| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ดอกไม้จะเป็นพิษ..ถ้าคิดเก็บดม
สลักธรรม 11
หลังจากสั่งปลดแล้วสามวัน พระพุทธองค์ก็เสด็จเข้ามาในพระราชวัง พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ระบายความอัดอั้นตันใจกราบทูลเรื่องให้ทรงทราบ
พระศาสดาตรัสปลอบว่า "มหาบพิตร! ที่พวกศากยะวงศ์กระทำนั้นไม่สมควรเลย เมื่อจะถวายก็ควรจะถวายพระราชธิดาที่มีชาติเสมอกันจึงจะสมควร" ตรัสแล้วก็ทรงนิ่งอยู่
พระเจ้าปเสนทิโกศลฟังแล้วก็ทรงกระหยิ่มในใจที่พระพุทธองค์ทรงเห็นความผิดของศากยวงศ์เหมือนกัน
พอเวลาครู่หนึ่งผ่านไป พระศาสดาจึงตรัสอีกว่า "แต่อาตมาภาพใคร่จะขอถวายพระพรว่า พระนางวาสภขัตติยานั้น เป็นธิดาของขัตติยราช ได้รับการอภิเษกในพระราชมณเฑียรของขัตติยราช ฝ่ายวิฑูฑภะก็ได้อาศัยขัตติยราชนี้แหละประสูติ
มหาบพิตร! ตระกูลฝ่ายมารดาไม่สู้จะสำคัญนัก สำคัญที่ฝ่ายบิดา แม้บัณฑิตแต่โบราณก็เคยพระราชทานตำแหน่งอัครมเหสีแก่หญิงยากจนหาบฟืนขาย และพระราชกุมารอันประสูติจากครรภ์ของสตรีนั้นก็ได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในนครพาราณสี พระนามว่า กัฏฐวาหนราช มิใช่หรือ"
พระเจ้าปเสนทิโกศลฟังแล้วทรงเชื่อได้คิดขึ้นมา จึงรับสั่งให้พระราชทานตำแหน่งและข้าวของเครื่องใช้แก่พระนางวาสภขัตติยาและวิฑูฑภะเหมือนเดิม
โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 12:01:06 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 12
ต่อมาวิฑูฑภะได้ครองราชสมบัติเคว้นโกศลโดยการช่วยเหลือของทีฆการายนะเสนาบดีผู้เป็นหลานของพันธุลเสนาบดีผู้ที่มีความสามารถมาก ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลวางอุบายให้ฆ่าตายโดยไม่มีความผิดเลยแต่เพราะกลัวว่าจะมาแย่งราชสมบัติ
แต่เมื่อพันธุละเสนาบดีและบุตรทั้งหมดตายแล้ว ก็ทรงสำนึกผิดได้ในภายหลังจึงนำลูกหลานของพันธุละเสนาบดีมาชุบเลี้ยงอย่างดี แต่งตั้งให้ฑีฆการายนะผู้เป็นหลานของพันธุละดำรงตำแหน่งเสนาบดีเพื่อทดแทนความผิดที่พระองค์ทรงกระทำไป
แต่ฑีฆการายนะยังผูกใจเจ็บในจึงหาโอกาสแก้แค้นให้ได้ อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระพระพุทธเจ้าที่นิคมชื่อ เมทฬุปะของพวกศากยะวงศ์ ซึ่งตามธรรมเนียมนั้นต้องทรงวางอาวุธไว้นอกพระอารามก่อนที่จะเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
เมื่อทรงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ฑีฆการายนะจึงได้โอกาสหยิบฉวยเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์อิสริยยศของกษัตริย์ไปมอบให้วิฑูฑภะ แล้วนำกำลังทหารกลับพระนครสาวัตถี มอบราชสมบัติให้วิฑูฑภะขึ้นครอง
ในปีนั้นพระเจ้าปเสนทิมีพระชนมายุง ๘๐ แล้ว เมื่อเสด็จกลับจากการเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ไม่ทรงเห็นกองทหารที่รอคอยอยู่ เห็นมีแต่ม้าตัวหนึ่งกับหญิงรับใช้คนหนึ่งอยู่ที่หน้าพระอาราม
จึงเสด็จไปยังเมืองราชคฤห์เพื่อขอกำลังทหารของพระเจ้าอชาตศัตรูมาปราบวิฑูฑภะ แต่เมื่อเสด็จไปถึงหน้าเมืองราชคฤห์ก็เป็นเวลาค่ำประตูเมืองปิดเสียแล้ว จึงไม่อาจเสด็จเข้าเมืองได้ ต้องพักอยู่ที่ศาลานอกเมืองและก็สิ้นพระชนม์ในคืนนั้นเพราะความที่อากาศหนาว ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง และความชราอายุมาก
รุ่งเช้าเมื่อประตูเมืองเปิดแล้ว ชาวเมืองก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญของหญิงรับใช้จึงรู้ว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลสวรรคตแล้ว จึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรู จึงทรงให้รับพระศพเข้าไปถวายพระเพลิงอย่างสมพระเกียรติยศ โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 12:01:36 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 13
ฝ่ายพระเจ้าวิฑูฑภะได้ราชสมบัติเป็นกษัตริย์อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็เตรียมกรีธาทัพไปล้างแค้นพวกศากยะวงศ์
พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นความพินาศจะมาถึงหมู่พระญาติ มีพระพุทธประสงค์จะทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยา คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระญาติ จึงเสด็จไปยังพรมแดนระหว่างแคว้นโกศลกับแคว้นศากยะในเวลาบ่าย ทรงประทับที่ใต้ต้นไม้มีใบ้น้อยอย่างพญาไร้ใบต้นหนึ่งทางแดนศากยะ ถัดมาอีกเล็กน้อยเป็นเขตแดนแคว้นโกศลมีต้นไทรใหญ่ใบหนาร่มครึ้มขึ้นอยู่
วิฑูฑภะยกกองทัพผ่านมาทางนั้น ทอดพระเนตรเห็นแสงรัศมีก็ทราบว่าเป็นพระพระพุทธเจ้าจึงเสด็จเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมแล้วทูลว่า "พระองค์ผู้เจริญ! เพราะเหตุไร จึงประทับใต้ต้นไม้อันมีใบน้อยในเวลาร้อนถึงปานนี้ ขอพระองค์โปรดประทับนั่ง ณ โคนต้นไทรอันมีร่มครึ้ม มีเงาเย็นสนิทดีทางแดนโกศลเถิด"
พระพุทธเจ้าลืมพระเนตรขึ้นตรัสว่า "ขอถวายพระพร มหาบพิตร! ร่มเงาของพระญาติเย็น สงบดี"
วิฑูฑภะทราบทันทีว่า พระพระพุทธเจ้าเสด็จมาป้องกันพระญาติ และก็ทรงระลึกได้อีกว่า ตนเองก็เป็นพระญาติของศากยวงศ์ ทั้งการได้รับตำแหน่งคืนของพระมารดาและตำแหน่งของพระองค์เอง ก็เพราะการช่วยเหลือของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน
ด้วยความซึ้งในพระราชหฤทัยที่พระพุทธองค์เคยช่วยเหลือและเกรงพระบารมี แม้จะมีความพยาบาทมากแต่ก็มีความกตัญญูมากด้วยเช่นกัน วิฑูฑภะจึงยกทัพกลับเข้าเมือง
แต่ด้วยความแค้นที่ยังมีอยู่ จึงทรงยกทัพออกไปอีก ๒ ครั้ง ได้พบพระศาสดาในที่เดียวกัน และเสด็จกลับเหมือนครั้งก่อนทั้งสามครั้ง พอถึงครั้งที่ ๔ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นบุพกรรมของพวกศากยะวงศ์ที่เคยเอายาพิษโปรยลงในแม่น้ำ ทำให้สัตว์น้ำตายหมู่เป็นอันมาก กรรมนั้นกำลังจะมาให้ผล พระองค์ไม่สามารถต้านทานขัดขวางได้ จึงมิได้เสด็จไปในครั้งที่ ๔ โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 12:02:43 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 14
พระเจ้าวิฑูฑภะเสด็จมาถึงพรมแดนแล้วไม่เห็นพระพุทธเจ้าจึงเสด็จเข้ากรุงกบิลพัสดุ์ จับพวกศากยะปาดคอฆ่าเสียมากมายไม่เว้นแม้แต่เด็กที่กำลังดื่มนมก็กระชากเด็กออกมาปาดคอ แล้วก็ให้เอาโลหิตในลำคอของพวกศากยะล้างแผ่นกระดานที่เคยประทับนั่ง เมื่อสาแก่ใจแล้วก็แล้วเสด็จกลับกรุงสาวัตถี
ระหว่างทางก็เสด็จมาถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดีในเวลาค่ำ จึงให้ตั้งค่าย ณ ที่นั้น อนุญาตให้ไพร่พลเลือกนอนได้ตามใจชอบ ใครอยากจะนอนตรงไหนก็นอน บางพวกก็เลือกนอนที่หาดทรายริมแม่น้ำ เพราะพื้นทรายจะเย็นสบายเมื่อเวลาที่น้ำลง ส่วนบางพวกก็นอนบนบกใต้ต้นไม้
พอตกดึกใกล้เวลาที่น้ำจะท่วมกรรมก็มาส่งผล พวกที่นอนบนบกแต่ได้ทำกรรมไว้ร่วมกันมาก็ถูกมดแดงกัดจนต้องหนีลงไปนอนที่ชายหาด ส่วนพวกนอนที่ชายหาด ก็ถูกแมลงกัดจึงเปลี่ยนที่นอนขึ้นไปนอนข้างบนสลับที่กันนอน
พอตกดึกมีเมฆใหญ่ตั้งเค้ามาทางเหนือน้ำ ฝนก็ตกใหญ่ น้ำไหลหลากอย่างรวดเร็วพัดพาเอาพระเจ้าวิฑูฑภะและบริวารบางพวก ลงสู่มหาสมุทรตายกันหมด เหลือแต่พวกที่หนีไปอยู่บนบกเท่านั้นเอง
ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะอย่างเซ็งแซ่ว่า พระเจ้าวิฑฑูภะยังมีความปรารถนามากมายที่ยังไม่ถึงที่สุดยังไม่บรรลุผล แต่ก็ต้องมาสิ้นพระชนม์พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากเสียแล้ว เมื่อวานยังฆ่าพวกศากยะอยู่เลยแต่วันนี้กลับต้องมาตายเสียแล้ว
พระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่ธรรมสภา ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมโนรถของสัตว์ทั้งหลาย ยังไม่ถึงที่สุดนั่นเอง มัจจุมารก็เข้ามาตัดชีวิตอินทรีย์แล้วด้วยอำนาจกรรมที่สัตวโลกทั้งหลายพึงกระทำอยู่นั่นเองเข้ามาตัดรอนพัดพาให้จมลงในสมุทรคืออบาย ๔ ดุจห้วงน้ำใหญ่ที่หลากมาท่วมคนผู้ที่กำลังหลับไหลอยู่ฉะนั้น" โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 12:03:39 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 15
เมื่อจบเรื่องประกอบที่ท่านอาจารย์ได้เล่ามาอย่างมีรสชาติและสร้างบรรยากาศให้เข้าใจไปตามกระแสความด้วยการนำบทเพลงมาร้องประกอบในแต่ละช่วง ทำเสียงน่าตื่นเต้นในแต่ละคราว และผ่อนคลายความโหดร้ายลงด้วยตัวอย่างที่เปลี่ยนอารมณ์ไปสู่ความสนุกสนาน ท่านอาจารย์ได้สรุปในช่วงท้ายว่า..
ฉะนั้นเรื่องของบาปบุญคุณโทษเป็นเรื่องที่เราต้องนำมาวิเคราะห์วิจัย เพราะพระพุทธองค์สอนว่าบาปกรรมนั้นเป็นเรื่องที่วิจิตรและใหญ่ยิ่ง สัตวโลกผู้เขลาทั้งหลายยังข้องหรือหลงอยู่ มีความยั่วยวนคือความพยายาทเป็นต้น พยาบาทก็คือก็คือยั่วยวนใจให้หลงกระทำไปในโทสะเหมือนคนที่หลับสนิท จึงทรงติเตียนบาปทั้งหลายว่าเป็นสิ่งที่นำสู่ความต่ำช้าและลุ่มลึก
ตรงนี้หลวงพ่อท่านบอกว่า "เรื่องของบาปหรือตัณหาราคะในจิตใจของเรานี้เหมือนบ่อหรือเหวใหญ่ กามคุณทั้ง ๕ ก็คือการหยิบหินโยนลงไปในเหวใหญ่ทุกวัน แม้จะเหมือนมองไม่เห็นก้อนหินที่โยนลงไป แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่าหินนั้นนย่อมตกลงไปสู่ก้นเหว
ก็เหมือนกับการสะสมลงสู่จิตใจของเรา จิตใจของเราจึงเต็มไปด้วยอาสวกิเลสความโลภ โกรธ หลงที่มีอยู่ในใจของเราทุกคน ณ วันนี้จึงมีมิใช่น้อยเลย
เพราะเราทุกคนต่างก็โยนก้อนหินลงเหวใจกันอยู่เสมอ จึงไม่เคยกลัวบาปกรรมกันเลย ไม่เคยเห็นอำนาจเห็นปริมาณของบาปกรรมเหมือนโยนหินลงเหวฉันนั้น แต่น้ำหนักและการเหวี่ยงเกิดขึ้นจากตน จึงต้องได้รับผลที่ตนเอง " โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2550 , 12:06:36 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 16
ดังนั้นมัจจุมารคือความตาย ย่อมพัดพาเอาบุคคลผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ผู้เลือกเก็บดอกไม้ (คือกามคุณ ๕ อยู่) เหมือนห้วงน้ำใหญ่ไหลพัดพาเอาชาวบ้านผู้หลับอยู่ สมดังพระพุทธภาษิตข้างต้น
ในวันนี้เราก็ได้สวดมนต์ ได้ฟังเรื่องต่างๆ มาจนถึงบัดนี้ ก็ขอให้การฟังเรื่องที่นำมานี้เป็นเสมือนแรงกรรมฝ่ายกุศลมาสะกัดกั้นแรงบาปฝ่ายอกุศล ให้ทุกคนมีหิริมีโอตตัปปะ และขอน้อมนำเอาเจตนาที่ตนเองได้กระทำมาจนทุกวันนี้ประกอบกับกุศลที่ท่านได้ร่วมกันทำมีทาน ศีล ภาวนา มีความปิติในกุศลเหล่านั้น
ขอจงได้เป็นพลวปัจจัยเสมอร่มธรรมให้ทุกคนมีร่มใจมีการรับรู้การกระทำของตนเองได้อย่างฉับไวคือประกอบและสมบูรณ์ไปด้วยสติและสัมปชัญญะ ขอสติสัมปชัญญะที่มีอยู่นั้นจงเพิ่มพูนมากขึ้น เพราะสติและสัมปชัญญะเท่านั้นที่จะพาให้ทุกคนพ้จากห้วงน้ำลึกคืออบายภูมิทั้ง ๔ ได้
ขออำนาจบุญบารมีของหลวงพ่อเสือและคุณความดีต่างๆ ของพวกเราทุกคนที่ได้ทำมา ตลอดจนคุณของศีล สมาธิ และปัญญา จงเบ่งบานในใจและทให้ทุกคนก้าวออกจากการยึดติดจากการเป็นจำเลยรักของใครๆ ได้ จึงเป็นผู้มีอิสระและเป็นไทแก่ตนเอง ขออานุภาพเหล่านี้จงแผ่กระจายไปยังใจของทุกคนให้ทุกคนนั้นมีความปีติในการทำดีของตนเองและก้าวย่างสู่ทางมรรคผลนิพพานได้โดยไวทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ..นำมาฝาก [27 ก.ย. 2550 , 12:08:00 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 17
ขอบคุณ
น้องกิ๊ฟ
มากนะคะ ...ได้อ่านจุใจคุ้มกับที่รอคอย โดยเฉพาะชอบมากกับคำพูดที่กล่าวว่า
เราวาดอะไรกัน ..เราหวังอะไรกัน .เราวาดชีวิตอยู่ในคุณงามความดี ..เราหวังให้ชีวิตสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด
...
แล้วยิ่งตอนท่านอธิบายเรื่อง
เลือกดอกไม้ แล้วสรุปลงว่า...ผู้หลงไหลในสวน ทำให้เห็นชัดถถึงความติดข้องในอารมณ์
โดยเฉพาะตัวอย่างที่ท่านยกมาทุกตอนนั้น ทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อที่บอกว่า พวกเราดำเนินชีวิตไม่ต่างไปจาก มัจฉาหลงเหยื่อ ...พอฮุบไปก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด(ทุกข์)จากเบ็ดที่ติดมาด้วยนั้น
ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็น โทษของกามคุณทั้งสิ้น
แล้วยิ่งตอนจบของพระสูตร เป็นอุทาหรณ์สอนตนได้เป็นอย่างดี
....เมื่อมโนรถของสัตว์ทั้งหลาย ยังไม่ถึงที่สุดนั่นเอง มัจจุมารก็เข้ามาตัดชีวิตอินทรีย์แล้วด้วยอำนาจกรรมที่สัตวโลกทั้งหลายพึงกระทำอยู่นั่นเองเข้ามาตัดรอน
....
ขนาดพระพุทธองค์ทรงช่วยมาแล้วถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดก็ต้องมาแพ้กรรมของตนเอง
....
กราบระลึกถึงพระคุณหลวงพ่อ...สำหรับคำเตือนใจที่ว่า
......เรื่องของบาปหรือตัณหาราคะในจิตใจของเรานี้เหมือนบ่อหรือเหวใหญ่ กามคุณทั้ง ๕ ก็คือการหยิบหินโยนลงไปในเหวใหญ่ทุกวัน แม้จะเหมือนมองไม่เห็นก้อนหินที่โยนลงไป แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่าหินนั้นนย่อมตกลงไปสู่ก้นเหว ก็เหมือนกับการสะสมลงสู่จิตใจของเรา จิตใจของเราจึงเต็มไปด้วยอาสวกิเลสความโลภ โกรธ หลงที่มีอยู่ในใจของเราทุกคน ณ วันนี้จึงมีมิใช่น้อยเลย
....ลูกจะพยายามมีสติ ระมัดระวังตนเองให้มากกว่าเดิม
....
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างมากค่ะโดย วยุรี [27 ก.ย. 2550 , 13:29:34 น.] ( IP = 58.9.105.17 : : )
สลักธรรม 19เรื่องราวของความคลั่งแค้นทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็มีเหตุมาจากความหลงใหลในกามคุณ ๕ ทั้งนั้นเลยนะครับ ด้วยความไม่สมหวังนั้นจึงเกิดเป็นอารมณ์โทษแก่ชีวิตตนและคนอื่นจริงๆ
การที่เราท่านได้มาอาศัยใบบุญแห่งพระพุทธศาสนานี้ นับว่าโชคดีมากจริงๆ ได้ศึกษาทั้งความเป็นจริงของชีวิตโดยพระอภิธรรม ได้เรียนรู้เรื่องราวความดีความชั่วจากพระสูตร และนำมาวางรากฐานสร้างวินัยให้แก่ตนเอง เพื่อก้าวเดินไปบนทางแห่งความดีได้จริงๆครับ
ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากครับ ที่เสียสละปันเวลามาลงเรื่องที่ดีมีค่าและคุณประโยชน์นี้ ให้ได้อ่นกันทั่วถึงอีกครั้งครับ เท่ากับเป็นการย้อมใจให้เกิดความคิดถูก เลือกถูกได้เป็นอย่างดีต่อชีวิตจริงๆครับ ขออนุโมทนาสาธุในกุศลศรัทธาครั้งนี้ด้วยอย่างจริงใจครับผม.โดย เทพธรรม [27 ก.ย. 2550 , 17:18:12 น.] ( IP = 58.9.150.242 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |