มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๖๗)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๖๗)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

ตอนที่ผ่านมา

ป.สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก.สวัสดี หลาน

ป.ในคราวที่แล้วมา คุณลุงได้อธิบายถึงสัมปโยคนัยแห่งอกุศลเจตสิกนัยที่ ๑ เจตสิก ๔ ดวง ชื่อ "โมจตุกเจตสิก" ได้แก่ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ และอุทธัจจเจตสิก ประกอบกับอกุศลจิตได้หมดทั้ง ๑๒ ดวง บัดนี้ผมมาขอศึกษาต่อไปในนัยที่ ๒ ผมพร้อมที่จะศึกษาอยู่แล้ว

ก. นัยที่ ๒ เป็นเจตสิก ๓ ดวง เรียกชื่อว่า "โลติกเจตสิก"ได้แก่เจตสิกเหล่านี้ คือ โลภะ ทิฏฐิ และมานะเจตสิก

โลภเจตสิก ประกอบกับโลภมูลจิตได้ทั้ง ๘ ดวง
ทิฏฐิเจตสิก ประกอบกับโลภมูลจิตเฉพาะที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตจิต ๔ ดวง
มานะเจตสิก ประกอบกับโลภมูลจิตเฉพาะที่ในทิฏฐิคตวิปยุตจิต ๔ ดวง
โลภะ ทิฎฐิ มานะ เจตสิกทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า โลติก

ธรรมดากิจการงานทั้งหลาย ถ้าเป็นงานใหญ่ ก็ย่อมจะต้องมีคนทำหลายคน และคนหนึ่งในจำนวนนั้นก็จะต้องเป็นหัวหน้า

โลภเจตสิก นี่ก็เหมือนกัน โลภะ คือ ความโลภ ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ เป็นหัวหน้า แล้วก็มีพวกพ้องอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เป็นพวกโลภะด้วยกัน ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก มีความคิดเห็นผิดต่าง ๆ ต่างกับ มานะเจตสิก ความยกตัวถือตัวอวดดีกว่าคนอื่น

กิจการงานทั้งหลาย บางที บางคนทำงานได้เป็นบางประเภทร่วมกับคนอื่นเขาไม่ได้ แต่บางคนทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างสบาย ที่ว่าร่วมกับคนอื่นไม่ได้นั้น ก็เพราะงานมันไม่เข้ากัน หรือขัดแย้งกัน และที่รวมกันได้ก็เพราะงานนั้น ๆ กลมกลืนกัน เจตสิกก็เป็นเช่นเดียวกับการงานที่กล่าวมาแล้ว

เพราะโลภเจตสิก ประกอบได้ในโลภมูลจิตทั้ง ๘ ดวง ไม่ว่าจะเป็นโลภะที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต ๔ คือ โลภะที่เกิดพร้อมกับความเห็นผิด หรือจะเป็นโลภะที่เป็นทิฏฐิคตวิปยุต ๔ คือโลภะที่มิได้เกิดพร้อมกับความเห็นผิดก็ตาม

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 06:46:50 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ป.โลภะ ทิฏฐิ มานะเจตสิก เกิดร่วมกันได้หรือขอรับ

ก. เรื่องที่หลานถามมาก็นับว่าดี แต่หลานควรจะได้ทำความเข้าใจในเรื่องความโลภเสียก่อน

โลภมูลจิตมีอยู่ ๘ คือ โลภมูลที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต ๔ ซึ่งได้แก่ความโลภที่ประกอบกับความเห็นผิด เช่นเกิดความโลภด้วย แล้วก็ไม่เชื่อว่าผลของความโลภจะเกิดขึ้นมาได้ หรือไม่เชื่อสัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิด ความโลภอีก ๔ ประการที่เหลือเกิดขึ้นมาโดยมิได้ประกอบด้วยความเห็น เรียกว่า ทิฏฐิคตวิปยุต

ด้วยเหตุดังนี้เอง ทิฏฐิเจตสิกจึงประกอบกับโลภมูล ๘ ทั้งหมดไม่ได้ทั้งหมด หากแต่ประกอบได้กันกับโลภมูลจิตที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต ๔ ดวงเท่านั้น เรื่องนี้หลานก็คงจะทราบแล้วกระมังว่า เหตุใด ทิกฐิ คือความเห็นผิดนั้นประกอบกับจิตทั้งหมดไม่ได้

ป.ผมคิดว่า เพราะโลภะอีก ๔ ดวงนั้น จะต้องเกิดกับโลภทิฏฐิคตวิปยุต คือ ความโลภที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด

ก.หลานมีความเข้าใจถูกต้องแล้ว

ป.คุณลุงขอรับ ทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดนี้ จะเกิดกับจิตที่ไม่ใช่โลภะจะได้หรือไม่ เช่น เกิดกับจิตที่เป็นโทสะ หรือเกิดกับจิตที่เป็นโมหะ

ก.หลานก็ลองคิดดูทีหรือว่า เกิดได้หรือไม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 06:48:41 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 2



ป.ความจริงก็น่าจะได้ขอรับ เพราะจิตโทสะ หรือเสียใจ ทุกข์ร้อนเกิดขึ้นเป็นอกุศลก็ได้ชื่อว่ามีความเห็นผิดอยู่แล้ว ส่วนจิตที่เป็นโมหะนั้น เพราะโง่ เพราะหลง จึงเกิดความเห็นผิดได้ง่าย

ก.ถ้าไม่พิจารณาให้ดีก็จะเข้าใจตามที่หลานว่ามานั่นแหละ

แต่ความจริงนั้น ทิฏฐิเจตสิกจะประกอบกับโลภทิฏฐิคตวิปยุตไม่ได้ เพราะว่าโลภทิฏฐิคตวิปยุตนั้นเป็นความโลภที่ไม่ประกอบกับความเห็นผิด

สำหรับโทสะ คือความโกรธหรือความเสียใจนั้น จะมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยไม่ได้ เพราะว่า ผู้กำลังโกรธ กำลังเสียใจ แล้วจะให้มีความคิดความเห็นผิดอีกอย่างหนึ่งได้อย่างไร ถ้าจะมีความเห็นผิดจะต้องเป็นจิตอีกดวงหนึ่งซึ่งไม่ใช่จิตดวงที่กำลังโกรธหรือกำลังเสียใจ

ส่วนจิตที่กำลังโง่กำลังหลง คือโมหมูลจิตนั้น ก็เหมือนกัน เพราะความโง่ ความหลง ก็ย่อมจะไม่มีความเห็นอะไรได้เลย

หวังว่าหลานคงจะเข้าใจ หรือจะมีปัญหาซักถามอะไรอีกก็ให้ถามมา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 06:49:35 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 3



ป. พอเข้าใจแล้วขอรับ เป็นเรื่องออกจะแปลกดีเหมือนกัน แต่ก็ยากที่จะเถียงได้ ขอเชิญคุณลุงอธิบายต่อไปเถิด

ก.สำหรับตัว มานะเจตสิก นั้น ประกอบกับโลภมูลจิต ที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต ๔ ไม่ได้ ประกอบได้กับโลภทิฏฐิคตวิปยุต ๔ หรือประกอบกับโลภะที่มีความเห็นผิดไม่ได้ ต้องประกอบกับโลภะที่มิได้มีความเห็นผิดร่วมด้วย

ป.ทำไมเล่าขอรับ คนที่กำลังยกตัวถือตัว หรือกำลังอวดดีเป็นจิตมานะ เพราะมีมานะเจตสิกเข้าประกอบนั้น จะเกิดกับจิตที่เป็นโลภะ คือร่วมกับความเห็นผิดไม่ได้ ผมอยากทราบว่าเพราะเหตุใด

ก.หลานลองคิดดูง่าย ๆ ก็จะเห็นได้ ในขณะที่กำลังมีความเห็นผิดอยู่ ในขณะนั้นจะมีจิตยกตัวถือตัวขึ้นมาได้หรือ และก็โดยทำนองเดียวกัน ถ้าใครกำลังมีมานะยกตัวถือตัวอวดดีอวดเก่งกว่าคนอื่น ๆ อยู่ แล้วในขณะนั้นจะมีความเห็นเรื่องตายเรื่องเกิดได้อย่างไร

ป.ผมก็พอจะเห็นจริงแล้วขอรับ ในขณะใดทิฏฐิคตสัมปยุตปรากฏอยู่ มานะก็จะต้องไม่ปรากฏ เพราะจะเกิดร่วมกันในจิตดวงเดียวกันไม่ได้

ก. ดังนั้น โลภเจตสิก จึงประกอบกับโลภมูลจิตได้ ๘ ดวง ทิฏฐิเจตสิกประกอบกับโลภมูลจิตได้ เฉพาะในทิฏฐิคตสัมปยุตจิต ๔ ดวง และมานะเจตสิก ประกอบกับโลภมูลจิตได้ เฉพาะแต่ในทิฏฐิคตวิปยุตตจิต ๔ ดวงเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 06:50:44 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 4

นัยที่ ๓ เจตสิก ๔ ดวง เรียกชื่อว่า "โทจตุกเจตสิก" ได้แก่ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจเจตสิก ย่อมประกอบกับโทสมูลจิต ๒ ดวงเท่านั้น

สำหรับในข้อนี้ เห็นจะไม่ยุ่งยากอะไรนัก เพราะโทสเจตสิกก็ย่อมจะประกอบกับโทสมูลจิต.....

ป.คุณลุงขอรับ โทสเจตสิก คือความโกรธ ความเสียใจ หรือทุกข์ร้อน ก็ย่อมจะประกอบกับโทสมูลจิตนั้นไม่เป็นปัญหาอะไร แม้อิสสา ได้แก่ความไม่สบายใจเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี และกุกกุจจะซึ่งได้แก่ความวุ่นวายใจก็คงจะไม่เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะโทสะนั้นก็ได้แก่การกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดี

แต่ มัจฉริยะ คือความตระหนี่นี่เล่าขอรับ ความตระหนี่เหนียวแน่นทำไมจึงได้มาอยู่ในกลุ่มของโทสะ ซึ่งมันควรจะอยู่กับโลภะต่างหาก

ก. หลานสงสัยเจตสิกตัวนี้ก็ดีแล้ว เพราะมันก็น่าสงสัยอยู่ไม่น้อย ถ้าผู้ใดไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมมาให้เข้าใจดี หรือเข้าถึงความลึกซึ้งไม่ได้ ก็มักจะเข้าใจว่า มัจฉริยะ ความตระหนี่เหนียวแน่นนั้น ควรจะต้องอยู่ในกลุ่มของโลภะ ด้วยเหตุดังนี้เอง จึงได้ประกาศว่า การที่จัดเอามัจฉริยะมาไว้ในหมู่ของโทสะนั้นไม่ถูกต้อง

ป.แล้วการที่มัจฉริยะมาอยู่ในหมู่ของโทสะด้วยเหตุผลอะไรเล่าขอรับ

ก.เหตุผลนั้นก็มีแน่นอน แต่ก่อนที่ลุงจะอธิบายต่อไป ลุงจะขอยกตัวอย่างขึ้นมาถามหลานเสียก่อน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 06:51:23 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 5



นาย ก. กับ นาย ข. เป็นเพื่อนกัน ชอบพอกันมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียน ทั้งสองคนมีฐานะความเป็นอยู่ต่างกัน นาย ก.มีฐานะดี จัดว่าเป็นคนรวยคนหนึ่ง นาย ข. ออกจะเต็มทีอยู่สักหน่อย

ทั้งสองคนนี้แม้ว่าจะไม่ได้พบปะสังสรรค์กันบ่อยครั้งนักก็จริง แต่เมื่อพบกันเข้าแล้วก็ทักทายปราศรัยกันฉันท์เพื่อน นอกจากนี้นาย ข. ยังเคยมาช่วยงานบางสิ่งบางอย่างให้ที่บ้านของนาย ก. ด้วย

วันหนึ่ง ในขณะที่นาย ข. ขึ้นบันไดบ้านของนาย ก. นาย ก.มองเห็นก็มีความรู้สึกว่า ในตอนนี้นาย ข. มีความคับขันในการเงิน ถ้ากระไร วันนี้นาย ข. คงจะมายืมเงินของตนใช้ วันก่อนก็เห็นทำท่าทางว่าจะขอยืมเงินเหมือนกัน แต่ในวันนี้คงจะยืมแน่ นาย ก.ไม่อยากให้ยืมเลย

ดังนั้น เมื่อ นาย ข. ขึ้นมานั่งบนเรือนเรียบร้อยแล้ว นาย ก.จึงได้ระบายความในใจให้นาย ข. ฟังว่า เวลานี้ค้าขายไม่ดีเลย ลูกหนี้ที่ยืมเงินไป ๒-๓ รายก็ไม่เอามาใช้ เวลานี้พูดได้ว่าหมดกระเป๋าจริง ๆ

หลานลองตอบมาดูทีหรือ นาย ก.พูดเช่นนั้นให้นาย ข. ฟังทำไม ความจริงเป็นการพูดเท็จ เพราะนาย ก.มีเงินมากพอที่จะให้นาย ข.ยืมสักเล็กน้อย ก็จะไม่มีความกระเทือนอะไรเลย เพราะเป็นเพื่อนฝูงกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

ป.นาย ก. พูดกันไม่ให้นาย ข.ขอยืมเงินขอรับ เพราะถ้าให้นาย ข.ออกปากขอยืมเงินเสียก่อน ก็จะทำให้ตนต้องลำบากในการที่จะไม่ให้ จึงพูดเช่นนั้นเพื่อป้องกันเอาไว้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 06:52:42 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 6



ก.หลานลองพิจารณาดูทีหรือ ในขณะที่นาย ก. พูดแวดล้อมเช่นนั้น จิตใจของเขาเป็นอย่างไร

ป. จิตใจของเขาต้องไม่พอใจขอรับ

ก. ความจริง นาย ก.เป็นคนร่ำรวย นาย ข. เป็นคนยากจน แต่ก็ได้เคยเป็นเพื่อนฝูงกันมาแต่เด็ก ๆ ทั้งนาย ข. ก็ยังเคยช่วยเหลืออะไร ๆ ตนมาบ้าง หลานคิดว่าสมควรจะให้นาย ข.ยืมเงินบ้างไหม แม้จะไม่มากนักก็ได้

ป.ผมคิดว่าสมควรขอรับ

ก.เรื่องนี้จะจัดว่าเป็น มัจฉริยะ ความตระหนี่ได้หรือเปล่า

ป. เอ๊ะ คงจะเป็นมัจฉริยะ ความตระหนี่

ก.ในขณะที่นาย ก. กำลังพูดเพื่อกันไม่ให้นาย ข.ยืมเงินนั้น จิตเกิดขึ้นมีมัจฉริยะ ความตระหนี่เข้าประกอบกับจิตด้วย แล้วหลานว่าในขณะจิตเหล่านี้ เขามีความยินดี มีความพอใจหรือ

ป.หามิได้เลยขอรับ เขากำลังมีความไม่พอใจอยู่ต่างหาก

ก. และนี่เอง ตามสภาวธรรมจึงได้แสดงว่า มัจฉริยะจะเกิดแก่จิตที่เป็นโทสมูลเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 06:53:34 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 7



ป.เอ๊ะ แปลกจริง ๆ ถ้าเป็นไปตามตัวอย่าง ผมก็เห็นด้วย แต่ที่มิได้เป็นไปตามตัวอย่างนี้เล่าขอรับ ไม่มีบ้างหรือ

ก.ไม่ได้เป็นไปตามตัวอย่างนี้อย่างไร ขอให้หลานยกขึ้นมาให้เห็นประจักษ์ว่า มัจฉริยะเกิดได้ในจิตเป็นโลภะ

ป.ยังคิดตัวอย่างไม่ออกขอรับ

ก.หลานคิดออกเมื่อใด ก็มาบอกกับลุงก็แล้วกัน แต่ในเรื่องนี้หลานก็จะต้องจำเอาไว้ว่า ความตระหนี่จะเกิดได้เมื่อใด จะเกิดเมื่อจะได้อะไรมาอันเป็นโลภะเรียกว่าความตระหนี่ไม่ได้ แต่จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อขณะที่จะต้องเสียอะไรไป หาไม่แล้วความตระหนี่ก็จะไม่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ป.แล้วมัจฉริยะจะไม่เกิดกับจิตที่เป็นโมหะบ้างเลยหรือในข้อนี้ คุณลุงจะอธิบายอย่างไร

ก. ลุงก็จะไม่อธิบายอย่างไร แต่จะขอให้หลานลองคิดดูว่า ในขณะที่จิตตกอยู่ในความโง่ความหลงนั้น จะเกิดมัจฉริยะความตระหนี่ ไม่อยากให้อะไรแก่ใคร ทั้ง ๆ ที่สมควรจะให้จะได้หรือ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 07:01:10 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 8



นัยที่ ๔ เจตสิก ๒ ดวง ชื่อว่า "ถีทุกเจตสิก" คือ ถีนะ กับ มิทธเจตสิก ย่อมประกอบได้กับอกุศลสสังขาริกจิต ๕ ดวง ได้แก่

โลภมูลจิตที่เป็นสสังขาริกจิต ๔
โทสมูลจิตที่เป็นสสังขาริกจิต ๑

ขอให้หลานลองอธิบายมาย่อ ๆ ถึงเจตสิกที่ชื่อถีนะกับมิทธะว่า เมื่อประกอบกับจิตแล้วเป็นอย่างไร

ป. ถีนะ กับ มิทธเจตสิก นั้น เป็นเจตสิก ๒ ตัว ทั้ง ๒ ตัวนี้เมื่อประกอบกับจิตแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอนขึ้นขอรับ

ก.เมื่อหลานเกิดจิตที่เป็นโลภะ โดยกำลังคุยเพลิดเพลิน หรือกำลังดูหนังสนุกอยู่นั้น หลานเกิดความง่วงเหงาหาวนอนบ้างหรือเปล่า

ป.ถ้ากำลังสนุกหรือกำลังเพลิดเพลินอยู่แล้ว ย่อมจะไม่ง่วงขอรับ

ก. ด้วยเหตุนี้เอง ถีนะกับมิทธเจตสิก ก็จะประกอบกับจิตเหล่านี้ไม่ได้ เพราะจิตเหล่านี้เป็นอสังขาริก ได้รับการจูงใจและมีกำลังมาก ถ้าเช่นนั้น ถีนะกับมิทธเจตสิกจะต้องประกอบกับจิตที่เป็นโลภะชนิดไหนเล่า

ป.จะต้องประกอบกับจิตที่เป็นโลภะ แต่เป็นโลภะที่เป็น "สสังขาริก" เพราะไม่ได้รับการจูงใจให้สนุกหรือเพลิดเพลินขอรับ

ก.ถูกต้องแล้ว โลภมูลจิตนั้นมีอยู่ ๘ ดวง เป็นอสังขาริกเสีย ๔ ดวง และเป็นสสังขาริกอีก ๔ ดวง ถีนะกับมิทธะนี้จึงประกอบได้กับจิตที่เป็นสสังขาริก ๔ ดวงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เอง ตามสภาวธรรมจึงได้แสดงว่า ความง่วงเหงาหาวนอนจะเกิดได้กับจิตที่เป็นโลภสสังขาริก ๔ ดวงเท่านั้น หลานคงจะพอเข้าใจ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 07:02:06 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 9



ป.ก็พอเข้าใจแล้วขอรับ

ก.ในขณะที่คนกำลังโกรธ กำลังเสียใจ กำลังทุกข์ร้อนมากอยู่นั้น จะเกิดความง่วงเหงาหาวนอนได้หรือไม่

ป.ย่อมจะเกิดความง่วงเหงาหาวนอนไม่ได้เลยขอรับ เพราะจิตชนิดนี้เป็นจิตโทสะที่เป็นอสังขาริก มีกำลังมากอยู่

ก.ครั้นเวลาเนิ่นนานออกไป ความโกรธ ความเสียใจ หรือทุกข์ร้อนก็ค่อย ๆ ลดกำลังลงไป เพราะจิตจะยืนอยู่ตามอารมณ์เดิมตลอดไปกระไรได้ ดังนั้น เมื่อจิตเกิดเป็นสสังขาริกขึ้นมา คือมีกำลังของความโกรธ ความเสียใจ ความทุกข์ร้อนน้อยลงมากแล้ว ถีนะกับมิทธเจตสิก ตัวการที่ทำให้ง่วงเหงาหาวนอนก็จะเข้าประกอบได้

ด้วยเหตุนี้เอง ตามสภาวธรรมจึงได้แสดงว่า โทสมูลจิตนั้นมีอยู่ ๒ เป็นอสังขาริก ๑ และเป็นสสังขาริกอีก ๑ ถีนะกับมิทธเจตสิกนั้นจะประกอบกับโทสมูลจิตที่เป็นสสังขาริก ๑ ดวงได้เท่านั้น

รวมทั้งสิ้นคนที่เกิดความง่วงเหงาหาวนอนนั้น จะเกิดกับจิตฝ่ายโลภมูลสสังขาริก ๔ กับฝ่ายโทสมูลสสังขาริกอีก ๑ รวมจึงเป็น ๕ ด้วยกัน

ป.คุณลุงขอรับ จะมีจิตอื่น ๆ อีกบ้างหรือไม่ ที่นอกจากจิต ๕ ดวงนี้ เป็นจิตที่ง่วงเหงาหาวนอน

ก. ก็หลานลองค้นดูทีหรือว่ามีจิตอะไรอีกบ้างหรือไม่ หลานก็จะต้องคัดเลือกจิตนั้นมาให้เป็นจิตที่มีกำลังของการจูงใจน้อย เป็นสสังขาริก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 07:02:58 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )


  สลักธรรม 10



ป.มีจิตมหากุศลอยู่ ๘ ประเภทขอรับ เป็นจิตฝ่ายกุศลที่เป็นอสังขาริก ๔ และเป็นสสังขาริก ๔

ก.ถีนะกับมิทธเจตสิกนั้น เป็นจิตฝ่ายอกุศลมิใช่หรือ

ป.ใช่ขอรับ

ก.แล้วเหตุใดหลานจึงจะพยายามเอาอกุศลมาปนกับกุศลเล่า จะปนกันได้หรือ

ป. ปนกันไม่ได้ดอกขอรับ แต่ผมก็เห็นคนเป็นอันมาก ทำบุญ ให้ทาน หรือฟังเทศน์ แล้วก็เกิดความง่วงเหงาหาวนอนด้วย

ก.มหากุศลจิตเกิดขึ้นแล้ว ในขณะจิตนั้นอกุศลเจตสิกก็เข้ามาร่วมประกอบไม่ได้ เพราะไม่ใช่ประเภทเดียวกัน แต่ก็แน่ละอกุศลจิตก็ย่อมจะเกิดสลับกับกุศลจิตได้ ถ้ากุศลจิตนั้นเกิดขึ้นมามีกำลังน้อยเป็นสสังขาริก

ป.ผมพอจะเข้าใจแล้วขอรับ ถ้าเช่นนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนก็จะเกิดขึ้นได้กับโลภที่เป็นสสังขาริกจิต ๔ กับโทสะที่เป็นสสังขาริกจิต ๑ รวมเป็น ๕ เท่านั้นเอง

พระอภิธรรมนั้นละเอียดลออพิสดารมากเหลือเกิน หลักไม่ดี เหตุผลไม่ได้ แม้แต่เพียงเล็กน้อย หรือไม่สนใจจริง ๆ แล้วก็เข้าถึงความลึกซึ้งไม่ได้ ขอเชิญบรรยายนัยที่ ๕ ต่อไปเถิดขอรับ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2550 , 07:03:51 น.] ( IP = 58.9.139.66 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org