มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๖๙)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๖๙)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

ตอนที่ผ่านมา

ป.สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก.สวัสดี หลาน

ป.เมื่อคราวที่แล้ว คุณลุงได้อธิบายเรื่องสัมปโยคนัยแห่งโสภณเจตสิก ๒๕ ดวง ที่ประกอบกับจิตที่เป็นโสภณ อันหมายถึงจิตที่ดีงาม ฝ่ายกุศล รวมก็มีอยู่ ๔ นัยด้วยกัน

คุณลุงอธิบายไปแล้ว ๒ นัย คือ นัยที่ ๑ เจตสิก ๑๙ ดวงที่ชื่อว่า โสภณสาธารณเจตสิก ประกอบกับจิตที่เป็นโสภณ ๕๙ หรือ ๙๑ ดวง กับนัยที่ ๒ เจตสิก ๓ ดวง ชื่อวิรตีเจตสิก ที่จะเข้าประกอบกับจิต ๑๖ ดวง หรือจิตอย่างพิสดาร ๔๘ ดวง

สำหรับในวันนี้ ผมจะขอศึกษาต่อในนัยที่ ๓ กับที่ ๔ ต่อไป ถ้าคุณลุงไม่ได้บรรยายอะไรก็ขอเชิญเริ่มได้แล้วขอรับ

ก. ดีแล้วหลาน ลุงจะขอเริ่มบรรยายเลยทีเดียว

นัยที่ ๓ เจตสิก ๒ ดวงชื่อ "อัปปมัญญาเจตสิก" ซึ่งได้แก่ กรุณา กับมุทิตา ประกอบกับจิตได้ ๒๘ ดวง และจิต ๒๘ ดวงนี้ก็ได้แก่มหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ และรูปาวจรจิต ๑๒ (เว้นรูปาวจรปัญจมฌานจิต ๓)

อัปปมัญญาเจตสิก ๒ เราได้ศึกษากันมาแล้ว ก่อนที่จะได้ศึกษาต่อไปว่า ประกอบกับจิตได้ ๒๘ ดวง ลุงขอให้หลานอธิบายอัปปมัญญา ๒ โดยย่อ ๆ เสียก่อน ว่า อัปปมัญญานั้นคืออะไร

ป. อัปปมัญญา หมายถึงธรรมที่เป็นไปในสัตว์ทั้งหลาย โดยหาประมาณมิได้ ธรรมที่ชื่อว่า อัปปมัญญนั้นมี ๔ อย่าง ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา คนทั้งหลายเรียกว่า พรหมวิหาร เพราะผู้ปฏิบัติธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมมีความเป็นอยู่เหมือนพรหม

แต่ในอภิธรรมมัตถสังคหปริเฉทที่ ๒ นี้ ได้แก่เจตสิก ๒ ดวงเท่านั้น คือ กรุณาเจตสิก และมุทิตาเจตสิก ที่ยกมาแสดงเพียง ๒ เท่านั้น ก็เพราะ เมตตา มีองค์ธรรมคือ อโทสเจตสิก และอุเบกขา มีองค์ธรรมคือ ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก ซึ่งเป็นการแสดงอยู่แล้วในหมวดโสภณสาธารณเจตสิก

กรุณาเจตสิก ได้แก่ความสงสารต่อสัตว์ที่ได้รับความทุกข์ยากลำบาก เรียกว่าเป็นทุกขิตสัตว์
มุทิตาเจตสิก ได้แก่ความยินดีต่อสัตว์ผู้กำลังประสบความสุข ความสบาย เรียกว่า สุขิตสัตว์

ว่าโดยย่อก็เท่านี้แหละขอรับ

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 06:43:38 น.] ( IP = 58.9.138.18 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ก. นับว่าหลานมีความจำดี ที่แยกเจตสิก ๒ ตัวนี้ออกมาให้พอเข้าใจได้ แต่อย่างไรก็ดี ลุงก็จะต้องขอถามหลานเพื่อความชัดเจนอีกสักหน่อย

กรุณา กับ มุทิตาเจตสิก นั้น จะต้องมีสัตว์ที่มีทุกข์ และจะต้องมีสัตว์ที่มีสุขมาอยู่เฉพาะหน้ามิใช่หรือ

ป. แน่นอนทีเดียวขอรับ กรุณาเจตสิกจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องมีสัตว์ที่มีทุกข์มาอยู่เฉพาะหน้า และมุทิตาเจตสิกจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องมีสัตว์ที่มีความสุขความสบายมาอยู่เฉพาะหน้า

อย่างไรก็ดี ที่ว่าอยู่เฉพาะหน้านั้น ก็มิได้หมายถึงสัตว์เหล่านั้นจะมาอยู่ต่อหน้าต่อตาเสมอไป เพราะบางทีเราระลึกถึงสัตว์ที่มีทุกข์ หรือสัตว์ที่มีสุข อันเป็นเรื่องในอดีต แล้วเกิดความกรุณาหรือมุทิตาขึ้นก็ได้

ก. ดีแล้วหลาน ลุงก็ขอเติมบทเรียนให้เลยว่า กรุณากับมุทิตาเจตสิกทั้งสองตัวนี้จะเกิด หรือจะประกอบกับจิตได้ ๒๘ ดวง คือ มหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ รูปาวจรจิต ๑๒ (เว้นรูปาวจรปัญจมฌานจิต ๓) รวม ๒๘

ที่ลุงกล่าวว่า กรุณา มุทิตา ประกอบกับมหากุศล ๘ นั้น จะประกอบทุกครั้งที่มหากุศลจิตดวงใจดวงหนึ่งเกิดขึ้นทีเดียวหรือ หลานลองตอบมาก่อน

ป. จะประกอบกับมหากุศลจิต ๘ ทุกครั้งไม่ได้ซีขอรับ เพราะในหลักการมีวางเอาไว้ว่า จะต้องมีสัตว์ที่มีทุกข์หรือมีสุขมาอยู่เฉพาะหน้า มหากุศลเป็นอันมากหาได้มีสัตว์มาอยู่ต่อหน้าเสมอไปไม่ เช่นการศึกษาเล่าเรียนธรรมะ การถือศีล การทำสมาธิ การทำบุญต่าง ๆ มีการตักบาตร และทอดกฐิน เป็นต้น

ก. หลานเข้าใจดังนั้นเป็นการถูกต้องแล้ว

ป. แต่คุณลุงขอรับ แล้วมหาวิบากจิต ๘ เล่า เหตุใดอัปปมัญญาทั้งสองนี้จึงเข้าประกอบไม่ได้

ก. จะเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่าหลาน เพราะมหาวิบากจิตจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องอาศัยปรมัตถกามารมณ์ ส่วนอัปปมัญญาเจตสิกนั้น ต้องอาศัยมีสัตว์มาอยู่เฉพาะหน้า เราเรียกกันว่า มีสัตวบัญญัติเป็นอารมณ์ อารมณ์ที่เกิดขึ้นคนละอย่าง

หรือลุงจะพูดให้ฟังง่าย ๆ ก็ว่า มหาวิบากจิต ๘ นั้น เป็นผลของมหากุศลจิต ๘ ผลของกรรมเกิดขึ้นแล้ว จะมีสัตว์ที่มีทุกข์หรือมีสุขมาอยู่เฉพาะหน้า ผลของกรรมจะมีหรือ แล้วมหาวิบากจิต ๘ ซึ่งเป็นผลของกรรมจะเกิดกรุณา มุทิตาได้อย่างไรกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 06:44:58 น.] ( IP = 58.9.138.18 : : )


  สลักธรรม 2



ป.แน่ละขอรับ ผมพอจะเข้าใจแล้วว่า จิตที่เป็นผลของกรรม อัปปมัญญาจะเกิดร่วมด้วยย่อมไม่ได้

แต่คุณลุงขอรับ แล้วเหตุใดเล่า รูปาวจรปัญจมฌานจิต ๓ ได้แก่ กุศล วิบาก กิริยา อย่างละ ๑ กับอรูปาวจรจิต ๑๒ คือ กุศล ๔ วิบาก ๔ และกิริยา ๔ จึงไม่มีอัปปมัญญาเข้าประกอบ และเข้าประกอบไม่ได้เพราะเหตุใด

ก. รูปาวจรปัญจมฌานจิต ๓ อัปปมัญญามิได้เข้าประกอบ ก็เพราะว่าจิตของรูปาวจรปัญจมฌานเกิดขึ้นมามีองค์ ๒ เท่านั้นเอง คือ อุเบกขา กับเอกัคคตา เมื่อจิตเป็นอุเบกขาดังนี้แล้ว อารมณ์ที่จิตจับจึงมีมัชฌัตตสัตวบัญญัติเป็นอารมณ์และอารมณ์อื่นๆ แต่สำหรับอัปปมัญญานั้นจะต้องประกอบกับจิตที่เป็นทุกขิตสัตว์หรือสุขิตสัตว์เท่านั้น จึงเข้ากันไม่ได้ จึงได้แสดงว่า อัปปมัญญาเจตสิกไม่ประกอบกับรูปาวจรปัญจมฌานจิต ๓

ส่วนอัปปมัญญาไม่ประกอบกับอรูปาวจรจิต ๑๒ ดวงนั้น ก็คล้ายกันกับที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ อรูปาวจรจิตทั้ง ๑๒ ดวงนั้น เป็นจิตที่รับมหัคคตอารมณ์ กับอารมณ์อื่น ๆ เป็นอารมณ์ละเอียดทั้งสิ้น และองค์ของฌานก็มี ๒ เหมือนรูปาวจรปัญจมฌาน คือมีอุเบกขากับเอกัคคตาเท่านั้น ด้วยเหตุดังนี้เอง ทุกขเวทนา หรือสุขเวทนา จะมาเป็นอารมณ์ของอรูปาวจรจิต ๑๒ ไม่ได้ อัปปมัญญาจึงมิได้เข้าประกอบ

ป.ผมพอเข้าใจแล้วขอรับ นับว่าพระอภิธรรมมีความละเอียดลออมากอย่างเหลือเกิน แล้วโลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ เล่าขอรับ เหตุใดอัปปมัญญาจึงเข้ามาประกอบไม่ได้

ก. ลุงก็ได้อธิบายไปหลายหัวข้อแล้ว หลานก็คงจะพอได้เห็นเป็นแนวทาง ดังนั้น ลุงจึงไม่ขอตอบในข้อนี้ แต่ขอให้หลานพิจารณาดูให้ดีแล้วตอบมาให้ลุงฟังดูทีหรือ หวังว่าหลานคงพอเข้าใจและตอบได้

ป. ผมคิดว่าคงจะตอบเองได้ขอรับ

การที่อัปปมัญญาเจตสิก ไม่ประกอบกับโลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ นั้น ก็เพราะว่า โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ จะต้องจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ เมื่อจิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ดังนี้แล้ว อัปปมัญญาเจตสิกจึงเข้าประกอบไม่ได้ เพราะอัปปมัญญาเจตสิกประกอบกับจิตใด จิตนั้นจะต้องมีสัตว์ที่มีทุกข์หรือสัตว์ที่มีสุขมาเป็นอารมณ์ ผมขอตอบเพียงสั้น ๆ เท่านี้แหละขอรับ

ก. ถูกต้องแล้วหลาน ธรรมใดที่ควรคิดพิจารณาเอาเองได้ก็ควรจะได้กระทำอยู่เสมอ จะได้มีความรู้กว้างขวางและจำได้ ต่อจากนี้ลุงจะขออธิบายสัมปโยคนัยแห่งโสภณเจตสิกในนัยที่ ๔ ต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 06:45:43 น.] ( IP = 58.9.138.18 : : )


  สลักธรรม 3



นัยที่ ๔ ปัญญาเจตสิก หรือปัญญินทรีย์เจตสิก ประกอบได้กับจิต ๔๗ หรือ จิต ๗๙ ดวง ได้แก่ โลกียปัญญา ๓๙ และโลกุตตรปัญญา ๔๐

โลกียปัญญา = มหากุศลญาณสัมปยุตจิต ๔ มหาวิบากญาณสัมปยุตจิต ๔ มหากิริยาญาณสัมปยุตจิต ๔ มหัคคตกุศลจิต ๙ มหัคคตวิบากจิต ๙ มหัคคตกิริยาจิต ๙ รวม ๓๙

โลกุตตรปัญญา = มรรคจิต ๔ หรือ ๒๐ ผลจิต ๔ หรือ ๒๐ รวม ๘ หรือ ๔๐ รวมทั้งหมดเป็น ๔๗ หรือ ๗๙

ในเรื่องของปัญญา หลานก็ได้เรียนมาแล้วว่า ไม่ใช่ปัญญาในทางโลกหรือในวิทยาการใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะปัญญาทั้งหลายเหล่านั้นไม่มีความสามารถทำให้ผู้รู้พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือพ้นไปจากทุกข์ได้ ฉะนั้น จึงต้องนับเอาปัญญาเฉพาะแต่เรื่องที่เกี่ยวแก่ชีวิต และปัญญาที่เป็นหนทางเดินที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์เท่านั้น ซึ่งมีอยู่ ๔๗ ประการด้วยกัน และปัญญาเจตสิกจะประกอบได้เฉพาะแต่ในจิต ๔๗ หรืออย่างพิสดารก็ ๗๙ นี้เท่านั้น ลุงขออธิบายย่อ ๆ เพียงเท่านี้ หวังว่าหลานคงจะเข้าใจ

ต่อจากนี้ไปถ้าหลานมีข้อสงสัยอะไรอีกในบทเรียนที่แล้วมา ก็ขอให้ถาม ลุงคิดว่าถ้าถามก็จะดี ลุงจะได้อธิบายเสียให้หมดปัญหา เพราะว่าต่อไปหลานจะได้ศึกษาเรื่องอนิตยตโยคี และนิยตโยคีต่อไป

ที่ว่าอนิตยตโยคี กับ นิยตโยคีเจตสิก นี้ได้แก่เจตสิกที่ประกอบกับจิตได้เป็นครั้งคราวไม่แน่นอน กับเจตสิกที่ประกอบกับจิตได้แน่นอน ซึ่งคำอธิบายในเรื่องนี้คงจะมีมาก และคงจะยุ่งยากสักเล็กน้อย ลุงจะขอเอาไปพูดคราวหน้า

ป.ข้อที่น่าสงสัยก็มีอยู่บ้างขอรับคุณลุง คือ ปัญญาหรือปัญญินทรีย์เจตสิกนั้น ประกอบกับจิตได้ ๔๗ ดวง ดังที่คุณลุงได้แสดงไว้แล้ว มีข้อที่น่าจะสงสัยก็คือ เหตุใดปัญญาเจตสิกนี้ จึงประกอบกับวิบากจิตได้ เช่น มหาวิบากญาณสัมปยุตจิต ๔ และมหัคคตวิบากจิต ๙ เพราะวิบากจิตทั้งหมดนั้น เป็นผลของกรรม มิใช่กำลังกระทำ

ก. ตามที่หลานสงสัยในเรื่องมหาวิบากก็ดีแล้ว ความจริงก็น่าจะสงสัยอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้หลานคงจะเอาปัญญาเจตสิกไปเทียบกับอัปปมัญญาเจตสิกโดยไม่รู้สึกตัวเพราะว่าอัปปมัญญา อันได้แก่กรุณากับมุทิตาเจตสิกนั้น จะเกิดได้ก็จะต้องเกิดขึ้นเมื่อกำลังกระทำ เช่นในขณะที่เห็นสัตว์กำลังมีทุกข์ หรือสัตว์นั้นกำลังมีสุขอยู่เฉพาะหน้าหาไม่แล้ว กรุณากับมุทิตาก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้

อย่างไรก็ดี เมื่อว่าโดยเป็นวิบากแล้ว ผลของกรรมอันเกิดจากอัปปมัญญาทั้งสองนี้ คือเมื่อเกิดกรุณาหรือเกิดมุทิตาขึ้นมาแล้ว ผลของกรรมก็จะประทับลงไว้ในจิตหมดสิ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ผลแห่งความกรุณาหรือผลแห่งมุทิตาอันเป็นมหากุศลนั้น เก็บเอาไว้ในจิตใจทั้งสิ้น มิได้ตกหล่นหายไปไหนเลย แต่ขอให้เข้าใจว่า กรุณา มุทิตา มิได้เกิดขึ้นมาจริง ๆ เท่านั้น เพราะถ้าเกิด ก็จะต้องมีสัตว์ที่มีทุกข์หรือมีสุขมาอยู่เฉพาะหน้า สำหรับวิบาก คือผลของกรรม ไม่อยู่ในฐานะเช่นนั้นได้

ส่วนปัญญาเจตสิก เป็นคนละอย่างกับอัปปมัญญา เพราะมิได้มีสัตว์มาอยู่เฉพาะหน้า ผลคือการกระทำที่ประกอบด้วยปัญญาเกิดขึ้นมาแล้ว วิบากก็จะต้องมีปัญญาเข้าประกอบด้วย และในมหัคคตวิบากจิตก็โดยทำนองเดียวกัน

ลุงอธิบายย่อ ๆ เพียงเท่านี้ หลานพอจะมีความเข้าใจแล้วหรือยัง

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 06:46:37 น.] ( IP = 58.9.138.18 : : )


  สลักธรรม 4



ป. ผมก็พอจะเข้าใจแล้วขอรับ แต่ถ้าคุณลุงจะได้อธิบายถึงโลกุตตรปัญญาอันได้แก่ปัญญาที่เกิดขึ้นในมรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ อีกสักหน่อยเถิดขอรับ

ก. ได้ซีหลาน แต่ขอให้ยกมรรคจิตขึ้นมาว่ามีอะไรบ้าง มาวางลงเสียก่อนพร้อมด้วยองค์ธรรม

ป.มรรคจิตมีองค์ ๘ พร้อมด้วยองค์ธรรม ก็ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิ องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก

๒. สัมมาสังกัปปะ องค์ธรรมได้แก่ วิตกเจตสิก

๓. สัมมาวาจา องค์ธรรมได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก

๔. สัมมากัมมันตะ องค์ธรรมได้แก่ สัมมากัมมันตเจตสิก

๕. สัมมาอาชีวะ องค์ธรรมได้แก่ สัมมาอาชีวเจตสิก

๖. สัมมาวายามะ องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก

๗. สัมมาสติ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก

๘. สัมมาสมาธิ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 06:47:55 น.] ( IP = 58.9.138.18 : : )


  สลักธรรม 5



ก. ตามที่หลานได้แสดงมาถึงมรรคจิตมีองค์ ๘ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ซึ่งได้แก่ปัญญาเจตสิก ไปจนถึงสัมมาสมาธิ ได้แก่เอกัคคตาเจตสิก ก็ดีแล้ว

ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานปรารถนาให้เกิดปัญญาเพื่อให้ปัญญาพาไปสู่ความพ้นทุกข์ คือ มรรคผลนิพพานนั้น เริ่มตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณอันเป็นญานที่ ๑ ไป จนถึงสังขารุเปกขาญาณอันเป็นญาณปลายสุดท้ายของโลกียะจะเข้าสู่แดนโลกุตตระ รับพระนิพพานเป็นอารมณ์นั้น

ขอถามหลานว่า ปัญญาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นไป ไปตามลำดับจนถึงญานสุดท้าย มีเจตสิกอันได้แก่มรรคมีองค์ ๘ เข้าประกอบหรือไม่

ป. เอ ผมก็ไม่ทราบดอกขอรับ ผมจำไม่ได้

ก. ขอให้หลานจำเอาไว้ว่า วิปัสสนาญาณในขั้นต่าง ๆ นั้น ล้วนแต่มีมรรคเหล่านี้ซึ่งเป็นเจตสิกประกอบด้วยทั้งสิ้น เว้นแต่ว่าจะมีมรรคประกอบทั้ง ๘ ดวงพร้อมกันไม่ได้เท่านั้นเอง

เช่น วิรตีเจตสิก ๓ มีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ นั้นเป็นศีลจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีเจตนาที่จะเว้น ดังนั้นจึงเกิดได้เพียงครั้งละ ๑ เท่านั้น เช่นมีสัมมากัมมันตเจตสิก ประกอบการงานชอบ ก็จะต้องไม่มีสัมมาวาจา ไม่มีสัมมาอาชีวะเกิดร่วมด้วย เพราะจะเว้นทั้ง ๓ อย่างพร้อมกันไม่ได้เลย

แต่อย่างไรก็ดี ในโลกุตตรจิตนั้น จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะนี้กำลังทำการประหาณกิเลสให้เป็นสมุจเฉท ซึ่งเป็นงานใหญ่ และสำคัญมาก ฉะนั้นการเกิดขึ้นของมรรคจิต จึงได้เกิดขึ้นทั้ง ๘ พร้อมกันโดยมิได้เว้นเลย

อนึ่ง ขอให้หลานได้ทำความเข้าใจเอาไว้ด้วยว่า เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้น จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์นั้น มีเจตสิกร่วมประชุมกันถึง ๓๖ ดวง แต่รวมทั้งเจตสิกที่เป็นมรรคมีองค์ ๘ ดังกล่าวแล้วรวมอยู่ด้วย แต่คนไม่พูดกันทั้ง ๓๖ ดวง พูดแต่รวมทั้งเจตสิกที่เป็นมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นหัวหน้า เจตสิกนอกนั้นเป็นส่วนประกอบเหมือนเราพูดถึงความสำเร็จของงานที่ทำว่า หัวหน้ากอง หัวหน้าแผนกเป็นคนทำ เราไม่ได้รวมเสมียน พนักงานพิมพ์ดีด และภารโรงเข้าไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ช่วยให้ประกอบการงานสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น

ลุงอธิบายเพียงเท่านี้ หวังว่าหลานคงจะเข้าใจ ถ้าไม่สงสัยอะไรอีก ลุงก็จะขอยุติเพียงเท่านี้

ป. ขอบคุณขอรับ คุณลุง

ก. สวัสดี หลาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 06:48:44 น.] ( IP = 58.9.138.18 : : )


  สลักธรรม 6


มาศึกษาต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ ที่กรุณาอธิบายเรื่องที่ยุ่งยาก ให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายๆ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำความมหัศจรรย์ของชีวิตมาให้ได้ศึกษาเล่าเรียน

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 11:40:39 น.] ( IP = 124.121.172.244 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
มาติดตามเจตสิกฝ่ายกุศลแล้ว
ทำให้แยกแยะการประกอบของเจตสิกได้อย่างชัดเจน

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 18:04:29 น.] ( IP = 125.24.180.65 : : )


  สลักธรรม 8



ยิ่งเรียน จิตก็ยิ่งมีความมหัศจรรย์ในการทำงานอย่างเหลือเกิน แต่พระสัพพัญญุตญาณนั้นมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเพราะเข้าไปรู้ในระบบการทำงานที่มีความสัมพันธ์กันอย่างละเอียดได้ถึงขนาดนี้ ...กราบขอบพระคุณคำอธิบายจากท่านอาจารย์

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาที่นำมาลงกระทู้ให้ศึกษาค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 21:07:23 น.] ( IP = 58.9.107.3 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในการอธิบายขยายความให้เข้าใจค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่นำความรู้มาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ต.ค. 2550 , 22:35:47 น.] ( IP = 58.8.49.248 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org