| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปกิณกสังคหะวิภาค (๖)
![]()
![]()
ปริจเฉทที่ ๓ ปกิณกสังคหะวิภาค (๖)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ป. สวัสดี ขอรับคุณลุง
ก. สวัสดี หลาน
ป.เมื่อคราวที่แล้ว ผมได้ศึกษาถึงเรื่องของเหตุ คุณลุงได้อธิบายว่า แล้วผลที่เกิดขึ้นมาก็ย่อมตั้งมั่น เมื่อตั้งมั่นแล้ว ก็จะมีความเจริญยิ่งขึ้น เรื่องที่คุณลุงบรรยายมา ผมก็พอเข้าใจ วันนี้ผมมาขอศึกษาต่อไปอีก
ก. ดีแล้วหลาน ในวันนี้หลานจะได้ศึกษาถึงการจำแนกจิตโดยเหตุต่อไป ในเรื่องนี้ก็จำเป็นที่หลานจะต้องศึกษาเสียให้เข้าใจเหมือนกัน จะได้ทราบว่า จิตใจของสัตว์ทั้งหลาย แบ่งออกตั้งสิบๆ หรือเป็นร้อยประเภท หรือสัตว์ทั้งหลายได้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆกัน เป็นเพราะมีสาเหตุอะไรมาสนับสนุนให้เป็นไป
แสดงการจำแนกจิตโดยเหตุ
คาถาสังคหะ
๖. อเหตุกฏฺฐารเสก เหตุกา เทฺว ทฺวิวีสติ ทุเหตุกา มตา สตฺต - จตฺตาฬีส ติเหตุกา ฯ แปลความว่า อเหตุกจิต มี ๑๘ เอกเหตุกจิต มี ๒ ทวิเหตุกจิต มี ๒๒ ติเหตุกจิต มี ๔๗
หลานก็ได้ศึกษามาแล้วว่า จำนวนจิตทั้งหมดโดยย่อมี ๘๙ โดยพิสดารมี ๑๒๑ จิตทั้งหมดเหล่านี้แม้จะเป็นจำนวนมากก็จริง แต่มันก็ทำงานกันครั้งละหนึ่งเท่านั้น เช่น ทำงานเห็น แล้วจะทำงานได้ยินด้วยไม่ได้ ทำงานหัวเราะ แล้วจะทำงานร้องไห้ด้วยพร้อมๆกันก็ไม่ได้ จิตเกิดขึ้นมาทำงานดวงหนึ่งดับลงไปแล้ว อีกดวงหนึ่งจึงจะเกิดขึ้นมาทดแทนต่อๆกันไป
ในจำนวนของจิตมากมายดังกล่าวนั้น จิตเกิดขึ้นมาด้วยมีสาเหตุไม่เหมือนกัน เพราะเป็นจิตที่ไม่ได้ประกอบด้วยเหตุก็มี เป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุเดียวก็มี หรืออาจเป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุถึง ๒ หรือ ๓ เหตุก็มี ด้วยเหตุนี้ จึงแยกจิตออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ๒ ประเภทคือ โดย พี่เณร....นำมาฝาก [1 พ.ย. 2550 , 07:52:05 น.] ( IP = 58.9.136.214 : : )
สลักธรรม 1
ก.อเหตุกจิต เป็นจิตที่ไม่ได้ประกอบด้วยเหตุใดๆ ทั้งสิ้น มีจำนวน ๑๘ ดวง ตามที่หลานได้เคยศึกษาแต่ตอนต้นนั่นเอง คืออเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ดวงนี้ มิได้มีเหตุบาปหรือเหตุบุญเข้าประกอบเลย แต่มีเหตุที่ให้เกิดเท่านั้น เช่น เหตุที่ทำให้เห็น หรือได้ยิน เป็นต้น และเห็นหรือได้ยินเฉยๆจะเป็นบาปเป็นบุญได้อย่างไร
ข. สเหตุกจิต เป็นจิตที่เกิดขึ้นมาโดยมีเหตุเข้าประกอบ และเหตุที่เข้าประกอบก็ได้แก่ อกุศลเหตุ ๓ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ และกุศลเหตุ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ
แต่เหตุที่เข้าประกอบนั้นไม่แน่นอน แล้วแต่เรื่องที่เกิดขึ้นมา อาจจะมีเหตุเดียว หรืออาจจะมีหลายเหตุก็ได้ และจิตประเภทนี้มีจำนวน ๗๑ ดวงด้วยกัน
ถ้าจะดูตามคาถาสังคหะแล้ว ก็จะเห็นว่า ท่านได้แสดงการจำแนกจิตเอาไว้ เป็น ๔ นัย คือ อเหตุกจิต ๑๘ เอกเหตุกจิต ๒ ทวิเหตุกจิต ๒๒ ติเหตุกจิต ๔๗
๑. อเหตุกจิต เป็นจิตที่ไม่มีเหตุ ๖ ประกอบเลยแม้แต่สักเหตุเดียว มี จำนวน ๑๘ ดวง ได้แก่ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ สันตีรณจิต ๓ มโนทวาราวัชชนจิต ๑ หสิตุปปาทจิต ๑
๒. เอกเหตุกจิต เป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุ แต่มีเหตุเดียวเท่านั้น คือ โมหมูลจิต ๒ ดวง
๓. ทวิเหตุกจิต เป็นจิตที่มีเหตุประกอบ ๒ เหตุ มีจำนวน ๒๒ ดวง ได้แก่
โลภมูลจิต ๘ มีเหตุประกอบ คือ โลภเหตุ โมหเหตุ
โทสมูลจิต ๒ มีเหตุประกอบ คือ โทสเหตุ โมหเหตุ
มหากุศลญาณวิปปยุตตจิต ๔ มีเหตุประกอบ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ
มหาวิบากญาณวิปปยุตตจิต ๔ มีเหตุประกอบ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ
มหากิริยาญาณวิปปยุตตจิต ๔ มีเหตุประกอบ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ
๔. ติเหตุกจิต เป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุทั้ง ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ มีจำนวน ๔๗ จิตอย่างพิสดารมี ๗๙ ดวง คือ มหากุศลญาณสัมปยุตต ๔ มหาวิบากญาณสัมปยุตต ๔ มหากิริยาญาณสัมปยุตต ๔ มหัคคตจิต ๒๗ โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [1 พ.ย. 2550 , 07:52:50 น.] ( IP = 58.9.136.214 : : )
สลักธรรม 2
ป. ตามที่คุณลุงได้แสดงมาแล้ว ผมก็มีความเข้าใจบ้าง เช่น อเหตุกจิต ๑๘ เป็นจิตที่มิได้ประกอบด้วยเหตุเลย เกิดขึ้นเพราะมีเหตุประกอบ เช่น เหตุประจวบกัน ๔ ประการ ทำให้ตาเห็นรูปได้ เป็นต้น
ในเรื่องเอกเหตุกจิต ได้แก่ จิตที่มีเหตุประกอบเหตุเดียว ผมก็พอมีความเข้าใจ ซึ่งได้แก่ โมหมูลจิต
สำหรับในข้อ ๒ ทวิเหตุกจิต กับในข้อ ๓ ติเหตุกจิต ผมยังไม่สู้จะเข้าใจ ผมจึงต้องขอคำอธิบาย
ก.ดีแล้วหลาน ลุงก็ตั้งใจเอาไว้เหมือนกันว่า จะต้องอธิบายให้หลานฟัง ความจริงเรื่องเหตุ ๒ หรือ เหตุ ๓ นี้ ลุงอาจจะเคยพูดเอาไว้ก่อนตั้งแต่ตอนต้นๆบ้างก็ได้ แต่คงจะเป็นเวลานานมาแล้ว ในเรื่องนี้ ถ้าได้ยกตัวอย่างขึ้นมาก็คงจะทำความเข้าใจได้ง่ายมากทีเดียว
หลานลองตอบมาดูทีหรือว่า ผู้ที่กำลังมีความโลภอยู่นั้น เขามิได้มีความหลงปนอยู่ด้วยดอกหรือ
ป.ความหลงจะต้องเกิดอยู่ด้วยขอรับ หาไม่แล้วเขาจะเกิดความโลภไม่ได้
ก.ผู้ที่กำลังเกิดความโกรธอยู่นั้น เขามิได้มีความหลงรวมอยู่ด้วยดอกหรือ
ป. ต้องมีความหลงรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอนขอรับ
ก.ด้วยเหตุนี้เองเหตุบาป ๒ ประการ คือ โลภะกับโทสะ จะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องมีโมหะเกิดขึ้นมาด้วยเสมอไป เพราะการที่เกิดความโลภ หรือเกิดความโกรธ ก็เพราะเหตุที่มีความหลงอยู่ด้วยนั่นเอง ดังนั้นจึงมี ๒ เหตุทุกๆ ครั้ง เหตุทั้งสองนี้จะไม่มีวันพรากจากกันไป
สำหรับทวิเหตุกจิตที่เป็นฝ่ายอกุศลนั้น ลุงเห็นว่าไม่ยากอะไร จึงขอตอบเพียงเท่านี้ แล้วจะอธิบายทวิเหตุกจิตที่เป็นฝ่ายกุศลต่อไป จะขอถามหลานเสียก่อน
เมื่อเราใช้เด็กให้เอาข้าวไปใส่บาตรพระในเวลาเช้า เด็กก็ได้กระทำตามที่เราสั่งทุกๆอย่าง แต่เด็กจะทราบหรือว่า บุญนั้นคืออะไร แล้วจะได้รับผลตอบแทนจริงหรือไม่ โดย พี่เณร....นำมาฝาก [1 พ.ย. 2550 , 07:53:22 น.] ( IP = 58.9.136.214 : : )
สลักธรรม 3
ป.เด็กย่อมจะไม่ทราบ ขอรับ
ก.ในขณะที่เด็กใส่บาตรอยู่นั้น เด็กก็มีความปรารถนาจะบริจาคทานเหมือนกันมิใช่หรือ ในขณะนี้เด็กจะมีโลภะ หรือโทสะได้หรือ
ป.ย่อมจะไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ขอรับ
ก.เมื่อเด็กไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ในขณะนั้น เด็กก็ได้ชื่อว่ามีจิตเป็นทวิเหตุเป็นมหากุศลญาณวิปปยุต คือ กุศลจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เพราะเป็นเด็กก็ย่อมจะพิจารณาให้เกิดปัญญาไม่เป็น
ป.แม้ผู้ใหญ่บางคนก็ทำบุญลงไปโดยปราศจากปัญญาเหมือนกันแหละขอรับ เพราะไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีปัญญาเกิดขึ้นมาได้ แล้วไม่ทราบด้วยว่าทำบุญประกอบด้วยปัญญานั้นจะได้รับผลดียิ่งกว่ามิได้ประกอบด้วยปัญญามากมายกว่ากันยิ่งกว่าฟ้ากับดินเสียอีก
ก. การทำบุญ ทำกุศลใดๆที่ทำไปเฉยๆ ก็จะเป็นทวิเหตุกกุศล มีอโลภเหตุ อโทสเหตุเท่านั้น ย่อมได้บุญน้อย เมื่อเปรียบกับติเหตุกกุศล ได้บุญมาก ซึ่งหลานจะได้ศึกษาต่อไป แต่อย่างไรก็ดี บางคนยังทำให้บุญที่ว่าน้อยแล้ว นั้นกลับน้อยลงไปเสียอีก เพราะว่าใส่ข้าวในบาตรขันเดียวเท่านั้น ก็ขอให้ได้กลับคืนมาเสียยกใหญ่ เช่น ขอให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือขอให้ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ถ้าไม่ได้ที่ ๑ ก็ขอให้ได้ที่ ๒ เป็นต้น
สำหรับเรื่องติเหตุกกุศลนั้น เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากขึ้น ลุงจะขอเอาไปบรรยายในคราวหน้า สำหรับในวันนี้ ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน
ป.ขอบพระคุณขอรับ คุณลุง
ก.สวัสดี หลาน
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [1 พ.ย. 2550 , 07:53:54 น.] ( IP = 58.9.136.214 : : )
สลักธรรม 4มาศึกษาต่อเรื่องเหตุ ที่แยกออกมาต่างๆกันออกไปขอรับ เพราะการที่จิตมีพฤติกรรมต่างๆไปนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุเหล่านี้ที่ท่านอาจารย์อธิบายนั่นเอง
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่ง ในความเมตตากรุณาที่ช่วยขยายความให้กระจ่างชัดในบทธรรมต่างๆขอรับ.
โดย เทพธรรม [1 พ.ย. 2550 , 08:04:40 น.] ( IP = 58.9.136.214 : : )
สลักธรรม 7
ขออนุญาตนำมาฝากเพื่อประกอบการทำความเข้าใจค่ะโดย พี่ดา...นำมาฝาก (พี่ดา) [1 พ.ย. 2550 , 09:50:33 น.] ( IP = 124.121.175.148 : : )
สลักธรรม 8![]()
![]()
![]()
โดย พี่ดา...นำมาฝาก (พี่ดา) [1 พ.ย. 2550 , 09:52:27 น.] ( IP = 124.121.175.148 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |