| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๖๕)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๖๕)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก. สวัสดี หลาน
ป. เมื่อคราวที่แล้ว ผมได้ศึกษาเรื่องสัมปโยคนัย คุณลุงได้แสดงถึงสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง คือ ผัสสะ เวทนา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ และมนสิการ ว่าประกอบในจิตที่เกิดขึ้นทั้งหมดทุกดวงโดยไม่มีเว้นเลยจบไปแล้ว ผมก็พอจะเข้าใจ ในวันนี้ ผมจะมาขอศึกษาต่อจากคุณลุงใหม่ คุณลุงจะให้ผมศึกษาเรื่องอะไรต่อไป
ก. ลุงได้บรรยายถึงอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ โดยเฉพาะสัพพจิตตสาธารณเจตสิกว่าประกอบได้ในจิตทั้งหมด เพราะเหตุใดไปแล้ว ในวันนี้ลุงจะได้อธิบายถึง อัญญสมานาเจตสิกที่เหลืออีก ๖ ต่อไป
อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ นั้น แบ่งออกเป็น สัพพจิตตสาธารณเจตสิก หมายถึงประกอบได้กับจิตทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งก็ได้ศึกษาไปแล้วเมื่อคราวก่อน อีกส่วนหนึ่งเรียกชื่อว่า ปกิณณกเจตสิก มีอยู่ ๖ ดวง ที่จะได้ศึกษาต่อไปในวันนี้
นัยที่ ๑ สัมปโยคะของสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวงนั้น ประกอบได้ในจิตทั้งหมด มีความหมายชัดเจนแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนปกิณณกะเจตสิก ๖ ดวงนั้นมีคาถาสังคหะที่ ๕ และที่ ๖ แสดงขยายความไว้ดังต่อไปนี้ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 07:57:43 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
คาถาสังคหะ
ฉสฏฺฐี ปญฺจปญฺญาส เอกาสท จ โสฬส สตฺตติ วีสติ เจว ปกิณฺณกวิวชฺชิตาฯ แปลความว่า "จิตทั้งหลายที่ปกิณณกเจตสิก ๖ ประกอบไม่ได้นั้น มีจำนวนตามลำดับดังนี้ คือ ๖๖ ดวง, ๕๕ ดวง, ๑๑ ดวง, ๑๖ ดวง, ๗๐ ดวง, ๒๐ ดวง" ซึ่งหมายความว่า
วิตกเจตสิก ประกอบไม่ได้กับจิต ๖๖ ดวง
วิจารเจตสิก ประกอบไม่ได้กับจิต ๕๕ ดวง
อธิโมกขเจตสิก ประกอบไม่ได้กับจิต ๑๑ ดวง
วิริยเจตสิก ประกอบไม่ได้กับจิต ๑๖ดวง
ปีติเจตสิก ประกอบไม่ได้กับจิต ๗๐ ดวง
ฉันทเจตสิก ประกอบไม่ได้กับจิต ๒๐ ดวง
คาถาสังคหะ
ปญฺจปญฺญาส ฉสฏฺฐยฏฺ ฐสตฺตติ ติสตฺตติ เอกปญฺญาส เจกูน- สตฺตติ สปฺปกิณฺณกฯ แปลความว่า จิตทั้งหลายที่ปกิณณกเจตสิกประกอบได้นั้น มีจำนวนตามลำดับดังนี้ คือ ๕๕ ดวง, ๖๖ ดวง, ๗๘ (๑๑๐) ดวง, ๗๓ (๑๐๕) ดวง, ๕๑ ดวง, ๖๙ (๑๐๑) ดวง, ซึ่งหมายความว่า
วิตกเจตสิก ประกอบได้กับจิต ๕๕ ดวง
วิจารเจตสิก ประกอบได้กับจิต ๖๖ ดวง
อธิโมกขเจตสิก ประกอบได้กับจิต ๗๘ ดวง (๑๑๐)
วิริยเจตสิก ประกอบได้กับจิต ๗๓ ดวง (๑๐๕)
ปีติเจตสิก ประกอบได้กับจิต ๕๑ ดวง
ฉันทเจตสิก ประกอบได้กับจิต ๖๙ ดวง (๑๐๑)
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 07:58:25 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 2
ปกิณณกเจตสิก ๖ ดวง ประกอบกับจิตเฉพาะที่ควรประกอบได้ ดังคาถาสังคหะที่ได้แสดงมาแล้วนั้น มี ๖ นัย ซึ่งจะได้แสดงการประกอบของปกิณณกเจตสิกทั้ง ๖ โดยพิสดารดังนี้ คือ
นัยที่ ๒ วิตกเจตสิก ประกอบได้กับจิต ๕๕ ดวง ประกอบไม่ได้ ๖๖ ดวง ได้แก่
ประกอบได้กับจิต ๕๕ ดวง คือ อกุศลจิต ๑๒ อเหตุกจิต ๑๘ (เว้นทิวปัญจวิญญาณ ๑๐) กามาวจรโสภณจิต ๒๔ ปฐมฌานจิต ๑๑ รวม ๕๕
ประกอบกับจิตไม่ได้ ๖๖ ดวง คือ ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ทุติยฌานจิต ๑๑ ตติยฌานจิต ๑๑ จตุถฌานจิต ๑๑ ปัญจมฌานจิต ๒๓ รวม ๖๖
ป. คุณลุงขอรับ ผมเห็นคุณลุงแสดงตัวบาลีมากมาย พร้อมทั้งตัวเลขจำนวนต่าง ๆ ก็มิใช่น้อย คงจะทำให้บังเกิดความยุ่งยากลำบากในการศึกษามากเป็นแน่ จะลด ๆ ลงไปเสียบ้างไม่ได้หรือขอรับ จะได้ศึกษาสะดวกขึ้น
ก. หลานเอ๋ย ไม่มีวิทยาการใดเลยที่ศึกษาได้ง่าย ๆ ด้วย แล้วก็ลึกซึ้ง ซ้ำมีประโยชน์มากด้วย ดูแต่วิชาวิทยาศาสตร์ที่หลานศึกษาอยู่ ก็จะเห็นความยากลำบากมิใช่เล็กน้อย กฎเกณฑ์ ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ที่เข้ามาประกอบ ชื่อและตัวเลขก็มากจนออกจะสับสนกันอย่างเหลือเกิน แต่หลานก็ยังเรียนมาด้วยดีเป็นปี ๆ กว่าจะเล่าเรียนสำเร็จก็จะต้องอาศัยความพากเพียรอย่างยิ่งยวด
สำหรับเรื่องของชีวิตจิตใจนั้น สลับซับซ้อนกันมากยิ่งกว่า ทั้งเห็นและถูกต้องก็ไม่ได้เป็นส่วนมาก จะต้องอาศัยการศึกษาจนมีความเข้าใจ แล้วพิจารณาตามไปด้วยเป็นอย่างดี เมื่อหลานค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ศึกษาไป หลานก็จะได้ผลประโยชน์แก่ชีวิตเกินคุ้มกับความยากลำบากเป็นไหน ๆ ขออย่าเพิ่งด่วนท้อถอยเสียกลางคันเลย หลานจะเสียประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่ควรมีควรได้ไปเสีย
อีกประการหนึ่ง ถ้าหลานเห็นว่ามันจะยุ่งยากมากนักในกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ลุงกำลังจะอธิบาย หรือหลานไม่ชอบในการท่องจำ ทั้งท่องจำก็มากมายเหลือเกินนัก หลานก็เพียงแต่ทำให้เกิดความเข้าใจได้เหตุผลแล้วพิจารณาด้วยความตั้งใจ เพียงเท่านั้นก็พอ ถ้ามีความเข้าใจดีแล้ว ก็อาจจะมาค้นจากหนังสือหรือตำรับตำราก็ได้ เพื่อจะให้ละเอียดลออยิ่งขึ้น โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 07:59:14 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 3
ป. ถ้าเช่นนั้นผมก็พอใจ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะผมศึกษาเล่าเรียนอะไรแล้ว ผมไม่ชอบท่องเพื่อให้ขึ้นใจ เพราะนาน ๆ ไปไม่ได้ใช้ก็ลืมหมด นอกจากจะท่องที่จำเป็นจริง ๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้นเอง ผมชอบทำความเข้าใจมากกว่า ผมยังมิได้ท้อถอยในการศึกษาปัญหาของชีวิตอย่างลึกซึ้งจากพระอภิธรรมเลยแม้แต่น้อย กำลังพยายามอยู่ด้วยความตั้งใจ ขอเชิญบรรยายต่อไปเถิดครับ
ก.ลุงจะได้อธิยายถึงเจตสิกที่เรียกว่าปกิณณกะ ที่มีอยู่ ๖ ตัวให้หลานฟัง เพื่อให้หลานได้เข้าใจว่า วิตก วิจาร อธิโมกข วิริยะ ปีติ ฉันทเจตสิก เหล่านี้เกิดขึ้นได้ หรือประกอบกับจิตอะไรได้ และเกิดขึ้นได้หรือประกอบไม่ได้กับจิตประเภทไหนบ้าง เหมือนเรื่องเครื่องยนต์ที่ได้พูดกันไปแล้ว มันมีอยู่มากชนิด แต่ละชนิดมีชิ้นส่วนเหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง เครื่องยนต์บางอย่างเอาชิ้นส่วนบางชนิดออกเลย เพราะใช้กันไม่ได้ เรียกว่าเกิดร่วมกันไม่ได้ เช่น
เครื่องยนต์ดีเซล เป็นเครื่องติดเย็น เพราะให้การระเบิดลูกสูบโดยอาศัยการอัดดันด้วยกำลังแรง จนทำให้เกิดเป็นไฟขึ้นเองเพื่อจุดระเบิดให้ลูกสูบเคลื่อนที่
เครื่องยนต์ธรรมดาต้องมีเครื่องทำไฟ เช่น แม๊กเนตโตหรือไดนาโม มีสายไฟ มีหัวเทียนเพื่อให้ไฟผ่านจากหม้อทำไฟเข้าไปจุดระเบิดที่หัวเทียนให้ห้องสูบ
เครื่องยนต์ดีเซลไม่ต้องมีคาบุเรเตอร์ที่พักน้ำมัน แล้วมีนมหนูเพื่อดูดน้ำมันให้เป็นละอองเข้าไปในห้องสูบเพื่อจะได้จุดระเบิด หากแต่มันมีเครื่องปั๊มฉีดน้ำมันจากนมหนูเข้าไปในห้องสูบได้ละเอียดเป็นพิเศษราวกับควันบุหรี่ แล้วจุดระเบิดด้วยการอัดดันด้วยกำลังแรง
เครื่องยนต์ธรรมดาต้องมีคาบุเรเตอร์ที่พักน้ำมันโดยเฉพาะเพื่อลูกสูบจะได้ดูดน้ำมันเข้าในห้องสูบ จะได้จุดให้เกิดการระเบิดด้วยไฟ
ตามที่ลุงอธิบายแวดล้อมมาให้ฟังนี้ ก็เพื่อจะให้หลานเข้าใจว่า จิตแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นมานั้น เจตสิกบางประเภทเข้าประกอบร่วมไม่ได้ เพราะมันทำการงานขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์กันหรือเข้ากันไม่ได้ เพราะมันไม่อนุโลมตามกันไปได้ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 07:59:46 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 4
ป. คุณลุงยกตัวอย่างขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ ผมก็พอจะเข้าใจ แต่อยากจะให้คุณลุงลองยกตัวอย่างจริง ๆ ของจิต เจตสิกบ้าง จะได้เห็นจริงเห็นจัง
ก.ได้ซิหลาน เช่น อธิโมกขเจตสิก เป็นเจตสิกที่ตัดสินเด็ดขาด ดังนั้น จึงเป็นเจตสิกที่เข้าประกอบกับจิตใดแล้วจิตนั้นจะต้องตัดสินใจเด็ดขาดแน่นอน แต่จิตบางดวงมีวิจิกิจฉาเจตสิก ซึ่งได้แก่ความลังเลสงสัยเข้าประกอบ ถ้าเช่นนี้ก็จะบังเกิดความขัดแย้งกันเองขึ้นมาเอง เพราะประเภทหนึ่งจะตัดสินใจเด็ดขาด แล้วจะรวมกันวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยได้อย่างไร
ดังนั้น อธิโมกขเจตสิกจึงเข้าประกอบกับจิตที่มีวิจิกิจฉาไม่ได้ เหมือนจะเอาเครื่องทำไฟหรือคาบุเรเตอร์ไปใส่ให้เครื่องยนต์ดีเซล หรือปีติเจตสิกเมื่อประกอบกับจิตใดแล้ว ก็ทำให้ปลาบปลื้มยินดี แต่จิตใจที่กำลังมีโทสะหรือกำลังมีความเสียใจ ตกใจอยู่แล้ว จะให้ปีติเจตสิกปลาบปลื้มยินดีเข้าร่วมกันอย่างไรได้ เพราะมันขัดแย้งตรงกันข้าม ลุงยกตัวอย่างจริง ๆ มาให้ฟังเท่านี้พอใจหรือยัง
ป. พอใจแล้วขอรับ เพียงเท่านี้ผมเข้าใจดีทีเดียว
ก.การศึกษาพระอภิธรรมนั้น จะท่องจำไปเสียทั้งหมดก็เห็นจะไม่ไหว และถ้าจำแล้วเอาออกมาใช้ไม่ได้ก็เปลืองเวลาไปเสียเปล่าอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น จึงควรท่องจำนิด ๆ หน่อย ๆ ในหลักการที่สำคัญ ๆ เท่านั้น บางคนศึกษาโดยที่มิได้ท่องจำเลย แต่หมั่นดูหมั่นทำความเข้าใจบ่อย ๆ ก็จำได้ไปเอง แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นจะต้องมีความเข้าใจ ยิ่งเข้าใจให้กว้างขวางด้วยแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์มากที่สุด
ลุงก็เพียรพยายามที่จะให้หลานบังเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะให้ท่องจำ เมื่อหลานมีความเข้าใจและได้เหตุได้ผลแล้ว ก็สามารถค้นเอาจากตำราก็ได้ เช่น วิตกเจตสิกที่ประกอบกับจิตได้ ๕๕ ดวง ประกอบกับจิตไม่ได้ ๖๖ ดวง หลานก็ไม่จำเป็นที่จะท่องจำเจตสิกที่ประกอบกับจิตไม่ได้รวมทั้งหมดถึง ๑๒๑ ดวง หากแต่ทำความเข้าใจว่า วิตกเจตสิกนั้น เป็นตัวการที่ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ต่าง ๆ ดังนั้น จิตที่ทำบาปหรือทำบุญ เช่น พูดเท็จหรือบริจาคทาน ก็จะต้องมีวิตกเจตสิกเข้าประกอบ เพราะถ้าจิตมิได้มีเจตสิกอันเป็นตัวยกขึ้นสู่อารมณ์ คือ ในเรื่องพูดเท็จ หรือในเรื่องการบริจาคทานแล้ว จิตจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
สำหรับจิตที่ไม่มีวิตกเจตสิกที่เข้าประกอบนั้น ก็จะต้องศึกษาว่า ไม่ต้องมีวิตกเจตสิกเข้าประกอบเพราะเหตุใด เมื่อหลานมีความเข้าใจได้เหตุผลดังนี้แล้ว หลานก็สามารถค้นเอาเองได้เป็นส่วนมาก ต่อจากนี้ไปลุงจะขออธิบายพร้อมทั้งเหตุผล ถ้าหลานสงสัยตรงไหนก็ถามมา โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 08:00:17 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 5
ในข้อ ๑ วิตกเจตสิกจะเกิดได้กับอกุศลจิต ๑๒ ได้แก่ โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นมาได้จะต้องมีวิตกเจตสิกเป็นตัวยกจิตขึ้นสู่อารมณ์นั้น ๆ
เมื่อหลานเกิดความโลภอยากได้เงินโดยไปซื้อสลากกินแบ่ง หลานก็จะต้องยกจิตขึ้นสู่เรื่องสลากกินแบ่ง วิตกเจตสิกเป็นตัวยกจิตขึ้นสู่อารมณ์
เมื่อหลานเกิดความโกรธหรือความเสียใจ ก็จะต้องวิตกเจตสิกเข้ามาประกอบเพื่อยกจิตขึ้นสู่อารมณ์โกรธ ในโมหะก็เหมือนกัน โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 08:00:47 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 6
ส่วนในข้อ ๒ วิตกเจตสิกประกอบได้กับอเหตุกจิต ๘ โดยเว้นทวิปัญจวิญญาณ
อเหตุกจิต ๘ ก็ได้แก่สัมปฏิจฉนะ ๒ สันตีรณะ ๓ อเหตุกกิริยา ๓ รวม ๘ ทั้ง ๘ นี้ ต้องมีวิตกเจตสิกเข้าประกอบ เพราะจิตจะต้องทำงานหลายอย่าง เป็นตัวรับอารมณ์บ้างพิจารณาอารมณ์บ้าง เปิดประตูให้อารมณ์เกิดบ้าง และการยิ้มของพระอรหันต์บ้าง
แต่ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ดวง ที่ไม่ต้องอาศัยวิตกเจตสิกเข้าประกอบนั้น ก็ได้แก่ จักขุวิญญาณจิต ๒ โสตวิญญาณจิต ๒ ฆานวิญญาณจิต ๒ ชิวหาวิญญาณจิต ๒ กายวิญญาณจิต ๒ รวมเป็น ๑๐
ขอให้หลานเปิดดูในวิถีจิตด้วยว่า จักขุวิญญาณจิต ๒ ที่เป็นบาปเสีย ๑ เป็นบุญเสีย ๑ นั้น ทำการงานอะไร
ทวิปัญจวิญญาณจิตทั้ง ๑๐ ดวงนี้ ทำการงานเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สึกสัมผัสทางกาย
จิตทั้ง ๑๐ นี้เป็นวิบาก คือเป็นผลของกรรมในอดีตที่เข้ามาร่วมการทำงาน ทำให้เห็นดี ๆ หรือเห็นที่ไม่ดี เป็นต้น
วิบากจิตทั้ง ๑๐ ดวงนี้ จึงสักแต่ว่ากระทำ เช่น สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน ผลกรรมที่ดีก็ทำให้เห็นดี ผลกรรมที่ไม่ดีทำให้เห็นในสิ่งที่ไม่ดี
ทวิปัญจวิญญาณจิตทั้ง ๑๐ ดวงนี้ แต่ละดวง ๆ มีเจตสิกเข้าประกอบ ๗ เท่านั้น คือ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ได้แก่ ผัสสะ, เวทนา, สัญญา, เจตนา, เอกัคคตา, ชีวิตินทรีย์ และมนสิการเจตสิก
ทวิปัญจวิญญาณนี้เกิดขึ้น คือเห็นได้นั้น ก็โดยอาศัยเหตุมาประชุมกันอย่างย่อก็มี ๓ คือ ต้องมีรูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสง, ต้องมีจักขุปสาทะ ประสาทตา, และมีมนสิการเจตสิก (ซึ่งรวมทั้งจิตด้วย) เข้าประชุมกัน
วิตกเจตสิกไม่ต้องเข้าประกอบ เพราะจิตดวงนี้รับกระทบโดยตรงชัดเจนอยู่แล้วทั้งเป็นปัจจุบันด้วย จากรูปารมณ์คือคลื่นของแสงที่สะท้อนจากสิ่งต่าง ๆ เข้ามากระทบตายังมิได้ทำงานอะไรมาก สักแต่ว่า "เห็น" เท่านั้นเอง ยังมิได้เกิดยินดี, ยินร้าย, ดีหรือชั่ว ประการใด
โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ ก็โดยทำนองเดียวกัน ทวิปัญจวิญญาณทั้ง ๑๐ ดวงนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุย่อ ๆ ดังกล่าวแล้ว โดยมิได้มีวิตกเจตสิกเข้าประกอบเลย แต่อเหตุกจิต ๘ ดวงนั้ จะต้องมีเจตสิกเข้าประกอบ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 08:01:57 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 7
ในข้อ ๓ กามาวจรโสภณจิต ๒๔ คือ มหากุศลจิต ๘ มหาวิบากจิต ๘ และมหากิริยาจิตอีก ๘ จิตเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีวิตกเจตสิกเข้าประกอบทั้งหมด
เช่น จิตที่เกิดขึ้นมาเป็นกุศลในเรื่องทำบุญให้ทาน หรือมหาวิบากจิตที่เกิดขึ้นเข้ามาทำงานในหน้าที่ต่าง ๆ เช่นมาทำหน้าที่ปฏิสนธิกิจ คือเกิดในภพชาติใหม่ ภวัางคกิจ รักษาภพชาติเอาไว้ เช่น จิตที่เกิดในขณะนอนหลับ เป็นต้น
ป. ภวังคกิจที่ว่ารักษาภพชาติแล้วต้องมีวิตกเจตสิกเข้าประกอบนั้น ผมยังมีความสงสัย คนนอนหลับจะมีวิตกเจตสิกเข้าประกอบได้อย่างไร
ก. ตามที่หลานได้เรียนไปแล้ว จิตจะเกิดขึ้นมาได้ก็โดยที่เกิดผัสสะ คือมีอารมณ์มากระทบมิใช่หรือ
ป. ต้องมีอารมณ์มากระทบอย่างแน่นอน หาไม่เล้วจิตจะเกิดขึ้นมาหาได้ไม่
ก. แล้วภวังคจิตมีอารมณ์อะไรมากระทบเล่า
ป. ก็จะต้องมีอารมณ์ที่ได้มาตั้งแต่ปฏิสนธิ เช่นอารมณ์เห็นครรภ์มารดา เป็นต้น
ก. เมื่ออารมณ์เห็นครรภ์มารดามากระทบเกิดภวังคจิตขึ้นมา วิตกเจตสิกก็เข้าประกอบ คือยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ครรภ์มารดาที่มากระทบ แต่เป็นทวารวิมุติ เราจึงมิได้มีความรู้สึกสำนึกตัว
ป. ผมพอเข้าใจแล้วขอรับ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 08:02:43 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 8
ในข้อ ๔ ปฐมฌานจิต ๑๑ ได้แก่ ปฐมฌานที่เป็นกุศล ๑ ที่เป็นวิบาก ๑ และที่เป็นกิริยา ๑ แล้วบวกกับผู้ที่ได้โลกุตตรจิต คือ มัคคจิต ๔ ผลจิต ๔ รวมกันเข้าจึงเป็น ๑๑ คือได้มรรคผลด้วย แล้วก็ได้ฌานด้วย ผู้ที่ได้ปฐมฌานจิตทุกท่านก็ย่อมจะมีวิตกเจตสิกเข้าประกอบ
เพราะว่าองค์ของฌานที่ ๑ มี ๕ คือ วิตก, วิจาร, ปีติ, สุข, เอกัคคตาเจตสิก ถ้ามิได้มีเจตสิกทั้ง ๕ นี้เข้ามาประกอบพร้อมกันในฐานะเป็นหัวหน้าแล้วก็จะเป็นปฐมฌานไม่ได้ ข้อนี้หวังว่าคงจะไม่เป็นปัญหาอะไร
ป. ก็พอเข้าใจขอรับ
ก. เมื่อหลานมีความเข้าใจในวิตกเจตสิกที่เข้าประกอบได้ในจิต ๕๕ ดวงแล้ว ต่อจากนี้ไปหลานก็จะได้ศึกษาต่อไปว่า วิตกเจตสิกนั้นประกอบกับจิตไม่ได้อยู่ ๖๖ ดวง และประกอบไม่ได้เพราะเหตุใด
วิตกเจตสิกประกอบกับจิต ๖๖ ดวงไม่ได้ คือ
๑. ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ข้อนี้ลุงก็ได้อธิบายไปแล้วว่า ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ก็ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ ซึ่งเป็นผลของการกระทำบาป ๕ บุญ ๕ รวมเป็น ๑๐
การที่วิตกเจตสิกตัวการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ต่าง ๆ นั้น ไม่ได้เกิดกับทวิปัญจวิญญาณทั้ง ๑๐ ก็เพราะว่า รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสง สัทธารมณ์อันได้แก่คลื่นของเสียง คันธารมณ์ดันได้แก่กลิ่นต่าง ๆ รสารมณ์อันได้แก่รสต่าง ๆ และโผฏฐัพพารมณ์อันได้แก่ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่มากระทบกาย เหล่านี้ เป็นตัวเข้ากระทบจิตโดยตรง ทั้งเป็นปัจจุบันอารมณ์ด้วยจึงชัดเจนอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เอง จิตทั้ง ๑๐ ดวงนี้จึงไม่มีวิตกเจตสิกเข้ามาช่วยยกให้ขึ้นสู่อารมณ์ที่มากระทบเลย
๒. สำหรับวิตกเจตสิกที่ประกอบกับทุติยฌานจิต ๑๑ ไม่ได้ ทุติยฌานจิต ๑๑ ก็ได้แก่ รูปาวจรกุศล, รูปปาวจรวิบาก, รูปาวจรกิริยา รวม ๓ บวกกับผู้ที่ได้ฌานด้วย แล้วได้มรรคผลนิพพานด้วย คือ มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ รวมเป็น ๘ รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๑๑ ทั้ง ๑๑ ดวงนี้ไม่มีวิตกเจตสิกเข้าประกอบ
ในเรื่องนี้หลานก็ทราบอยู่แล้วว่า ผู้ที่ได้ปฐมฌานนั้นจะต้องมีองค์ทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ปฏิบัติได้ทุติยฌานอันเป็นฌานที่ ๒ นั้น จะต้องละวิตกไม่ต้องมีเจตสิกตัวนี้ยกขึ้นสู่อารมณ์ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผู้ปฏิบัติได้ปฏิภาคนิมิตแล้วมีความสันทัดจัดเจนจนบังเกิดมีกำลังมีความสามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปสู่ฌานที่ ๒ คือทุติยฌานได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยวิตก เหมือนตัวจักรรถไฟที่ติดเครื่องเอาไว้พร้อมแล้ว มีรถที่จะพ่วงให้ลากกี่คัน ๆ ก็มาเกี่ยวต่อกันเข้าก็พาแล่นไปได้โดยง่าย
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 08:03:18 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 9
ข้อที่ ๓ ตติยฌาน ฌานที่ ๓ ข้อ ๔ จตุถฌาน ฌานที่ ๔ และข้อ ๕ ปัญจมฌาน ฌานที่ ๕ นั้นก็โดยทำนองเดียวกัน ทุก ๆ ฌานเหล่านี้ไม่ต้องมีวิตกเจตสิกซึ่งเป็นตัวยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ทั้งนี้ก็มีคำอธิบายเหมือนกับทุติยฌาน คือฌานที่ ๒ ดังกล่าวแล้ว
จะมีปัญหาเพิ่มเติมก็อยู่ตรงที่ว่า ในข้อ ๕ ปัญจมฌานนั้น เหตุใดจึงมิได้มีจำนวน ๑๑ เหมือนฌานอื่น ๆ แต่กลับมีถึง ๒๓
ในข้อนี้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร ถ้าหากว่าหลานจะเข้าใจในเรื่องขององค์ฌาน ขอให้พิจารณาดู
ฌานที่ ๑ ย่อมจะต้องมีองค์ของฌาน ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
ฌานที่ ๒ ย่อมจะต้องมีองค์ของฌาน ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
ฌานที่ ๓ ย่อมจะต้องมีองค์ของฌาน ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา
ฌานที่ ๔ ย่อมจะต้องมีองค์ของฌาน ๒ คือ สุข เอกัคคตา
ฌานที่ ๕ ย่อมจะต้องมีองค์ของฌาน ๒ คือ อุเบกขากับเอกัคคตา
โดยละวิตก วิจาร ปีติ สุข เป็นลำดับจนถึงฌานที่ ๕ ที่มีองค์ ๒ เท่านั้น โดยเปลี่ยนสุขเป็นอุเบกขา กับเอกัคคตา เพราะแต่ละฌานที่สูงขึ้น ความสงบจริง ๆ ก็เกิดมากขึ้นแล้ว จึงค่อย ๆ ทำลายปีติ สุข ออกไปตามลำดับ
เมื่อครบทั้ง ๕ ฌานซึ่งเป็นรูปฌานแล้ว ถ้าผู้ปฏิบัติมิได้ท้อถอย ปฏิบัติต่อ ๆ ไปอีกก็จะก้าวขึ้นสู่ อรูปฌาน ซึ่งได้แก่การเพ่งพิจารณาอารมณ์ที่ไม่มีรูป เช่น เพ่งอากาศ หรือเพ่งวิญญาณ เป็นต้น ก็จะได้เพิ่มขึ้นอีกเป็น ๔ ฌาน คือ อรูปฌานที่ ๑ อากาสานัญจายตนฌาน อรูปฌานที่ ๒ วิญญานัญจายตนฌาน อรูปฌานที่ ๓ อากิญจัญญายตนฌาน อรูปฌานที่ ๔ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
ฌานทั้ง ๔ นี้มีองค์ ๒ เหมือนกับปัญจมฌาน คือมีอุเบกขากับเอกัคคตาเท่านั้น เป็นสมาธิที่มีความประณีตยิ่งขึ้นตามลำดับ
ด้วยเหตุดังนี้เอง ท่านจึงเอารูปปัญจมฌาน กับอรูปฌานทั้งหมด มารวมกันเสียเพราะมีองค์อุเบกขากับเอกัคคตาเท่านั้น โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 08:03:54 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )
สลักธรรม 10
อากาสานัญจายตนฌานที่เป็นกุศล ๑ อากาสานัญจายตนฌานที่เป็นวิบาก ๑ อากาสานัญจายตนฌานที่เป็นกิริยา ๑ รวมเป็น ๓
วิญญานัญจายตนฌานที่เป็นกุศล ๑ วิญญานัญจายตนฌานที่เป็นวิบาก ๑ อากิญจัญญายตนฌานที่เป็นกิริยา ๑ รวมเป็น ๓
อากิญจัญญายตนฌานที่เป็นกุศล ๑ อากิญจัญญายตนฌานที่เป็นวิบาก ๑ อากิญจัญญายตนฌานที่เป็นกิริยา ๑ รวมเป็น ๓
เมื่อรวมทั้งสิ้นก็ได้อรูปฌาน ๑๒
เมื่อเอาปัญจมฌาน กุศล วิบาก กิริยา ๓ มารวมกันก็จะได้ ๑๕ แล้วผู้ที่ทำฌานสูงสุดได้บรรลุมรรคผลนิพพานตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูงสุดได้ด้วยนั่นก็คือ มัคคจิต ๔ ผลจิต ๔ รวมเป็น ๘ รวมกันทั้งสิ้นจึงเป็น ๒๓
วิตกเจตสิกเข้าประกอบรวมกับจิต ๖๖ ดวงไม่ได้ตามเหตุผลที่ลุงได้แสดงไปแล้ว ถ้าหลานเข้าใจยังไม่ดี ก็ขอให้ค่อย ๆ ตรวจพิจารณาจากที่ได้บันทึกเอาไว้ซ้ำ ๆ อีก ก็จะเห็นว่าไม่ยากอะไรเลย
วันนี้ลุงขอยุติเพียงเท่านี้
ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก. สวัสดี หลาน
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ต.ค. 2550 , 08:04:28 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |