มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๐







ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๐


ชีวิตคนเรานั้นมีเรื่องมากมาย ทั้งที่ต้องทำและจำใจทำ จึงหนีไม่พ้นความเครียดไปได้ บางคนมีมาก บางคนมีน้อย

สำหรับคนที่มีมาก มักเป็นคนที่มีความคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปได้..แต่ยาก เช่น ความอยากแตกฉานในพระไตรปิฎก ความต้องการญาณปัญญาเร็วๆ ทั้งๆ ที่ทั้ง ๒ สิ่งนี้ต้องอาศัยความเพียร และเป็นความเพียรที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล

เมื่อทำสิ่งใดก็ตาม ได้ลงมือทำเต็มที่แล้ว ได้แค่ไหนก็แค่นั้น และมีชีวิตแบบ ลดความหวาดระแวง ลงเสีย

ความระแวงทำให้เป็นโรคเครียด โรคเหงา คบใครๆ ก็ลำบาก ทำงานกับใครก็ยาก มีมิตรก็ไม่สนิทสนมจากใจจริง และไม่รู้สึกปลอดโปร่งปลอดภัยเมื่ออยู่กับผู้อื่น!

คนระแวงเป็นคนใจแคบ เพราะขาดความรักความเมตตาเป็นพื้นฐาน

ซึ่งลูกๆ ส่วนใหญ่จะมีนิสัยเป็นคนชอบหวาดระแวง ทำให้ไม่ค่อยมีความสุขใจ และชอบนินทาว่าร้ายกัน เพราะคิดว่าเขาจะมองเราผิดเข้าใจเราผิด เลยนินทาเขาเสียก่อน (จัดเป็นพวกทำเวลาให้สิ้นเปลืองเปล่า)

หัดมองจุดดีของตนให้ออก
หัดมองความหายนะให้เป็น
และหัดทำความดีให้ชัดเด่น

เพียงเท่านี้...โรคเครียด โรคหวาดระแวง ก็หมดลง และเส้นทางชีวิตก็จะตรงและเรียบง่าย

ด้วยรัก
จาก พ่อเสือ



โดย น้องกิ๊ฟ..นำมาฝาก [10 ต.ค. 2550 , 10:46:06 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1



นี่คือข้อความที่ปรากฏในห้องนั่งเล่นแห่งความรักในเช้าวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๐ ที่ท่านอาจารย์ได้นำสาส์นรักนี้มามอบให้ลูกศิษย์ทุกคนได้ซึมซับรับความรักความห่วงใยจากหลวงพ่อได้อย่างทั่วถึงกัน

แม้ในเช้าวันนี้ท่านอาจารย์จะมีสภาพร่างกายไม่แข็งแรงเลยเพราะมีความป่วยไข้และความเจ็บปวดภายในร่างกายจนหน้าตาซูบซีดอิดโรยมากเพียงชั่วข้ามคืน แต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังเต็มใจที่จะนำความปรารถนาดีนั้นมาบอกกล่าว

และก่อนที่จะมีคำอธิบายใดๆในข้อความนั้น ท่านก็ได้ร่วมสวดมนต์ทำวัตรเช้ากับลูกศิษย์ทั้งหลายอันป็นกิจกรรมตามปกติ และหลังจากที่กล่าวคำแผ่เมตตาจบลงแล้ว ท่านได้บอกให้ทุกคนสำรวมจิตใจทำความสงบให้เกิดขึ้นในชีวิตด้วยการฟังในสิ่งที่ดีและให้กำลังใจ...คือเพลงความรัก

ซึ่งมีเนื้อหาที่ท่านอาจารย์บอกว่า เพลงความรักที่เปิดขึ้นนี้นอกจากจะเป็นบทเพลงที่ขับกล่อมจิตใจให้อ่อนโยนควรแก่การงานคือการเป็นผู้ให้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการให้ธรรมะเป็นทาน หรือให้คความเสียสละในการนำชีวิตมาขวนขวายกิจการงานที่ชอบ หรือจะเป็นการให้โอกาสที่จะทำให้ตัวเองพ้นจากกิเลสด้วยการเรียนการศึกษาแม้เป็นช่วงเวลาเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้ว เพลงนี้ยังเป็นบทเพลงที่ขับกล่อมใจขับไล่พิษภัยของโรคร้ายที่ย่ำยีบีฑาชีวิตให้หมดลง ทำให้จิตใจจะแช่มชื่นเบิกบานปลุกเร้าให้ใจมีแรงต่อสู้กับวิบากที่ส่งผลให้กับชีวิตของเราเพื่อพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ต่อไป

ท่านอาจารย์เล่าว่า ... เช้านี้ไม่สบายมากขับรถมาไม่ไหวต้องให้ลูกศิษย์เอารถไปรับ เพราะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนมากมาย ประกอบกับอายุที่มากแล้วร่างกายที่ถูกใช้มานานจึงเหนื่อยมากเป็นธรรมดา ทั้งยังเหนื่อยในความรู้สึกเพราะมีสิ่งที่ต้องคิดสิ่งที่ต้องทำมากมาย

ความเหนื่อยล้าของร่างกายของเรามีทุกคน ลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงก็พร้อมที่จะรับเชื้อโรคต่าง ๆ ในอากาศ เช่น ไข้หวัด ซึ่งตัวเองก็ได้รับมา แต่ด้วยความรักคือการให้ จึงก้าวเข้ามาอยู่ที่ตรงนี้ไม่ได้หยุดพักอยู่กับบ้าน

จึงมาสร้างกุศลด้วยการสวดมนต์แล้วเปิดเพลงบรรเลงจิตใจเพื่อขับไล่คาร์บอนไดออกไซด์แห่งอกุศลที่เป็นวิบากออกไป แล้วมาดื่มด่ำในพระธรรมที่เราได้สวดมนต์กัน เสมือนการฟอกโลหิตของเราโดยเฉพาะฟอกใจของเรา

ความอ่อนแอ ความหวั่นไหวเพราะโรคภัยก็จะหายไปสิ้น เหลือแต่ความรักและความเต็มใจที่จะมาพูดกับทุกท่านด้วยความสดชื่น


โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 10:50:57 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2



หลังจากที่ท่านอาจารย์ได้นำพระพุทธภาษิตพร้อมพระสูตรประกอบคำอธิบายมาสามสัปดาห์แล้ว ซึ่งนำความศรัทธา ความรู้และความเข้าใจในหลักธรรม ตลอดจนความสนุกสนานมีชีวิตชีวามาสู่ทุกคน ในสัปดาห์นี้ท่านไม่ได้นำพระพุทธภาษิตมาอธิบาย แต่ท่านได้นำเรื่องที่เป็นข้อบกพร่องของชีวิตลูกศิษย์ที่ยังมีความผิดพลาดกันอยู่มาก และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมาเตือนจิตสะกิดใจให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้ใช้ชีวิตเรื่อยไเปื่อยไปจนสายเกินแก้

ท่านบอกว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้มีความหายนะอยู่รอบตัว และความหายนะที่ใหญ่หลวงที่สุดนั้นเกิดจากใจของเราเอง ใจที่ท้อแท้ไม่ต่อสู้กับกิเลสเป็นความหายนะอันใหญ่หลวง

การศึกษาพระอภิธรรมเพื่อให้เห็นความเป็นไปของชีวิต ที่ประกอบไปด้วยจิต เจตสิก และรูป ที่มาประชุมกันให้มีความเป็นไปต่าง ๆ นา นา เมื่อศึกษาเรื่องราวของชีวิตแล้วเราจะเข้าใจว่า แต่ละชีวิตการสร้างอุปนิสัยความสันทัดแตกต่างออกไป บางคนมากไปด้วยความโลภ บางคนมากไปด้วยความโกรธ บางคนมากไปด้วยหลงผิดงมงาย

และสิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นล้วนมีเหตุมีปัจจัย เช่นเราเห็นได้เพราะเรามีเหตุมาประชุมกัน เหตุนั้นก็คือจักขุปสาท มีรูปารมณ์สะท้อนมา มีอโลกะคือมีแสงสว่าง และมีมนสิการความมุ่งและตั้งใจที่จะดู ความเห็นจึงเกิดขึ้น

และการเห็นก็ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาแต่มีเหตุมาประชุมกันอยู่เนือง ๆ ไม่ขาดสาย ถ้าขาดเหตุขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง การเห็นก็หมดลง เช่น หากไม่ตั้งใจมอง การเห็นก็หมดทันที

การศึกษาพระอภิธรรมเพื่อให้มีความเห็นถูกแล้วละคลายความเห็นผิด โดยเห็นถูกว่า การเห็นมีเหตุ การได้ยินมีเหตุ การรู้กลิ่นมีเหตุ เป็นต้น เพราะมีเหตุอดีตจึงทำให้เรามีผลปัจจุบันอย่างนี้ แล้วเหตุอดีตอีกนั่นแหละที่ทำให้เราได้รับแบบนี้ ไม่ว่าจะรู้อารมณ์ทางใจหรือทางกายก็ล้วนมาจากเหตุทั้งสิ้น

พระพุทธเจ้าต้องการให้เราเห็นถูกว่า ชีวิตของเราทุกคนไม่ว่าเป็นหญิงเป็นชาย "ไม่ใช่คน" มีแต่รูปธรรมและนามธรรมเท่านั้นที่ประชุมกันและเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย เห็นว่า ธรรมชาติของชีวิตนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้ เห็นลักษณะของความเป็นพระไตรลักษณ์ คือเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อผู้ใดก็แล้วแต่สามารถประจักษ์แจ้งในพระไตรลักษณ์ได้ด้วยอำนาจของญาณปัญญา ผู้นั้นจะสามารถเดินออกจากวัฏฏสงสารได้

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 10:52:53 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3



ท่านอาจารย์ได้อธิบายคำว่าวัฏสงสารไว้อย่างน่ากลัวว่า ..วัฏฏสงสารคือ กรรมที่เราก่อ บ่อที่เราขุด หมุดที่เราปัก

กรรมที่เราก่อ ..คือกรรมที่เราทำไว้ในอดีตชาติ เป็นการทำกรรมที่ก่อภพก่อชาติอยู่เรื่อย

บ่อที่เราขุด ..คือหลุมพรางของกิเลสที่เราขุดให้ชีวิตเราตกลงไปเอง ไม่มีใครทำให้เราเป็นอะไรได้แต่เราทำเหตุของเราไว้เอง

หมุดที่เราปัก ..คือทุกอย่างที่เราทำนั้นเป็นการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญซึ่งเป็นการปักชีวิตของเราไว้ให้ติดอยู่กับสิ่งต่างๆด้วยตนเอง โดยเฉพาะการ ปักติดไว้ในภพในชาติ และหวงแหนภพชาติที่อย่างนึกไม่ถึงเลย

มาถึงตรงนี้ท่านอาจารย์ได้เน้นถึงวิธีการศึกษาพระธรรมเพื่อความพ้นทุกข์อีกครั้งว่า การศึกษาเล่าเรียนจะช่วยทำให้เราละคลายจากความเห็นผิดได้ก็ด้วยการนำความรู้นั้นไปปฏิบัติ ..การศึกษาต้องคู่กับการปฏิบัติ

เพราะในคำว่า “วิชาจารณสมฺปนฺโน” วิชาคือปัญญา จะปรากฏขึ้นช่วยเหลือตนเองได้ มิใช่แค่เพียงความรู้ในปริยัติที่จะมาช่วยชีวิตได้ คือช่วยดึงออกจากกรรมที่เราก่อ บ่อที่เราขุด หมุดที่เราปักไว้ แต่การที่จะได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง คือการปฏิบัติธรรม

และการปฏิบัติธรรมนั้นก็มีทั้งสมถกรรมฐานคือการทำสมาธิ ทำให้จิตสงบไม่ซัดส่าย และวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการกระทำปัญญาที่รู้แจ้งและเ ห็นจริง รู้แจ้งในสภาพธรรม ที่เกิดขึ้น แล้วเห็นจริงว่าสภาพธรรมที่เกิดขึ้นนั้นก็มีสภาพของไตรลักษณ์ มีความเกิดและความดับอยู่เนือง ๆ และผู้ใดที่มีความสามารถก้าวเข้าไปถึงจุดนี้ได้ ความหายนะต่างๆ ของชีวิตก็จะจบลง ไม่ต้องเดินท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏสงสารอีกต่อไป

ท่านอาจารย์บอกว่า .. เรื่องของความหายนะนั้น เรายังไม่ต้องพูดกันถึงชาติหน้าว่าจะมีความหายนะขนาดไหน แ ต่ให้ดูความหายนะในชาตินี้ จากวันนี้ไปเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นบ้างเราก็ไม่รู้ แก๊สหุงต้มกำลังปล่อยให้ราคาลอยตัว น้ำป่าก็กำลังจะหลากไหล ภัยสังคมก็มีความน่ากลัวมาทุกรูปแบบ

เราจึงต้องกล่อมใจตนให้มีแรงต่อสู้กับโชคชะตาของตัวเอง ดั่งเพลงพระราชนิพนธ์ ยิ้มสู้ และชะตาชีวิต เพราะทุกคนก็เหมือนนก ...นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย คิดคิดมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง ขาดมวลมิตรไร้คนสนิทคู่เคียงครอง หลงใหลหมายปองคนปรานี ..................... ให้ลองกลับไปฟังเพลงพระราชนิพนธ์นี้ ลองกลับไปคิดว่าจริงหรือไม่ ที่แต่ละคนเกิดมากันอย่างเดียวดาย มาคนเดียวแล้วก็ไปคนเดียว ต้องรับวิบากลำพัง จะมีใครจะเห็นใจเราหรือไม่เห็นใจเรา เราก็ต้องรับวิบากนั้น และต้งรับไว้คนเดียว ใครจะมาแบ่งเบามาแก้ไขให้เราก็ไม่ได้

ดังนั้น ชีวิตถ้าเรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่เราก็ต้องเจอสารพัดปัญหา การดูแลชีวิตไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บนั้นก็เหมือนการเฝ้ายามเท่านั้นเอง เพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้นมันมีช่องทางมาก เช่น เข้ามาทางใต้ถุนบ้านคือทางทวารหนัก เข้าทางจมูกปุ๊บเป็นหวัด เข้าทางหูปุ๊บหูน้ำหนวก เข้าทางตาก็เป็นตาแดง เข้าทางใจ ..จิตใจก็เร่าร้อน เราจะป้องกันอย่างไรก็ไม่มีวันหมด ตราบที่เรายังมีการเกิดอยู่

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อเสือจึงได้ฝากท่านอาจารย์มาเตือนพวกเราทุกคนด้วยข้อความดังข้างต้นนั่นเอง ซึ่งท่านอาจารย์ได้กรุณาให้คำอธิบายไว้อย่างละเอียดว่า

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 10:53:24 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4


"ชีวิตของคนเรานั้นมีเรื่องมากมาย ทั้งที่ต้องทำและจำใจทำ จึงหนีไม่พ้นความเครียดไปได้"

เรื่องที่ต้องทำ ...เช่น หน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ

เรื่องที่จำใจทำ ...เช่น บางครั้งไม่ใช่เรื่องของเราเลยแต่เราต้องฟังคนอื่นระบายเรื่องของเขา หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เขาอยากจะบอก หรือมาพูดเรื่องอดีตให้เราฟัง เช่น พ่อแม่ป่วย พี่น้องเดือดร้อน เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเราเลย แต่เป็นสิ่งที่เข้ามาทำให้เราต้องอดทนและต่อสู้กับการรับรู้เรื่องเหล่านั้น

นอกจากเรื่องที่ต้องทำ และเรื่องที่จำใจทำแล้ว ชีวิตของคนเรานั้นมีเรื่องมากมายทั้งที่ต้องทำและจำใจทำในเวลาเดียวกันด้วย

เรื่องที่ต้องทำ เช่น ต้องกิน ต้องเดิน ต้องนอน ต้องขับถ่าย เราต้องทำเองเพราะใครทำแทนเราไม่ได้ และเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องจำใจทำด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เราไม่ทำไม่ได้ ..เราจึงต้องทำและจำใจทำมาตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้ เราจึงหนีไม่พ้นความเครียดไปได้

ฉะนั้น เวลาที่ถูกใครถามว่าคุณเครียดไหม แล้วตอบว่า ไม่เครียด นั่นไม่จริง

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 10:54:35 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5



"ความเครียด...บางคนมีมาก บางคนมีน้อย
สำหรับคนที่มีมาก มักเป็นคนที่มีความคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปได้..แต่ยาก"


หลวงพ่อท่านบอกว่า สำหรับคนที่มีมาก นั้นเป็นเพราะมักเป็นคนที่มีความคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปได้..แต่ยาก หรือคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตตน

คนที่มีความหวังมากจึงผิดหวังมาก สมตามคำของหลวงพ่อที่ให้เป็นข้อคิดไว้กับพวกเราว่า "หวังมาก ผิดหวังมาก ไม่หวังเลยไม่ผิดหวังเลย"

คนที่มีความคาดหวังมากๆ จึงเป็นคนที่มีโรคเครียดมาก แล้วหวังในเรื่องอะไรล่ะ ก็หวังสารพัดในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เช่น ความอยากแตกฉานในพระไตรปิฎก หรือต้องการญาณปัญญาเร็วๆ หรือต้องการมรรคผลนิพพานเร็วๆ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นไปได้ ...แต่ยากมาก

จากหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่มีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่หลวงพ่อท่านย่นย่อยากง่ายแล้วก็เหลือเพียงคำว่า "ใครทำ ใครได้ ใครพบ ใครพ้น" "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว" จึงมีหลักอยู่เท่านี้

ใครทำใครได้ ...กรรมดีใครทำ คนนั้นก็ได้ผลดี กรรมชั่วใครทำ คนนั้นก็จะได้รับผลชั่ว และทำมากก็ได้มากทั้งผลดีและผลชั่ว
ใครพบใครพ้น...ใครพบหนทางคือญาณปัญญาได้ประจักษ์พระไตรลักษณ์ตั้งแต่สัมสนญาณอ่อนๆ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงอุทยัพพยญาณ ก็จะเห็นความเกิดดับของรูปนามที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตา คนนั้นก็จะพ้นจากความยึดติด คิดผิด และสามารถถอนยางเหนียวของชีวิตได้ ซึ่งก็ได้แก่ตัณหาคือความต้องการนั้นเองที่ทำให้เกิดความคาดหวัง และเราก็เป็นกันเสมอ

อันตัณหาลวงล่อให้ก่อเกิด
ตรองดูเถิดจับสิ่งชั่วตัวตัณหา
ถ้าจับเป็นก็จะเห็นอนัตตา
ว่าตัณหามันเป็นของให้หมองใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 10:58:30 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6



"เช่น ความอยากแตกฉานในพระไตรปิฎก ความต้องการญาณปัญญาเร็วๆ ทั้งๆ ที่ทั้ง ๒ สิ่งนี้ต้องอาศัยความเพียร และเป็นความเพียรที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล"

ความอยากแตกฉานในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ...แต่ยากมาก เพราะถ้าหากถามว่า เราเรียนวันเดียวรู้เรื่องหรือเปล่าในจิต ๘๙ ดวง โดยย่อ หรือ ๑๒๑ ดวงโดยพิสดาร...คำตอบคือ ไม่รู้หรอก

เพราะขนาดเรียนมาหลายปีจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่า รู้ไปอย่างนั้นเองแต่ไม่ลึกซึ้ง แต่มาดูความต้องการของเราซิ ที่ต้องการจะแตกฉานในพระไตรปิฎกในเร็ววันนี้..แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร

เพียงแค่เครื่องหมายของจิตที่ปรากฏบนกระดานดำโดยไม่มีตัวหนังสืออยู่นี้ เป็นรูปร่างสัญลักษณ์ที่นำมาจากคณิตศาสตร์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเครื่องหมายคำนวณชวนให้เห็นความจริง

แต่คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเรียนเมื่อมองเห็นแล้วก็จะเห็นเป็นเพียงเครื่องหมายบวกๆ ลบๆ เท่านั้น และเครื่องหมายบวก ลบ เหล่านี้ก็ไม่ได้มีเครื่องหมายเดียว เครื่องหมายบวกมีอยู่ ๖๒ เครื่องหมายลบมีอยู่ ๕๕ และคนใหม่ก็ไม่รู้เลยว่า เครื่องหมายบวกลบนี้หมายถึงอะไร

และกว่าที่เราจะตอบได้ว่าเป็นเครื่องหมายบวกซึ่งหมายถึงโสมนัสเวทนามี ๖๒ เครื่องหมายลบซึ่งหมายถึงอุเบกขาเวทนามี ๕๕ นั้น เราก็ไม่ได้ตอบถูกทันทีที่มองเห็น

และนอกจากนี้ยังมี "เหตุ" "ปัจจัย" อีกมากมายอยู่ภายใต้เครื่องหมายบวกลบเหล่านั้น เช่น ในอเหตุกจิต ๑๘ ดวงได้นำเรื่องมากมายเข้ามาในชีวิตของเราโดยผ่านทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ดวง แล้วก็มาปรากฏทางทวารต่างๆ เป็นเรื่องราวให้เรารับรู้จากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ ความวิจิตรพิสดารเหล่านี้เราเรียนรู้ได้ก็เพราะอาศัยความเพียร และอาศัยเวลาในการศึกษา

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 10:59:11 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7


"ความต้องการญาณปัญญาเร็วๆ หรือต้องการมรรคผลนิพพานเร็วๆ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นไปได้ ...แต่ยากมาก"

หลวงพ่อท่านบอกว่าญาณปัญญาที่เราต้องการ ...นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพญาณ ..เพราะรู้ว่าเป็นปัญญาญาณที่จะพาเราก้าวไปสู่พระนิพพาน

และแม้จะรู้ถึงอย่างนี้แต่พวกเราก็เหมือน "พวกที่นั่งเก้าอี้โยก" คือโยกไปข้างหน้ามาข้างหลัง โยกไปๆมาๆ แต่ไม่ได้เดิน ถึงแม้จะดูเหมือนว่ามีงานทำแต่ก็ไม่มีอะไรก้าวหน้า เหมือนนักเรียนที่มาเรียน มารู้ แต่ยังไม่ได้นำไปปฏิบัติคือลุกขึ้นเดิน ยังนั่งเก้าอี้โยกกันอยู่ เป็นการทำงานอยู่กับที่

และการปฏิบัตินั้นจะต้องก้าวไปด้วยความรู้ถูก ความเข้าใจถูก กำหนดรู้สึก กำหนดเห็น กำหนดได้ยินไปตามสภาวธรรม

ทั้งสองสิ่งนี้ต้องอาศัยความเพียร และต้องเป็นความเพียรที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล

เพราะการที่จะแตกฉานในพระไตรปิฎก จนสามารถหยิบยกกิเลสที่เป็นเหตุทำให้ทุกข์ ได้สิ้นสุดด้วยปัญญา มีดวงตาเห็นธรรม มีความจำดีเลิศ มีจิตฝ่ายกุศล มีผลอันถูกทาง มีความสว่างในขันธ์ หมดสิ้นความเพ้อฝันคือกิเลส หมดเหตุนำเกิด..นั่นคือผู้แตกฉานทั้งไตรปิฎกคือปริยัติศาสนาและปฏิบัติศาสนา

นี่คือท่อนหนึ่งที่หลวงพ่อมาจาระไนให้เห็นว่า เรามีความเครียด บางครั้งแม้กระทั่งการนึกไม่ออกหรือตอบไม่ได้ในขณะที่เรียนก็เป็นความเครียดอย่างหนึ่ง และความรู้สึกนี้ก็จะสะสม ความที่ทำไม่ได้ดั่งใจ ไม่ได้ดั่งคาดหวัง ไม่ได้สัมฤทธิ์ผลในทันที ...ล้วนทำให้เป็นโรคเครียดทั้งนั้น แต่จะเครียดมากหรือน้อยเท่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:00:48 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 8



เพราะความเครียดที่มี ความระแวงที่เกาะกินใจอย่างมากมาย จนก่อให้เกิดการกระทำกรรมที่ไม่สมควรกระทำขึ้นมาเป็นลูกโซ่ หลวงพ่อท่านจึงเตือนว่า

"เมื่อทำสิ่งใดก็ตาม ได้ลงมือทำเต็มที่แล้ว" คือได้อาศัยความเพียรเท่าที่มีนั่นเอง บางคนเลี้ยงลูกแล้วคาดหวังว่าลูกจะต้องจบมาเป็นแบบนี้ ต้องเรียนแบบนี้..อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ทำหน้าที่อย่างมีความคาดหวัง

"ได้แค่ไหนก็แค่นั้น" เพราะเราจะไปบงการชีวิตใครก็ไม่ได้ หรือจะสอนใครเมื่อเราทำหน้าที่"ให้" อย่างเต็มที่ก็พอแล้ว แต่ถ้าหากไปหวังผลว่า เมื่อเราให้แล้วสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากเขาจะต้องเหมือนกับที่เราให้ อย่างนี้ ผู้ให้ก็จะผิดหวัง นี่แหละคือการสะสมความเครียดเข้าไป

" ให้มีชีวิตแบบลดความหวาดระแวงลงเสีย" เพราะความหวาดระแวงนั้นทำให้เป็นโรคเครียด นอกจากโรคเครียดแล้วยังเป็นโรคเหงา คบกับใครๆ ก็ลำบาก ทำงานกับใครก็ยาก มีมิตรก็ไม่สนิทสนมด้วยใจจริง ไม่รู้สึกปลอดโปร่งปลอดภัยเมื่ออยู่กับผู้อื่น ..นี่คือลักษณะของผู้มีความหวาดระแวง

"คนหวาดระแวงเป็นคนใจแคบ เพราะขาดความรักความเมตตาเป็นพื้นฐาน" ซึ่งลูกๆ ส่วนใหญ่ มักจะมีนิสัยเป็นคนชอบหวาดระแวง ทำให้ไม่ค่อยมีความสุขใจ และชอบนินทาว่าร้ายกันเพราะคิดว่าเขาจะมองเราผิด เข้าใจเราผิด เลยนินทาเขาเสียก่อน เช่น "นี่ๆ ดูคนนั้นสิ ไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับเราสงสัยเขาจะคิดไม่ดีแน่ๆ" นี่เห็นไหม เราหวาดระแวงว่าเขาจะว่าเรา และพอเราคุยถึงเขาเราก็ได้นินทาเขาเสียแล้ว

เราจึงเป็นพวกช่างนินทา เพราะการที่เราพูดถึงใครลับหลังนั้นยากที่จะพูดถึงในทางดี ยิ่งเวลาที่เราซุบซิบๆกับใครสองคนแล้วพูดถึงคนอื่น เราพูดถึงเขาดีไหม? ถ้าพูดถึงเขาดีก็ไม่จำเป็นต้องซุบซิบหรอก พูดเสียงดังๆ ได้เลย

เพราะฉะนั้น เรื่องที่ซุบซิบกันนี้จะเป็นเรื่องชนิดไหน และเมื่อซุบซิบกันแล้วก็อาจจะต้องให้คำสัญญาว่าอย่านำไปเปิดเผย หรือเวลาเล่าก็อ้างให้พ้นตัวว่ามีผู้อื่นบอกมา ..มีคนเขาเล่าว่า ..มีคนเขาบอกมาว่า แต่พอถามว่าใครเล่า? ก็บอกว่าบอกไม่ได้ ..ปกปิดแหล่งข่าวไว้เพื่อที่จะได้ซุบซิบกันต่อไป

การนินทาเขาเสียก่อนอย่างนี้...หลวงพ่อบอกว่า จัดเป็นพวกทำเวลาให้สิ้นเปลืองเปล่า

หลวงพ่อท่านแนะนำว่า เราควรจะมีนาฬิกาและหัดดูนาฬิกา เวลาจะคุยกับใครก็ให้จับเวลาเริ่มต้นคุยแล้วพอเลิกคุยก็ดูซิว่าใช้เวลาคุยกับคนนี้ไปกี่นาที คุยกับคนนั้นไปกี่นาที... เมื่อลองรวมเวลาเหล่านี้แล้วก็จะเป็นชั่วโมงๆ ที่เสียเปล่าไป

หลวงพ่อบอกว่า เราไม่เคยจดสถิติความชั่วตัวเอง คือการกระทำที่เปลืองเวลา ถ้าหากเราเป็นผู้ที่มีระเบียบมากๆ จดทุกอย่างเหมือนจดรายการใช้จ่าย เราก็น่าจะจดด้วยว่าเราใช้เวลาทำอะไรไปบ้าง เพราะเวลาจะมีค่า เวลานั้นย่อมต้องประกอบไปด้วยปัญญา

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:01:28 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 9


"หัดมองจุดดีของตนเองให้ออก มองอย่างไร?"

เช่นการที่เราเกิดด้วยกุศล เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา อำนาจบุญก็คือ เบญจศีล เบญจธรรม หิริ โอตตัปปะ ที่เป็นตัวชักรอกเราจากบ่อลึกๆ ให้เรามาเป็นคนซึ่งดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน ดีกว่าพวกเปรตอสุรกายสัตว์ในอบายไม่รู้กี่ร้อยเท่าพันเท่าเทียบกันไม่ได้เลย เหมือนฟ้ากับดิน

ชีวิตของผู้ที่เกิดด้วยกุศลนั้น เหมือนผู้ที่เป็นฟ้า แต่อย่าเป็นฟ้าไร้จันทร์ ...พวกที่ชอบนินทาว่าร้าย ท่านบอกว่าเป็นพวกที่เป็นฟ้าไร้จันทร์ ซึ่งไม่สวยเลย

จึงต้องหัดมองจุดดีของตนเองให้ออก ..ว่าเราเกิดมาด้วยกุศล มีโอกาสรอดจากความตายอยู่มาได้จนถึงวันนี้ มีโอกาสมาฟังธรรมซึ่งเป็นธรรมที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยความลำบากยากยิ่ง

เพราะความเพียรเพื่อตรัสรู้ธรรมะที่เราเรียนกันนี้ ทรงใช้เวลาถึงสี่อสงไขยกับอีกแสนกัป ท่านใช้เวลาหาความรู้มามอบให้ ที่เราท่อง เช่น "โสมมนัสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง สสังขาริกกัง " เป็นต้นนี้

กว่าที่พระพุทธองค์จะทรงมาบอกเราได้ ท่านใช้เวลาลงทุนชีวิตไม่น้อยเลย แต่ที่เรากำลังเรียนกันอยู่นี้ เราใช้เวลาเรียนกันยังไม่ถึงชาติหนึ่งเลย แค่เรียนเป็นปีๆ เท่านั้นเองซึ่งต่างจากการลงทุนของพระพุทธองค์ที่ทรงเหนื่อยกว่าเรา ฉะนั้น การที่เรามีโอกาสได้เรียนธรรมะนี้นับว่าเป็นความโชคดี

มองจุดดีของตนให้ออก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็น วิบาก และสิ่งที่กำลังกระทำใหม่ทางกายวาจาใจเป็น กรรม ซึ่งจะให้ผลต่อไปในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป ...นี่ไง ความรู้เช่นนี้ที่เรามีคือจุดดี แต่รอเพียงเอาตัวรอดเท่านั้นเอง

เรามีความรู้แล้วแต่เรายังเอาตัวเองไม่รอดเท่านั้นเอง ฉะนั้นต้องมองจุดดีของตนเองให้ออก

หัดมองจุดดีของตนให้ออก ....ว่าเกิดด้วยบุญ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:03:13 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 10


"หัดมองความหมายนะให้เป็น มองอย่างไร?"

ก็คือเมื่อเรามีบาปอกุศลเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ จัดเป็นความหายนะส่วนตัว

เราเกิดด้วยบุญ แต่ถ้ากำลังทำบาป ก็เป็นหายนะส่วนตัว

หรือเกิดมาเป็นมนุษย์แต่ทำตัวเป็นมนุษย์สเปโตที่มีความโลภอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน ก็มีความหายนะแล้ว หรือมีการประกอบมิจฉาชีพ

หรือมนุษย์เดรัจฉาโน คือเป็นมนุษย์แต่ทำเหมือนกับสัตว์เดรัจฉานในการกินอยู่ขับถ่ายเสพเมถุน ซึ่งในสมัยนี้เป็นกันมาก

หัดมองความหายนะให้เป็น ...ในเวลาที่จิตบาปเกิด

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:04:06 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org