มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศึกษาสภาวธรรมจากพุทธพจน์ในธรรมบท




ศึกษาสภาวธรรมจากพุทธพจน์ในธรรมบท



มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ.
แปลว่า ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำ เร็จแล้วด้วยใจ, ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ตาม ทำ อยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมไปตามเขาเพราะทุจริต ๓ อย่างนั้น ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคมีกำลังลากเกวียนไปด้วยแอกฉะนั้น ดังนี้ฯ
อธิบายพระคาถา จิตที่เป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งหมดต่างโดยจิตมีกามาวจรกุศลเป็นต้น ชื่อว่า ใจ ในพระคาถานั้น ถึงอย่างนั้น จิตที่อาจารย์ทั้งหลายนิยมอยู่ แยกได้อยู่ กำหนดแล้ว
โดยสิ้นเชิง ด้วยอำ นาจแห่งจิตที่ประทุษร้ายที่เกิดขึ้นแก่จิตนั้นใจนันอันเป็นธรรมชาติไปก่อนฯ
บทว่า.ธมฺมา. ชื่อว่า ธรรม ๔ ด้วยอำ นาจแห่งคุณธรรม,เทสนาธรรม, ปริยัตติธรรม และ
นิสสัตตะนิชชีวธรรม ฯ ในธรรมสี่เหล่านั้น ธรรมนี้ว่า .ธรรมและอธรรมมีวิบากเสมอกัน
หามิได้ อธรรมย่อมนำ ไปสู่นรกธรรมย่อมให้ถึงซึ่งสุคติ. ดังนี้
ชื่อว่า คุณธรรม ฯ ธรรมนี้ว่า .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น
แก่เธอทั้งหลาย. ดังนี้ เป็นต้น



ชื่อว่า เทสนาธรรม ฯ ธรรมนี้ว่า .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งกุลบุตรบางพวกในโลกนี้ ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะและเคยยะเป็นต้น.ดังนี้ ชื่อว่า ปริยัตติธรรมฯ ธรรมนี้ว่า .ก็ในสมัยนั้น
แล ธรรมทั้งหลายย่อมมี ขันธ์ทั้งหลายย่อมมี. ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า นิสสัตตะธรรมฯ แม้นิชชีวธรรม ก็นัยนี้เหมือนกัน ฯ
บรรดาธรรมสี่เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอานิสสัตตะนิชชีวธรรมในที่นี้. นิสสัตตะนิชชีวธรรมนั้นเดียวกันพร้อมกับขันธ์สามเหล่านัน ไม่ก่อน ไม่หลัง ใจชื่อว่าเป็นหัวหน้าได้อย่างไร ?
ตอบว่า เพราะอรรถว่า เป็นปัจจัยให้ธรรมทั้ง ๓ เกิดขึ้น เหมือนอย่างว่า เมื่อพวกโจร ทำ โจรกรรมมีการปล้นชาวบ้านเป็นต้นด้วยกัน เมื่อมีใครๆ ถามว่า .ใครเป็นหัวหน้าของพวก
มัน. ดังนี้ โจรคนใดเป็นปัจจัยของพวกโจรเหล่านั้น พวกมันอาศัยโจรคนใดทำ กรรมนั้น โจรนั้นชื่อว่า ทัตตะก็ตาม ชื่อว่ามัตตะก็ตาม เขาเรียกโจรนั้นว่า .หัวหน้าของโจรเหล่านั้น. ดังนี้ ฉันใด
คำ อุปไมยที่ถึงพร้อมนี้ พึงทราบฉันนั้น ฯ ใจชื่อว่า
เป็นหัวหน้าของธรรมเหล่านั้น ด้วยอรรถว่า เป็นปัจจัยยังธรรม


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2550 , 17:05:52 น.] ( IP = 58.8.36.55 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


*มหาฏีกาว่า เพราะอรรถว่าเป็นสหชาตนิสสยปัจจัย. ในฐานะนี้ ความต่างกันแห่งปัจจัยท่านแสดงไว้ด้วยบททั้ง ๓ นี้ คือ
บทว่า .มโนปุพฺพงฺคมา. ได้แก่ แสดงความเป็นสหชาตนิสสยปัจจัย.
บทว่า .มโนเสฏฺฐา. แสดงความเป็น สหชาตาธิปติปัจจัย.
บทว่า .มโนมยา. แสดงความเป็น อุปนิสสยปัจจัย ฯ
บางเหล่าแม้ไม่เกิดก็ย่อมเกิดได้โดยแท้ ฯอนึ่ง ใจชื่อว่า เป็นใหญ่ของธรรมเหล่านั้นด้วยอำนาจ
เป็นอธิบดี เพราะเหตุนั้นธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า มีใจเป็นใหญ่(มโนเสฏฺโฐ) เหมือนอย่างว่า พวกชนที่เป็นใหญ่ มีหัวหน้าโจรเป็นต้น เป็นใหญ่กว่าโจรเป็นต้น ฉันใด ใจเป็นอธิบดี
ชื่อว่าเป็นใหญ่กว่าธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น ฯ



อนึ่ง ภัณฑะทั้งหลายนั้นๆ สำเร็จด้วยไม้เป็นต้น ชื่อว่าสำเร็จด้วยไม้เป็นต้น ฉันใด ธรรมทั้งหลายแม้เหล่านั้น สำเร็จแล้วด้วยใจ (มโนมยา) เพราะสำเร็จมาแต่ใจ ฉันนั้น ฯ
บทว่า .ปทุฏฺเฐน.(อันโทษประทุษร้ายแล้ว) ได้แก่ อันโทษทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นที่จรมาประทุษร้ายแล้ว จริงอยู่ใจปกติ ชื่อว่า ภวังคจิต ภวังคจิตนั้นอันโทษทั้งหลายไม่
ประทุษร้ายแล้ว เหมือนอย่างว่า นํ้าที่ใสแล้ว เป็นนํ้าเศร้าหมอง
เพราะสีเขียวเป็นต้นที่จรมา ก็นํ้านั้นจะเป็นนํ้าใหม่ก็ไม่ใช่ แม้เหมือนกัน ฉันนั้น ฯ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า.-
.ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ. ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ
อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐํ แปลว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภวังคจิตนี้ปภัสสร ก็แต่ว่า
จิตนั้นแลเศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลสทั้งหลายจรมา ดังนี้ ฯถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว อย่างนี้ ฯ




คำ ว่า .ภาสติ วา กโรติ วา. (พูดอยู่ก็ตามทำ อยู่ก็ตาม)
ความว่า บุคคลนั้นเมื่อพูดย่อมพูดเฉพาะวจีทุจริต ๔ อย่าง เมื่อทำ ย่อมทำ เฉพาะกายทุจริต ๓ อย่าง เมื่อไม่พูด เมื่อไม่ทำเพราะความที่ตนเป็นผู้มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้วนั้น ก็ย่อม
ยังมโนทุจริต ๓ อย่างให้เต็ม อกุศลกรรมบถ ๑๐ ของเขาย่อมถึงความบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้ ฯ
(อังคุตตรเอกนิบาต เล่ม ๒๐ หน้า ๒๐ ข้อที่ ๕๐ ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ฯ )


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2550 , 17:06:51 น.] ( IP = 58.8.36.55 : : )


  สลักธรรม 2


ปริยายนี้ว่า .ทุกข์มีกายเป็นที่ตั้งบ้าง ทุกข์มีจิตเป็นที่ตั้งบ้างย่อมไปตามอัตภาพนั้น
ผู้ไปอยู่ในอบาย ๔ หรือ ในมนุษย์ทั้งหลาย เพราะอานุภาพแห่งทุจริต. ดังนี้ ฯ
ถามว่า ทุกข์ ย่อมติดตามบุคคลนั้น เหมือนอะไร?
ตอบว่า เหมือนล้อเกวียนหมุนไปตามรอยเท้าโคมีกำลังที่เข็นเกวียนไป อธิบายว่า .เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคมีกำลังอันเขาเทียมไว้ที่แอกนำ แอกไปอยู่. เหมือนอย่างว่า โคนั้นลากเกวียนไปวันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง ห้าวันบ้าง สิบวันบ้าง ครึ่งเดือนบ้าง มันย่อมไม่อาจเพื่อให้ล้อหมุนกลับ คือไม่อาจเพื่อละล้อไป โดยที่แท้ เมื่อมันก้าวไปข้างหน้าแอกย่อมเบียดคอ เมื่อมันถอยหลัง ล้อก็กระทบเนื้อขา. ล้อเบียดเบียนด้วยเหตุ ๒ ประการนี้
ล้อหมุนตามรอยเท้าโคไป ฉันใด,ทุกข์ที่เป็นไปทางกายและทางใจ อันมีทุจริตเป็นมูลย่อมติด
ตามบุคคล ผู้มีจิตอันโทษประทุษร้ายแล้วทำ ทุจริต ๓ อย่างให้
พร้อมกับ ปฎิสัมภิทาทั้งหลาย เทสนาได้เป็นกถาเป็นไปกับด้วยประโยชน์มีผล
แม้แก่ชนบริษัทผู้ประชุมกันแล้ว ฉะนี้แล.
จบคาถาเรื่องพระจักขุปาลเถระ ฯ



๒.เรื่อง มัฎฐกุณฑลีมาณพ(ว่าด้วย กุศลกรรมบท ๑๐)พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ ในกรุงสาวัตถีนั่นแหละ ทรงปรารภมัฎฐกุณฑลีมาณพ ได้ทรงภาษิต แม้พระคาถาที่ ๒ นี้ว่า.-
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี.
แปลว่า ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดไม่แปลกกันในพระคาถานัน แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น
ในบทนี้เมื่อนิยมอยู่ แยกออกอยู่ กำหนดแล้วโดยสิ้นเชิง ย่อมได้กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง ก็เมื่อว่าด้วยอำนาจแห่งวัตถุ ย่อมได้จิตประกอบด้วยญาณเกิดร่วมกับโสมนัส ๔ ดวง เท่านั้น ฯ
บทว่า.ปุพฺพงฺคมา. ความว่า ประกอบด้วยใจที่เป็นไปก่อนนั้น ฯนามขันธ์ ๓ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น ชื่อว่า ธรรมทั้งหลาย ฯจริงอยู่ ใจชื่อว่า เป็นหัวหน้าของขันธ์สามเหล่านั้น เพราะอรรถะว่า เป็นเหตุให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้น นามขันธ์ ๓ มีเวทนาเป็นต้นเหล่านั้น จึงชื่อว่า มีใจเป็นหัวหน้า. เหมือนอย่างว่า เมื่อชนทั้งหลายมาร่วมกันทำ บุญมีการถวายบาตรและจีวรเป็นต้นแก่ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ดี มีการบูชาอันโอฬาร ฟังธรรม ตามประทีป และกระทำ สักการะด้วยระเบียบดอกไม้
เป็นต้นก็ดี เมื่อมีผู้ถามว่า .ใครเป็นหัวหน้าของทายกเหล่าเขา ฉันใด,
พึ่งทราบคาอุปไมยเป็นเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อมนี้ ฉันนั้น ฯ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2550 , 17:07:38 น.] ( IP = 58.8.36.55 : : )


  สลักธรรม 3


ใจ ชื่อว่า เป็นหัวหน้า เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้นอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น เจตสิกธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีใจเป็นหัวหน้า ฯ จริงอยู่ เจตสิกธรรมเหล่านั้น เมื่อใจไม่เกิดก็ไม่อาจเพื่อจะเกิด ส่วนใจ เมื่อเจตสิกธรรมบางเหล่าแม้ไม่เกิด ก็ย่อมเกิดได้โดยแท้ ฯอนึ่ง ใจ ชื่อว่า เป็นใหญ่ (เสฏฺโฐ) กว่าเจตสิกธรรมเหล่านี้ ด้วยอำ นาจเป็นอธิบดีอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น เจตสิกธรรม
เหล่านี้ จึงชื่อว่า มีใจเป็นใหญ่. อนึ่ง สิ่งของนั้นๆ สำเร็จแล้วด้วยวัตถุมีทองคำ เป็นต้น
ก็ชื่อว่าสำเร็จแล้วด้วยทองคำ เป็นต้นฉันใด, แม้เจตสิกธรรมเหล่านั้นก็ชื่อว่าสำเร็จแล้ว
ด้วยใจเพราะเป็นธรรมสำเร็จมาแต่ใจ ฉันนั้น ฯ
บทว่า .ปสนฺเนน. ได้แก่ ผ่องใสแล้ว ด้วยคุณทั้งหลายมีความไม่เพ่งเล็งเป็นต้น ฯ
มโนสุจริต ๓ อย่างให้เต็ม เพราะความที่จิตนั้นผ่องใสแล้วด้วยคุณทั้งหลายมีความไม่เพ่งเล็งเป็นต้น. กุศลกรรมบท ๑๐ของเขาย่อมถึงความบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้ ฯ
คำ ว่า .ตโต นํ สุขมเนฺวติ. ความว่า ความสุขย่อมตามบุคคลนั้นไปเพราะสุจริต ๓ อย่างนั้น. ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอากุศลแม้ทั้ง ๓ ภูมิ. เพราะฉะนั้นพึงทราบอธิบายว่า .ความสุขที่เป็นผล (วิปากสุขํ) ซึ่งเป็นไปในกายและจิต ว่า ความสุขมีกายเป็นที่ตั้งบ้าง มีจิตนอกนี้เป็นที่ตั้งบ้าง. ดังนี้ ย่อมตามไป คือว่า ย่อมไม่ละบุคคลนั้นผู้เกิดแล้วในสุคติภพ
หรือผู้ดำรงอยู่ในที่เป็นที่เสวยซึ่งความสุข เพราะอานุภาพแห่งสุจริตที่เป็นไปในภูมิ ๓ เหมือนเงามีปกติไปตามตัว ฉะนั้น ฯ



คำ ว่า .ฉายาว อนุปายนี. อธิบายว่า เหมือนอย่างว่าธรรมดาเงาเป็นของเนื่องด้วยสรีระ
เมื่อสรีระเดินไป มันก็เพราะเงาเป็นของเนองดวยสรีระ ฉันใด, ความสุข ที่เป็นไป
ทางกายและจิต ต่างโดยภูมิมีกามาวจรภูมิเป็นต้น อันมีกุศลที่ตนประพฤติมาแล้ว
และประพฤติดีแล้วแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐เหล่านี้เป็นมูล ย่อมไม่ละบุคคลนั้น
ในที่แห่งตนไปแล้วและไปแล้ว เป็นดุจเงามีปกติไปตามสรีระ ฉันนั้น ดังนี้แล ฯ
ในเวลาจบพระคาถา ความตรัสรู้ธรรม(ธัมฺมาภิสมัย)ได้มีแล้วแก่เหล่าสัตว์แปดหมื่นสี่พัน.
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตั้งอยู่เฉพาะในโสดาปัตติผล, อทินนปุพพกพรามหมณ์ก็เหมือนกัน
พราหมณ์นั้นได้หว่านสมบัติใหญ่เพียงนั้นไว้ในพระพุทธศาสนาแล้ว ดังนี้แลจบ
เรื่องมัฏฐกุณฑลี ฯ
เมื่อว่าโดยพิสดาร อกุศลธรรม ๑๐ นี้ เป็น ๒๐ บ้าง เป็น๓๐ บ้าง เป็น ๔๐ บ้าง ตามนัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า*.-
อังคุตตรทสกะเล่ม ๒๔ ข้อ ๑๘๙ (ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย)


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2550 , 17:08:35 น.] ( IP = 58.8.36.55 : : )


  สลักธรรม 4


ลักทรัพย๑, ประพฤติผิดในกาม ๑, พูดเท็จ ๑, พูดส่อเสียด ๑,พูดคำหยาบ ๑, พูดเพ้อเจ้อ ๑, มีอภิชฌา ๑, มีจิตปองร้าย ๑, มีความเห็นผิด ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำ มาทอดทิ้งไว้ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำ มาทอดทิ้งไว้ ธรรม ๒๐ ประการ เป็นไฉน ? คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ๑,ชักชวนผู้อื่นในการฆ่า ๑, ลักทรัพย์ด้วยตนเอง๑,ชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์ ๑,ฯลฯ มีความเห็นผิดด้วยตนเอง ๑, ชักชวนผู้อื่นในการเห็นผิด ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำ มาทอดทิ้งไว้ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำ มาใจในความเห็นผิด ๑.



ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรกเหมือนสิ่งของที่เขานำ มาทอดทิ้งไว้ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก
เหมือนสิ่งของที่เขานำ มาทอดทิ้งไว้ ธรรม ๔๐ ประการ เป็นไฉน ? คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์
ด้วยตนเอง ๑, ชักชวนผู้อื่นในการฆ่าสัตว์ ๑, พอใจในการฆ่าสัตว์ ๑, กล่าวสรรเสริญการฆ่าสัตว์ ๑ ฯลฯ มีความเห็นผิดด้วยตนเอง ๑, ชักชวนผู้อื่นในการเห็นผิด ๑, พอใจในความเห็นผิด ๑, กล่าวสรรเสริญความเห็นผิด ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำ มาทอดทิ้งไว้ ฯส่วนกุศลธรรม ก็ตรัสไว้ ๑๐ บ้าง ๒๐ บ้าง ๓๐ บ้าง ๔๐บ้าง โดยทำ นองนั้นแหละ คือ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในอภิชฌาในของผู้อื่น ๑, มีจิตไม่ปองร้าย ๑, มีความเห็นชอบ(มีสัมมาทิฏฐิ) ๑



ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของที่เขานำ มาประดิษฐานไว้ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ ๒๐ ประการเป็นไฉน ? คือ
เป็นผู้งดเว้นการฆ่าสัตว์ ๑ , ชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑, ฯลฯ เห็นชอบด้วยตนเอง๑, ชักชวนผู้อื่นในการเห็นชอบ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม๒๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของที่เขานำ มาประดิษฐานไว้ ฯแม้ในกุศลธรรม ๓๐ และ ๔๐ ประการพึงทราบตามนัยที่กล่าวนั่นแล ฯ


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2550 , 17:10:04 น.] ( IP = 58.8.36.55 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org