มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๐







ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๐


ชีวิตคนเรานั้นมีเรื่องมากมาย ทั้งที่ต้องทำและจำใจทำ จึงหนีไม่พ้นความเครียดไปได้ บางคนมีมาก บางคนมีน้อย

สำหรับคนที่มีมาก มักเป็นคนที่มีความคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปได้..แต่ยาก เช่น ความอยากแตกฉานในพระไตรปิฎก ความต้องการญาณปัญญาเร็วๆ ทั้งๆ ที่ทั้ง ๒ สิ่งนี้ต้องอาศัยความเพียร และเป็นความเพียรที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล

เมื่อทำสิ่งใดก็ตาม ได้ลงมือทำเต็มที่แล้ว ได้แค่ไหนก็แค่นั้น และมีชีวิตแบบ ลดความหวาดระแวง ลงเสีย

ความระแวงทำให้เป็นโรคเครียด โรคเหงา คบใครๆ ก็ลำบาก ทำงานกับใครก็ยาก มีมิตรก็ไม่สนิทสนมจากใจจริง และไม่รู้สึกปลอดโปร่งปลอดภัยเมื่ออยู่กับผู้อื่น!

คนระแวงเป็นคนใจแคบ เพราะขาดความรักความเมตตาเป็นพื้นฐาน

ซึ่งลูกๆ ส่วนใหญ่จะมีนิสัยเป็นคนชอบหวาดระแวง ทำให้ไม่ค่อยมีความสุขใจ และชอบนินทาว่าร้ายกัน เพราะคิดว่าเขาจะมองเราผิดเข้าใจเราผิด เลยนินทาเขาเสียก่อน (จัดเป็นพวกทำเวลาให้สิ้นเปลืองเปล่า)

หัดมองจุดดีของตนให้ออก
หัดมองความหายนะให้เป็น
และหัดทำความดีให้ชัดเด่น

เพียงเท่านี้...โรคเครียด โรคหวาดระแวง ก็หมดลง และเส้นทางชีวิตก็จะตรงและเรียบง่าย

ด้วยรัก
จาก พ่อเสือ



โดย น้องกิ๊ฟ..นำมาฝาก [10 ต.ค. 2550 , 10:46:06 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11


"หัดทำความดีให้ชัดเด่น ทำอย่างไร?"

ถามก่อนว่าชีวิตของเรามีความดีอะไรที่เด่นชัดบ้าง ถ้าคิดๆ ดูแล้วก็ไม่มีอะไรเลยที่จะเด่น อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ชีวิตของเราจะต้องหาจุดดีให้เด่นให้ได้ เช่น สวดมนต์เก่ง ไม่ใช่หลับเก่ง และอย่าทำแต่กุศลสสังขาร

เราต้องทำความดีให้เด่นชัดด้วยตนเอง ต้องหัดฝืนกิเลสให้ได้ วันไหนที่รู้ตัวว่าเราก้มต่ำ หนังตาปิด ก็ต้องแก้ไขสู้กับความง่วงสู้กับกรรมเก่า .. สู้กับความป่วยไข้ เพราะถ้าหากเราจมอยู่กับอดีต จมอยู่กับวิบากที่พาให้เราเป็นไป เราก็หายนะ ฉะนั้นต้องยิ้มสู้

ต้องมองเรื่องต่างๆ ให้เป็นเรื่องวิบากที่จะหมดลงได้ และรู้สึกว่ากรรมใหม่กำลังเกิดขึ้นและมีผลข้างหน้า เหมือนกับการที่รู้ว่าเรากำลังหว่านอะไรลงไปในนาใจ หว่านโกสัชชะหรือไม่ หว่านหิริโอตตัปปะหรือไม่ หว่านศรัทธา สติ วิริยะ ปัญญาหรือไม่ ฉะนั้น จึงต้องหัดทำความดีให้เด่นชัด

ท่านอาจารย์เล่าว่า สัปดาห์ที่ผ่านมามีลูกศิษย์คนหนึ่งโทรศัพท์มาหาบอกให้ทราบว่าชีวิตกำลังวุ่นวายมาก มาเรียนธรรมะไม่ได้เลยเพราะต้องทำงานแทนคนอื่นด้วยและก็ยังต้องเรียนตอนกลางคืนด้วย โทร.มาบอกว่ากำลังกลุ้มอยู่ก็เลยคิดถึง ท่านอาจารย์ก็เลยตอบขอบคุณไปที่เขาคิดถึงตอนที่กลุ้ม

เขาบอกว่าอยากจะมาหาอาจารย์อยากมาเรียน ท่านอาจารย์ได้ตอบกลับไปว่า ยังไม่ต้อง มาหรอกให้ทำหน้าที่ของตนเองไปก่อน และเรียนปริญญาโทให้สำเร็จ แต่ขอร้องได้ไหมว่า ขอให้สวดมนต์ไหว้พระ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทุกวันได้ไหม? เขาตอบมาว่า จะพยายามจะแบ่งเวลาให้เพราะงานมากเหลือเกิน

ท่านอาจารย์จึงแนะนำไปว่า แบ่งเวลาตอนที่จะไปคุยกับคนรักก่อนได้ไหม เขาก็ตอบมาอีกว่า "จะพยายาม"

ท่านอาจารย์บอกว่าขณะนั้นรู้สึกขึ้นมาได้ว่า เวลาที่พายเรือทวนกระแสและน้ำเชี่ยวมาก ..มันก็จะพายยาก งานของเขาก็เหมือนกับน้ำที่กำลังเชี่ยว ความรักที่อยู่ระหว่างการเดินทางก็เหมือนกระแสที่ไม่อาจหยุดนิ่ง..ตามหารัก แต่ไม่ตามหารู้

ผู้ที่มาเรียนธรรมะคือผู้ที่มาตามหาความรู้ แต่ผู้ที่อยู่นอกเวทีธรรมะนั้นก็มักจะตามหารัก แล้วก็ต้องพบ เพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพรากในที่สุด

หัดทำความดีให้ชัดเด่น ...เช่น สวดมนต์ทุกวันให้ได้ (...อย่าทำแต่กุศลสสังขาริก)

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:05:04 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 12


อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านอาจารย์ได้ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะย้ำในเรื่องการหัดทำความดีให้เด่นชัด คือเรื่องของคุณยุรี นพจินดา

ท่านอาจารย์บอกว่า คุณยุรี เป็นผู้ที่ทำความดีเด่นชัดในการทำสมาธิ เพราะเมื่อไปให้อารมณ์ตอนที่คุณยุรีป่วยหนัก ท่านได้ไปยืนข้างเตียงแล้วบอกให้คุณยุรีปิดทองพระพุทธรูปทางใจ ..คุณยุรีก็ทำได้ด้วยใจที่มีความตั้งมั่น เพราะความดีในการทำสมาธิที่เด่นชัดนั่นเอง

แล้วเราล่ะ เรามีอะไรเด่นชัดบ้าง?
บางคนที่ท่านอาจารย์แนะนำให้สวดมนต์ ก็ยังย้อนถามว่าสวดมนต์อย่างไร

ท่านอาจารย์บอกว่าบุคคลเช่นนี้เมื่อสวดมนต์ไม่เป็นเลย หากตกอยู่ในภาวะที่ป่วยหนักแล้วไปเยี่ยมกันไปแนะนำให้สวด อิติปิโสฯ เขาอาจได้ยินเป็น "กะปิ" ที่เขาไม่ชอบรับประทานก็แย่เลยเพราะความไม่คุ้นเคยกับบทสวดมนต์ และอาจมีความทุรนทุรายเกิดขึ้นได้จากการได้ยินผิดๆ นั้น ทุคติภูมิอาจถามหาในเวลาที่ตายลง

เราจึงต้องทำความดีให้เด่นชัด ไม่ใช่หนังสือสวดมนต์กันไปแล้วไปเก็บไว้เฉยๆ เราต้องเปิดหนังสือ ต้องสวดมนต์ให้เป็นอาจิณ หรือการทำสมาธิก็ควรทำ อย่างเรานั้นอย่าได้อ้างเลยว่า สมาธิไม่ใช่ทางพ้นทุกข์..ไม่ทำหรอก

อย่าทำยังกับว่าชีวิตทุกวันนี้ชีวิตเราเดินอยู่บนทางพ้นทุกข์กันแน่ะจึงปฏิเสธสมาธิ หรืออ้างว่าไม่อยากไปเกิดเป็นพรหม อรูปพรหม เพราะที่นั้นไม่ใช่ภูมิที่อย่างเราๆ จะไปได้ง่าย

บางคนเห็นคนทำสมาธิแล้วก็นึกในใจดูหมิ่นดูแคลนเขาก็มี ซึ่งในขณะที่นึกว่าเขาอยู่นั้นตัวเองได้เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจ...มีบาปเกิดขึ้น

นอกจากนี้ก็อย่าลืมเรื่องของปัญญาที่ต้องทำทุกวัน คือหัดเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะว่าถ้าหากไม่หัดแล้ว..."สิ่งเหล่านั้นที่เป็นไปได้ เช่นมรรคผลนิพพาน" ก็จะยากสำหรับเรา...นี่ก็คือเรื่องหนึ่ง

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:05:58 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 13


นอกจากนี้อาจารย์ยังได้ นำเรื่องลูกศิษย์ผู้สูงอายุที่ป่วยมากซึ่งอาจารย์ได้มาป้อนข้าว ให้ธรรมทาน และให้ทรัพย์จำนวนหนึ่งแก่ผู้ป่วยท่านนั้นได้ทำกุศลทานในสัปดาห์ที่ผ่านมา มาเล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์เกี่ยวกับความกลัวตายและความยึดติดในภพ รายละเอียดอยู่ในกระทู้ ภวตัณหา...น่ากลัวยิ่งนัก

ซึ่งเมื่อเล่าเรื่องราวจบลงแล้ว อาจารย์ได้นำคำของหลวงพ่อมาบอกว่า ร้อยละร้อย กลัวตายทั้งหมด แต่ตอนนี้ยังไม่ประสบกับเราเท่านั้นเอง ...

ผู้ที่คลายความกลัวตายได้ ต้องได้อุทยัพพยญาณขึ้นไป...

ฉะนั้น ในห้องนี้ใครจะมาพูดว่าไม่กลัวตายก็อย่าไปเชื่อ ท่านอาจารย์ท้าพิสูจน์ว่า ถ้าใครบอกว่าไม่กลัวตาย จะพาไปในครัว ไปต้มน้ำร้อนให้เดือดแล้วให้ราดเท้า ถ้ารู้สึกเฉยๆ เมื่อไหร่..ก็แสดงว่า ไม่กลัวตายแล้ว

และการได้อุทยัพพยญาณขึ้นไปจนทำให้ความกลัวตายน้อยลงนั้นท่านอาจารย์ได้อธิบายว่า เพราะได้พบความเกิดดับที่แท้จริงเป็นปรากฏการณ์อยู่ต่อหน้า และเมื่อไปถึงนิพพิทาญาณสำรอกความยินดีในภพออกมาแล้ว เกิดความเบื่อหน่ายนั่นแหละ ความกลัวตายจะไม่ปรากฏแก่ผู้นั้น

และอีกคนหนึ่งที่ไม่กลัวตายก็คือ ผู้ที่ขออย่างไรก็ไม่รอดแล้วเพราะหมดสภาพ ...

ซึ่งอาจารย์ได้ขอยกตัวอย่างคุณยุรีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่า ตลอดหนึ่งปีก่อนที่จะเสียชีวิตนั้น คุณยุรีได้พยายามทำกุศลมากมายก็เพื่อหวังที่จะอยู่รอด แต่เมื่อมาถึงระยะสุดท้ายที่คุณยุรีรู้ตัวเองว่าไม่ไหวแล้วจึงยอมให้เป็นไป รับสภาพความตายได้โดยดุษฎี

การสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตาที่ยังคงกิจการก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ก็เพราะว่าคนกลัวตาย อาชีพนี้จึงยังมีรายได้อยู่ แต่เมื่อใดที่ทุกคนไม่กลัวตายแล้ว อาชีพพวกนี้ก็อยู่ต่อไปไม่ได้

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:07:04 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 14


นอกจากเรื่องของความกลัวตายแล้ว เรื่องของความสันทัดความยินดีที่ชอบในการทำงานท่านอาจารย์ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เพราะเมื่อร่างกายไม่ไหว ใจก็จะเร่าร้อน ...

ซึ่งหลวงพ่อท่านเตือนเสมอว่า อย่าไปชอบทำงานอะไรเลยเพราะจะยึดติด นอกจากงานทางใจกับงานที่เป็นประโยชน์ต่อพระนิพพานก็ให้ทำไป

แต่งานทางโลกไม่ว่าจะเป็นงานอะไร หรือการชอบออกนอกบ้านไปในสถานที่ต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงสภาพร่างกายหรือวัยของตนเองที่ไม่เหมาะแล้ว ก็ยังชอบที่จะทำชอบที่จะไปโดยอ้างเหตุผลในใจเพื่อสิ่งต่างๆ หรือบุคคลอันเป็นที่เคารพ

ความที่ชอบหรือความคล่องในการกระทำบ่อยๆ นี้ พอร่างกายไม่ไหวขึ้นมา ใจก็จะเริ่มร้อน กระวนกระวาย เพราะทำไม่ได้ดั่งใจ..จึงเป็นความน่ากลัว

หลวงพ่อให้ระลึกอยู่เสมอว่า เราต้องทำแบบ"ไม่ทำไม่ได้ " คืออย่างที่ทุกคนออกไปทำงานเพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีเงิน แต่เราไม่ได้มีความยินดีที่จะไปทำเพราะเป็นงานวิเศษวิโส

เมื่อร่างกายเสื่อมถอยไม่ไหวแล้ว แต่จิตที่ชอบทำโน่นทำนี่ ชอบออกชอบไปนั้นก็ยังมีความอยากกระทำอยู่ ก็จะเกิดความเร่าร้อนเพราะทำไม่ไหวหรือทำไม่ได้..อันนี้คือโทษของภวตัณหา ความยินดีในภพในความเป็นอยู่มีอยู่ต่างๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:08:01 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 15


ฉะนั้น เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่เราจึงควรจะทำความดีให้เด่นชัด และทำใจให้เตรียมพร้อมคือหาสิ่งมายึดเกาะป้องกันภัยให้ได้ คือเกาะธรรม

แล้วลดความอยากความถนัดที่ดูแล้วว่า มันจะเป็นผลต่อชีวิตตลอดไป เช่น บางคนมีนิสัยของการตรวจสอบหยิบของขึ้นมาก็ดูก่อนว่า หมดอายุหรือยัง บุคคลนี้ถ้าหากในอนาคตเกิดไม่สบายขึ้นมาแล้วมีคนนำของไปเยี่ยมไข้ อาจติดนิสัยขอดูของเยี่ยมก่อนจะตายว่าหมดอายุหรือยัง ..นี่คือความหวาดระแวงว่า จะเป็นอะไรไปหรือเปล่า

ความหวาดระแวงนี้จึงทำให้ชีวิตอยู่ยาก จึงเป็นโรคเครียด โรคเหงา เป็นคนใจเหงา เพราะใครๆ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้กลัวจะไม่รู้ใจ จึงทำงานกับใครก็ยากเพราะความหวาดระแวงที่มีอยู่นั่นเอง

หลวงพ่อท่านให้กำลังใจว่า ที่เป็นไปแล้วก็เป็นไป แต่เริ่มใหม่ด้วยการลดมันลงมาจากชีวิต เพื่อชีวิตจะได้มีเส้นทางที่ตรงและเรียบง่าย เราจึงต้องหัดทำความดีของตนเองให้เด่นชัด เพียงเท่านี้โรคเครียด โรคหวาดระแวงก็จะหมดลง

นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์บอกว่า ...หลวงพ่อเสือฝากมาให้ทุกคนในห้องนั่งเล่นแห่งความรัก


โดย น้องกิ๊ฟ [10 ต.ค. 2550 , 11:09:02 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 16

สวัสดีครับน้องกิ้ฟ วันนี้พี่เณรเข้ามาเสียมืดเลยเพราะอินเตอร์เน็ตมีปัญหานะครับ เปิดไม่ได้เลยทุกตัวเป็นเพราะเครือข่ายคงเสียนะครับ เล่นเอาพี่เณรเป็นโรคเครียดไปเลยทั้งวัน เพราะจะมาอ่านและทำงานไม่ได้เสียอย่างเลยครับ


แต่พอเปิดได้ก็มาอ่านเจอโรคเครียดเข้าตรงตัวเลยครับ และเห็นถึงการก่อตัวของโรคนี้จริงๆครับ สาเหตุใหญ่มาจากความไม่สมปรารถนา (ไม่สมหวังเพราะหวังมากนั่นเอง)ดังที่หลวงพ่อท่านบอกเลยครับ

อ่านทั้งหมดแล้วได้ข้อคิดข้อเตือนใจอย่างดีเลยครับผม ที่จะนำมาสะสางงานทางใจให้มีประสิทธิผลดีให้มากขึ้นครับ นับเป็นบุญของชีวิตจริงๆที่มีหลวงพ่อคอยเตือนคอยแก้ไขชีวิตให้เสมอมานะครับ ไม่เช่นนั้นนอกจากจะเป็นโรคเครียดโดยหารู้ตัวไม่แล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของความหายนะแห่งชีวิตจริงๆนะครับ

พี่เณรขอขอบพระคุณน้องกิ้ฟอย่างมากนะครับ ที่เสียสละมาสร้างกุศลครั้งนี้อย่างละเอียดปราณีตทีเดียว เพราะการนำเรื่องนี้มาลง นอกจากพวกเราจะได้อ่านซ้ำย้ำใจแล้ว ยังเผื่อแผ่ไปยังพี่น้องทุกๆท่านที่เข้ามาอ่าน ได้รับรู้เรื่องราวที่เต็มไปด้วยสาระประโยชน์อย่างเต็มที่เลยครับ

ขอกุศลผลบุญนี้จงสนองย้อนให้ น้องกิ้ฟมีกำลังกายแข็งแรง กำลังปัญญาว่องไว มีใจสงบสุขในธรรมตลอดไปนะครับ

โดย พี่เณร [10 ต.ค. 2550 , 19:47:20 น.] ( IP = 58.9.138.67 : : )


  สลักธรรม 17

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่ออย่างสูงสุดค่ะ

เข้ามาในห้องนั่งเล่นครั้งใด ก็อบอุ่นทุกครั้ง และ ดูเหมือนว่า จะพร้อมที่ค้นหาความบกพร่องของชีวิตได้ทุกครั้ง ซึ่ง..ก็เป็นความจริง..ทุกครั้ง

โดยเฉพาะโรคหวาดระแวง นึกไม่ถึงว่าจะมีองค์ประกอบของอาการที่แสดงออกได้ในหลายๆรูปแบบ แต่พอค้นหา กลุ่มอาการแล้ว ก็หนีไม่พ้นความเป็นโรคส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะการอดไม่ได้ที่กล่าวถึงผู้อื่นในทางไม่ดีบ้าง และก็ให้ความเห็นว่าไม่ดีเพราะเราตัดสินด้วยตัวเราเอง หรือเอากฏเกณฑ์ทางสังคมมาอ้างถึง

แต่เมื่อมองไปถึงต้นตอแล้ว ขณะนั้นจิตก็ขาดสภาพของเมตตาอย่างแท้จริง

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่ได้ถ่ายทอดธรรมะให้ได้รับฟัง และยังเป็นแบบอย่างที่ประเสริฐที่ชนะกับวิบาก และกระทำกรรมที่งดงาม

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ ที่นำธรรมะถ่ายทอดเป็นบทความ ขออนุโมทนานะคะ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2550 , 19:49:30 น.] ( IP = 125.26.157.236 : : )


  สลักธรรม 18

กราบขอบพระคุณในคำสอนของหลวงพ่อที่เป็นข้อเตือนใจในการปรับปรุงชีวิตค่ะ

เมื่อเกิดโรคเครียด โรคหวาดระแวงแล้ว ให้โทษทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปรกติ ลำไส้หงุดหงิด จนกระทั้งต้องไปหาหมอเพื่อรักษา รวมทั้งจิตใจเศร้าหมองไม่ปลอดโปร่งด้วย

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ได้นำคำสอนของหลวงพ่อมาขยายความให้เข้าใจค่ะ

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ ที่ได้นำคำสอนที่เป็นประโยชน์มาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2550 , 23:37:47 น.] ( IP = 58.8.51.97 : : )


  สลักธรรม 19

ไม่มีสักครั้งที่คำเตือน และคำชี้แนะให้เห็นถึงข้อบกพร่องต่างๆ ที่ได้รับจากห้องนั่งเล่นแห่งความรักนั้น จะไม่โดนเข้ากับตนเอง แม้คำเตือนบางอย่างท่านก็กำชับบอกมาหลายครั้ง แต่ลูกก็ยังมิได้ปรับปรุงแก้ไขตนให้ดีขึ้น แต่ด้วยความเมตตาอันเปี่ยมล้นของหลวงพ่อ ท่านก็พร่ำเตือนแล้วเตือนอีก

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ดูจะเป็นครบทุกโรคเลย โรคเครียด โรคหวาดระแวง โรคนินทา ...จะนำคำเตือนต่างๆ มาปรับปรุงตนให้มากค่ะ โดยเฉพาะในเรื่อง "เมื่อทำสิ่งใดก็ตาม ได้ลงมือทำเต็มที่แล้ว ได้แค่ไหนก็แค่นั้น" ซึ่งเรื่องนี้ท่านก็เคยเตือนมาแล้ว... “ถ้าเผื่อลูกคิดจะเป็นผู้ให้ (เป็นครู) ต้องมีจิตเมตตา นั่นคือทำใจให้เหมือนละอองฝน หรือละอองน้ำ" คือให้ด้วยหัวใจ โดยมิได้หวังที่จะได้รับตอบแทนเลย เพราะเราหวัง หวังให้ผู้รับได้เข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจ จึงก่อให้เกิด โรคหวาดระแวง และความเครียดโดยไม่รู้ตัว

ห้องนั่งเล่นแห่งความรักในครั้งนี้ จึงช่วยหล่อหลอมจิตใจลูกให้มีกำลังกล้าแข็งขึ้นค่ะ


กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาที่หลวงพ่อมีให้เสมอมาค่ะ


กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์และน้องกิ๊ฟเป็นอย่างยิ่งค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 10:10:05 น.] ( IP = 124.121.172.244 : : )


  สลักธรรม 20


ขอบคุณ น้องกิ๊ฟ มากค่ะ อ่านแล้วทำให้นึกถึงบรรยากาศในวันนั้น ...ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก(ความรักที่เกิดจากการให้ ที่หลั่งไหลมาจากท่านอาจารย์)

ซึ่งทำให้ประจักษ์กันอย่างสุดซึ้งในความปรารถนาดีที่ท่านมีต่อพวกเรา เพราะแม้ว่าตอนเช้าสีหน้าของท่านไม่ค่อยสดชื่น(เพราะป่วย) ยังคิดว่าท่านคงสอนไม่ไหว ...แต่ด้วยอำนาจใจที่ท่านมุ่งจะให้พวกเราได้รับประโยชน์กันทั่วหน้า ทุกคนจึงเห็นว่า ท่านมีกำลังขึ้นมากในขณะที่สอน (แต่ก็แอบเห็นว่า ท่านต้องหายใจลึกๆ ..เกือบตลอดเวลา เพราะต้องพูดติดต่อกันเป็นชั่วโมง)

โดยเฉพาะคำฝากของหลวงพ่อที่ให้มานั้น ทำให้เราต้องกลับมามองจุดบกพร่องของตนเอง เพราะนอกจากท่านชี้ให้เราเห็นข้อเสียที่มีแล้ว ยังบอกหนทางแก้ไขให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น

...ลูกๆ ส่วนใหญ่จะมีนิสัยเป็นคนชอบหวาดระแวง ทำให้ไม่ค่อยมีความสุขใจ และชอบนินทาว่าร้ายกัน และสรุปลงตรงที่ว่าเป็น”พวกทำเวลาให้สิ้นเปลืองเปล่า”
(ยิ่งอาจารย์มาขยายธรรม ก็ยิ่งทำให้เราเห็นชัด มากขึ้น)

ตอนหลวงพ่อท่านแนะนำว่า เราควรจะมีนาฬิกาและหัดดูนาฬิกา เวลาจะคุยกับใครก็ให้จับเวลาเริ่มต้นคุยแล้วพอเลิกคุยก็ดูซิว่าใช้เวลาคุยกับคนนี้ไปกี่นาที คุยกับคนนั้นไปกี่นาที... เมื่อลองรวมเวลาเหล่านี้แล้วก็จะเป็นชั่วโมงๆ ที่เสียเปล่าไป ที่สำคัญ เราไม่เคยจดสถิติความชั่วตัวเอง ...

เย็นวันนั้น ท่านอาจารย์มาพูดถึงเรื่องนี้ แล้วให้ชื่อเรื่องว่า นาฬิกาทรายละอายบาป (ทำให้นึกถึงภาพทรายที่ค่อยๆไหลลงสู่ที่ต่ำ จะได้เป็นข้อเตือนใจเวลาที่เราใช้เวลาไปกับการพูดไร้สาระ)

แล้วอาจารย์ยังอุปมาว่า หากชีวิตเราเปรียบเสมือนฟ้า หากเราใช้เวลาไปกับการพูดเพ้อเจ้อโดยขาดสติปัญญา แต่ละวันๆ ก็จะไม่มีปรากฏการณ์ที่ดีเกิดขึ้นเลยในชีวิต ก็ไม่ต่างไปจากท้องฟ้าที่ไร้จันทร์

ใครๆ มักกล่าวว่า สวรรค์มีตา แต่อาจารย์ของเราบอกว่า ท้องฟ้ามีจันทร์ หากเรามีสติ-ปัญญาควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิต

กราบแทบเท้าระลึกถึงพระคุณหลวงพ่อ ลูกจะนำมาแก้ไขที่ตนเอง สำหรับคำชี้แนะที่ว่า

หัดมองจุดดีของตนให้ออก
หัดมองความหายนะให้เป็น
และหัดทำความดีให้ชัดเด่น


และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์สำหรับความรักและความเป็นห่วงที่มีต่อลูกศิษย์ทุกๆคน ค่ะ

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 14:10:57 น.] ( IP = 58.9.102.156 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org