| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ดอกไม้จะเป็นพิษ..ถ้าคิดเก็บดม
สลักธรรม 1
จากการที่ท่านอาจารย์ได้นำเรื่องของมหาทุคตะมาเล่าและอธิบายความลึกซึ้งในแง่มุมต่างๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนเกิดความกระตือรือร้นที่จะเร่งสร้างความดีในเรื่องต่างๆ เท่าที่จะมีความสามารถและโอกาสจะอำนวย
มาในสัปดาห์นี้เมื่อการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จสิ้นลงแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาอีกช่วงหนึ่งที่หลายคนรอคอยเพื่อจะทำความรู้จักกับเรื่องราวและบุคคลในพระไตรปิฎกที่มีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีก่อน
และนอกจากจะทำความรู้จักแล้ว หลายท่านก็ยังตั้งความปรารถนาที่จะได้ฟังการอธิบายรายละเอียดของเหตุผลในเชิงพระอภิธรรมจากท่านอาจารย์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการบริหารปัญญาให้พัฒนายิ่งขึ้น
ด้วยการประมวลความรู้ในเรื่องสภาวธรรมมาศึกษาพฤติกรรมชีวิต ด้วยการวิเคราะห์และแจกแจงที่ตรงตามหลักเหตุผลกลกรรมที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริงๆ
ก่อนที่ท่านอาจารย์จะเล่าเรื่องใหม่ ท่านก็ได้ทบทวนความเข้าใจในครั้งที่ผ่านมาโดยย้ำว่า ..มหาทุคตะ เป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะยากจนข้นแค้นอย่างไร ก็ยังมีความปรารถนาที่จะกระทำทาน มีความเพียรที่จะกระทำงาน และมีความปีติใจเมื่อมีโอกาสที่จะได้ทำบุญ ไม่ปล่อยปละละเลยโอกาสที่ดีของชีวิตให้หลุดลอยไปอย่างไร้คุณค่า โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:49:26 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 2
ท่านอาจารย์ให้ข้อคิดว่า วันนี้เราก็ได้สวดมนต์กันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พระไตรลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ประจำชีวิตของเรา
ชีวิตของเรา ..เราจึงต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งว่า ชีวิตคืออะไร การที่จะพิจารณาให้ลึกซึ้งได้ก็ต้องมีการศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจชีวิต แล้วก็นำความรู้ความเข้าใจนั้นไปพิจารณา นั่นก็คือธุระทั้งสองคือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อันเป็นธุระสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา เป็นธุระสำคัญและประเสริฐสุดของสัตวโลกที่อยากพ้นทุกข์
และคนจะพ้นทุกข์ได้นั้นก็ต้องรู้ว่าทุกข์อยู่ที่ไหน มีเหตุมาจากอะไร แล้วจึงไปดับที่เหตุนั้นให้ได้
คนในโลกนี้ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนชีวิตเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แต่สัตว์ทั้งปวงที่มิได้ศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจ จึงไม่รู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน ก็ไปโทษสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งที่มากระทบกับตนว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ทำให้ทุกข์ จึงไปโทษสิ่งนอกตัว ทั้งที่จริงทุกข์มันอยู่ที่ตนเอง
เราจึงต้องเรียนให้เกิดความรู้ความเข้าใจด้วยพระอภิธรรมปิฎกที่ว่าด้วย จิต เจตสิก รูป ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เกิดขึ้นที่ชีวิตเราในขณะปัจจุบันนี้แหละ คือขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะรู้รส ขณะถูกต้องสัมผัส
แต่ผู้ที่ไม่รู้ ก็จะพากันหลงระเริง ลุ่มหลง ร่ำไห้ พิไรรำพัน เที่ยวเสาะแสวงหาสิ่งที่จะยึด และสิ่งที่ยึดไว้ก็คือ กามทั้ง ๕ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่คนทางโลกๆ จะคิดว่า กาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับความใคร่ทางเพศเท่านั้นเอง
ดังนั้น ความหลงเหล่านี้ พระพุทธองค์จึงตรัสภาษิตว่า
"ปุปผานิเหว ปจินนฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ คาถานี้แปลว่า "มัจจุคือความตาย ย่อมพัดพาเอาบุคคลผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ผู้เลือกเก็บดอกไม้ (คือกามคุณ ๕ อยู่) เหมือนห้วงน้ำใหญ่ไหลพัดพาเอาชาวบ้านผู้หลับอยู่ ฉะนั้น" โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:50:36 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 3
ท่านอาจารย์ได้อ่านพระคาถาและคำแปลให้ฟังอีกครั้งแล้วก็หันกลับมายิ้มแล้วบอกกับผู้ที่นั่งอยู่ในห้องว่า..
จากการอ่านคำแปลก็จะทราบว่า เรามีปัญญาต่างจากบุคคลต้นกัปหรือบุคคลในสมัยนั้นมาก เพราะท่านพูดกันสั้นๆ เพียงเค่นี้ท่านก็เข้าใจกันทะลุปรุโปร่ง แต่พวกเราเองเมื่ออ่านแล้วก็พากันงงไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า มัจจุคือความตายมาเกี่ยวข้องอะไรกับคนที่กำลังเก็บดอกไม้
นี่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้สืบทอดพระศาสนามีคุณภาพน้อยลง และก็จะยิ่งความเสื่อมลงๆ ต่อไปในกาลภายหน้าอย่างไม่น่าแปลกใจเลยว่า พระศาสนาจะเสื่อมไปได้อย่างไร เพราะขาดผู้รู้ผู้เข้าใจในการอธิบาย
ในคาถานี้ คำว่า "ดอกไม้" หมายถึง กามคุณ ๕ ท่านเปรียบว่า เพราะดอกไม้ยั่วยวนหมู่ภมรแมลงให้หลงใหล ซึ่งไม่ต่างกันเลยกับกามคุณทั้ง ๕ ที่ยั่วยวนมนุษย์ให้หลงใหล ดังที่มีปรากฏในเพลงบัวขาวที่เรารู้จักกันดีว่า .. หมู่ภุมริน โผบินเวียนว่อน ลอยร่อน ดมกลิ่น กลิ่นเกสร..
เพราะความหอมของดอกไม้นั้น แม้จะอยู่ไกลสักแค่ไหน ก็ยังมีผู้ลุ่มหลงในกลิ่นติดตามไปจนพบได้ ..ดังที่มีบทเพลงบรรยายอารมณ์ของความลุ่มหลงต่อไปว่า ..พายเรือน้อยคล้อยเคลื่อนในสาคร ค่อยพาจรห่างไปในกลางน้ำ.. ตรงนี้ก็จะเห็นว่า ผู้ที่พายนั้นมีความต้องการที่จะได้ชื่นชมดอกไม้ โดยลืมนึกถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออยู่ไกลฝั่ง ไม่ได้พิจารณาเลยว่า น้ำเชี่ยวหรือไม่ ตัวอ้วนใหญ่เกินกว่าเรือไปหรือเปล่า ..อารมณ์ที่ปรากฏเหล่านี้จึงชี้ให้เห็นเลยว่า กามคุณมีความยั่วยวนจริงๆ ทำให้มนุษย์หลงวนเวียนอยู่
ผู้ที่รู้โทษของกามคุณแล้วก็อยากจะปลีกออก แต่ก็ปลีกออกยากเพราะพลาดพลั้งตกอยู่ในเครื่องจองจำอย่างแน่นหนา กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว เช่น มีครอบครัว มีบุตร กลายเป็นนักโทษตกอยู่ในบ่วงกามคุณทั้ง ๕ ไปเสียแล้ว
กิเลสเหล่านี้จึงเป็นเครื่องหมักดองจองจำชีวิตมานานแสนนาน พระพุทธองค์ทรงอุบัติขึ้นมาที่หลังกิเลส แต่เมื่อทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจึงทรงชี้ให้เห็นโทษของกามคุณ ที่สัตวโลกข้องอยู่จนเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ความที่ข้องอยู่มานานจึงทำให้ปลีกออกยาก
ไม่ต้องไปถามใคร แต่ให้ถามใจตัวเราเองว่า ทุกวันนี้เราทิ้งอะไรออกไปจากชีวิตได้บ้าง นอกจากจะเห็นว่าสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์แล้ว แต่ทรัพย์สมบัติ เงินเดือน เงินบำนาญ หรือครอบครัว เราทิ้งได้ไหม ..คำตอบคือ ยากที่จะทิ้ง
โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:54:33 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 4
สิ่งต่างๆ ล้วนเป็นเครื่องผูกมัดเราไว้ไม่ให้ออกมาได้ แม้จะรู้ว่าทำไปก็เป็นเรื่องของทางโลกที่ไร้สาระทั้งนั้นแต่ก็ยังทิ้งไม่ได้แม้จะอายุมากขึ้นแล้ว เช่น หน้าที่การงาน เราทิ้งไม่ลงเพราะมีเงินเดือนดี ...จึงถูกเงินเดือนมัดไว้ให้เกษียณตัวเองออกจากงานยากเพราะเสียดายเงินเดือน
หรือคนที่รับบำนาญแล้วหาได้หนีพ้นจากการจองจำของเงินไปได้ จะยกบำนาญให้คนอื่นไปได้ไหม ตนเองไม่เอาแล้วแต่จะเข้าปฏิบัติธรรมอย่างเดียว ผู้ที่ยังรับบำนาญอยู่ทำอย่างนี้ได้ไหม ..ก็ยังทำไม่ได้ เพราะยังถูกอำนาจของเงินมัดไว้อยู่
และโดยเฉพาะเรื่องการมีครอบครัวที่คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า .. เมื่อก้าวเข้าไปแล้วก็ปลีกออกยาก คนที่ยังไม่เคยรู้รสเช่นยังไม่เคยแต่งงานก็จะมีแรงกระตุ้นทั้งภายในและภายนอกทำให้อยากเข้าไปถูกจำจอง เช่นมีแรงกระตุ้นจากภายนอกด้วยเสียงหวานๆ เรียกคุณพี่คะ คุณพี่ขามาทางโทรศัพท์ทั้งเช้าทั้งเย็น ทั้งแรงกระตุ้นภายในคือใจของตนเองก็ตอบสนองว่า น้องอย่างนั้นน้องอย่างนี้
ในที่สุดด้วยแรงกระตุ้นทั้งสองจึงทำให้กล้าเข้าไปและตกอยู่ในภาวะที่ถูกจองจำแบบเดียวกันทั้งคนเก่าและคนใหม่ คือ ตกเป็นจำเลยรัก
ที่ตกเป็นจำเลยรักก็เพราะว่า ชีวิตของครัวของแต่ละคนนั้น ย่อมมีความระหองระแหงไม่ถูกใจกันบ้าง บ่นเพ้อตัดพ้อกัน และมีคำถามจากความผิดหวังเสียใจเกิดขึ้นจากจำเลยรัก เช่น ฉันผิดตรงไหน? ทำไมจึงทำกับฉันอย่างนี้? มาโกรธฉันทำไม?
บางคนตกเป็นจำเลยคนเดียวไม่พอแต่จะขอแต่งงานกับผู้หญิงพร้อมกันทีเดียวถึงสองคน ซึ่งฝ่ายชายได้มาตั้งคำถามว่าจะบาปไหมถ้าแต่งพร้อมกันทั้งสองคน ได้ตอบไปว่าในเรื่องของศีลข้อกาเมนั้นไม่บาป เพราะขออนุญาตถูกต้องและไม่ได้ไปแย่งใคร ซ้ำทั้งสองคนก็รับรู้และยอมรับที่จะทำเช่นนั้น ในประเพณีโบราณหรือแม้กระทั่งในประเทศอินเดียก็ทำกันอยู่ แต่ถามว่าบุคคลผู้นี้ตกอยู่ในความลุ่มหลงคือข้องอยู่ในกามคุณอย่างแรงไหม...นั่นแน่นอนเลย หนีจากอกุศลโลภะไปไม่พ้น
หลวงพ่อเสือท่านบอกว่า คนที่ต้องติดคุกเพราะอาญาแผ่นดินนั้นยังมีกำหนดว่ากี่ปี แต่จำเลยรัก...นอกจากสามีภรรยาแล้ว ก็ยังมีลูกที่จะต้องติดอยู่ทั้งชีวิต เรียกว่าต้องโทษติดคุกตลอดชีวิต แม้กระทั่งถึงคราวใกล้จะตายก็ยังยินดีในคุก เรียกร้องหาคนที่ตนรักคนใกล้ชิดให้มาอยู่เคียงข้าง ประเภท เธออยู่ไหน..ฉันอยู่นี่ ที่รักจ๋า...
นี่คือโทษของกามคุณ และแม้ผู้ที่รู้โทษของกามคุณแล้วก็ยังปลีกออกยาก เพราะมีเครื่องจำจองตรึงชีวิตไว้เสียแล้ว ซึ่งก็มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการแสวงหากามคุณนั้นมาเป็นผล โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:55:07 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 5
ท่านอาจารย์อธิบายคาถาต่อไปว่า ...อาการที่"เลือกดอกไม้" ก็หมายถึง เมื่อได้กามคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสแล้ว ก็หาไม่ได้หยุดความพอใจไว้แค่รูปนั้น คือพอใจอยู่ไม่นานสักเท่าได ใจก็ซัดส่ายไปในรูปใหม่ต่อไปอีก เห็นรูปนั้นก็น่าได้ นี่ก็น่าได้ น่าเป็นของเรา
พิสูจน์กับตนเองก็ได้ว่าจริงไหม ..อย่างเสื้อเหลืองของเราที่ใส่อยู่เนี่ย เรามีกันอยู่กี่ตัวกี่เหลือง สารพัดแบบเลย ก่อนนั้นก็เหลืองเหมือนกันทั้งตัว ต่อมาก็เหลืองปกชมพู เหลืองขลิบลาย เหลืองปกขาว เหลืองปักรักพ่อ เหลืองปักพอเพียง เมื่อยังไม่มีแบบไหนเราก็เลือกหาให้ได้ตามแบบที่เรายังไม่มี เห็นแบบใหม่ๆ ก็อยากได้ รูปแบบไหนที่ยังไม่พอยังไม่มีก็หาใหม่อยู่เรื่อยๆ อย่างนี้เป็นต้น
เรื่องที่ชี้ให้เห็นตรงนี้ก็คือเรื่องกาม ที่มันรัดและมัดชีวิตเราโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะปลีกออกก็อยากแล้ว ท่านเปรียบว่า เหมือนคนที่เข้าไปในสวนดอกไม้ เห็นดอกไม้มากมายบานสะพรั่ง เช่น ที่งานพืชสวนโลก เราจะเห็นว่ามีคนเดินกันขวักไขว่ชักชวนกันไปดูดอกไม้ในสวนของชาติต่างๆ
เช่น สวนญี่ปุ่น สวนเนเธอร์แลนด์ สวนนั้นสวนนี้ที่ต่างก็บอกว่า สวยๆ ดอกนั่นก็น่าเก็บ ดอกนี้ก็น่าเก็บ น่าดอมดมชมเชยไปเสียหมด ชื่อว่าเป็นผู้หลงใหลอยู่ในมวลผกาจำปาจำปี ณ อุทยานดอกไม้แห่งนั้น ซึ่งสารพัดจะมีให้เลือกชมเลือกดม
และอย่าว่าแต่สวนดอกไม้เลย แม้กระทั่งการจัดแจกันดอกไม้ที่เราเลือกแล้วเลือกอีกว่าดอกนั้นสวยดอกนี้สวย นอกจากเลือกดอกไม้แล้วบางทีเราก็ยังเลือกหาเก็บใบไม้ที่มีสีหรือลายแปลกๆ มาแต่งมาแซม ..นี่ก็คือผู้หลงใหลในสวน
บางคนที่ไปเที่ยวงานพืชสวนโลกแล้วกลับมาเล่าให้ฟังนั้น เล่าไปก็ทำท่าไปว่า ปวดขาเหลือเกินเดินไม่ไหว แต่พอมีคนมาชวนว่าตรงนั้นตรงนี้สวย ก็ยังพยายามอดทนตะเกียกตะกายเดินไปบ่นไปจนกระทั่งไปถึงสวนนั้นจนได้ ( ตรงนี้อาจารย์ลุกขึ้นเดินทำท่าประกอบและเลียนเสียงโอดโอยด้วย เรียกเสียงหัวเราะครืนได้ทั้งห้อง)
และถึงแม้จะต้องอดทนถึงอย่างนั้นแล้วเพราะลุ่มหลงในดอกไม้ ก็ยังแสดงออกมาอีกว่า ได้ซื้อตั๋วเหมาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะกลับไปดูอีก นี่ละชื่อว่าเป็นผู้หลงใหลในสวน โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:55:54 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 6
นี่คือความติดความชอบใจที่ไม่รู้จักพอ และนอกจากจะเป็นความติดแล้วก็ยังเกิดความข้องต้องการอยู่ในอารมณ์ต่างๆ อีก เช่น ความติดข้องในทรัพย์สมบัติ บ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ยานพาหนะเป็นต้น
แม้กระทั่งพระภิกษุก็ยังติดข้องบาตร และจีวร หรือเสนาสนะอันสวยงาม มิฉะนั้นแล้วก็คงจะไม่การเลือกใช้ย่ามลวดลายต่างๆ กัน หรือแบ่งเกรดวัสดุที่ใช้เช่น บาตรเหล็ก บาตรอลูมิเนียม นอกจากนี้ก็ยังมีให้เห็นในเรื่องของจีวรที่เป็นผ้าธรรมดาหรือผ้าไหม และก็สังเกตได้ชัดเลยว่าในยามปกติท่านก็นุ่งห่มธรรมดาๆ แต่เมื่อใดที่ต้องถ่ายรูปก็จะต้องจัดระเบียบจีวรจนกลีบโง้งเลย นี่คือความติดในอัฐบริขาร
หรือแม้กระทั่งเสนาสนะที่พระท่านมักจะมาบอกบุญให้โยมได้บริจาคร่วมสร้างกัน เช่น กุฏิต่างๆ ให้สวยงามกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ท่านก็จะรับฟังได้จากสถานีวิทยุที่มีประกาศให้ได้ยินเสมอๆ
นอกจากนี้แม้กระทั่งยศตำแหน่งพระที่มีความติดข้องก็จะมีความเดือดร้อนใจกันมากเมื่อใกล้เทศกาลพิจารณาเลื่อนชั้นเลื่อนสมณศักดิ์ในแต่ละครั้ง ส่วนบุคคลทั่วไปก็มีความติดข้องไม่ต่างไปจากกันในเรื่องยศตำแหน่ง
เคยประสบมากับตนเองในบางโอกาสที่ได้รับการเชิญชวนให้เสนอผลงานพร้อมกับบริจาคเงินจำนวนหนึ่งเพื่อจะได้เป็นผู้มีชื่อเข้ารับรางวัลบางประเภท ตอนที่ได้รับการทาบทามอย่างนั้นก็พิจารณาว่า แล้วบุคคลที่มีผลงานที่ดีกว่าและมากกว่าจะเสียโอกาสมากขนาดไหนเพราะมีเรื่องเงินเข้ามาแทรกเบียดบังผลงานของเขาไป ฉะนั้น จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเลยแม้แต่น้อยที่ทำอย่างนั้น
ฉะนั้น ความเป็นใหญ่ ความมีชื่อเสียง เรื่องยศ ลาภ และบริวาร เหล่านี้เป็นเรื่องของ ผู้มีใจข้องอยู่ในดอกไม้ต่างๆ คืออารมณ์ทั้ง ๕ เหล่านี้
ในประการสุดท้ายท่านอธิบายว่า มัจจุคือความตายย่อมพัดพาบุคคลเช่นนี้ไปสู่ห้วงน้ำลึก (ห้วงน้ำลึกในคาถานี้หมายถึง อบายภูมิ ๔ ) เหมือนห้วงน้ำธรรมดาที่พัดพาเอาชาวบ้านผู้ที่กำลังหลับอยู่ ให้จมลงในแม่น้ำแล้วไหลพัดพาออกสู่ทะเลลึก ต้องตกเป็นเหยื่อของสัตว์น้ำที่ดุร้ายเช่น ปลาฉลาม เป็นต้น โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:56:25 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 7
หลังจากที่ท่านอาจารย์อธิบายพระพุทธภาษิตนี้แล้วก็นำเรื่องมาเล่าประกอบให้ได้อรรถรสยิ่งขึ้น คือ เรื่องการล้างแค้นของพระเจ้าวิฑูฑภะต่อปวงญาติแห่งศากยวงศ์อันเป็นพระญาติของพระพุทธองค์ พระเจ้าวิฑูฑภะคือโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ครองแคว้นโกศลกับพระนางวาสภขัตติยาผู้เป็นธิดาของท้าวมหานามแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ที่ประสูติจากมารดาที่เป็นทาสี พระนางวาสภขัตติยาจึงมีฐานะเป็นลูกทาสซึ่งไม่ควรที่จะอยู่ร่วมในวรรณะกษัตริย์ เรื่องของพระนางจึงเป็นชนวนที่นำไปสู่การล้างแค้นของพระเจ้าวิฑูฑภะในภายหลัง และความเป็นมาที่พระนางมาอยู่ร่วมราชตระกูลแห่งแคว้นโกศลก็มีอยู่ว่า
วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลประทับยืนอยู่บนปราสาททอดพระเนตรเห็นไปที่ถนน เห็นพระภิกษุหลายพันรูปเดินเป็นแถวยาวเรียงรายไปยังบ้านของอนาถบิณทิกเศรษฐี บ้านของจูฬอนาถบิณทิกเศรษฐีบ้าง และบ้านของนางวิสาขาบ้าง ทรงสอบถามจนได้ความว่าภิกษุเหล่านั้นไปปฉันอาหารที่บ้านต่างๆ ตามที่ได้นิมนต์ไว้ ทรงนึกอยากจะทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุบ้าง จึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลนิมนต์พระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์ ให้มาฉันอาหารในวังติดต่อกันตลอด ๗ วัน
และเมื่อถึงวันที่ ๗ ก็ทูลพระพุทธองค์ขึ้นว่า "ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์และพระสงฆ์สาวกจงมารับภิกษาในวังนี้ตลอดไปเถิด"
พระศาสดาตรัสตอบว่า มหาบพิตร ธรรมดาพระพุทธเจ้าไม่รับอาหารประจำในที่แห่งหนึ่งแห่งใด เพราะประชาชนจำนวนมากหวังการมาของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น"
(อาจารย์ได้อธิบายความหมายเป็นภาษาไทยปัจจุบันอีกครั้งว่า ตามธรรมเนียมของพระพุทธเจ้านั้นจะไม่ฉันอาหารประจำ ณ ที่ใดที่หนึ่งเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพราะประชาชนทั้งหลายต่างก็ต้องการให้พระพุทธเจ้าไปเสวยที่บ้านของตนบ้าง)โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:58:43 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 8
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ฟังเข้าใจแล้วก็ทูลขอต่อพระพุทธองค์ให้ส่งพระภิกษุคณะหนึ่งมาฉันอาหารในวังทุกวัน พระพุทธเจ้าทรงตกลงแล้วมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของพระอานนท์เป็นหัวหน้าคณะนำพระภิกษุไปฉันอาหารในวังตามคำอาราธนา
พระเจ้าปเสนทิโกศลถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ด้วยพระองค์เอง และมิได้ทรงมอบหมายให้ใครเป็นผู้ถวายแทนพระองค์อีกด้วย ทรงกระทำเช่นนี้ติดต่อกันมาถึง ๗ วัน พอวันที่ ๘ ทรงลืมด้วยติดอยู่ในรสกามบางประการ กว่าจะทรงระลึกได้ก็เป็นเวลานานจนพระภิกษุรอไม่ไหวกลับไปหลายรูปแล้ว
วันต่อมาก็ลืมเช่นนี้อีก พระภิกษุส่วนใหญ่รอคอยอยู่ไม่ไหวจึงพากันกลับไป จนเหลืออยู่จำนวนน้อยบางตา พอต่อมาอีกวันหนึ่งก็ทรงลืมอีก คราวนี้พระภิกษุกลับไปหมดเหลือแต่พระอานนท์รูปเดียวที่นั่งรออยู่อย่างสงบด้วยอำนาจขันติบารมีที่ได้บำเพ็ญมา
พอพระราชานึกได้ก็เสด็จมาเพื่อถวายภัตตาหาร ทอดพระเนตรเห็นแต่เพียงพระอานนท์ที่นั่งอยู่เพื่อรักษาความเลื่อมใสของตระกูล และทรงเห็นอาหารวางเรียงรายอยู่มากมายแต่ไม่มีพระอยู่ฉัน จึงทรงน้อยพระทัยว่า ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้ามิได้เอื้อเฟื้อต่อพระองค์ ไม่อยู่รอเพื่อรักษาพระราชศรัทธาเลย
เมื่อถวายภัตตาหารพระอานนท์เสร็จแล้วก็เสด็จไปเฝ้าพระศาสดาทูลฟ้องว่า ภิกษุทั้งหลายไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เห็นความสำคัญของพระองค์เลย ทำให้อาหารต้องเหลือมากมาย
พระพุทธองค์ฟังแล้วมิได้กล่าวโทษใดแก่พระภิกษุ เพราะทรงรู้ทรงเข้าพระทัยทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ตรัสกับพระราชาว่า "มหาบพิตร! พระสงฆ์คงจักไม่คุ้นเคยกับราชสกุล จึงได้กระทำดังนั้น"
(ตรงนี้ก็หมายความว่า พระภิกษุที่ยังไม่คุ้นเคยกับตระกูลใดก็ไม่ควรที่จะเข้าไปอยู่ใกล้หรือบอกกล่าวแนะนำอะไรกับใคร แต่ถ้าเป็นตระกูลที่คุ้นเคยกันแล้ว หรือเป็นญาติกันก็จะสามารถพูดจาแนะนำในบางสิ่งบางประการให้เหมาะสมได้ แต่เพราะพระภิกษุยังไม่คุ้นเคยกับราชสกุลจึงได้ไม่อยู่รอเมื่อเขายังไม่มาต้อนรับด้วยความยินดี )โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:59:21 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 9
พระราชาได้ฟังดังนั้นแล้วจึงหาอุบายว่า ควรกระทำอย่างไรดีหนอที่จะทำให้พระสงฆ์เกิดความคุ้นเคยกับราชสกุล? ก็ทรงนึกได้ว่า ถ้าพระองค์ได้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าแล้ว พระภิกษุก็คงจะคุ้นเคยกับพระองค์
(ตรงนี้อาจารย์ชี้ให้เห็นว่า แทนที่จะแก้ไขที่ตน แต่กลับไปแก้ไขที่คนอื่น ก็เพราะความที่หลงอยู่ในกามและมีตนเป็นใหญ่นั่นเอง )
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้แต่งราชทูตถือพระราชสาส์นไปยังกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อขอเจ้าหญิงแห่งศากยวงศ์มาเป็นพระมเหสี
ฝ่ายทางศากยะวงศ์ก็ถือตนว่าสกุลสูงกว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ว่าแคว้นโกศลในขณะนั้นกำลังเป็นแคว้นที่มีอำนาจมาก จึงทำความลำบากใจให้แก่พวกศากยะวงศ์ไม่น้อย เพราะถ้าไม่ถวายให้ก็เกรงพระราชอำนาจแห่งพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ครั้นจะถวายก็เกรงสกุลของพวกตนจะไปปะปนแปดเปื้อนกับเลือดของสกุลอื่นที่ต่ำกว่าพวกตน
เจ้าศากยะวงศ์จึงได้ประชุมปรึกษากัน ท้าวมหานามได้เสนอที่ประชุมว่า มีธิดาอยู่คนหนึ่งชื่อวาสภขัตติยา เป็นลูกที่เกิดจากทาส แต่มีความสวยงามมาก สมควรที่จะยกให้เป็นมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลได้
ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นได้กำชับราชฑูตให้สังเกตดูสถานการณ์เพื่อป้องกันการถูกหลอก คือทรงกำชับราชทูตไปว่า จะต้องเป็นพระราชธิดาที่เสวยร่วมกับกษัตริย์เท่านั้นจึงจะรับตัวมาได้ เพราะมีวรรณะที่เท่ากัน
ฝ่ายท้าวมหานามก็มีไหวพริบไม่แพ้กันเพราะรู้ธรรมเนียมดังกล่าว จึงทำทีเป็นเสวยร่วมกับพระนางวาสภขัตติยาให้ราชทูตดู แต่ยังมิทันได้เสวยจริง ก็วางแผนให้มหาดเล็กวิ่งเข้ามาบอกเหตุร้ายเพื่อจะได้ยุติการเสวยแล้วไปแก้ไขร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน
หลังจากนั้นฝ่ายศากยวงศ์ก็จัดแจงส่งพระนางไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งเป็นที่โปรดปรานมากจนพระราชทานบริวารสตรีให้ ๕๐๐ คน และอยู่ต่อมาไม่นานก็ทรงพระครรภ์และคลอดพระราชกุมาร โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 11:59:55 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 10
เมื่อพระกุมารประสูติแล้ว พระเจ้าปเสนทิทรงส่งราชทูตไปทูลขอให้เจ้าศากยวงศ์ตั้งชื่อให้พระกุมาร ทางศกกยวงศ์ได้ตั้งชื่อให้ว่า "วัลลภา" แปลว่า "เป็นที่โปรดปราน" แต่ราชทูตจากแคว้นโกศลเป็นหูตึง จึงฟังเป็น "วิฑูฑภะ" พอกลับมาบอกพระเจ้าปเสนทิแล้วพระองค์ก็ทรงตั้งชื่อพระกุมารว่า วิฑูฑภะ
พอวิฑูฑภะมีอายุได้ ๑๖ ก็อยากไปเยี่ยมกรุงกบิลพัสดุ์ แต่พระมารดาพยายามทัดทานหลายครั้ง เพราะเกรงว่าจะรู้ความจริงเข้า แต่พระกุมารก็ยืนยันว่ามาให้ได้ พระนางจึงรีบส่งสาส์นล่วงหน้าไปให้พระญาติรู้ตัวก่อน
ฝ่ายศากยวงศ์เมื่อทราบข่าวว่า วิฑูฑภะจะเสด็จเยี่ยมกรุงกบิลพัสดุ์ ด้วยความมีมานะมากก็ประชุมกันว่าจะต้อนรับอย่างไรดี เพราะพระมารดาของวิฑูฑภะนั้นเป็นลูกทาส ส่วนตัววิฑูฑภะเอง แม้จะเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแต่พระมารดานั้นมีวรรณะต่ำ จึงไม่สามารถให้การต้อนรับอย่างลูกกษัตริย์ได้ และก็ให้พระราชบุตรพระราชธิดาที่อายน้อยกว่ามาไหว้วิฑูฑภะก็ได้ไม่อีกด้วย
จึงจัดแจงวางแผนส่งพระราชกุมารศากยะที่มีอายุน้อยกว่าวิฑูฑภะ ออกไปพักผ่อนที่อื่นกันหมดเพื่อไม่ต้องให้มาทำความเคารพวิฑูฑภะที่มีสายเลือดของทาส เหลือไว้แต่พระราชกุมารที่มีอายุมากว่าเพื่อให้วิฑูฑภะไหว้
เมื่อวิฑูฑภะมาถึงกบิลพัสดุ์ก็ได้รับการต้อนรับและแนะนำให้รู้จักพระญาติต่างว่า คนนี้เป็นอา คนนี้เป็นน้า คนนี้เป็นตา ยาย ลุง ป้า และคนนี้เป็นพี่สูงวัยกว่าวิฑูฑภะทั้งสิ้น ไม่มีใครสักคนเดียวที่ต้องไหว้วิฑูฑภะก่อน เมื่อวิฑูฑภะถามพระญาติผู้ใหญ่ก็ได้รับคำตอบว่าน้องๆ พระราชกุมาร ได้ไปตากอากาศในชนบทกันหมดไม่มีใครเหลืออยู่เลย วิฑูฑภะจึงเก็บเอาความสงสัยไว้ในใจ
วิฑูฑภะอยู่ที่กบิลพัสดุ์เพียง ๒-๓ วันก็ตัดสินใจกลับแคว้นโกศล ที่ได้รับการต้อนรับอย่างนี้ ขณะที่ออกจากวังแล้วนั้น บังเอิญนายทหารคนหนึ่งลืมอาวุธไว้ จึงหันม้าวิ่งกลับไปเอาอาวุธ จึงได้เห็นหญิงรับใช้กำลังเอาน้ำนมล้างแผ่นกระดานที่วิฑูฑภะเคยนั่งเคยยิน ด้วความเหน็ดเหนื่อยก็ล้างไปด่าวิฑูฑภะไปว่าลูกทาสมาสร้างความเดือดร้อนให้ต้องมาล้างมาขัดพื้นอยู่อย่างนี้
ทหารของวิฑูฑภะก็ได้ยินเรื่องราวจึงเข้าไปถามสาวใช้จนรู้เรื่องทั้งหมด และเมื่อวิฑูฑภะได้ทราบความเป็นมาของตนก็เกิดความโกรธแค้นกล่าวอาฆาตขึ้นว่า ถ้าเมื่อใดที่ได้ครองแคว้นโกศล เมื่อนั้นจะกลับไปล้างแค้นโดยเอาเลือดในลำคอของพวกศากยะล้างแผ่นกระดานนั้น
เมื่อกลับมาถึงกรุงสาวัตถี ก็มีผู้กราบทูลเรื่องราวแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลทราบก็ทรงพิโรธมาก รับสั่งให้ถอดพระนางวาสภขัตติยากับวิฑูฑภะออกจากตำแหน่งพระมเหสีและราชกุมาร ทรงให้ริบข้าวของเครื่องใช้สำหรับวรรณะกษัตริย์ และให้ใช้ให้กินแบบทาส โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 12:00:29 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |