มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ภวตัณหา...น่ากลัวยิ่งนัก




เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้ไปที่มูลนิธิฯ พบว่าท่านอาจารย์ได้ไปตั้งแต่เช้าเพื่อดูงานบูรณะพระประธาน และการสร้างรั้ว พร้อมทั้งตอบคำถามทาง mail ไปด้วย

พอตกประมาณบ่ายสามโมงก็ได้ทราบว่าลุงคนหนึ่ง(อายุถึง ๘๐ ปีซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของมูลนิธิฯ และได้พักอาศัยอยู่ที่มูลนิธิฯตลอดมา) เกิดไม่สบายมีอาการหมดแรง จึงเข้าไปเยี่ยมดูอาการ พอเข้าไปในห้อง ก็พบว่าท่านอาจารย์กำลังป้อนข้าวต้มให้อยู่ ซึ่งคุณลุงรับประทานได้เพียงสองสามคำก็บอกไม่ไหวแล้ว อาจารย์จึงประคองให้นอนพร้อมพูดคุยให้กำลังใจ พร้อมบอกว่าเคยรักคุณลุงอย่างไร เดี่ยวนี้ก็ยังรักคุณลุงอยู่อย่างนั้น

ตอนแรกคุณลุงก็พยายามออกเสียงบอกอาการที่เป็นอยู่ให้อาจารย์ทราบ แต่ก็ไม่ค่อยมีเสียงออกมา จับใจความได้แต่เพียงว่าไม่มีแรง (พร้อมท่าทางขัดใจที่ตนเองไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้) ท่านอาจารย์ก็พยายามพูดให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา โดยบอกว่า..

โดย วยุรี [5 ต.ค. 2550 , 09:17:47 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

“ลุง...ลองนึกถึงภาพตอนที่อยู่วัดโพธิ์ซิ (โรงเรียนมงคลทิพย์อภิธรรมมูลนิธิ) ตอนที่ลุงมาครั้งแรกนั้นลุงยังหนุ่มยังแข็งแรงอยู่เลย ปีนเช็ดกระจกทำโน่นทำนี่ได้ แล้วตอนที่ย้ายมาที่นี่(พุทธมณฑลสายสี่) ตอนนั้นก็ยังแข็งแรง ยังทำอะไร ไปไหนๆได้ แต่อะไรๆ มันก็ไม่เที่ยง ตอนนี้ลุงก็อายุ ๘๐ ปีแล้ว ร่างกายมันไม่ไหวก็ไม่เป็นไร เราก็นอนนึกถึงภาพเราตั้งแต่วัดโพธิ์ จนถึงปัจจุบันมันก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มันเป็นความทรุดโทรมของร่างกาย เป็นความเสื่อมของสังขาร ซึ่งเรายึดอะไรไว้ไม่ได้เลย…”

เสียงแหบๆ ของลุงตอบมาว่า “ มันไม่เที่ยง”

“ใช่ แค่เรานอนคิดไป แล้วระลึกไป แค่นี้มหากุศลเกิดขึ้นแล้ว ...ลุงนอนหลับไปเดี่ยวก็ตื่นขึ้นมาที่นี่ หรือไม่นอนหลับไปตื่นขึ้นมาก็พบหลวงพ่อ...”

แล้วจู่ๆ คุณลุงก็พึมพัมว่า “น้ำมันหมด” อาจารย์เลยรีบบอกว่า “ใช่ ชีวิตเราก็เหมือนตะเกียง ลุงก็นอนมองตะเกียงชีวิตของเราไป ดูความเปลี่ยนแปลงของชีวิต...”

ลุงก็พยายามออกเสียงบอกให้อาจารย์ทราบว่ามันไม่มีแรง อาจารย์ก็พยายามพูดให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา โดยอุปมาท้องฟ้ามาให้เห็นว่า เดี่ยวก็มีเมฆ (ตอนนั้นมีเมฆครึ้มจริงๆ) แล้วพอฝนตกเมฆมันก็หมด ก็เหมือนกับลุงนั่นแหละตอนนี้แรงไม่มี เดี่ยวนอนพักไปตื่นขึ้นมาก็มีแรงเอง

“ตอนนี้ลุงต้องการอะไรไหม บอกมาซิเดี่ยวจะช่วยจัดการให้”

ตอนนี้ลุงคงอัดอั้นตันใจกับความไม่มีแรงของตนเอง เพราะสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือแรงที่หมดไป จึงทำท่าเอามือทุบไปที่อกตนเองพร้อมส่ายหัวไปมา อาจารย์จึงให้ดิฉันช่วยไปเอาประเป๋าสตางค์ของท่านที่อยู่ในอีกห้องมาให้ พร้อมหยิบเงินมาให้คุณลุง ๔,๐๐๐ บาท เพื่อให้คุณลุงได้ทำบุญสร้างรั้วกับมูลนิธิฯ พร้อมพูดนำให้คุณลุงว่าตามเพื่อให้เกิดกุศลจิตได้เต็มที่...

โดย วยุรี [5 ต.ค. 2550 , 09:24:50 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )


  สลักธรรม 2

ตอนแรกนั้นคุณลุงก็ว่าตามอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้เสียงจะไม่ค่อยมีก็ตาม พอว่าตามไปได้สักครู่ คุณลุงก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง (ตอนนั้นคิดว่าคุณลุงคงขัดใจที่ออกเสียงไม่ได้...แต่ก็ผิดคาด เพราะเสียงคุณลุงที่พูดออกมาพร้อมร้องไห้นั่นเอง)

“อาจารย์...ผมขอมีชีวิตอยู่ต่ออีกนานๆ ได้ไหม ?”..คุณลุงพูดอย่างนี้พร้อมร้องไห้ถึง ๒ – ๓ ครั้ง ...หลังจากที่อาจารย์เช็ดน้ำตาให้แล้ว ก็ค่อยๆ พูดนำช้าๆ ให้คุณลุงว่าตาม ด้วยการอธิษฐานให้หลวงพ่อมาช่วยทำให้คุณลุงมีอาการที่ดีขึ้น.

ตอนที่นั่งฟังนั้น รู้สึกชัดกับคำสอนของหลวงพ่อที่บอกว่า...ทุกชีวิตกลัวตาย ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วมีความยึดติดในภพ ...แม้แต่สุนัขเมื่อเรียกมาแล้วบอกว่าจะช่วยให้ไปเกิดในที่ดีๆ แค่เงื้อมีดมันก็วิ่งหนีแล้ว ...เราทุกคนก็เหมือนกัน แม้อยากจะไปนอนหนุนตักหลวงพ่อ แต่ก็ยังกลัวตายกันทุกคน ตอนนี้เราอาจจะคิดว่า เราเรียนธรรมะมาแล้ว เรื่องตายเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องพบทุกคน ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เราพูดได้เพราะมันยังไม่ถึงเวลานั้นจริงๆ แต่เมื่อถึงเวลา(จะตาย)นั้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่กลัวตาย อย่างคุณลุงท่านนี้ที่ตอนแรกดูเหมือนยอมรับในความเป็นจริง แต่พอท่านอาจารย์ให้อารมณ์ไปสักพัก ประกอบกับทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นกับตนเอง ...ในที่สุดก็เกิดความรู้สึกยินดี(ยึดติด)ในภพอยู่อย่างเหนียวแน่น

โดย วยุรี [5 ต.ค. 2550 , 09:30:11 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )


  สลักธรรม 3

หลังจากที่ลุงหลับไป พร้อมกับมือที่พนมขึ้นสวดมนต์ตามที่อาจารย์สอน และในมือก็มีใบอนุโมทนาบัตร ที่ท่านอาจารย์ให้ลุงได้ทำกุศล จากเงินที่ท่านมอบให้ลุงไปนั้น แล้วท่านอาจารย์จึงมาสอนว่า

อย่ายินดีติดใจกับการงานที่ทำ เวลาทำงานให้มีความรู้สึกว่าเราจำเป็นต้องทำ เพราะถ้าเราติดใจแล้ว เป็นการเพิ่มอำนาจของภวตัณหาให้มากขึ้น แล้วพอเวลาที่เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ก็จะมีอาการอย่างคุณลุงท่านนี้ (ซึ่งอยากมีแรงเพื่อที่ตนจะได้ทำอะไร ตามที่ตนเองชอบได้)

หลวงพ่อท่านก็เคยสอนเสมอๆว่า อย่าคิดว่า ทำสิ่งโน้นดีกว่า ทำสิ่งนี้ดีกว่า เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรดี (ไม่มีอะไรดีไปกว่าทางพ้นทุกข์ เพราะสิ่งอื่นนอกนั้นเป็นไปในทุกข์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตัณหานั้นล้วนน่ากลัวยิ่งนัก)

ได้เรียนถามอาจารย์ว่า การเข้าปฏิบัติจะช่วยให้เราวางใจในเรื่อง(ความตาย)นี้ได้หรือไม่ พูดง่ายๆ คือ ไม่กลัวตาย ท่านอาจารย์บอกว่าช่วยได้ ทำให้นึกถึงที่หลวงพ่อเคยสอนว่า

“ถ้าเมื่อใดเราสามารถนำธรรมที่ศึกษานั้นมาปฏิบัติจนได้รับผล เราจะเป็นผู้ที่สามารถมองความตายได้ นั่นก็คือ การเกิด-ดับ ที่มีอยู่ทุกขณะ”

ฉะนั้นความกลัวตาย คงจะไม่เกิดขึ้น หากเราปฏิบัติไปจนกว่าผลของการปฏิบัติจะเกิดขึ้น นั่นคือ การเกิด-ดับของรูป-นามในวิปัสสนาญาณที่แท้จริงนั่นเอง

ท่านอาจารย์ย้ำให้เห็นถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของการฝึกจิต เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำประโยชน์มาให้ ซึ่งต่างกับการฝึกความสันทัดในการชอบในสิ่งต่างๆทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน การชอบปลูกต้นไม้จัดสวน การชอบประดิษฐสิ่งต่างๆ หรือแม้แต่ความชอบในการที่จะไปไหนๆตามใจตนเองก็ตาม การกระทำที่ชอบเหล่านั้น ล้วนสร้างความสันทัดยินดีให้ฝังลงในจิตใจ ยากที่จะแก้ไข เพราะสิ่งนั่นๆไม่ใช่เป็นการฝึกจิตให้ตรงต่อทางที่ควรดำเนิน คือมรรคผลนิพพานนั่นเอง ดั่งคำที่หลวงพ่อท่านพร่ำสอนเสมอว่า.. เวลาจะมีค่า เวลานั้นต้องประกอบไปด้วยปัญญา

จึงนำเรื่องที่ประสบมากับตนเองนี้มาเล่าไว้เพื่อเป็นข้อคิดสะกิดใจเราท่านว่า...ทุกวันนี้เรากำลังสร้างอะไรให้กับตนเองอยู่ และสิ่งที่สร้างนั้น มันเป็นความยึดติดอยู่ไหม เพราะเมื่อเวลาเจ้ากรรมมาเกณฑ์..นายเวรมาทวงแล้ว (คือเมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะต้องจากภพนี้ไปสู่ภพอื่น) เราพร้อมหรือยังที่จะตั้งจิตอยู่ในกุศล เพื่อผู้ที่มาช่วยนำทางให้เราเช่นท่านอาจารย์จะได้พาเรามุ่งไปสู่อารมณ์ที่ดีมีคุณค่าได้นั่นเอง.

โดย วยุรี [5 ต.ค. 2550 , 09:50:35 น.] ( IP = 58.9.143.146 : : )


  สลักธรรม 4

อ่านแล้วก็เข้าใจถึงกลไกถึงความประมาทในการใช้ชีวิตและความยึดติดได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ จากตัวอย่างที่ยกมาประกอบนั้นชัดเจนมากว่าเกิดขึ้นเสมอในชีวิตประจำวันและงานอดิเรก ซึ่งเกิดขึ้นกับทุกคน แม้จะเป็นเรื่องของบุญก็ตาม ที่มีความชอบกันไปต่างๆ

คงเป็นเรื่องธรรมดา ..เวลาที่เรามองคนอื่นประสบสถานการณ์ทั้งหลาย ในฐานะผู้ดูที่อยู่ภายนอกเราก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องราวได้มากกว่าผู้ที่กำลังประสบเรื่องราวนั้น แต่เมื่อใดที่เราเป็นผู้ประสบเหตุเองเราก็อาจทำได้ไม่ดีหรืออาจทำได้แย่กว่าผู้ที่เราเคยมองการกระทำของเขาก็ได้ ..สิ่งเหล่านี้จะพิสูจน์ได้ก็ต่อเมื่อได้พบกับสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากหากเราไม่เตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ

การได้พบหรือได้อ่านเรื่องราวในวันนี้ แม้จะไม่ได้เป็นประสบการณ์ในการประสบกรรมของเราโดยตรงแต่ก็เหมือนเป็นบทเรียนหรือหนังตัวอย่างหรือละครที่ทำให้ผู้ดูผู้อ่านต้องย้อนกลับมาพิจารณาความสันทัดของตนอย่างไม่ประมาท เพราะเมื่อถึงเวลาอย่างนั้นแล้ว..ภวตัณหา ความยินดีพอใจในภพ ..จะทำให้เรากลัวตายขึ้นมามากมายขนาดไหน

ไม่อยากตาย..เพราะยึดติดในความเป็นชีวิตนั้น ก็สร้างความทุรนทุรายใจให้ไม่น้อยแล้ว และเมื่อมี่ความอยากที่จะทำนั่นทำนี่ที่ยังไม่ได้ทำ หรือเคยทำอยู่เสมอ ..ก็ยิ่งเพิ่มกำลังของความทุรนทุรายให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมากๆ

นึกถึงคำว่าปุญญาภิสังขาร และอปุญญาภิสังขาร ซึ่งความชื่นชอบในสังขารทั้งสองประการนี้ก็หนีไม่พ้นผู้บงการคืออวิชชา ไม่ว่าจะสันทัดอย่างไรในประการทั้งสองก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้น

คงเห็นมีอยู่วิธีการเดียวที่จะทำให้ไม่กลัวตาย และรับมือกับความตายได้เป็นอย่างนี้ นั่นคือการฝึกจิตตามที่ท่านอาจารย์เน้นย้ำ ใช้เวลาให้มีค่าเพื่อละคลายความยึดติดออกไปจากชีวิตให้ได้มากที่สุดตามที่หลวงพ่อเสือวางเส้นทางให้ไว้

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะที่นำเรื่องของความยึดติดนี้มาให้อ่านเพื่อพิจารณาด้วยความไม่ประมาท

กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านที่อบรมสั่งสอนและติดตามมาปลูกฝังให้รู้จักคิด และมีการดำเนินชีวิตที่ปลอดจากความทุกข์ค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ต.ค. 2550 , 10:38:35 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณพี่วยุรีค่ะ ที่นำประโยชน์มาฝาก

อ่านแล้วทำให้ต้องย้อนกลับมาดูที่ตนเองว่า มีการกระทำใดบ้างที่เรายินดีติดใจ เพราะถ้าเราติดใจแล้ว ก็เป็นการเพิ่มอำนาจของภวตัณหาให้มากขึ้น

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ความกลัวตายย่อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ จึงต้องนำธรรมะที่ได้จากการศึกษามาเพียรปฏิบัติ จนกว่าผลของการปฏิบัติจะเกิดขึ้นที่แท้จริง จึงจะสามารถลดความกลัวตายได้

กราบขอบพระคุณในคำสอนของครูอาจารย์ทุกท่านค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ต.ค. 2550 , 16:10:53 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณพี่วยุรีมากค่ะ
ที่มอบข้อคิดที่มีค่ามาฝาก
และรู้สึกซึ้งใจในความเมตตาของท่านอาจารย์


โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ต.ค. 2550 , 18:22:33 น.] ( IP = 125.24.59.185 : : )


  สลักธรรม 7


อ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง และก็ได้เห็นสัจจธรรมข้อที่ว่า เมื่อเวลาสุดท้ายของชีวิตมาเยือน เราล้วนกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น ยังยินดีติดใจในความสันทัด ความเคยชินมี่เคยกระทำมา มิอาจตัดใจ ตัดอาลัยได้ จึงห่วงพะวงติดกับภพชาติ

กราบขอบพระคุณพี่วยุรีมากค่ะที่นำข้อคิดที่เกิดจากประสพการณ์จริงมาถ่ายทอดให้ได้อ่านค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ต.ค. 2550 , 10:37:54 น.] ( IP = 124.121.174.134 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org