| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๗๑)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๗๑)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ป.สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก.สวัสดี หลาน
ป. เมื่อคราวก่อน ผมได้ศึกษาถึงสัมปโยคนัยแห่งโสภณเจตสิก ถึงนัยที่ ๔ คือ ปัญญาเจตสิก ตลอดไปจนถึง อนิยตโยคีและนิยตโยคีเจตสิก และสุดท้ายด้วยนานากทาจิเจตสิก กทาจิเจตสิก และสหกทาจิ สำหรับในวันนี้ผมมาขอศึกษาต่อ ถ้าคุณลุงพร้อม ก็ขอได้โปรดเริ่มได้แล้วขอรับ
ก. เมื่อคราวที่แล้วมา หลานเป็นผู้แสดงการประกอบของอนิยตโยคีเจตสิก กับ นิยตโยคีเจตสิก เพื่อให้สมบูรณ์ ลุงจะขอสรุปอีกครั้งหนึ่ง
๑. แสดงการประกอบของอนิยตโยคีเจตสิก
อนิยตโยคีเจตสิกที่ประกอบกับจิตได้เป็นครั้งเป็นคราว แล้วก็ไม่แน่นอนนั้นเพราะเจตสิกเหล่านี้มีอารมณ์ที่จำกัดขอบเขตเอาไว้โดยเฉพาะ จึงจะเกิดขึ้นมาได้ ไม่ใช่ประกอบกับจิตได้ทั่วไป เช่น
มานเจตสิก กำหนดเอาไว้ว่าประกอบกับทิฏฐิคตวิปยุตจิต ๔ ดวงนั้น ย่อมจะประกอบได้ไม่แน่นอน ทั้งนี้ก็หมายความว่า เมื่อใดทิฏฐิคตวิปยุตจิต คือจิตที่เกิดขึ้นมิได้ประกอบกับความเห็นผิด ในขณะนั้นมานเจตสิกอันได้แก่ความถือตัวยกตัวก็จะเข้าประกอบได้
แต่ถ้าขณะใดทิฏฐิคตวิปปยุตจิตเกิดขึ้น แต่มิได้ยกตัวถือตัว มานเจตสิกก็ไม่เข้าประกอบ ด้วยเหตุดังนี้เอง มานเจตสิกย่อมประกอบได้เป็นครั้งคราวเท่านั้นและจัดว่าเป็น กทาจิเจตสิก
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:06:48 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจเจตสิก ทั้ง ๓ ดวงนี้ ตามที่หลานศึกษามาว่าประกอบกับโทสมูลจิต ๒ ดวงนั้น ย่อมจะประกอบได้ไม่แน่นอน แล้วประกอบได้ไม่พร้อมกันด้วย
ที่ว่าประกอบได้ไม่แน่นอนนั้นก็เพราะว่า ในเวลาใดที่โทสจิตเกิดขึ้นมา แล้วมิได้มีอิสสาริษยา มิได้มีความตระหนี่เข้ามาเจือปน และมิได้มีความกลัดกลุ้มรำคาญใจอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาร่วมด้วยเลย คงมีแต่โทสะที่เกิดขึ้นมาจากอารมณ์อย่างอื่น เช่น โกรธ เกลียด เสียใจ เป็นทุกข์ เป็นร้อน
ในเวลานี้เจตสิกทั้ง ๓ ตัวนี้มิได้เข้ามาประกอบเลยแม้แต่น้อย เพราะมีแต่โทสะอย่างเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ถ้าโทสะเกิดขึ้นมาเพราะอิสสาผู้อื่น ในขณะนั้นโทสจิตที่เกิดขึ้นก็มีอิสสาเจตสิกเข้าประกอบ แต่มัจฉริยะกับกุกกุจจะจะไม่เข้าประกอบ เพราะเกิดพร้อมกันไม่ได้ด้วยไม่ใช่เป็นอารมณ์อย่างเดียวกัน
แต่ถ้าเวลาใด โทสจิตเกิดขึ้นมาแล้ว มีมัจฉริยะเจตสิก คือความตระหนี่เข้าประกอบ เวลานั้นโทสจิตเกิดขึ้นก็จะไม่มีอิสสาและกุกกุจจเจตสิกเข้าประกอบ และกุกกุจจเจตสิกที่เข้าประกอบก็โดยทำนองเดียวกันนี้ โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:07:31 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : )
สลักธรรม 2
ถีนมิทธเจตสิก เจตสิกทั้งสองดวงนี้เป็นตัวการทำให้ง่วงเหงาหาวนอน หลานได้เรียนมาแล้วว่าจะประกอบกับจิตอกุศลสสังขาริก ๕ ดวงนั้น ก็ประกอบได้ไม่แน่นอนเหมือนกัน
เพราะถ้าหากว่าในขณะจิตใด อกุศลสสังขาริกจิตเกิดขึ้น จิตนั้นยังเข้มแข็งอยู่มิได้อ่อนแอ มิได้หดหู่ท้อถอยจากอารมณ์แล้ว ในขณะนั้นถีนมิทธเจตสิกก็เข้าประกอบไม่ได้ ต่อเมื่ออกุศลสสังขาริกจิตเกิดขึ้นแล้วมีความไม่เข้มแข็ง เกิดความท้อถอยจากอารมณ์นั้น ในเวลานั้น ถีนมิทธเจตสิกก็เข้าประกอบได้ และจะเข้าประกอบพร้อมกันเสมอทั้งสอง โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:07:57 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : )
สลักธรรม 3
วิรตีเจตสิก ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เป็นเจตสิกที่ประกอบกับจิต ๑๖ ดวง หรือ ๔๘ ดวงโดยพิสดาร
การที่วิรตีเจตสิก ๓ นี้เป็นอนิยตโยคีเจตสิกจำพวกนานากทาจินั้น เฉพาะโลกียวิรตีเท่านั้น กล่าวคือ วิรตีเจตสิกที่ประกอบกับมหากุศลจิต ๘ ดวงเท่านั้นเอง
สำหรับโลกุตตรวิรตี คือ วิรตีเจตสิกที่จะประกอบกับโลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ นั้นเป็นนิยตเอกโตเจตสิก นั่นก็คือ เจตสิกที่ประกอบได้แน่นอน และต้องประกอบพร้อมกันเสมอไป เหตุทั้งนี้เพราะกระทำหน้าที่ในการประหาณทุจริต และทุราชีวะเป็นสมุจเฉท คือประหาณกิเลสเด็ดขาดออกไป มิใช่ข่มเเอาไว้
แต่ถ้าประกอบกับโลกียจิตคือมหากุศลจิตย่อมประกอบได้เป็นครั้งเป็นคราวไม่มีความแน่นอน และประกอบได้ไม่พร้อมกัน เช่น ดวงใดดวงหนึ่งเข้าประกอบ เป็นต้น โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:08:24 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : )
สลักธรรม 4
การที่วิรตีเจตสิก ๓ ดวงนี้ประกอบในมหากุศลจิตไม่ได้แน่นอนและไม่พร้อมกันนั้น ก็เพราะว่า คราใดมหากุศลจิตเกิดขึ้นมา โดยอาศัย สัทธา สติ ปัญญา เมตตา กรุณา มิได้เกี่ยวกับการเว้นจากทุจริต หรือทุราชีวะแล้ว ในเวลานั้นมหากุศลจิตที่เกิดขึ้นมาก็ไม่มีวิรตีเจตสิกเข้าประกอบ เช่นการทำบุญหรือการให้ทานเป็นต้น เพราะในขณะนี้มิได้เว้นการกระทำทุจริตหรือทุราชีวะแต่ประการใด
แต่ถ้าเวลาใดมหากุศลจิตเกิดขึ้นมีการเว้นจากวจีทุจริต ๔ ที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพ เช่น เว้นไม่พูดเท็จ เป็นต้น ในเวลาดังกล่าวนี้ มหากุศลจิตที่เกิดขึ้นมาก็ประกอบด้วยสัมมาวจาเจตสิก เพราะเว้นจากการพูดเท็จ แต่สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ไม่เข้าประกอบด้วยเลย
อย่างไรก็ดี ถ้าเวลาใดมหากุศลจิตเกิดขึ้นโดยเว้นจากกายทุจริต ๓ อันไม่เกี่ยวกับอาชีพ เช่น เว้นไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น ในเวลานั้นมหากุศลจิตเกิดขึ้นมาก็ประกอบด้วยสัมมากัมมันตเจตสิก แต่สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะจะเข้าประกอบไม่ได้เลย เพราะไม่ได้เกี่ยวกัน
แต่ถ้าเวลาใดมหากุศลจิตเกิดขึ้นเพราะเว้นจากกายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ เช่น เว้นจากการฆ่าสัตว์ และพูดเท็จที่เป็นการงานอาชีพ ในเวลานั้นมหากุศลจิตเกิดขึ้นมาก็ประกอบด้วย สัมมาอาชีวเจตสิก แต่สัมมาวาจา สัมมากัมมันตเจตสิก จะเข้าประกอบด้วยไม่ได้เลย โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:09:12 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : )
สลักธรรม 5
สำหรับอัปปมัญญาเจตสิก ๒ ดวง คือ กรุณา มุทิตาเจตสิก นั้น เป็นเจตสิกที่จะประกอบได้ในจิต ๒๘ ดวง แต่ไม่แน่นอน
เพราะว่าในขณะใดมหากุศลจิตเกิดขึ้น เพราะมีสัทธา สติ ปัญญา และสัมมาวจา เป็นต้น มิได้เกี่ยวกับความรู้สึกมีความสงสารสัตว์ที่ได้ทุกข์ หรือมีความยินดีต่อสัตว์ที่มีความสุขที่อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ในเวลาที่มหากุศลจิตนั้นเกิดขึ้นก็ย่อมจะไม่มีอัปปมัญญาเจตสิกทั้งสอง คือ กรุณา มุทิตาเจตสิกเข้าประกอบด้วยเลย
หรือในขณะที่ผู้ปฏิบัติสมถกรรมัฏฐานได้ฌานโดยอาศัยกสิณ เป็นต้น เป็นอารมณ์กรรมัฏฐานจนรูปาวจรฌานเกิดขึ้น เวลานี้ก็มิได้อาศัยอัปปมัญญาเจตสิก เพราะมิได้มีเพ่งพิจารณาสัตว์ที่มีทุกข์หรือที่มีสุขเฉพาะหน้า ขณะนี้อัปปมัญญาเจตสิกก็จะเข้าประกอบไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเวลาใดมหากุศลจิต มหากิริยาจิต หรือรูปาวจรฌานจิตเกิดขึ้น โดยอาศัยทุขิตสัตว์บัญญัติเป็นอารมณ์กรรมมัฏฐานในเวลาดังกล่าวนั้น ก็ย่อมจะมีกรุณาเจตสิกเข้าประกอบกับจิต ๒๘ คือ มหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ รูปปาวจรจิต ๑๒ (เว้นรูปาวจรปัญจมฌานจิต ๓) มุทิตาเจตสิกไม่ได้เข้าประกอบด้วย
แต่ถ้าในขณะนั้นจิต ๒๘ ดวงมีสัตว์ที่มีความสุขมาเป็นอารมณ์ คือสุขิตสัตว์ หรือแม้จะเป็นอารมณ์ของกรรมัฏฐาน มุทิตาเจตสิกจึงจะเข้าประกอบกับจิต ๒๘ ดวงนี้ จึงได้ประกอบกับจิตได้ไม่เสมอไปแล้วแต่เหตุการณ์ คือประกอบได้เป็นครั้งเป็นคราว แล้วประกอบไม่พร้อมกันด้วย จึงได้ชื่อว่า นานากทาจิเจตสิก
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:12:14 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : )
สลักธรรม 6
๒. นิยตโยคีเจตสิก ก็ได้แก่เจตสิกที่เหลือจากอนิยตโยคีเจตสิกอีก ๔๑ ดวง ได้แก่ เจตสิกเหล่านี้ คือ
สัพพจิตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง ปกิณกเจตสิก ๖ ดวง โมจตุกเจตสิก ๔ ดวง ทิฏฐิเจตสิก ๑ ดวง โทสเจตสิก ๒ ดวง วิจิกิจฉาเจตสิก ๑ ดวง โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙ ดวง ปัญญาเจตสิก ๑ ดวง รวมเจตสิก ๔๑ ดวง
การประกอบของนิยตโยคี
เจตสิกทั้ง ๔๑ ดวงนี้ ย่อมประกอบกับจิตที่ประกอบได้ตามหลักการที่ได้กำหนดเอาไว้โดยแน่นอนเสมอ คือ
เมื่อใดก็ตาม ถ้าจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เกิดขึ้น เมื่อนั้นหรือในเวลานั้นสัพพจิตสาธารณเจตสิกทั้ง ๗ ดวงย่อมเข้าประกอบด้วยพร้อมกันเสมอ
เมื่อใด จิต ๕๕, ๖๖, ๗๘(๑๑๐), ๗๓(๑๐๕), ๕๑, ๖๙, (๑๐๑) เกิดขึ้นมา ปกิณกเจตสิก คือ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ฉันทะ ย่อมเข้าประกอบกับจิตตามลำดับนั้นโดยแน่นอนเสมอ (ดูจิตทั้งหลายที่ปกิณกเจตสิกเข้าประกอบที่ผ่านมาแล้ว) โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:12:47 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อใด อกุศลจิต ๑๒ ดวงเกิดขึ้น เมื่อนั้น เวลานั้นโมจตุกเจตสิก คือ โมหะ อหิริกะ อโนตัปปะ อุทธัจจะ ย่อมเข้าประกอบกับอกุศลจิตทั้ง ๑๒ นั้นอย่างแน่นอน
เมื่อใด ทิฏฐิคตสัมปยุต ๔ ดวงเกิดขึ้นมา เมื่อนั้นทิฏฐิเจตสิกย่อมเข้าประกอบกับจิตตามลำดับนั้นโดยแน่นอนเสมอ (ดูจิตทั้งหลายที่ปกิณกเจตสิกเข้าประกอบที่ผ่านมาแล้ว)
เมื่อใด วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิตเกิดขึ้น เมื่อนั้นวิจิกิจฉาเจตสิกย่อมเข้าประกอบกับจิตนั้นโดยแน่นอนเสมอ
เมื่อใด โสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑ เกิดขึ้นมา เมื่อนั้น โสภณสาธารณเจตสิกย่อมเข้าประกอบกับโสภณจิตนั้นโดยแน่นอนเสมอ
เมื่อใด ญาณสัมปยุต ๔๗ หรือ ๗๙ เกิดขึ้นมา เมื่อนั้น ปัญญาเจตสิกย่อมเข้าประกอบกับจิตนั้นโดยแน่นอนเสมอ
ด้วยเหตุนี้เอง จึงกล่าวได้ว่า เจตสิก ๔๑ ดวงที่ได้แสดงมาเป็นนิยตโยคเจตสิกคือเป็นเจตสิกที่เข้าประกอบกับจิตได้แน่นอนเสมอ โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:13:18 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : )
สลักธรรม 8
สำหรับวิรตีเจตสิก ๓ ดวง ถ้าประกอบกับโลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ ก็ชื่อว่าเป็นนิยตโยคเจตสิกเหมือนกัน แต่จัดว่าเป็นนิยตโยคีเจตสิกพิเศษที่จะต้องประกอบกับจิตโดยแน่นอน และพร้อมกันเสมอ เรียกว่า "นิยตเอกโตเจตสิก"
สัมปโยคนัยแห่งโสภณเจตสิกตามที่ลุงได้กล่าวมานี้ ก็หวังว่าหลานคงจะพอมีความเข้าใจได้เหตุผลบ้างตามสมควร ผู้ศึกษาจะเข้าใจเป็นอย่างดีโดยฟังไปเรื่อย ๆ นั้น ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ จำเป็นจะต้องดู ต้องค้นคว้า และคิดเปรียบเทียบจากที่ได้จดหลักการเอาไว้ จึงจะมีความเข้าใจดีและกว้างขวางขึ้น
สำหรับในวันนี้ ลุงเห็นว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว สมควรจะหยุดพักกันเสียทีเพราะจบเรื่องสัมปโยคไปตอนหนึ่ง ในคราวหน้าหลานจะได้ศึกษา สังคหะ คือการสงเคราะห์ หรือรวบรวม แสดงจิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้นว่ามีเจตสิกอะไรประกอบบ้างต่อไป
ป.ผมขอขอบพระคุณ สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก. สวัสดี หลาน
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ต.ค. 2550 , 09:13:47 น.] ( IP = 58.9.147.75 : : )
สลักธรรม 10
กราบขอบพระคุณการเขียนคำอธิบายของท่านอาจารย์ ..
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะที่นำมาให้ศึกษาโดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) [16 ต.ค. 2550 , 15:28:46 น.] ( IP = 125.26.43.72 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |