| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๕๖)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๕๖)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก. สวัสดี หลาน
ป. ผมได้ศึกษาไปเมื่อวันก่อนถึงเจตสิกเป็นคู่ ๆ เช่น กายปัสสัทธิเจตสิก กับจิตตปัสสัทธิเจตสิก เป็นต้น ก็ออกจะยุ่งยากใจอยู่บ้าง ครั้นทบทวนพิจารณาจากที่ได้บันทึกเอาไว้แล้ว ก็พอจะมีความเข้าใจ ในวันนี้ ผมจึงขอมาศึกษาบทเรียนจากคุณลุงต่อใหม่ คุณลุงจะต่อด้วยเจตสิกอะไร
ก. ลุงมีความยินดีที่หลานพอมีความเข้าใจ วันนี้ก็จะให้หลานได้ศึกษาเจตสิกตัวต่อไป คือ วิรตีเจตสิก
วิรตีเจตสิกมี ๓ ตัวด้วยกัน คือ สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตเจตสิก และสัมมาอาชีวเจตสิก
ลุงจะขอถามหลานเสียก่อน ขอให้หลานลองตอบมาว่า เหตุใดคนอยู่ดี ๆ อยู่สบาย ๆ แล้วไม่ชอบ กลับไปด่าทอ ตบตี หรือชกต่อยกัน
ป. คนเราอยู่ดี ๆ อยู่สบาย ๆ ก็จะต้องชอบใจด้วยกันทั้งนั้นทุกคน แต่ที่ต้องด่าทอ ตบตีหรือชกต่อยกัน ก็เนื่องมาจากว่า เขาได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี หรืออารมณ์ที่เขาไม่พึงปรารถนา เช่นใครมาด่าว่าดูหมิ่น หรือใครผู้ใดมาทำให้เขาเสียผลประโยชน์ไป
ก. ถ้าว่าตามสภาวะแล้ว ใครมาด่าว่าดูหมิ่นหรือมาทำให้เสียประโยชน์แล้ว เหตุไฉนจึงต้อง ด่าทอ ตบตี หรือชกต่อยกันด้วยเล่า
ป. เพราะมาทำให้อารมณ์เสียขอรับ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ก.ย. 2550 , 07:15:18 น.] ( IP = 58.9.141.70 : : )
สลักธรรม 1
ก. ในเรื่องนี้ ถ้าจะตอบให้ตรงตามเรื่องราวแล้ว ก็จะต้องตอบว่า เพราะจิตใจเกิดเร่าร้อนขึ้นมา
แต่ถ้าจะถามต่อไปว่า เหตุใดจิตใจจึงได้บังเกิดความเร่าร้อนขึ้นมาเล่า คำตอบง่าย ๆ ก็คือ จิตใจได้ถูกกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดีไม่ชอบใจ
ถ้าจะค้นลงไปอีกก็จะพบว่า อารมณ์ที่ไม่ดีเหล่านั้นไปกระทบกระเทือนเข้ากับอนุสัยกิเลส
อนุสัยกิเลส ก็คือกิเลสอย่างละเอียดตัวการทำให้เร่าร้อน ที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิดภายในจิตใจนั่นเอง ถ้ามิได้ศึกษาพิจารณาดูด้วยดีแล้ว ก็จะเห็นไม่ได้เลย
พระอรหันต์ ผู้ไม่มีอนุสัยกิเลส ตัวการทำให้เศร้าหมองเร่าร้อนอยู่ภายในจิตใจเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น พระอรหันต์จึงไม่มีโอกาสที่จะเกิดความเศร้าหมองเร่าร้อนได้ แม้ใครจะกระทบกระเทือนสักเท่าใดก็ตาม
กิเลสได้แก่ตัวการที่ทำให้เศร้าหมองเร่าร้อน และกิเลสนี้แบ่งออกเป็น ๓ ชั้นด้วยกัน คือ
อนุสัยกิเลส ได้แก่กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิต บางท่านก็เรียกว่า ตัวการที่ทำให้เศร้าหมองเร่าร้อนที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน อันไม่มีผู้ใดจะสามารถมองเห็นหรือมีความเข้าใจ นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
เมื่อมีอารมณ์มากระทบทางตา ทางหู หรือทางใจเข้าแล้ว อนุสัยกิเลสคือ กิเลสอย่างละเอียดนี้ ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลาง ซึ่งได้แก่ตัวการที่ทำให้ขุ่นมัวใจเกิดขึ้น เมื่อจิตใจเกิดขุ่นมัวหรือเร่าร้อนมากขึ้นแล้ว กิเลสอย่างกลางนี้ก็จะก้าวล่วงออกมาทางกาย ทางวาจา มีการตบตี หรือด่าทอกันอีกขั้นหนึ่งอันเรียกว่า วีติกกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ก.ย. 2550 , 07:16:01 น.] ( IP = 58.9.141.70 : : )
สลักธรรม 2
ตามที่ลุงได้ได้แสดงมานี้ หลานก็จะเห็นได้ว่า อารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบทางทวารต่าง ๆ นั้น กระเทือนถึงกิเลสอย่างละเอียดที่อยู่ภายใน ถ้ากำลังมากก็จะทำให้เกิดกิเลสอย่างกลางขึ้นมา ถ้ากิเลสอย่างกลางนี้ยังมิได้สงบลง ไม่ช้าไม่นานมันก็จะแสดงออกมาเป็นกิเลสอย่างหยาบ
ถ้ากิเลสอย่างละเอียดมิได้มีกิเลสอย่างกลางคือขุ่นมัวใจก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้ เพราะขาดปัจจัยสนับสนุน ถ้ากิเลสอย่างกลางมิได้เกิดขึ้น กิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกมาทางกาย วาจา ก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้ เพราะขาดปัจจัยเช่นเดียวกัน อาศัยกันเกิดขึ้นมาเป็นขั้น ๆ ดังนี้
สำหรับอนุสัยกิเลสนั้นมีอยู่ ๗ ประการด้วยกัน เช่น
กามาราคานุสัย = ธรรมชาติที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน คือความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ องค์ธรรมได้แก่โลภมูลจิต
ปฏิฆานุสัย = ธรรมชาติที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน อันได้แก่ความโกรธ ความเสียใจ องค์ธรรมได้แก่โทสมูลจิต
มานานุสัย = ธรรมชาติที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาร คือ ความเย่อหยิ่งยกตัว ถือตัว อวดดี อวดเก่ง องค์ธรรมได้แก่มานะเจตสิก เหล่านี้เป็นต้น
ตามที่ลุงได้บรรยายมาแล้ว ก็จะตอบคำถามที่ว่า เหตุใดคนเราจึงได้ด่าทอหรือตบตีกันได้ตรงตามหลักการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่เป็นจริง
เพราะอารมณ์ที่ไม่ดีที่ก่อให้เกิดความเร่าร้อนนั้น มากระทบอนุสัยกิเลสเข้า จึงได้เกิดความขุ่นหมองเร่าร้อนขึ้นภายในจิตใจ ถ้าความเร่าร้อนอันนี้มีกำลังมากแล้ว ก็จะผลักดันให้แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ก.ย. 2550 , 07:18:00 น.] ( IP = 58.9.141.70 : : )
สลักธรรม 3
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเห็นทุกข์โทษภัย อันเกิดแก่ชีวิตดังนี้ ท่านจึงได้สอนให้รู้จักคู่ต่อสู้ที่พอสมน้ำสมเนื้อกัน คือ เลือกคู่ปรับที่พอจะสู้กันไหวเอาไว้ใช้ปราบกันได้ให้เราได้รู้จัก
การแสดงออกทางกาย ทางวาจา ที่ไม่สมควร เช่น พูดเท็จ หรือการไม่มีเมตตากรุณา ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตลอดจนกระทำผิดในบุตรภรรยาของผู้อื่น อันจะเป็นตัวการก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ชีวิต ทั้งชาตินี้และชาติข้างหน้านั้น พระองค์ก็สอนให้รักษาศีล เอาศีลเป็นเครื่องป้องกันมิให้บาปดังกล่าวล่วงออกมาได้ เพราะการรักษาศีลนั้น เป็นการเว้นจากการกระทำอันมิชอบทางกาย ทางวาจา ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบ
พระองค์สอนให้ทำสมาธิ หมั่นทำจิตให้สงบ ให้มีอารมณ์อันเดียว เพื่อหวังจะให้อำนาจของสมาธิเป็นผู้หักล้างทำลาย หรือเป็นเครื่องป้องกันความวุ่นวายใจ หรือความเศร้าหมองเร่าร้อน เสมือนไฟที่เข้ามาเผาลนให้คุกรุ่นอยู่ ให้บังเกิดความสงบเยือกเย็น การทำสมาธิจึงเป็นการหักห้ามทำลายกิเลสอย่างกลางมิให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ
พระองค์ทรงสอนให้ปลูกเพราะปัญญาในปัญหาของชีวิตให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นด้วยหวังว่าจะให้ปัญญาเป็นตัวการเข้ามาทำลายล้างอนุสัยกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดมิให้เฟื่องฟู หรือให้หมดสูญสิ้นไป
เมื่อทำลายอนุสัยกิเลสนี้ให้ออกไปจากจิตใจเสียได้แล้ว กิเลสอย่างกลาง ตัวการที่ทำให้เร่าเร้อนเศร้าหมองก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ เพราะไม่มีกิเลสอย่างละเอียดเป็นปัจจัย และเมื่อมิได้เศร้าหมองเร่าร้อนขุ่นมัวใจเสียแล้ว ก็ไม่มีกำลังสนับสนุนให้กิเลสอย่างหยาบเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน การพูดเท็จ การตบตี ชกต่อย ตลอดจนความวุ่นวายทั้งหลายก็จะสะดุดหยุดลง โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ก.ย. 2550 , 07:18:31 น.] ( IP = 58.9.141.70 : : )
สลักธรรม 4
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้รู้จักคู่ปรับที่ทำลายล้างกันได้เป็นคู่ ๆ ดังนี้ เราจึงได้พากันพูดว่า ศีล สมาธิ และปัญญา คือ ศีลเป็นคู่ปรับกับกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นคู่ปรับกับกิเลสอย่างกลาง และปัญญาเป็นคู่ปรับกับกิเลสอย่างละเอียดตัวสุดท้ายที่เราเห็นหน้ามันไม่ได้
ป. ถ้าสับคู่กันบ้างจะไม่ได้หรือขอรับ
ก.ไม่ได้ซีหลาน เพราะกำลังไม่เพียงพอ เช่น รักษาศีลแล้ว แต่ใจมันอดขุ่นหมองเร่าร้อนไม่ได้ หรือทำสมาธิแล้วก็ไม่สามารถทำลายล้างให้กิเลสหมดไป หรือเบาบางลงได้ เพียงแต่ข่มเอาไว้ได้เท่านั้น เป็นต้น เท่าที่ลุงอธิบายมาแล้ว หลานมีความเข้าใจหรือยัง
ป. ก็พอจะเข้าใจแล้วขอรับ
ก.เมื่อหลานพอเข้าใจบ้างก็ดีแล้ว หลานก็จะได้เรียนเจตสิกตัวต่อไปในวันนี้ ชื่อวิรตีเจตสิก มีจำนวน ๓ คือ สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตะเจตสิก และสัมมาอาชีวะเจตสิก
การที่ลุงต้องพูดและซักถามนำทางมาเสียตั้งนานหลายเรื่องหลายราวนั้น ก็เพื่อจะให้หลานได้บังเกิดความเข้าใจว่า เรื่องที่จะเรียนกันในวันนี้เป็นเรื่องของศีล ซึ่งได้แก่การเว้นจากความประพฤติที่ไม่ชอบที่แสดงออกไปทางกาย ทางวาจา อันเนื่องมาจากกิเลสเป็นชั้น ๆ ดังกล่าว เป็นการบรรยายนำทางเบื้องต้นให้หลานได้ทราบว่า พฤติกรรมที่ล่วงออกไปเป็นทุจริตทางกาย ทางวาจา นั้น มีที่มาจากอำนาจภายในหนุนเนื่องกันอย่างไรบ้าง
วิรตีเจตสิก เป็นธรรมชาติของเจตสิกฝ่ายกุศล ที่เป็นเครื่องงดเว้นจากความประพฤติมิชอบ มีการพูดเท็จ หรือการฆ่าสัตว์ เป็นต้น การงดเว้นจากบาป หรือการงดเว้นจากการทุจริตกรรมนี้ชื่อว่า วิรตี และเรียกสภาวะธรรมที่เป็นเครื่องงดเว้นจากบาปนี้ว่า วิรตีเจตสิก
สภาพแห่งการงดเว้นจากบาปธรรม ที่ชื่อว่า วิรตีนั้น มี ๓ ประเภท คือ สัมปัตตวิรัติ ๑ สมาทานวิรัติ ๑ และ สมุจเฉทวิรัติ ๑ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ก.ย. 2550 , 07:19:00 น.] ( IP = 58.9.141.70 : : )
สลักธรรม 5
๑. สัมปัตตวิรัติ ได้แก่การงดเว้นจากบาปธรรมโดยความถึงพร้อมแห่งอัธยาศัย เพราะได้พิจารณาเห็นว่า การพูดเท็จนั้นไม่สมควร แม้เราเองก็ไม่ชอบให้ใครมาพูดเท็จ การฆ่าสัตว์นั้นก็ไม่ดี สัตว์ทั้งหลายย่อมจะต้องรักชีวิตของตนไม่ต่างอะไรกับตัวเราเองเลย
๒. สมาทานวิรัติ การงดเว้นจากบาปธรรม โดยการถือเอาสิกขาบทที่ได้บัญญัติไว้ เพราะเหตุแห่งการพิจารณาดังในข้อ ๑ ที่เห็นการพูดเท็จหรือการฆ่าสัตว์นั้นไม่สมควร ผู้ปฏิบัติจึงได้เอาสิกขาบทต่าง ๆ ที่ได้บัญญัติเอาไว้แล้วนั้น มายึดถือประจำใจ เช่นการถือศีล ๕ ศีลอุโบสถ โดยจะสมาทานกับพระภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงศีลองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วก็รักษาศีลเอาไว้ด้วย ความตั้งใจตลอดเวลายาวนานเท่าใดก็ได้ตามแต่ใจปรารถนา
๓. สมุจเฉทวิรัติ การงดเว้นจากบาปะรรมโดยเด็ดขาด คือ วิรัติที่ประกอบด้วยองค์อริยมรรค ทำให้พระโยคาวจรบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลแล้ว พระอริยบุคคลนั้นอย่าว่าจะกระทำเลย แม้ความคิดก็จะไม่คิด พูดเท็จ หรือคิดฆ่าสัตว์เลยเป็นอันขาด
การงดเว้นจากบาปธรรมนี้ มีสภาวะเป็นเจตสิกปรมัตถ์ ชื่อว่าวิรตีเจตสิก ซึ่งมีอยู่ ๓ ดวง หรือ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตเจตสิก และสัมมาอาชีวเจตสิก
วิรตีเจตสิก ได้แก่การงดเว้นจากกายทุจริต และวจีทุจริต อันนับได้ว่าเป็นศีล แต่อย่างไรก็ดี ถ้าไม่มีเจตนาจะเว้นจากกายทุจริต และวจีทุจริตแล้ว ก็ไม่เรียกว่าศีล ก็ไม่เรียกว่าวิรตี
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ก.ย. 2550 , 07:19:31 น.] ( IP = 58.9.141.70 : : )
สลักธรรม 6กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับในการอธิบาย ให้เข้าใจถึงอำนาจของกิเลส ที่คอยเผาลนให้จิตใจคุกลุ่นอยู่เสมอๆนี้ครับ
และได้เรียนมาถึง วิรตีเจตสิกทั้ง ๓ ในวันนี้จิตใจเบาสบายปลอดโปร่งจังเลยครับ แม่เพียงแค่อ่านชื่อก็เกิดสุขใจได้ครับ ผมจะคอยติดตามอ่านต่อนะครับท่านอาจารย์ที่เคารพอย่างสูงยิ่ง.โดย เทพธรรม [21 ก.ย. 2550 , 07:56:46 น.] ( IP = 58.9.141.70 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |