มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปกิณกสังคหะวิภาค (๔)








ปริจเฉทที่ ๓ ปกิณกสังคหะวิภาค (๔)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

ตอนที่ผ่านมา

ป. สวัสดี ขอรับคุณลุง

ก. สวัสดี หลาน

ป. ผมได้ศึกษาอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๓ ไปเมื่อคราวที่แล้ว ถึงเรื่อง เวทนาสังคหะ คุณลุงได้แยกเวทนาออกเป็น ๒ คือ อารัมมณานุภวนลักขณนัย กับ อินทริยเภทนัย ผมพอมีความเข้าใจดี ในวันนี้ผมจะขอมาศึกษาต่อไป ขอเชิญคุณลุงเถิดขอรับ

ก.เรื่องเวทนาสังคหะปริจเฉทที่ ๓ หลานก็ได้ศึกษาจบไปแล้ว วันนี้ลุงจะบรรยายบทเรียนใหม่ชื่อว่า เหตุสังคหะ ต่อไป

การรวบรวมจิตและเจตสิก โดยประเภทแห่งเหตุ ชื่อว่า เหตุสังคหะ


คาถาสังคหะ

๕.โลโภ โทโส จ โมโห จ เหตู อกุสลา ตโย
อโลภาโทสาโมหา จ กุสลาพฺยากตา ตถา ฯ
แปลความว่า โลภะ, โทสะ, โมหะ เป็น อกุศลเหตุ อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ เป็นกุศลเหตุ และอัพยากตเหตุ

คำว่า “เหตุ” นั้น คนไทยเราใช้พูดหรือเขียนเป็นตัวหนังสือกันอยู่ทั่วไป ตำราบางเล่ม เช่น ตำรากฎหมาย หรือวิชาวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ก็ใช้คำว่า “เหตุ” นี้อยู่เสมอ บางทีก็เติมคำว่าปัจจัย ลงไปอีกด้วย คือ “เหตุปัจจัย”

ด้วยเหตุดังนี้เอง เมื่อเรามาศึกษาพระอภิธรรมจึงจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจคำว่าเหตุ และคำว่าปัจจัย ตามหลักของสภาวธรรมเสียให้ดีก่อน หาไม่แล้วก็อาจจะนำเอาเหตุที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปมาใช้ปะปนกัน ทำให้บังเกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง จนบังเกิดความเสียหายแก่การศึกษาขึ้นได้ เพราะในหลักของธรรมะนั้น มีคำแปลและคำอธิบายไปคนละอย่างกับในวิชาการทางโลก หรือตามที่ประชาชนเข้าใจกัน

ขอให้หลานลองตอบมาก่อนดูทีหรือว่า ที่หลานมีความเข้าใจมานั้น คำว่า “เหตุ” คืออะไร

โดย พี่เณร....นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 08:05:35 น.] ( IP = 58.9.136.144 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ป. คำว่า “เหตุ” นั้น ผมก็ใช้อยู่เสมอ แล้วก็มีความเข้าใจ แต่ถ้าจะตอบสั้นๆตามคำถามของคุณลุงแล้ว ก็ตอบยากอยู่เหมือนกัน

คำว่า “เหตุ” ผมเข้าใจว่า ได้แก่ การกระทำต่างๆของคน ของสัตว์ หรือของสิ่งใดก็ตาม แล้วทำให้มันปรากฏเป็น “ผล” ขึ้น เช่น เหตุให้ฝนตก แดดออก เหตุให้โจรผู้ร้ายชุกชุม หรือเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ก. คำตอบของหลานก็นับว่าดี แต่ดีตามภาษาโลกๆ เพราะไม่รวบรัดหรือรัดกุมพอ เอาเรื่องราวสารพัดที่เป็นผลมาอ้างว่าเกิดจากเหตุไปหมด จากภาษาบาลีแสดงว่า

หิโนติ ผลํ ปวตฺตตีติ = เหตุ หมายถึงสภาพธรรมที่ทำให้ผลเกิดขึ้น หรือจะกล่าวว่า “เหตุ” คือธรรมชาติที่ให้ผลธรรมเกิดขึ้น

ความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา มุ่งเอาเหตุที่เป็นโลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ อันเป็นอกุศล และอโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ อันเป็นกุศล

สำหรับอพยากตเหตุจิตเป็นผลของกรรม หรือจิตที่เป็นกิริยา เป็นธรรมชาติที่ไม่บาปไม่บุญนั้นก็เป็นอโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุเหมือนกันกับกุศล ดังนั้นเหตุจึงมี ๖ เหตุเท่านั้น เพราะซ้ำกัน

อกุศลเหตุ = โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ คือ เหตุโลภ โกรธ หลง

กุศลเหตุ = อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

อพยากตเหตุ = อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 08:06:24 น.] ( IP = 58.9.136.144 : : )


  สลักธรรม 2



ตามสภาวธรรมมุ่งหมายเอาเรื่องของบุญเรื่องของบาป มิได้เอาเหตุต่างๆทั่วไปตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน หลานพอเข้าใจแล้วหรือยัง

ป. พอเข้าใจแล้วขอรับ

ก.ธรรมดาเมื่อผลธรรมอันเกิดจากเหตุนั้นได้ปรากฏขึ้นแล้ว มันก็หาได้สูญสลายหรือหายไปไม่ มันกลับตั้งมั่น แล้วก็เจริญขึ้นเสียด้วย

ป. คุณลุงหมายความว่ากระไรขอรับ

ก.ก็หมายความว่า เมื่อเหตุเกิดขึ้นมาแล้ว ผลจะไม่เกิดตามขึ้นมา ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ และเมื่อผลเกิดขึ้นมาแล้ว ผลนั้นๆก็ย่อมจะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ แล้วก็จะเจริญยิ่งขึ้นไป ดังบาลีแสดงไว้ว่า

หิโนติ วตฺตติ ผลํ เอเตหิ อิติ เหตุโว
ลทฺธเหตูหิ เต ถิรา รุฬฺหมูลาว ปาทปา ฯ
แปลความว่า ผลย่อมเกิดขึ้นเพราะธรรมเหล่าใด ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า “เหตุ” หมายความว่า ธรรมทั้งหลายที่ได้รับอุปการะจากเหตุ ย่อมมีสภาพมั่นคงในอารมณ์ และเจริญยิ่งขึ้นประดุจต้นไม้ที่ตั้งมั่น และงอกงามแผ่ไปฉะนั้น

ป. ถ้าคุณลุงจะยกตัวอย่างขึ้นมาก็จะดี

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 08:07:10 น.] ( IP = 58.9.136.144 : : )


  สลักธรรม 3



ก.ได้ซิหลาน ลุงจะขอยกตัวอย่างจริงๆ ที่เกิดกับลุงเอง

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลุงได้พบเด็กคนหนึ่งที่มีร่างกายขมุกขมอม มีกางเกงเก่าๆตัวเดียวที่สวมอยู่ เสื้อและรองเท้าก็ไม่เห็นมี กำลังเดินหาอะไรอยู่ ลุงก็เกิดความสงสาร จึงร้องถามทักทายไป แล้วลุงก็ให้เงินเขา ๑ บาท ให้ไปซื้อขนมกิน

ครั้นวันรุ่งขึ้น ลุงจะต้องเดินออกจากบ้านไปทำงานตามเคย ก็ได้พบเด็กคนเมื่อวานที่ให้สตางค์ไป ๑ บาท ยืนคอยอยู่ ลุงก็ส่งสตางค์ให้อีก ๑ บาท เขาไหว้แล้วก็รีบไป คงจะรีบไปหาซื้อขนมกิน

แต่อย่างไรก็ดี ในวันที่ ๓ ขณะที่ลุงเดินไปทำงานในตอนเช้า ลุงก็ต้องตกใจ เพราะว่าเด็กคนที่เคยให้สตางค์มา ๒ วันแล้ว ได้พาเพื่อนๆรุ่นเดียวกันกับเขามายืนเข้าแถวราวกับมารับเสด็จ ตัวของเขาเป็นคนต้น รวม ๕ คนด้วยกัน เขาคงจะไปเล่าให้เพื่อนๆฟังว่า คุณลุงคนใจดี ให้สตางค์ทุกวัน

ลุงก็ได้สั่งสอนเด็กทั้งหมดให้รู้จักการทำงานสักครู่ แล้วก็แจกสตางค์ให้คนละ ๑ บาททุกคนพร้อมกับสั่งว่า ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่ต้องพากันมาคอยให้เสียเวลาอีกต่อไป หลังจากนั้นเด็กคนแรกก็ยังเพียรมาดักลุงตามทางอีกหลายวัน ทำเป็นหาอะไรบ้าง หันหลังให้ทำเป็นไม่เห็นบ้าง ด้วยความหวังว่าเผื่อจะได้สตางค์ไปกินขนมอีก ลุงก็ต้องทำเป็นไม่สนใจ ขืนให้บ่อยๆเด็กก็จะเสียหาย

ตามตัวอย่างนี้ หลานจะเห็นว่า เหตุและผลอะไรได้เกิดขึ้น แต่เมื่อผลเกิดขึ้นมาแล้วมันตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์(เงิน) แล้วมีความเจริญยิ่งขึ้นอย่างไร

หลานลองนึกถึงตัวอย่างอื่นๆบ้าง เช่น เมื่อความคิดความเสียใจเกิดขึ้นแล้ว บังคับจิตใจไม่ได้ ก็จะกลายเป็นคนช่างคิด ช่างเสียใจต่อไป บางคนเรื่องอะไรนิดอะไรหน่อยเกิดขึ้น ก็อดคิดอดกลุ้มใจไม่ได้เลย หรือดื่มเหล้าเมายาแล้ว มันก็จะกำเริบยิ่งขึ้น พอตะวันบ่ายคล้อยลงแล้ว ความอยากเหล้าก็จะเกิดขึ้น เหล้าที่ตั้งมั่นอยู่ในใจก็จะมากระตุ้นเตือนใจจนทนไม่ไหว แม้ฝนจะตกก็ทนเดินไปหาเหล้าดื่มจนได้ หลานก็จะเห็นได้ว่านั่นเป็นการแสดงถึงผลธรรมเกิดขึ้น มีความมั่นคงอยู่ในอารมณ์ แล้วก็เจริญขึ้นด้วย

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 08:07:43 น.] ( IP = 58.9.136.144 : : )


  สลักธรรม 4



ลุงจะขอยกตัวอย่างให้ฟังอีกสักตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่าหลานพบหญิงสาวสวยน่ารักเข้าคนหนึ่ง หลานก็เกิดชอบใจ อำนาจของความชอบใจก็จะฝังมั่นอยู่ภายในจิตใจ แล้วมันก็จะเจริญขึ้นทุกที จนถึงหลานอดครุ่นคิดถึงเขาไม่ได้ แล้วก็จะพยายามที่จะหาทางติดต่อ เพื่อให้เกิดความสนิทสนมกันยิ่งขึ้นจนถึงได้แต่งงานกันในที่สุด

หรือคนชอบใจใน “เงิน” เพราะสามารถเอาเงินมาบำบัดความต้องการของตนได้มากมาย ดังนั้นจึงได้คิด คิด คิด แล้วก็ทำ ทำ ทำ ทั้งในทางซื่อและในทางคด ไม่เลือกทั้งนั้น ขอให้ได้เงินมาก็แล้วกัน

เมื่อเหตุเกิดขึ้นแล้ว ผลก็ย่อมจะเกิดขึ้น ผลเกิดขึ้นแล้วมันก็จะตั้งอยู่ในอารมณ์นั้นๆ แต่ผลธรรมที่ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ดังกล่าวมีโอกาสเมื่อใด ก็จะแสดงออกมา คือเจริญยิ่งขึ้น

ถ้ามันยังออกมาไม่ได้ มันก็สงบอยู่คอยโอกาสต่อไป ทั้งนี้จะเห็นได้ชัดเจนในอารมณ์ที่แรงๆหรือมีกำลังมากๆ

สำหรับตัวการที่เป็นเหตุทำให้ผลธรรมปรากฏขึ้นมาได้นั้น ได้แก่ เจตสิกนั่นเอง โดยได้รับการถูกกระตุ้นจากอารมณ์ต่างๆ

ธรรมเป็นเหตุ ทำให้ผลธรรมปรากฏขึ้น มี ๖ ประการ คือ

โลภเหตุ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก
โทสเหตุ องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก
โมหเหตุ องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก
อโลภเหตุ องค์ธรรมได้แก่ อโลภเจตสิก
อโทสเหตุ องค์ธรรมได้แก่ อโทสเจตสิก
อโมหเหตุ องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 08:08:24 น.] ( IP = 58.9.136.144 : : )


  สลักธรรม 5



ผลธรรมที่เกิดจากเหตุนั้น ก็เพราะกุศลเหตุทำให้เกิดกุศลจิต อกุศลเหตุทำให้เกิดอกุศลจิต และอพยากตเหตุทำให้เกิดอพยากตจิต แล้วจึงแสดงออกเป็นกายกรรมบ้าง วจีกรรมบ้าง มโนกรรมบ้าง หรือการแสดงออกนี้ เราเรียกว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรากฏขึ้น

อารมณ์ทั้ง ๖ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และธรรมที่ปรากฏทางใจนี่เองเป็นตัวการก่อให้ผลธรรมเกิดขึ้น

เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เป็นต้น จิตก็เกิดขึ้นมาเป็นบุญบ้าง เป็นบาปบ้าง เมื่อยึดอารมณ์เหล่านี้เอาไว้แล้ว มันก็จะค่อยๆทวีกำลังมากขึ้นๆเรื่อยๆไป และบางทีก็สำเร็จเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ถ้ามันยังแสดงออกมาไม่ได้เพราะกำลังยังน้อย มันก็จะสงบคอยทีอยู่ก่อน ถ้ามีโอกาสเมื่อใด มันจะไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไป

ผลธรรมที่เกิดขึ้นมาจากเหตุนี้ มิได้เกิดขึ้นมาปรากฏให้เราเห็นได้เสมอไป บางที่มันก็แอบซ่อนอยู่อย่างมิดชิด แล้วก็แสดงออกมาอย่างแนบเนียน ถ้ามิได้คิด มิได้พิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะมองเข้าไปไม่เห็น

ทั้งนี้ไม่เฉพาะแต่ที่แสดงออกในปวัตติกาลเท่านั้น แม้ในปฏิสนธิกาลก็รวมอยู่ด้วย และในปฏิสนธิกาล ใครๆก็รู้เห็นไม่ได้เพราะจะต้องอาศัยสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ผู้ศึกษาเล่าเรียน และได้คิดพิจารณาด้วยดีจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ก็พอจะเข้าใจได้บ้าง

ตามที่ลุงได้บรรยายถึงคำว่า “เหตุ” หลานพอจะเข้าใจหรือยัง หรือจะซักถามอะไรอีกก็ว่ามา

ป. ผมพอเข้าใจแล้วขอรับ และยังไม่มีปัญหาอะไร

ก.เมื่อหลานได้ทำความเข้าใจคำว่าเหตุพอสมควรแล้ว ต่อจากนี้ลุงจะขอให้หลานศึกษาอีกคำหนึ่งคือ คำว่า “ปัจจัย” คำว่าปัจจัยนั้น คนโดยมากชอบพูดปนกัน คือพูดว่า “เหตุปัจจัย” แล้วก็ไม่ยอมอธิบายว่าเหตุกับปัจจัยนั้นได้แก่อะไรเหมือนกันหรือไม่

คำว่า “เหตุ” นั้น หมายถึงตัวการที่ทำให้ผลเกิด แต่คำว่าปัจจัยนั้นหาได้เป็นตัวการที่ทำให้ผลเกิดโดยตรงไม่ แต่ก็มีส่วนช่วยในการทำให้ผลเกิดขึ้นได้เหมือนกัน เป็นตัวช่วยสนับสนุนเหตุอีกทีหนึ่ง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 08:09:05 น.] ( IP = 58.9.136.144 : : )


  สลักธรรม 6



ป. ผมต้องขอตัวอย่างด้วยขอรับ

ก.ถ้ายกตัวอย่างในทางโลกก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

อะไรเป็นตัวการให้กระดาษแผ่นนี้เกิดมีขึ้นมาได้ เราก็จะต้องตอบว่าที่กระดาษนี้เกิดมีขึ้นมาได้ก็เพราะเยื่อใยของต้นไม้ซึ่งได้แก่ เซลลูโลส แต่เซลลูโลสอย่างเดียวจะเป็นกระดาษชั้นดีอย่างนี้ขึ้นมาได้หรือ ก็จำเป็นจะต้องอาศัยตัวอื่นเข้าช่วยด้วย ได้แก่ วัตถุเคมีหลายอย่าง ด้วยเหตุนี้ตัวช่วยสนับสนุนเหตุหรือช่วยสนับสนุนให้ผลเกิดขึ้นจึงเรียกว่า “ปัจจัย”

หรือ ธรรมอันเป็นอกุศล เป็นธรรมอุดหนุนแก่ธรรมที่เป็นอกุศลและอพยากตะโดยอำนาจของเหตุปัจจัย ก็ได้แก่ บาปเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บาปและไม่บุญไม่บาปเกิดขึ้น

ธรรมอันเป็นอกุศลก็ได้แก่ อกุศลเหตุ ๓ ในที่นี้สมมติว่า โทสมูลจิตเป็นเหตุปัจจัย

ธรรมที่เป็นอกุศลและอพยากตะ ก็คือ โทสจิตพร้อมด้วยเจตสิกที่เข้าประกอบ และอกุศลจิตตชรูป รูปซึ่งแสดงออกซึ่งความโกรธ มีหน้าบึ้งตึง อันเป็นผลของอกุศล เป็นเหตุปัจจยุปบัน (เป็นผล)

รวมความว่า เหตุทำให้ผลเกิด และปัจจัยก็เป็นตัวช่วยสนับสนุนเหตุอีกทีหนึ่ง

ในเรื่องของเหตุปัจจัยนั้น ลุงก็คิดว่า ได้อธิบายมาให้หลานพอเข้าใจได้แล้วจึงขอยุติแต่เพียงเท่านั้น ในคราวหน้าจึงค่อยมาเรียนต่อเรื่องเหตุสังคหะกันใหม่

ป. ขอบพระคุณขอรับ คุณลุง

ก.สวัสดี หลาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 08:10:05 น.] ( IP = 58.9.136.144 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

เมื่อแยกแยะความเป็นเหตุแล้ว ทำให้เห็นความเป็นผลที่จะเกิดขึ้นติดตามมา

ว่าไปแล้วยิ่งทำให้เห็นความสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆยิ่งขึ้น

ว่าไปแล้วเรามักมองผลที่เกิดกับชีวิต..ผิดพลาดเสมอ
เพราะเรามักจะโทษจากสิ่งอื่นๆบ่อยครั้ง

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 10:04:58 น.] ( IP = 202.28.180.201 : : 10.24.1.21 )


  สลักธรรม 8


มาศึกษาต่อค่ะ

ทำให้ทราบความแตกต่างของคำว่า เหตุ กับคำว่าปัจจัย

ซึ่งเรามักใช้ด้วยกันเสมือนเป็นคำเดียว และเห็นว่าคนเรามักไม่ได้มองถึงเหตุที่ทำให้ผลเกิด แต่มักใส่ใจในผลมากกว่า แล้วก็โทษโน่นโทษนี่ไปสารพัด

ซึ่งท่านอาจารย์บอกว่าผลที่เกิดขึ้นจากเหตุ หากกำลังไม่แรงพอที่จะแสดงออกมา มันก็จะถูกเก็บซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด ..น่ากลัวจังนะคะ เพราะเรามิอาจทราบได้เลยว่า ผลกรรมนั้นเป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่ชี้ทางสว่างให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของชีวิต

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 10:48:40 น.] ( IP = 124.121.174.90 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณในคำอธิบายของท่านอาจารย์

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะที่นำมาให้ศึกษา

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 11:03:27 น.] ( IP = 125.26.39.148 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ ในคำอธิบายให้เกิดความรู้ความเข้าใจค่ะ

ขอบพระคุณพี่เณรที่นำความรู้มาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ต.ค. 2550 , 14:51:29 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org