่สูงไหลลงสู่ที่ต่ำ เราก็จะเห็นว่าน้ำฝนนั้นไหลจากฟ้าลงมาสู่ดิน ไม่มีไหลจากดินขึ้นไปสู่ฟ้า แต่คนไขน้ำผู้ฉลาดใช้เครื่องมือบางอย่างให้สามารถไขน้ำให้ไหลไปสู่ที่สูงได้ เช่น บ้านของเราก็จะมีปั๊มสูบน้ำให้ไหลขึ้นสู่ชั้นบนได้ หรือโรงแรมที่อยู่บนเทือกเขา หรือที่ใดที่หนึ่งก็ตาม ..นี่คือคนฉลาดที่จะใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะดูดน้ำให้ขึ้นสู่ที่สูงได้ เพื่อให้สมปรารถนาในประโยชน์ของตน คนฉลาดจึงสามารถทำอะไรที่อยู่ในที่ต่ำให้ไปอยู่ในที่สูงได้

ช่างศรย่อมดัดลูกศรให้ตรงตามกรรมวิธีได้ จะเห็นว่า ลูกธนูที่จะยิงไปให้ตรงเป้าได้ ลูกศรจะต้องถูกดัดให้ตรง คันศรก็ต้องโก่งให้ง้างได้พอดี เพราะถ้าหากลูกศรไม่ตรงแต่คดโค้งแล้ว เวลาที่ยิงก็จะพลาดเป้าเบี้ยวออกไป เวลายิงธนูต้องเล็งให้แม่นยำ ซึ่งนอกจากการเล็งแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับคันศรและลูกศรที่ช่างศรต้องมีกรรมวิธีดัดให้ดี

ช่างไม้ย่อมนำไม้มาจากป่าแล้วก็นำมาแปรรูปได้ จะเห็นได้ว่า จากซุงต้นใหญ่โตเขาก็นำมาทำเป็นเสาชิงช้าได้ ซึ่งสภาพก่อนที่จะมาเป็นเสาชิงช้านั้น มันก็จะมีลักษณะหยักๆ ไปรอบๆ เหมือนแผนที่ แต่พอมาเป็นเสาชิงช้านั้นก็กลมดิกเลย และบนยอดเสาก็จะมีไม่ฉลุลวดลายประดับไว้ด้านบน ฉะนั้น ช่างไม้ที่นำไม้ออกมาจากป่าก็จะถากเปลือกไม้ออกแล้วก็แปรรูปออกมาทำบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์และภาชนะต่างๆ ได้

ส่วนบัณฑิตย่อมจะเห็นว่า ทั้งน้ำ ลูกศร และไม้ ล้วนเป็นสิ่งไม่มีชีวิต แต่ยังก็สามารถถูกมนุษย์ทำให้เป็นไปในสภาพต่างๆตามใจปรารถนาได้ ไฉนเลยมนุษย์ ซึ่งมีจิตใจ จะไม่พึงฝึกจิตของตนให้เป็นไปตามปรารถนา สิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งหลายยังถูกทำให้อยู่ในสภาพดีได้เลย แล้วเราเป็นคน เป็นสิ่งที่มีชีวิต เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ และฝึกได้ แล้วทำไมเราจะฝึกใจของตนเองให้เป็นไปในทางที่ตนเองปรารถนาไม่ได้ ซึ่งเราก็ฝึกกันมาตลอด

เราศึกษาวิชาต่างๆ เรียนการละคร การรำ ต่างก็ต้องฝึกร้อง ฝึกรำ ฝึกวาด ฝึกใช้เครื่องมือ เครื่องคิดเลข แล้วก็มีงานทำเป็นอาชีพก็เพราะเราได้เคยฝึกฝนความชำนาญในเรื่องนั้นๆไว้ จะเห็นว่า เราฝึกอะไรได้ทั้งนั้นเลย ถ้าเราตั้งใจ ดังนั้น บัณฑิตทั้งหลาย จึงย่อมฝึกตน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:40:49 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 2


อาจารย์ได้อธิบายความหมายของคาถาทั้งหมดแล้ว ท่านยังได้ขยายความเพิ่มในเรื่องของการฝึกตนอีกว่า

การฝึกฝนตนคือ การคุ้มครองตน บังคับตนให้ดำเนินเป็นไปในทางที่ถูกและชอบธรรม ด้วยความรู้จักสำรวมตน คือไม่ซบเซาเมื่อทุกข์ และไม่ลำพองเมื่อสุข ...นี่คือสิ่งที่บัณฑิตควรรู้

และพวกเราก็อย่าปฏิเสธว่า "ไม่เอาละ เราไม่ใช่บัณฑิต เรื่องอย่างนี้บัณฑิตท่านคิด เราไม่ต้องคิด" ความคิดอย่างนี้ใช้ไม่ได้ เพราะเราจะไม่คิดไปเป็นบัณฑิตในอนาคตกันหรือ จึงต้องหมั่นเตือนตนไว้ตั้งแต่บัดนี้

ไม่ซบเซาเมื่อทุกข์มา ..ไม่ซึมเซื่อง ไม่น้อยใจ ไม่ตัดพ้อต่อว่าโชคชะตาตนเอง
ไม่ลำพองเมื่อมีสุข ...เพราะสุขและทุกข์นั้นเป็นของไม่เที่ยง


นี่คือเนื้อหาของเรื่องการฝึกตน และเมื่ออธิบายโดยย่อแล้ว อาจารย์ก็ได้นำเรื่องราวประกอบคาถามาอธิบายโดยละเอียดพอสมควรอีกครั้งหนึ่งว่า

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:41:31 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 3


ในอดีตกาลสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่เสด็จไปยังกรุงพาราณสีได้มีพระภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวารตามเสด็จ ขบวนของพระพุทธองค์จึงเป็นริ้วขบวนที่งดงามสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ชาวเมืองทั้งหลาย เป็นการเดินทางของผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์โดยไม่มีสีอื่นใดมาเจือปน

(อาจารย์บอกว่า ..หากจะเปรียบไปแล้วก็ขอให้พวกเรานึกถึงเสื้อสีเหลืองที่ประชาชนชาวไทยสวมใส่เพื่อรับเสด็จในหลวงที่เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมฯ ในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเสื้อเหลืองที่เราใส่ก็ยังมีสีที่แตกต่าง และถึงจะมีความต่างก็ยังเกิดความสวยงามน่าประทับใจถึงขนาดนั้น แต่นี่เป็นอาภรณ์สีเหลืองของผู้ที่สิ้นกิเลสซึ่งเสด็จนำด้วยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระรัศมีและความผุดผ่องของวรรณะคงประดุจริ้วทองเคลื่อนเข้าสู่พาราณสี)

ชาวเมืองทั้งหลายเมื่อเห็นเช่นนั้นก็มีความยินดีพากันไปถวายทานตามกำลังของตน อยู่มาวันหนึ่งเมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสร็จภัตกิจแล้ว พระองค์ได้กล่าวอนุโมทนาสรุปเป็นใจความสำคัญได้ว่า

บางคนทำบุญตามลำพังตนเอง แต่ไม่ชวนคนอื่น ... ย่อมได้โภคสมบัติ แต่ไม่ได้บริวารสมบัติ
บางคนชวนคนอื่นทำ แต่ตนเองไม่ทำ ...ย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคสมบัติ
บางคนไม่ทำบุญด้วย และไม่ชวนผู้อื่นด้วย ... ย่อมไม่ได้ทั้ง ๒ อย่าง
บางคนทำบุญเองด้วย และชวนผู้อื่นด้วย ...ย่อมได้ทั้ง ๒ อย่าง .

ขณะนั้นมีบุรุษคนหนึ่งฟังอนุโมทนาคาถาดังกล่าวแล้วก็คิดขึ้นว่า...เราจะทำบุญอันเป็นเหตุให้ได้โภคสมบัติด้วย และบริวารสมบัติด้วย จึงเข้าไปกราบทูลและอาราธนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุสาวก(๒๐,๐๐๐ รูป)ให้ไปรับอาหารของตนในวันรุ่งขึ้น เมื่อทรงรับอาราธนาแล้ว บุรุษผู้นั้นก็ไปเดินบอกบุญชวนชาวบ้านมาร่วมถวายทาน ซึ่งแต่ละคนก็แสดงความจำนงรับเป็นเจ้าภาพกันคนละ ๑๐ รูป ๒๐ รูป ๑๐๐ รูป ๕๐๐ รูป ตามกำลัง บุรุษผู้นั้นก็ได้จดชื่อเจ้าภาพแต่ละรายลงบัญชีไว้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:43:35 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 4


สมัยนั้นมีชายคนหนึ่งซึ่งยากจนที่สุด ชื่อ มหาทุคตะ แปลว่า ยากจนมาก บุรุษผู้นี้ก็เข้าไปชวนให้มหาทุคตะมาร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญเลี้ยงพระ แต่มหาทุคตะก็ปฏิเสธและบอกว่าตัวเขายากจนมาก อย่าว่าแต่จะเลี้ยงพระเลย ขนาดตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอดเลย

บุรุษผู้นี้เป็นผู้ที่ฉลาดและไม่ลดละความพยายามแม้ มหาทุคตะจะพูดว่า "ไม่มี" ก็ไม่ยอมนิ่งเฉย ยังตั้งใจกล่าวหว่านล้อมต่อไปว่า "รู้ไหมว่า ปัจจุบันนี้ที่ต้องมาทำงานรับจ้างตลอดวัน แล้วยังอดๆ อยากๆ ไม่ได้อะไรเหมือนใครเขา ไม่มีอาหารได้อิ่มท้องที่เป็นเช่นนี้ ยังไม่รู้สึกตัวอีกหรือว่า เป็นเพราะไม่ได้ทำบุญทำทานไว้ในอดีต ปัจจุบันจึงยากจนอยู่อย่างนี้ เมื่อรู้อดีตอย่างนี้แล้ว ปัจจุบันยังไม่ยอมทำบุญอีกหรือ ถ้าไม่อยากจนอีกต่อไปก็ต้องทำทาน"

เมื่อถูกหว่านล้อมด้วยเหตุผล มหาทุคตะก็เกิดความสลดใจได้คิด จึงตัดสินใจบอกให้บุรุษผู้นั้นจดลงบัญชีว่าตนเองรับเป็นเจ้าภาพพระภิกษุจำนวน ๑ รูป แล้วก็ตั้งใจจะไปหางานทำเพื่อนำรายได้มาทำข้าวของถวายทานในวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อเดินจากมหาทุคตะไปแล้วบุรุษผู้นั้นก็มิได้จดชื่อของมหาทุคตะลงบัญชี


ฝ่ายมหาทุคตะก็กลับบ้านไปบอกเรื่องเป็นเจ้าภาพพระภิกษุ ๑ รูปให้ภรรยาทราบ ภรรยาก็ดีใจที่จะได้ทำบุญ ทั้งสองสามีภรรยาก็ดีใจรีบออกไปรับจ้างทำงาน

มหาทุคตะไปที่บ้านเศรษฐี ซึ่งกำลังเตรียมหุงต้มอาหารสำหรับทำบุญในวันรุ่งขึ้นโดยไปรับจ้างทำงานตัดฟืนหุงต้มอาหาร ด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง ถกเขมรทำงานด้วยความร่าเริงใจ

เศรษฐีเห็นอาการร่าเริงใจของมหาทุคตะก็เลยถามขึ้น เมื่อทราบความว่ามหาทุคตะจะเลี้ยงพระ ๑ รูปที่บ้านก็รู้สึกซาบซึ้งใจในเจตนาของมหาทุคตะ เศรษฐีจึงให้ข้าวสาลี ๔ ทะนานเป็นค่าจ้าง และเพิ่มให้อีก ๔ ทะนานด้วยความพึงพอใจในตัวมหาทุคตะ

ฝ่ายภรรยามหาทุคตะก็ไปรับจ้างภรรยาเศรษฐีตำข้าว ด้วยอาการร่าเริงบันเทิงใจร้องเพลงไปด้วยตำข้าวไปด้วย

ภรรยาเศรษฐีเห็นดังนั้นก็เกิดความสงสัยจึงถามภรรยามหาทุคตะ เมื่อภรรยาเศรษฐีทราบความเป็นมาแล้วก็รู้สึกประทับใจ จึงมอบเนยใส ๑ ขวด น้ำส้ม ๑ กระปุก เครื่องเทศ และข้าวสาลี ๑ ทะนานให้กับภรรยามหาทุคตะ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:49:53 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 5

ด้วยความดีใจที่ได้อาหารและเครื่องปรุงสำหรับเลี้ยงพระแล้ว สองสามีก็ตื่นลุกขึ้นแต่เช้า ภรรยาของมหาทุคตะบอกให้มหาทุคตะไปหาผักมาสำหรับปรุงอาหาร

มหาทุคตะหาผักในตลาดไม่ได้ จึงเดินไปเก็บผักที่ริมแม่น้ำด้วยความยินดีที่จะได้ทำบุญ ระหว่างเก็บผักก็ร้องเพลงไปพลาง ชาวประมงที่หาปลาอยู่แถวนั้นได้ยินเสียงร้องเพลงก็จำได้ว่าเป็นเสียงของมหาทุคตะจึงถามมหาทุคตะด้วยความสงสัย

มหาทุคตะตอบว่า จะเก็บผักไปปรุงอาหารเลี้ยงพระ ๑ รูปที่บ้านของตนในเช้านี้ ชาวประมงได้ยินดังนั้นก็มอบปลาตะเพียนที่เก็บไว้ส่วนตัวให้กับมหาทุคตะนำไปปรุงอาหารถวายพระ

เช้าวันนั้นพระพุทธองค์ตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นมหาทุคตะอยู่ในข่ายพระญาน ทรงทราบเรื่องราวของมหาทุคตะที่ไม่ได้รับการลงชื่อให้เป็นเจ้าภาพพระภิกษุจำนวน ๑ รูป และถ้าปราศจากพระองค์แล้ว มหาทุคตะก็จะไม่ได้ทำบุญในวันนี้ จึงทรงดำริว่า จะสงเคราะห์มหาทุคตะ

เมื่อมหาทุคตะถือผักถือปลากำลังจะเดินเข้าบ้านนั้น พระอินทร์ก็จำแลงกายลงมาอาสาเป็นพ่อครัวช่วยทำกับข้าว และเมื่อเห็นว่าอาหารจัดเตรียมใกล้เสร็จแล้ว มหาทุคตะก็ออกจากบ้านมาเพื่อจะรับพระภิกษุจำนวน ๑ รูปที่ตนเป็นเจ้าภาพ

มหาทุคตะเดินเข้าไปหาบุรุษผู้ที่มาชวนตนให้เป็นเจ้าภาพเพื่อขอรับพระไปฉันที่บ้าน บุรุษผู้นั้นเมื่อถูกมหาทุคตะถามขึ้นก็ได้ตรวจบัญชีรายชื่อแล้วก็ตกใจเพราะตนเองไม่ได้จดชื่อมหาทุคตะไว้ในบัญชี จึงกล่าวขอโทษมหาทุคตะที่ไม่สามารถจัดพระให้ได้

มหาทุคตะก็เกิดความเสียใจมาก ร้องไห้แล้วกล่าวตัดพ้อว่า เหตุใดท่านจึงทำกับเราอย่างนี้ ท่านเอาหอกทิ่มแทงหัวใจเราเสียดีกว่า บุรุษผู้นั้นเกิดความละอายใจเป็นอย่างมากที่ชวนมหาทุคตะแล้วจัดพระให้ไม่ได้ เพราะเจ้าภาพคนอื่นได้รับพระที่ตนจองไว้ไปหมดแล้ว แต่ก็ได้บอกมหาทุคตะว่า ยังมีอยู่อีก ๑ รูปที่ยังไม่ได้ไปบ้านใคร คือ พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:51:45 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 6

มหาทุคตะได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้าไปที่พระคันธกุฏี ร้องไห้ และกราบทูลพระพุทธองค์ว่า ในพระนครนี้ขึ้นชื่อว่ายากจนกว่าข้าพระพุทธเจ้าไม่มีแล้ว ขอพระองค์ทรงให้ความสงเคราะห์ด้วยเถิด เขากล่าวแล้วก็หมอบกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์

พระพุทธองค์ทรงประทานบาตรให้ มหาทุคตะก็ปลื้มใจมาก ในขณะที่พวกพระยุพราชและเชื้อพระวงศ์ที่รอรับบาตรของพระพุทธองค์อยู่ต่างก็มองหน้ากันเลิกลั่ก แล้วก็เสนอเงื่อนไขให้เงินมหาทุคตะเพื่อแลกกับบาตร

(อาจารย์อธิบายเรื่องของการอุ้มบาตรว่า ..โดยความเป็นจริงแล้ว การประคองบาตรให้พระพุทธองค์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยศศักดิ์หรือตำแหน่งใหญ่โตอะไร แต่เมื่อพระพุทธองค์ส่งบาตรให้ใคร บุคคลนั้นก็คือผู้ที่พระองค์เลือกแล้ว )

มหาทุคตะตอบว่า เวลานี้ข้าพเจ้าไม่ต้องการทรัพย์ แต่ต้องการให้พระศาสดาเสวยภัตตาหารเท่านั้น

พวกเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายจึงติดตามไปถึงบ้านมหาทุคตะด้วยคิดว่า ถ้าอาหารไม่ดีก็จะนิมนต์ไปฉันภัตตาหารในวัง แต่เมื่อไปถึงบ้านมหาทุคตะแล้วปรากฏว่า เมื่อเปิดฝาหม้อข้าวขึ้นกลิ่นของข้าวก็หอมฟุ้งไปทั่วเมือง บรรดาเชื้อพระวงศ์เห็นภัตตาหารชั้นเลิศของมหาทุคตะแล้วก็ถวายบังคมพระพุทธองค์ลากลับเข้าเมืองไป

เมื่อเสร็จภัตกิจแล้วพระพุทธองค์ก็อนุโมทนากถา มหาทุคตะและภรรยาก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำชีวิตให้สมบูรณ์แล้วในวันนี้ พระอินทร์ที่ปลอมตัวมาเป็นพ่อครัวก็ได้บันดาลให้ฝนแก้ว ๗ ประการตกลงมายังบ้านของมหาทุคตะอย่างมากมายจนน่าอัศจรรย์

มหาทุคตะเห็นแล้วก็รู้ว่า บุญที่ทำกับพระพุทธองค์ได้ผลทันตาขนาดนี้ จึงไปกราบทูลพระราชาให้ส่งรถไปบรรทุกทรัพย์เหล่านั้นมาไว้ในวัง พระราชาจึงแต่งตั้งให้เขาเป็นเศรษฐีและให้ทำงานอยู่ในวัง มหาทุคตะเศรษฐีใหม่ก็ตั้งใจทำบุญจนตลอดชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:52:26 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 7

มหาทุคตะเมื่อตายแล้วก็ไปเกิดในดาวดึงส์เทวโลกเสวยทิพยสมบัติ ๑ พุทธันดร มาในสมัยพุทธกาลนี้ได้จุติจากเทวโลกมาปฏิสนธิในสกุลอุปัฏฐากของพระสารีบุตร ซึ่งมารดาผู้อุ้มครรภ์ก็มีอาการแพ้ท้องมาก

(ตรงนี้อาจารย์ก็ถามผู้ที่ฟังอยู่ในห้องว่า ใครเคยแพ้ท้องบ้าง และแพ้อยากทำอะไร หลายๆ คนก็ตอบมาตามที่เคยแพ้ อาจารย์ก็เล่าต่อว่า ..)

อาการแพ้ท้องของนางนั้น คืออยากถวายทานแก่พระภิกษุ ๕๐๐ รูป โดยมีภัตตาหารที่ปรุงจากปลาตะเพียน

เมื่อกุมารถือกำเนิดมาแล้ว ก็ตั้งชื่อให้ว่า บัณฑิต เพราะในระหว่างที่อุ้มครรภ์ใกล้คลอดนั้น มีความแปลกประหลาดเกิดขึ้นในบ้านคือ คนในบ้านที่โง่เขลากลับกลายเป็นคนฉลาดขึ้นมากันทั้งหมด

พอบัณฑิตกุมารอายุได้ ๗ ขวบ ก็ขออนุญาตมารดาไปบวชกับพระสารีบุตร พระสารีบุตรก็กล่าวกับเด็กว่า การบวชเป็นกิจทำได้ยาก แต่เด็กก็ตอบว่า ยากอย่างไรก็จะบวช พระสารีบุตรก็บวชให้เป็นสามเณร สามเณรนั้นเมื่อบวชแล้วตลอดเจ็ดวันก็ไม่ได้ออกไปไหน พอวันที่แปดพระสารีบุตรจึงพาออกไปบิณฑบาต

(อาจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุที่ต้องอยู่ในวัดหลายวันก็เพราะจะต้องเรียนรู้การปฏิบัติตนให้สมสมณะรูป หัดการนุ่งห่ม หัดการถือบาตร หัดกิริยามารยาทการเดินให้เรียบร้อย ไม่ทำผ้าหลุดลุ่ยในเวลาเดิน)

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:54:45 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 8

ในวันที่แปดพระเถระก็พาสามเณรออกบิณฑบาตไปในหนทาง ระหว่างทางก็เห็นเหมืองเก็บน้ำจึงมีการซักถามเกิดขึ้นว่า

ถาม นี่อะไร?
ตอบ เหมือง

ถาม เหมืองมีไว้ทำไม?
ตอบ ไว้ไขน้ำจากเหมืองไปหานาข้าว เมื่อนาขาดน้ำ

ถาม น้ำมีจิตไหม?
ตอบ ไม่มี

สามเณรก็คิดได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่า "นี่ขนาดน้ำไม่มีจิต ยังไหลไปในที่ที่ทำประโยชน์ได้ แต่คนมีจิตจึงต้องฝึกจิตให้เกิดประโยชน์ได้"

สามเณรเดินต่อไปเห็นช่างศร กำลังดัดคันธนู ดัดลูกศรให้ตรงจึงซักถามพระสารีบุตร

ถาม เขาทำอะไร?
ตอบ ดัดลูกศร

ถาม ลูกศรมีจิตไหม?
ตอบ ไม่มี

สามเณรก็คิดว่า "ช่างศรยังสามารถเอาลูกศรอันไม่มีจิต ดัดให้ตรงได้ แต่คนเรามีจิต จึงจะต้องดัดให้ตรงให้ควรแก่การงานเพื่อทำจิตของตนให้เกิดประโยชน์ให้ได้"

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:55:23 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 9


สามเณรเดินต่อไปก็เห็นคนกำลังนั่งถากไม้อยู่ จึงซักถามพระสารีบุตรอีก

ถาม คนพวกนี้คือใคร?
ตอบ ช่างถากไม้

ถาม เขาถากไปทำไม?
ตอบ ทำคอน ทำล้อ ทำเกวียนเป็นต้น

ถาม ไม้มีจิตไหม?
ตอบ ไม่มี

สามเณรจึงตริตรองว่า ขนาดท่อนไม้ที่ไม่มีจิต ยังนำมาทำเป็นลายสวยงามทำเป็นล้อเป็นเกวียนได้ แล้วทำไมเราซึ่งผู้มีจิต จะไม่สามารถทำจิตของตนให้สวยงามเกิดประโยชน์ขึ้นมาได้เล่า เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว ก็ขอกลับกุฏิเพื่อทำสมณะธรรม แล้วกล่าวกลับพระสารีบุตรว่า ขอให้นำอาหารที่ปรุงจากปลาตะเพียนมาฝากด้วย

พระสารีบุตรจึงถามว่า จะไปหาได้ที่ไหน?

สามเณรพนมมือกล่าวตอบว่า "ถ้าไม่ได้ด้วยบุญของท่าน ก็คงได้ด้วยบุญของกระผม" กล่าวจบแล้วก็เข้ากุฏิไปบำเพ็ญสมณะธรรมด้วยการพิจารณากรัชกายตน

ส่วนพระสารีบุตรก็คิดว่า ทำอย่างไรจะได้ปลาตะเพียน จึงดำเนินไปสู่บ้านของโยมอุปัฏฐากที่เคารพท่านมา

(อาจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า การไปขออะไรใครนั้น ถ้าเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก็จะขอไม่ได้ การที่พระไปเอ่ยปากขอโยมที่ไม่ได้ปวารณาก็จะอาบัติ ซึ่งสมัยนี้มีพระที่ทำผิดพระวินัยไม่น้อยเลย)

ที่บ้านนั้นพอดีได้ปลาตะเพียนมาหลายตัว กำลังปรุงอาหารด้วยปลาตะเพียนและรอการมาของพระสารีบุตรอยู่ เมื่อพระสารีบุตรมาถึงแล้วก็นิมนต์ให้ฉันภัตตาหารที่บ้านของตน พระสารีบุตรได้แสดงอาการว่าจะนำกลับไปฉันที่วัด แต่โยมอุปัฏฐากก็ไม่ยอม จึงต้องกระทำภัตตกิจที่บ้านแห่งนั้น

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:55:59 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 10

เมื่อพระสารีบุตรฉันเสร็จแล้ว โยมอุปัฏฐากนั้นก็ถวายปลาตะเพียนให้อีกจนเต็มบาตร และด้วยความห่วงใยสามเณรว่าจะหิวจึงรีบกลับมายังกุฎี ซึ่งในขณะนั้นสามเณรได้บำเพ็ญสมณะธรรมจนบรรลุผล ๓ แล้ว

พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ว่าบัดนี้ สามเณรบรรลุผล ๓ และมีอุปนิสัยแห่งอรหัตผล จึงเสด็จไประงับพระสารีบุตรไว้ก่อนที่จะนำอาหารไปให้สามเณร โดย ตรัสถามปัญหา ๔ ข้อเกี่ยวกับเรื่องอาหาร แก่พระสารีบุตรว่า

ถาม อาหารย่อมนำมาซึ่งอะไร
ตอบ นำเวทนามา พระเจ้าข้า

ถาม เวทนาย่อมนำมาซึ่งอะไร
ตอบ นำรูปมา พระเจ้าข้า

ถาม รูปย่อมนำมาซึ่งอะไร
ตอบ นำผัสสะมา พระเจ้าข้า

ถาม ผัสสะนำมาซึ่งอะไร
ตอบ นำสุขสัมผัสมา พระเจ้าข้า

(อาจารย์ได้อธิบายเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่า เมื่อบุคคลหิว ได้บริโภคบำบัดหิวแล้ว สุขเวทนาย่อมเกิดต่อจากนั้น เมื่อสุขเวทนาเกิดขึ้นแล้ววรรณะสมบัติผิวพรรณที่เปล่งปลั่งผ่องใสมีน้ำมีนวลก็เกิดขึ้น เหมือนกับที่พระพุทธองค์ทรงเสวยข้าวมธุปายาสภายหลังที่เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และเมื่อผิวพรรณเปล่งปลั่งมีเนื้อหนังแล้วเวลานั่งอยู่ นอนอยู่ ก็ได้รับสุขสัมผัส )

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2550 , 13:56:36 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org