| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๖๖)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๖๖)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมานัยที่ ๓ วิจารเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๖๖ ดวง ประกอบไม่ได้ ๕๕ ดวง
ประกอบกับจิตได้ ๖๖ ดวง คือ อกุศลจิต ๑๒ อเหตุกจิต ๘ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐) กามาวจรจิตโสภณจิต ๒๕ ปฐมฌานจิต ๑๑ ทุติยฌานจิต ๑๑ รวม ๖๖
ประกอบกับจิตไม่ได้ ๕๕ ดวง คือ ทิวปัญจวิญญาณ ๑๐ ตติยฌานจิต ๑๑ จตุตถฌานจิต ๑๑ ปัญจมฌานจิต ๒๓ รวม๕๕
นัยที่ ๔ อธิโมกขเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๗๘ ดวง หรือ ๑๑๐ ดวง ประกอบไม่ได้ ๑๐ ดวง
ประกอบกับจิตได้ ๗๘ (๑๑๐ ดวง) คือ อกุศลจิต ๑๑ (เว้นวิจิกิจฉาจิต) อเหตุกจิต (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐) กามาวจรโสภณจิต ๒๔ มหัคคตจิต ๒๗ โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ รวม ๗๘ หรือ ๑๑๐
ประกอบกับจิตไม่ได้ ๑๑ ดวง คือ วิจิกิจฉาสัมปยุตจิต ๑ ทิวปัญจวิญญาณ ๑๐ รวม ๑๑
นัยที่ ๕ วิริยเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๗๑ หรือ ๑๐๕ ประกอบไม่ได้ ๑๖
ประกอบได้กับจิตได้ ๗๑ (๑๐๕ ดวง) คือ อกุศลจิต ๑๒ มโนทวาราวัชชนจิต ๑ หสิตุปาทจิต ๑ กามาวจรโสภณจิต ๒๔ โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ รวม ๗๓ หรือ ๑๐๕
ประกอบกับจิตไม่ได้ ๑๖ ดวง คือ อเหตุกจิต ๑๖ (เว้นมโนทวาราวัชชนจิต ๑ ๗) (เว้นหสิตุปาทจิต ๑) รวม ๑๖
นัยที่ ๖ ปีติเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๕๑ ดวง ประกอบไม่ได้ ๗๐ ดวง
ประกอบกับจิตได้ ๕๑ ดวง คือ โสมนัสโลภมูลจิต ๔ โสมนัสสันตีรณจิต ๑ โสมนัสหสิตุปาทจิต ๑ โสมนัสกามาวจรโสภณจิต ๑๒ ปฐมฌานจิต ๑๑ ทุติยฌานจิต ๑๑ ตติยฌานจิต ๑๑ รวม ๕๑
ประกอบกับจิตไม่ได้ ๗๐ ดวง คือ อุเบกขาโลภมูลจิต ๔ โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ อุเบกขาอเหตุกจิต ๑๔ กายวิญญาณจิต ๒ อุเบกขากามาวจรโสภณจิต ๑๒ จตุตถฌานจิต ๑๑ ปัญจมฌานจิต ๒๓ รวม ๗๐
นัยที่ ๗ ฉันทเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๖๙ หรือ ๑๐๑ ดวง ประกอบไม่ได้ ๒๐ ดวง
ประกอบกับจิตได้ ๖๙ หรือ ๑๐๑ ดวง คือ โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ กามาวจรโสภณจิต ๒๔ มหัคคตจิต ๒๗ โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ รวม ๖๙ หรือ ๑๐๑
ประกอบไม่ได้กับจิต ๒๐ ดวง คือ โมหมูลจิต ๒ อเหตุกจิต ๑๘ รวม ๒๐โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:29:51 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ข้อสังเกตถ้าเจตสิกดวงใดประกอบกับโลกุตตรจิตได้ทั้งหมด ก็นับจิตอย่างย่อ (๘๙ ดวง) ถ้าเจตสิกดวงใด ประกอบกับโลกุตตรจิตไม่ได้ทั้งหมด นับจิตอย่างพิสดาร (๑๒๑ ดวง)
อนึ่ง การประกอบของปกิณกเจตสิกโดยเฉพาะ วิตก วิจารเจตสิกกับโลกุตตรจิต นั้นมุ่งหมายเอาโลกุตตรจิตของพระอริยบุคคลที่เป็นฌานลาภีเท่านั้น ถ้าพระอริยบุคคลนั้นเป็นสุกขวิปัสสก วิตก วิจารเจตสิก ย่อมประกอบได้ทั้งหมด ส่วน ปีติเจตสิก นั้น ย่อมแล้วแต่โลกุตตรจิตที่เกิดขึ้น ถ้าโลกุตตรจิตนั้น เกิดขึ้นพร้อมด้วยโสมนัสเวทนา ปีติก็ประกอบได้ด้วย ถ้าโลกุตตรจิตนั้นเกิดขึ้นพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ปีติก็ประกอบไม่ได้
สรุปความว่า สัมปโยคะแห่งอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ดวงนั้น มี ๗ นัย คือนัยที่ ๑ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง ประกอบกับจิตได้ทั้งหมด นัยที่ ๒ วิตกเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๕๕ ดวง ประกอบไม่ได้ ๖๖ ดวง นัยที่ ๓ วิจารเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๖๖ ดวง ประกอบไม่ได้ ๕๕ ดวง นัยที่ ๔ อธิโมกขเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๗๘ (๑๑๐ ดวง) ประกอบไม่ได้ ๑๑ ดวง นัยที่ ๕ วิรยเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๗๓ (๑๐๕ ดวง) ประกอบไม่ได้ ๑๖ ดวง นัยที่ ๖ ปีติเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๕๑ ดวง ประกอบไม่ได้ ๗๐ ดวง นัยที่ ๗ ฉันทเจตสิก ประกอบกับจิตได้ ๖๙ (๑๐๑ ดวง) ประกอบไม่ได้ ๒๐ ดวง
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:30:48 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 2
ป. คุณลุงขอรับ การที่คุณลุงวางหลักการพร้อมด้วยตัวเลยมากมาย ผมเห็นแล้วก็ต้องตกใจ คิดว่าจะเรียนไปไหวหรือ และจะจำกันได้อย่างไร ผมรู้สึกว่าการเรียนพระอภิธรรมนั้นยากขึ้น ๆ ทุกวัน เห็นจะเรียนไปไม่ได้ตลอด หาไม่ก็จะต้องทุ่มเทกำลังของความเพียรลงไปทั้งหมดทีเดียว โดยทอดทิ้งเรื่องอื่น ๆ เสียให้หมด ในเรื่องนี้คุณลุงจะให้ผมเรียนลัด ๆ บ้างไม่ได้หรือขอรับ
ก.หลานอย่าเพิ่งอ่อนแอเสียกลางคันซิ ไหน ๆ ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนกันมามากแล้ว ขอให้อุตส่าห์อดทนเรียนต่อไปอีกสักพักหนึ่งเถิด
ความจริงหลักการและตัวเลขที่วางลงไว้นี้มีประโยชน์มาก เมื่อหลานศึกษาต่อ ๆ ไปมากขึ้น ๆ หลานก็จะได้เอาไว้ใช้ค้นหา หลานก็จะได้พบความละเอียดลออของคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ผู้อื่นใดที่ไหนจะมีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ได้ หลานก็จะบังเกิดความภูมิใจ จะมีความสุขความสบายที่ได้เข้าใจในเรื่องของชีวิตอย่างลึกซึ้ง
หลานไม่ต้องกลัวว่ามันจะยุ่งยากเกินไปนักดอก ทั้งไม่ต้องกลัวว่าจะต้องท่องจำให้ขึ้นใจด้วย เพียงแต่หลานทำความเข้าใจให้ดีที่ประกอบด้วยเหตุผล แล้วฟังบ้าง อ่านบ้าง คิดพิจารณาบ้าง ไปวันละเล็กวันละน้อย ค่อย ๆ ศึกษาไปอย่างใจเย็น หลานก็จะบังเกิดความรู้ความเข้าใจและจำได้เป็นส่วนมาก
ป.คุณลุงขอรับ ผมขอถามคุณลุงสักหน่อยเถิด ผมจะได้นำเอามาเป็นตัวอย่าง การที่คุณลุงวางหลักการและตัวเลขออกมากมายเช่นนี้ ตัวของคุณลุงเองจำได้ดังที่เขียนนี้หรือเปล่า
ก.ไม่มีใครจำได้หมดดอกหลาน แต่ลุงมีความเข้าใจ แล้วตัวเลขก็จำได้บ้างเพราะดูและคิดพิจารณาอยู่เสมอ ๆ ทั้งหมดเหล่านี้ก็ลอกออกมาจากตำรา ซึ่งหลานจะต้องเก็บรักษาเอาไว้เพื่อจะได้ค้นคว้าให้กว้างขวางต่อไป
ป.ถ้าเช่นนั้น ผมก็เห็นจะพอศึกษาไปได้ แต่ผมก็จำต้องขอคำอธิบายจากคุณลุงเท่าที่จะอธิบายได้ เพราะผมดู ๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ
ก. ได้ซีหลาน ในชั้นนี้หลานเข้าใจบ้างเล็กน้อยเท่านั้นก็ยังดี ถ้าลุงจะอธิบายให้ละเอียดลออมากนักก็อาจจะทำให้หลานเบื่อหน่ายท้อถอยจนไม่อยากจะศึกษาต่อไปก็ได้หรือถ้าบรรยายจนหลานเข้าใจละเอียดหมดทุกตัวแล้ว ไม่ช้าหลานก็คงจะนอนหลับไปเสียก่อนที่ลุงจะอธิบายหมดก็ได้ ขอให้หลานลองพิจารณาดู สงสัยตรงไหนก็จงถามมา
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:31:30 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 3
ป.ผมคิดว่าผมจะยังไม่ถามดอกขอรับ ดูแล้วก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ผมจะขอลองเอาไปคิดพิจารณาเป็นพิเศษ แล้วตรงไหนไม่เข้าใจจึงจะถามในคราวต่อไป
ก.ก็ดีแล้วหลาน ถ้าเช่นนั้นลุงก็จะขอวางหลักการให้ต่อไปในเรื่องของสัมปโยคนัยแห่งอกุศลเจตสิก
สัมปโยคนัยแห่งอกุศลเจตสิก อกุศลเจตสิก ๑๔ ดวง เมื่อกล่าวโดยสัมปโยคนัย คือการประกอบของอกุศลเจตสิกกับอกุศลจิตนั้น มี ๕ นัย ดังแสดงอยู่ในคาถาสังคหะที่ ๗ และที่ ๘
๗. สพฺพาปุญฺเญสุ จตฺตาโร โลภมูเล ตโย กตา โทสมูเลสุ จตฺตาโร สสงฺขาเร ทฺวยนฺตถาฯ ๘. วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉา- จิตฺเต จาติ จตุทฺทส ทฺวาทสากุสเลวฺว สมฺปยุชฺชนฺติ ปญฺจธาฯ แปลความว่า "อกุศลเจตสิก ๑๔ ย่อมประกอบกับอกุศลจิตเท่านั้น โดยจำแนกการประกอบได้เป็น ๕ นัย คือ เจตสิก ๔ ดวง ย่อมประกอบกับอกุศลจิตได้ทั้งหมด เจตสิก ๓ ดวง ย่อมประกอบกับโลภมูลจิต เจตสิก ๔ ดวง ย่อมประกอบกับโทสมูลจิต เจตสิก ๒ ดวง ย่อมประกอบกับสสังขาริกจิต วิจิกิจฉาเจตสิก ๑ ดวง ย่อมประกอบกับวิจิกิจฉาสัมปยุตจิต (โมหมูลจิต)
ต่อจากนี้ไป ลุงก็จะอธิบายอกุศลเจตสิก ๑๔ ดวง มีสัมปโยคะ ๕ นัย โดยจะเริ่มตั้งแต่นัยที่ ๑ เป็นต้นไป โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:32:24 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 4
นัยที่ ๑ เจตสิก ๔ ดวง ชื่อ "โมจตุกเจตสิก" เจตสิก ๔ ดวงนี้ก็ได้แก่โมหเจตสิก, อหิริกเจตสิก, อโนตตัปปเจตสิก และอุทธัจจเจตสิก
เจตสิกทั้ง ๔ ดวงนี้ ย่อมประกอบกับจิตที่เป็นอกุศลได้ทั้งหมด ไม่มียกเว้นเลยนั่นก็คือประกอบกับอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง อันมีโลภมูล ๘ โทสมูล ๒ และโมหมูล ๒ นั่นเอง
ป.คุณลุงขอรับ เจตสิกที่ชื่อโมจตุกทั้ง ๔ ดวงดังกล่าวแล้ว ย่อมประกอบกับอกุศลจิตทั้งหมดตามที่คุณลุงได้บรรยายมา ผมฟังดูแล้วก็บังเกิดความสงสัยว่า จะเป็นไปได้อย่างไรกัน จิตแต่ละประเภทก็มีการแสดงออกของเจตนาแตกต่างกันมาก
เช่น โลภะ = ความอยากได้ในอารมณ์ต่าง ๆ โทสะ = ความเกลียด, ความโกรธ, หรือความกลัว และจิตโมหะ = ความหลงใหลไม่รู้ความจริงของชีวิต ล้วนแต่เป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามทั้งนั้น
แล้วไฉนคุณลุงจึงได้แสดงว่า โมจตุกเจตสิก ๔ ตัวนี้ ประกอบกับอกุศลจิตได้ทั้งหมด
ก.หลานถามมาดังนี้ดีจริง ๆ เป็นเรื่องที่น่าสงสัย น่าจะถามอยู่ไม่น้อย
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:32:58 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 5
ลุงได้เคยบรรยายโดยอาศัยเครื่องยนต์กลไกเข้ามาประกอบ เพื่อให้หลานเข้าใจง่ายมาแล้ว หลานก็คงจะยังจำได้ โดยลุงได้แสดงว่า ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์บางชิ้นมารวมกับเครื่องยนต์อื่น ๆ ไม่ได้ เช่น ปั๊มหัวฉีดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซล มันใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น แต่ลูกสูบก็ดี สปริงลูกสูบก็ดี ก้านสูบหรือข้อเสียก็ดี ตลอดจนลิ้นไอดี ไอเสียก็ดี มันใช้ได้กับเครื่องยนต์ทุกชนิด ไม่เลือกว่าจะเป็นเรือใต้น้ำหรือเรือบนน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรือยนต์ลำเล็ก ๆ หรือเรือรบ และไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่เล่นอยู่ตามถนนหรือเรือบินที่แล่นไปได้ในอากาศ มันก็จำต้องอาศัยชิ้นส่วนเหล่านี้ทั้งนั้น
ข้อเปรียบเทียบนี้ก็เหมือนกับโมจตุกเจตสิก เจตสิกทั้ง ๔ นี้ จะประกอบกับจิตที่เป็นอกุศลทั้ง ๑๒ โดยไม่มียกเว้นเลย และถ้าเจตสิกทั้ง ๔ ตัวนี้ขาดลงไปแม้แต่ตัวใดตัวหนึ่ง จิตที่เป็นอกุศลก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เป็นอันขาด
ถ้าจะเปรียบกับบ้านเรือนก็ได้เหมือนกัน ลงชื่อว่าเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของคนแล้ว มันก็จะมีเสา มีหลังคา มีพื้น มีข้างฝา ไม่ว่าบ้านเรือนนั้นจะเล็กน้อย ที่เรียกกันว่ากระท่อมห้องหอ หรือจะเป็นตึกใหญ่โตระฟ้าก็ตาม
ขอให้หลานลองมาพิจารณากันดู โมหะ, อหิริกะ, อโนตัปปะ, อุทธัจจะ ทีละตัว ๆ
โมหะ ได้แก่ ความโง่ ความหลง ไม่รู้ความจริงของอารมณ์ที่มาปรากฏอยู่ต่อหน้า
เมื่อคลื่นแสง คลื่นเสียงมากระทบตา กระทบหู ผู้รับกระทบนั้นก็จะยึดจับเอาแสงเสียงมาเป็นจริงเป็นจัง โดยวาดภาพขึ้นในใจว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของต่าง ๆ โดยเอาแสง เอาเสียงที่ได้ดับลงแล้วมาสร้างมโนภาพขึ้น ความโลภ ความโกรธ ความหลง จึงได้เกิดขึ้น ความจริงหาได้มีคน สัตว์ สิ่งของอะไรไม่
ด้วยเหตุดังนี้ ลุงจึงขอถามหลานว่า ถ้าเรารับอารมณ์แล้วมิได้สร้างมโนภาพขึ้น เราจะเกิดโลภะ โทสะ โมหะ ได้หรือ?
ป.เกิดอกุศลไม่ได้ขอรับ หากแต่จะเกิดกุศลขึ้นมาแทน
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:34:12 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 6
ก.เดี๋ยวนี้หลานเห็นหรือยังว่า อกุศลจิตเกิดขึ้นมาแล้ว จะทิ้งโมหเจตสิก หรือ อวิชชาอันเป็นตัวโง่ตัวหลงเข้ามาประกอบ แล้วอกุศลจิตจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ป.สำหรับตัวโมหะ ที่คุณลุงยกตัวอย่างขึ้นมานี้ เห็นได้ชัดเจน และผมขอยอมรับว่าจิต โลภะ โทสะ โมหะ จะเกิดได้นั้น จำเป็นจะต้องมีโมหเจตสิกประกอบด้วยเสมอไป หาไม่แล้วก็จะเกิดอกุศลจิตทั้ง ๓ พวกนี้ไม่ได้แน่
ก.สำหรับอกุศลตัวที่ ๒ ที่ ๓ คือ อหิริกเจตสิก กับ อโนตตัปปเจตสิก ทั้ง ๒ ตัวนี้ ขอให้หลานแปลเป็นภาษาไทยและอธิบายความหมายย่อ ๆ เสียก่อน
ป.ได้ซิขอรับ
อหิริกเจตสิก นั้นแปลว่า ไม่มีความละอายต่อบาปธรรม ไม่ว่าบาปนั้นจะเกิดทางกาย ทางวาจา หรือทางใจก็ดี
ส่วนอโนตัปปเจตสิก นั้นแปลว่า ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาปธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าบาปธรรมนั้นจะหนักหรือเบาประการใดก็ตาม แม้แต่กระทำทุจริตก็ยังกล้ากระทำได้
ก.ลุงขอให้หลานตอบเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยว่า ถ้าคนเรามีความละอายต่อการกระทำบาป มีความกลัวต่อการกระทำทุจริตต่างๆ แล้ว จะกล้ากระทำบาปหรือไม่
ป.ผมว่า ถ้าคนเรามีความละอาย และมีความกลัวต่อบาปธรรมแล้วก็จะไม่กล้ากระทำบาปอย่างแน่นอน
ก.ด้วยเหตุดังนี้เอง อหิริก กับ อโนตตัปปเจตสิกทั้ง ๒ ตัวนี้ จึงต้องเข้าประกอบหรือจะต้องเกิดร่วมกับอกุศลจิตทุกดวงไปไม่มีเว้นเลย ไม่ว่าบาปที่เกิดขึ้นมานั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม เช่นเพียงแต่คิดไม่ดีต่อคนอื่นเท่านั้น
สำหรับเจตสิกตัวสุดท้าย คือ อุทธัจจเจตสิก ที่จะต้องประกอบกับจิตฝ่ายอกุศลด้วยเหมือนกันนั้น ลุงขอให้หลานลองว่าคำแปลและความหมายของเจตสิกตัวนี้เสียก่อน
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:35:46 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 7
ป.อุทธัจจเจตสิก เป็นเจตสิกที่ก่อให้เกิดความฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่าง ๆ เมื่อประกอบกับจิตใดเข้าแล้ว ก็ย่อมทำให้จิตนั้นหวั่นไหวไม่มั่นคง จับอารมณ์ไม่ดี เสมือนหนึ่งไฟที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสายลม
ก. อุทธัจจเจตสิกนี้ ประกอบกับจิตที่เป็นอกุศลทั้งหมด ความหมายว่า อกุศลจิตที่เกิดขึ้นทั้ง ๑๒ ดวง มีโลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒ นั้น ถ้าจะเกิดขึ้นมา อุทธัจจเจตสิกก็ย่อมเข้าประกอบด้วยเสมอ....
ป.เอ๊ะ เหตุผลอย่างไรขอรับ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปเจตสิก คือความหลง ความไม่ละลายต่อบาป ความไม่เกรงกลัวต่อไป เหล่านี้ย่อมเกิดกับอกุศลจิต ผมก็เห็นว่าสมควร เพราะว่าถ้าไม่มีโมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ ไม่โง่ไม่หลง อายและกลัวต่ออกุศลทุจริตแล้ว ก็คงไม่กระทำบาปอย่างแน่นอน
แต่อุทธัจจเจตสิกนั้น ผมพิจารณาดูแล้วไม่เห็นกันเลย จิตที่เป็นบาปเกิดขึ้นจะต้องบังเกิดความฟุ้งซ่านด้วยไม่มีหรือขอรับ ที่เขาฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างตั้งอกตั้งใจจริง ๆ หรือที่เขาลักขโมย, ปล้น จี้ ด้วยใจที่เด็ดขาด ไม่มีรวนเรอะไรเลย แล้วอุทธัจจะจะเข้ามาประกอบได้อย่างไร
ก. ถ้ามิได้คิดพิจารณาให้ดีจริง ๆ แล้ว มันก็จะเหมือนกับที่หลานว่ามานั่นแหละ ลุงจะขออธิบายให้หลานฟังโดยชักตัวอย่างขึ้นมาให้เห็นได้ง่าย ๆ ขอให้หลานจงได้พิจารณาให้ดี ๆ
หญิงคนหนึ่งเคยตบยุงเก่ง ใครจะว่ากล่าวว่าการฆ่าสัตว์เป็นบาป เขาก็จะถกเถียงเอาว่า บาปไม่เห็นตัว นอกจากนี้ยังฆ่าปลาเป็น ๆ ที่ซื้อมาจากตลอดเสมอ เวลาฆ่าปลาครั้งใด ก็มิได้รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรเลย
แม้จะเป็นคนเคยฆ่าสัตว์มากก็ตามแต่ ถ้าหลานให้ฆ่าสัตว์ที่ตัวโตขึ้น เช่นให้ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ หรือให้ฆ่าหมูตัวโต ๆ เขาจะไม่มีความรู้สึกอะไรขึ้นมาในใจเลยหรือ ตบยุงกับการฆ่าหมูตัวโต ๆ ก็ทำได้ง่าย ๆ เหมือนกันหรือ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:36:25 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 8
ป.ผมคิดว่าไม่เหมือนกันขอรับ การฆ่าหมูตัวโต ๆ เขาจะต้องสะดุ้งสะเทือนใจ มีความหวั่นไหวหรือตกใจ และบางทีเขาอาจจะไม่ยอมฆ่าให้ด้วยซ้ำไป
ก.อ้าว ทำไมเล่า
ป. เพราะเขาไม่เคยทำสัตว์ใหญ่มาก่อน
ก. การฆ่าสัตว์เล็ก ๆ ก็เหมือนกัน เขาย่อมจะมีความรู้สึกในการกระทำแก่ผู้อื่น แต่เป็นความรู้สึกที่เล็กน้อยเหลือเกินจนไม่ประกาศออกมาให้เห็นได้ และถ้าฆ่าบ่อย ๆ จนมีความสันทัดจัดเจนเสียแล้ว ก็จะดูเสมือนหนึ่งว่าไม่มีความรู้สึกอะไรเลยจริง ๆ
ในการทำบาปอื่น ๆ ทุก ๆ อย่างก็เหมือนกัน ในครั้งแรกที่จะกระทำ ก็ย่อมจะมีความกระเทือนใจ หวั่นไหว ไม่มากก็น้อย แต่ครั้นกระทำเสียจนมีความชำนาญแล้ว ความรู้สึกดังกล่าวนั้นก็เหมือนจะไม่มี
คำว่า อุทธัจจะความฟุ้งซ่านนั้น หลานอาจจะเข้าใจผิดไปตามคำแปลและความเข้าใจของหลานเองก็ได้ เพราะแต่ละคนก็เคยฟุ้งซ่านมากมายจนนอนไม่หลับ หรือฟุ้งซ่านมากจนนั่งไม่ติด แล้วก็จำลักษณะของความฟุ้งซ่านนั้นเอาไว้ในใจ ครั้นเมื่อลุงพูดถึงตามสภาวธรรมว่า อุทธัจจเจตสิก ตัวการที่ทำให้จิตฟุ้งซ่านนั้น เกิดกับอกุศลจิตทุก ๆ ประการ หลานก็เลยคิดเอาว่า เวลาจิตเกิดอกุศลขึ้นมา ก็คงจะเกิดความฟุ้งซ่านดังที่หลานคิด
แท้จริง อุทธัจจะเจตสิกนั้น แปลว่าฟุ้งซ่านจริง แต่อาจจะฟุ้งซ่านมากจนนอนไม่หลับ อาจจะฟุ้งซ่านน้อยจนรู้สึกไม่ชัด และอาจจะฟุ้งซ่านน้อยที่สุดจนผู้ฟุ้งซ่านเองไม่รู้สึกตัวเลย
แล้วอกุศลจิตเกิดขึ้นมาก็อาจมีฟุ้งซ่านมากเข้ามาเจือปน หรือฟุ้งซ่านน้อยที่สุดจนผู้กระทำไม่ทราบ และในจิตอกุศลดวงเดียวกันนั้น ก็จะต้องมีอุทธัจจเจตสิกประกอบด้วยทุกครั้งไป โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:37:28 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 9
ป.แล้วอุทธัจจเจตสิกที่เข้ามาประกอบกับอกุศลจิตดังกล่าวนั้น ก็ย่อมจะไม่ทำให้ผู้กระทำบาปรู้สึกตัวว่าฟุ้งซ่านใช่หรือไม่ขอรับ
ก.ผู้ที่ได้กระทำมาจนบังเกิดความชำนาญเสียแล้ว ก็ย่อมจะไม่มีความรู้สึกว่าฟุ้งซ่าน และไม่ปรากฏชัดเจนในอกุศลโดยทั่วไป ตามที่ลุงได้กล่าวมาแล้ว
ป.อุทธัจจเจตสิกที่เข้ามาประกอบกับอกุศลจิตนี้ จะเป็นผลดีผลร้ายอย่างไรบ้างหรือไม่ขอรับ
ก.ถ้าเราจะทำกุศล แล้วมีอุทธัจจะเข้ามาเกิดสลับกับกุศลที่เราจะทำ ก็จะทำให้กุศลที่ควรได้รับนั้นมีกำลังตกลงไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น ผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องนี้ดี จึงพยายามทำกุศลด้วยความมั่นคงในใจ คอยกันไม่ให้อุทธัจจะเข้ามาประกอบจิตได้
แต่ถ้าอุทธัจจเจตสิกเกิดกับอกุศลจิตแล้ว อกุศลจิตนั้นก็จะลดกำลังแรงลงไปบ้าง เพราะตัวอุทธัจจะนั้นเป็นตัวการทำให้จิตจับอารมณ์ไม่มั่นคงนัก
ป. ถ้าเช่นนั้น บาปก็คงลดลงด้วย
ก. แน่นอน
ป.ก็แปลกดีนะขอรับ ทำบาปแล้วได้บาปน้อย คนก็คงจะไปขึ้นบนสวรรค์กันหมด
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:38:09 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : )
สลักธรรม 10
ก.หลานว่า วันหนึ่ง ๆ คนที่พูด ที่ทำ ที่คิด เกิดบาปมากหรือบุญมากกว่ากัน
ป.ผมคิดว่าทำบาปมากกว่า
ก.คนเรานั้นย่อมทำบาปมากดังที่หลานว่ามา ถูกแล้ว เราจะสังเกตดูตัวของเราเอง หรือคนอื่น ๆ ก็ได้ แต่ละวันที่ผ่านไป เราอยากจะเห็น อยากจะได้ยิน อยากจะกิน อยากจะอยู่ให้ดีที่สุด เราไขว่คว้าหาอารมณ์ดังกล่าวตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ
แต่ทว่าในวันหนึ่งนั้น เราคิดที่จะทำบุญ หรือคิดที่จะช่วยเหลือเจือจานต่อผู้คน หรือสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากสักกี่ครั้ง จะเป็นใน ๑ หรือ ๒ ใน ๑๐๐ ครั้งก็ทั้งยาก เราพยายามทำทุกทางเพื่อสนองสัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวของเราอย่างเต็มเหวี่ยง ดังนั้น ถ้าอกุศลมีกำลังมากทุก ๆ ครั้งแล้ว นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็เป็นที่ไปอย่างแน่นอน
หลานไม่ต้องกลัวว่า คนจะพากันไปสวรรค์เสียหมดเลย เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า ผู้ที่จะเดินทางไปสู่ทุคตินั้นเปรียบเหมือนขนของโค ซึ่งมีอยู่ทั่วทั้งตัวจนนับจำนวนไม่ได้ แต่คนที่จะเดินทางไปสู่สุคตินั้นเท่ากับเขาของโค ซึ่งมีอยู่เพียงสองเขาเท่านั้นเอง
ถ้าอุทธัจจะไม่มี น่ากลัวจะเหลือเพียงเขาเดียวเท่านั้น ในวันนี้ หลานก็ได้เรียนเฉพาะอกุศลเจตสิก ๔ ตัวเท่านั้น ลุงก็เห็นว่าเป็นเวลาพอสมควรที่จะยุติกันเพียงเท่านี้ก่อน
ป.สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก. สวัสดี หลาน
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ต.ค. 2550 , 08:38:52 น.] ( IP = 58.9.135.40 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |