มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปกิณกสังคหะวิภาค (๗)








ปริจเฉทที่ ๓ ปกิณกสังคหะวิภาค (๗)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

ตอนที่ผ่านมา

ป. สวัสดี ขอรับคุณลุง

ก.สวัสดี หลาน

ป.เมื่อคราวก่อนคุณลุงได้บรรยายถึง การจำแนกจิตโดยเหตุ ได้แก่ อเหตุกจิต คือจิตที่มิได้ประกอบด้วยเหตุใดๆในเหตุทั้ง ๖ มีจำนวน ๑๘ ประเภท เอกเหตุกจิตเป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุเพียงเหตุเดียว มี ๒ ประเภท ทวิเหตุกจิต เป็นจิตที่มีเหตุประกอบ ๒ เหตุ มีจำนวน ๒๒ ประเภท และติเหตุกจิต เป็นจิตที่มีเหตุประกอบมากที่สุด คือมีถึง ๓ เหตุ มีจำนวน ๔๗ ประเภท

เรื่องของจิตประเภทต่างๆ คุณลุงก็ได้อธิบายไปแล้ว ยังเหลือจิตประเภทสุดท้ายอีกประเภทหนึ่ง คือ เรื่องของติเหตุกจิต ๔๗ ซึ่งเป็นประเภทการทำกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ที่คุณลุงผลัดเอาไว้ว่าจะแสดงในครั้งนี้ แล้วคุณลุงกล่าวว่าเป็นการทำกุศลที่ประเสริฐ ผลของกุศลชนิดนี้ คุณลุงว่ายิ่งกว่าแผ่นฟ้าและแผ่นดินเสียอีก ผมจึงขอเชิญคุณลุงได้โปรดบรรยายเลยขอรับ

ก. หลานก็ได้ทราบมาแล้วว่า ในการทำกุศลนั้น ต้องเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา คือ มหากุศลญาณสัมปยุต จึงจะจัดว่าเป็นกุศลอันประเสริฐ แต่ก่อนที่หลานจะได้ทราบถึงกุศลอันประเสริฐนี้ให้ละเอียด ก็จำเป็นที่จะต้องขอให้หลานอธิบายมาเสียก่อนว่า ชีวิตของเราทั้งหลายนั้นมันสำคัญอยู่ที่อะไร ตรงไหน

ควรจะเข้าถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ในเรื่องของชีวิตเสียก่อน ว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้น ต่างพากันกลัวอะไร แล้วพากันหนีอะไรอยู่ทุกวันทุกคืนมิได้หยุดเลย เมื่อมีความเข้าใจดีแล้ว ก็จะได้ค้นคว้าหาทางอันมีคุณค่า มีสาระประโยชน์ที่สุด เพื่อจะได้เดินไปสู่จุดหมายปลายทางได้ถูกต้อง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:03:29 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ป.สัตว์ทั้งหลายต่างพากันหวาดกลัวความทุกข์ จึงพากันดิ้นรนขวนขวายหลีกหนีความทุกข์อยู่ทุกเวลานาที มิได้มีหยุดเลย ทั้งโดยตรงและโดยปริยาย ในเรื่องนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แสดงว่าความเกิดนั้นเป็นทุกข์ เพราะลงได้เกิดมีชีวิตขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าชีวิตนั้นจะเป็นสัตว์อยู่ในภูมิไหน ก็ถูกครอบงำอยู่ด้วยความทุกข์ทั้งนั้น ทุกคืน ทุกวัน ทุกเวลานาทีที่ได้ผ่านไป เราเฝ้าคอยแต่แก้ปัญหาให้มันไม่จบสิ้นลงได้ ตั้งแต่เกิดไปจนถึงแก่ความตาย

แล้วเมื่อเกิดมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ก็ต้องคอยแก้ปัญหากันอยู่ร่ำไปทุกชาติ จนนับไม่ได้ว่าเกิดขึ้นมาเป็นชาติที่เท่าใด ต้องกิน ต้องถ่าย ต้องหลับ ต้องนอน ต้องเร่าร้อนวุ่นวายใจ เพราะผิดพ้องหมองใจกัน ต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ต้องผจญหน้าอยู่กับสิ่งที่ตนเกลียดแสนเกลียด ต้องป่วยเจ็บ บางทีก็ถึงทุกข์ทรมาน และต้องเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ไปมา เพื่อแก้ปัญหาโดยหยุดไม่ได้เลย เพราะทนปวดเมื่อยอยู่ไม่ไหว แล้วยังต้องหมั่นหายใจเข้า หายใจออกอยู่เสมอไป หยุดไม่ได้ด้วย เป็นพลังงานที่ต้องเสียไปอยู่ตลอดเวลา แล้วในที่สุดก็ต้องเผชิญหน้ากับพญามัจจุราช

ในอดีตที่ผ่านมาเราไม่ทราบว่าได้เกิดมาแล้วกี่แสนกี่ล้านชาติ และจะต้องเกิดในชาติหน้าอีกก็ไม่ทราบว่ากี่แสนกี่ล้านชาติเหมือนกัน แล้วในแต่ละชาติเหล่านั้นเล่า บางที่ก็ต้องเกิดในที่ที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสอย่างที่ใครๆคาดคะเนไปไม่ถึงเลยก็มี

ด้วยเหตุดังนี้เอง ถ้าความเกิดไม่มีเสียแล้ว จะเอาความทุกข์มาแต่ไหน เพราะความทุกข์ใหญ่น้อยทั้งหลายต้องอาศัยอยู่ที่ชีวิต ดังนั้นปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไร ความเกิดจึงจะสะดุดหยุดลงได้ เมื่อความเกิดสะดุดหยุดลงแล้ว แน่นอน ก็จะถึงซึ่งความสุขอันสถาพร ไม่ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไปตลอดกาลนิรันดร

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องชีวิต ก็คือการเวียนว่ายตายเกิด และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของทุกข์ ดังนั้น ผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงพยายามศึกษาชีวิตเสียให้เข้าใจเพื่อให้ได้เหตุผล ตลอดจนข้อเท็จจริงในการเวียนว่ายตายเกิด แล้วหาหนทางเดินที่จะพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดนั้น เมื่อไม่เกิดขึ้นมาเสียแล้ว ก็จะถึงซึ่งความพ้นทุกข์ได้ตลอดกาล เท่าที่ผมได้ศึกษามาจากคุณลุง ผมมีความเข้าใจดังนี้

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:04:04 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 2



ก. ถูกต้องแล้วหลาน ผู้ที่ยังทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตของตนเอง ออกแสวงหาความทุกข์ให้แก่ตนเองแบบโลกๆ ตั้งแต่เด็กมาจนถึงเวลาแก่เฒ่า แม้จวนจะเข้าโลง ก็ยังหาความสุขจริงๆไม่พบ อายุถึง ๑๐๐ ปี ก็ยังแก้ปัญหาไม่รู้จักจบ

การที่เขาเหล่านั้นไม่ทราบว่าจะเดินไปทางไหน ก็เพราะไม่ได้ศึกษาความจริงอันยิ่งใหญ่ของเรื่องชีวิต หรือคิดไปไม่ถึงว่าสัตว์ทั้งหลายตายลงไปแล้วจะต้องเกิดอีก เพราะความตายความเกิดนั้นแอบแฝงซ่อนเร้นอย่างมิดชิด ยากที่ผู้ไม่รู้จักคิด หรือไม่รู้จักเสาะแสวงหา หรือหาไม่ถูกต้องจะมีความเข้าใจได้ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อๆไปจนนับชาติไม่ได้ ความทุกข์ใหญ่น้อยทั้งหลายก็ติดตามความเกิดไปทุกชาติๆ จนนับชาติที่เกิดมาไม่ได้เหมือนกัน

ความจริงอันยิ่งใหญ่ก็ได้แก่เรื่องของชีวิต และความจริงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ก็คือความทุกข์นี่เอง ในโลกนี้จะมีความจริงอะไรเล่า ที่ยิ่งใหญ่น่าศึกษามากไปกว่าเรื่องของชีวิต และความพ้นทุกข์ ในโลกนี้จะมีหนทางอะไรที่ประเสริฐล้ำเลิศไปยิ่งกว่า “ปัญญา” ที่ทราบว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นความจริง และเมื่อต้องเกิดขึ้นมาก็หนีทุกข์ไปไม่พ้น

และไม่มีปัญญาอะไรที่ประเสริฐสูงสุดยิ่งไปกว่าการค้นคว้าหาหนทางที่จะพ้นไปจากทุกข์ นั่นก็คือปัญญาที่จะทำให้ชาติคือความเกิดสะดุดหยุดลงเสีย แล้วจะได้เข้าถึงความสุขอันสถาพรตลอดกาลนิรันดร เพราะความเกิดไม่มีเสียแล้ว จะเอาความทุกข์มาแต่ไหนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้พ้นทุกข์ได้จริง แม้ความตายก็หนีได้

ผลของกุศลชนิดนี้ คือที่ลุงกล่าวว่า “ยิ่งกว่าแผ่นฟ้า และแผ่นดิน”

ในประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประจำชาติ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่มีสำมะโนครัวว่าเป็นชาวพุทธเท่านั้นเอง จะหาผู้มีความรู้ความเข้าใจ มีปัญญาสามารถทราบได้ว่า การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นความจริง จริง ๆ แล้วทราบว่าความเกิดนั้นเป็นทุกข์ที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่สุด

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:04:34 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 3



และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ทราบถึงหนทางพ้นทุกข์ว่าอยู่ที่ไหน จะใช้ปัญญาอย่างไรจึงจะเดินไปบนเส้นทางสายนั้นได้ ผู้ที่จะเข้าใจจริงๆในเรื่องนี้มีน้อยเหลือเกิน เพราะความเร้นลับในเรื่องของชีวิตมีดังนี้เอง จึงได้เห็นชาวพุทธเป็นอันมากไม่เชื่อการเวียนว่ายตายเกิด ไม่เชื่อเรื่องเกิดเป็นผีสางเทวดา

และจะได้ยินพูดกันโดยทั่วไปว่า “ชาติหน้าถ้ามี” ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะไม่แน่ใจ หรือบางท่านศึกษาวิชาการทางโลกมามากๆไม่ยอมเข้ามาศึกษา เลยกล่าวหาว่า ผู้มีความเชื่อเรื่องดังกล่าวนี้ยึดถือผิดๆ และเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่นสารอะไร หรือว่าหลงงมงายไปเสียเลย

ผู้ที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องชีวิตย่อมคิดหาสาระแก่นสารให้ชีวิตไม่พบ

ผู้นับถือศาสนาพุทธ แล้วไม่มีความรู้ความเข้าใจในศาสนาพุทธที่ตนเองนับถือนั้นเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ น่าเสียดาย และน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเกิดมีชีวิตขึ้นมา ก็หนีตัณหา คือความมักได้เห็นแก่ตัวไปไม่พ้น แต่ชาวโลกทั้งหลายศึกษากันมาในวิทยาการต่างๆมากเท่าใดก็ไม่ทราบได้ว่า ความมักได้เห็นแก่ตัวนั้นอยู่ที่ไหน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วนำทุกข์โทษภัยร้ายแรงอะไรมาให้

เพราะเหตุที่ต่างก็มีความเห็นแก่ตัวสูงนี่เอง จึงต่างช่วงชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างหนักหน่วงรุนแรง ปัญหาเศรษฐกิจก็เข้ามาคุกคามคนส่วนมาก จึงเป็นเหตุให้เบียดเบียนกัน และรบราฆ่าฟันกันตายไปทุกหย่อมหญ้า เพื่อแย่งกันกิน แย่งกันใช้ แย่งกันมีอำนาจ ความทุกข์สารพัดอย่างจึงได้ทุ่มเทเข้ามาราวกับกระแสน้ำไหล คนทั้งหลายจึงตกอยู่ในความเศร้าหมองเร่าร้อนไม่เว้นวาย หาความสุขความสงบได้แสนยากยิ่ง ชาติแล้วชาติอีกทุกชาติไป

แม้ความทุกข์จะประดังกันเข้ามาสักเท่าใดๆ ผู้ขาดปัญญาในปัญหาของชีวิตก็ไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไร จะเดินทางไปทางไหน เพราะขาดปัญญา จึงไม่ทราบว่า ต้นเหตุของความทุกข์นั้นก็อยู่ใกล้ๆ เพราะหมิ่นในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมิได้ดิ้นรนขวนขวายที่จะแสวงหาความจริงอันยิ่งใหญ่นี้ให้ได้ จึงไม่ทราบว่าจะพาชีวิตของตนไปในสารทิศใด ควรเดินไปทางไหนจึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะดีได้ ให้สาสมกับที่มีความรักใคร่ห่วงใยในชีวิตของตนเองอย่างเหลือแสน

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:04:58 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 4



มนุษย์ผู้เบาปัญญาในปัญหาชีวิต ช่างคิดช่างค้นคว้าหาความจริงสารพัดอย่าง ค้นคว้าหาความจริงในโลกนี้แล้วยังไม่พอ พากันดั้นด้นค้นหากันไปในสากลจักรวาล จนมีความรู้แตกฉานมากมายก่ายกอง แต่ชีวิตเล็กๆที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตาหรืออยู่ติดชิดกับมันทุกวันทุกคืน เป็นปีๆหรือสิบๆปี ก็หาความจริงจากมันไม่ได้ จึงไม่ทราบว่า ชีวิตนั้นคืออะไร ชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อสิ้นใจลงไปแล้ว จะมีชีวิตต่อไปอีกได้หรือไม่ จะทำอย่างไรชีวิตจึงจะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางตามที่ตนต้องการได้

แม้สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตคือความทุกข์ ก็หาได้ทราบไม่ รู้จักแต่ทุกข์ไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีเงินจะใช้ และไม่มีบ้านจะอยู่เท่านั้น ไม่ทราบเลยว่า ความทุกข์นั้นคืออะไร ความทุกข์เกิดมาได้อย่างไร และมีหนทางอะไรบ้างหรือไม่ ที่จะสกัดกั้นความทุกข์ใหญ่น้อยทั้งหลาย ให้สะดุดหยุดลงได้โดยเด็ดขาดสิ้นเชิง

มนุษย์ผู้เบาปัญญาในปัญหาชีวิต ต่างก็พากันคิดว่าตนเองนั้นเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องในปัญหาที่อยู่เฉพาะหน้าของตนเอง เพราะสามารถทราบได้ว่าชีวิตนั้นก็คือธรรมชาติที่กินได้ ถ่ายได้ เจริญเติบโตได้ สืบพันธุ์ได้ และมีการตอบสนองต่อสิ่งที่มาเร้าได้ เป็นต้น

คำตอบทั้งหมดเหล่านี้ มิได้เป็นการตอบคำถามได้ตรงเป้าหมายเลยแม้แต่สักนิดว่า ชีวิตคืออะไร นั่นเป็นการตอบแต่เพียงพฤติกรรม คือการแสดงออกของชีวิตเท่านั้นเอง จนถึงบัดนี้ซึ่งเป็นสมัยวิทยาศาสตร์ เป็นยุคอวกาศและดาวเทียม ก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้

มนุษย์ผู้เบาปัญญาในปัญหาชีวิต ต่างพากันค้นคว้าและครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าถึงความจริงในเรื่องของจิตใจ ไม่ทราบว่าจิตใจนั้นคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร อยู่ที่ไหนมีการงานอะไรบ้าง ในขณะเห็น ได้ยิน คิดนึก หรือเคลื่อนไหวอิริยาบถนั้น มันทำงานกันอย่างไร และมีอำนาจหรือมีความสามารถประการใด

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีความเข้าใจว่าชีวิตนั้นค่อยๆวิวัฒนาการมาตามทฤษฎี วิวัฒนาการของชาลส์ดาร์วิน และผันแปรเปลี่ยนแปลงไปตามกฎต่างๆ ของเมลเด็น โดยสัตว์ทั้งหลายได้สืบเชื้อสายต่อมาจากสัตว์เซลล์เดียว ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อยโดยอาศัยอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม อาหาร แสงสว่างและอุณหภูมิ จากเวลาที่นานแสนนานนับเป็นพันเป็นหมื่นล้านปี แล้วในที่สุดจึงค่อยๆกลายมาเป็นพืช เป็นสัตว์ต่างๆไปจนถึงเป็นมนุษย์

แม้พระพุทธศาสนาจะมิได้ปฏิเสธ วิวัฒนาการของชาลส์ดาร์วิน หรือกฎของเมลเด็นก็จริง แต่วิวัฒนาการและกฎต่างๆเหล่านั้นเป็นอำนาจเดียวในหลายอำนาจที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเอาไว้ ถ้าชาลส์ดาร์วิน และเมลเด็น ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจากคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก ในเรื่องอำนาจที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายผันแปรเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างวิจิตรพิสดารแล้ว นักปราชญ์เอกทั้งสองท่านนี้ก็จะถึงซึ่งความตื่นตะลึงทีเดียว

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:05:23 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 5



มนุษย์ผู้เบาปัญญาในปัญหาชีวิต ได้ขบคิดกันมาหลายชั่วคนแล้วที่จะหาหนทางให้ทราบว่า จิตใจนั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน มีระบบการทำงานอย่างไร เมื่อค้นเท่าใดก็ไม่พบ แล้วจึงสรุปเอาง่ายๆว่า จิตใจนั้นก็คือมันสมองนั่นเอง เพราะทดสอบเอาได้จากเครื่องมือไฟฟ้า ว่าคนเราที่ใช้ความคิด หรือเสียใจ ดีใจ หรือตกใจนั้น เครื่องไฟฟ้าที่ผ่านสมองมันทำงานไม่เหมือนกัน

เขาทดสอบ “รูป” โดยอาศัยเครื่องมือซึ่งเป็นรูปโดยที่มิได้มีความเข้าใจในเรื่องของจิตใจเลย เขาก็จะได้ผลออกมาเป็นรูป เหมือนหาความจริงที่ปสาทตา ซึ่งเป็นรูปแล้วจะพบกับความรู้สึก “เห็น” ที่เป็นนามได้อย่างไร

นักจิตวิทยา เพราะได้ศึกษาเรื่องของจิต จะรู้จักเห็น รู้จักได้ยิน รู้จักนึกคิดได้หรือ มันสมองเป็นเพียงประจุไฟฟ้าและพลังงาน จะรู้จักคิดอ่านหรือจดจำ รู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักบุญ รู้จักบาปได้อย่างไร แม้ว่าจะวิวัฒนาการมานานสักกี่หมื่นล้านปีก็ตาม

พระพุทธศาสนาสอนว่า รูป คือสสารและพลังงานนั้น ไม่มีความสามารถรู้อารมณ์ได้เป็นอันขาด เป็น “อนารัมณัง” ซึ่งหมายถึงเห็น ได้ยิน คิดนึก ดีใจ เสียใจ ทุกข์หรือสุขไม่ได้ทั้งนั้น (เชิญอ่านเรื่อง “ธรรมะบางประการ” ของแพทย์ผู้สอนกายวิภาคที่แสดงว่ามันสมองมิใช่จิตใจ ของอภิธรรมมูลนิธิ)

วิทยาการทางโลกสอนกันว่า มันสมองเป็นจิตใจ นับเวลาก็เนิ่นนานมาคงจะถึง ๑๐๐ ปีแล้ว เวลาที่ยาวนานมาจนถึงบัดนี้ เราก็ยังไม่มีความเข้าใจอะไรเลย เพราะมันเกิดกำลังปัญญาของบรรดาสามัญชนทั้งหลาย จะต้องอาศัยสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองแล้วเท่านั้น

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:05:51 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 6



มนุษย์ผู้เบาปัญญาในปัญหาชีวิต เฝ้าคิดเฝ้าสอนกันว่ามันสมองเป็นจิตใจ ถ้าเช่นนั้นจะตอบคำถามง่ายๆที่เกิดขึ้นต่อหน้าอยู่เสมอๆได้หรือหาไม่ว่าสัญชาตญาณนั้นคืออะไร ทำไมสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาจึงมีสัญชาตญาณขึ้นมาได้ ไม่มีใครได้อบรมสั่งสอนแล้วจะเกิดขึ้นมาเองโดยปราศจากเหตุจะได้หรือ เกิดขึ้นมาก็รู้จักดูดนม รู้จักรัก รู้จักเกลียด รู้จักโกรธ รู้จักหลีกภัย จะว่าถ่ายทอดมาตามสายโลหิต ก็ไม่เห็นมีหลักฐานอะไรอ้างอิงแสดงอยู่ที่ไหน พูดไปตามๆกัน ก็เพราะหาข้อเท็จจริงเอามาวางให้เป็นหลักยังไม่ได้

มนุษย์ผู้เบาปัญญาในปัญหาชีวิต เฝ้าครุ่นคิดหาความจริงกันมานานหนักหนา แล้วก็ยังหาไม่พบว่า“พรสวรรค์” นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมเด็กๆบางคนจึงมีนิสัยใจคอไปแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน เด็กบางคนเขียนรูปได้ดี เล่นดนตรีได้เก่ง เป็นนักแสดงชั้นเยี่ยม แม้อายุยังน้อยผู้ใหญ่ก็สู้ไม่ได้ พรสวรรค์ติดมาจากใครกันเล่า เมื่อหาความจริงไม่พบเลยซัดไปว่า ถ่ายทอดมาตามสายโลหิตจากพ่อแม่ ถ้าหาจากพ่อแม่ไม่พบ ก็ซัดต่อไปอีกว่ามาจากปู่ ย่า ตา ยาย แล้วเหนือขึ้นจากนั้นต่อๆไป แล้วก็หนีไปไหนไม่ได้

อุปนิสัยใจคอ หรือสัญชาตญาณและพรสวรรค์นั้น สืบต่อเนื่องมาตามสายโลหิตได้หรือ วัตถุสสารหรือพลังงานจะเป็นความรู้สึกนึกคิดได้อย่างไรกัน

เรื่องที่ประกาศอยู่ต่อหน้าต่อตา ก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ แม้ถึงว่าเวลาจะเนิ่นนานมาเป็นพันๆปีแล้วก็ตาม

เขายังไม่เข้าใจเลยว่าการนอนหลับนั้นคืออะไร ในขณะนอนหลับจิตใจมันทำงานอะไรกันบ้าง

เรายังไม่เข้าใจเลยว่า ความฝันนั้นคืออะไร ทำไมจึงฝัน ในขณะฝันมีการงานอะไรกัน แล้วบางคราว ฝันเป็นความจริงขึ้นมาได้ แต่ด้วยเหตุผลกลใดเล่า

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:06:15 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 7



ยังมีอีกมากมายนัก เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตแล้วคนสมัยใหม่อธิบายไม่ได้ ทั้งๆที่เผชิญอยู่ต่อหน้ามันทุกวันทุกคืน เพราะหาใช่วิสัยของเขาเหล่านั้น

เพราะความเข้าใจผิดว่าสมองเป็นจิตที่ศึกษาเล่าเรียนมาตั้งแต่น้อยจนเติบใหญ่ แล้วมีความเชื่อฝังมั่นจนเป็นอุดมการณ์ของตนขึ้นมาอย่างเหนียวแน่นนี่เอง เป็นเหตุให้ปฏิเสธเรื่องของจิตใจในพระพุทธศาสนาอย่างแข็งขัน

ปฏิเสธว่าคนตายแล้วจะไปเกิดได้อย่างไรกัน ยิ่งว่าไปเกิดเป็นผีสางเทวดาได้ ก็จะถูกหาว่าเป็นคนงมงายไร้เหตุผลไปตามคนสมัยโบราณ เพราะว่ามันสมองเป็นจิตใจ เมื่อตายลงแล้วก็จะต้องเป็นดินไป หรือถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไป เกิดอีกย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน เขารู้เท่าที่ตาของเขามองเห็นเท่านั้น

เมื่อมีความเข้าใจอย่างมั่นคงว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีดังนั้นบาปหรือบุญก็จะเก็บเอาติดตัวไปไม่ได้ ผลของกรรมทั้งดีทั้งชั่วก็สูญสลาย ด้วยเหตุนี้เองเมื่อทนต่ออำนาจความรบเร้าที่เกิดขึ้นมาภายในดวงจิต อันสะสมความมักได้เห็นแก่ตัวไว้ไม่ไหว จึงได้กระทำการเบียดเบียนแย่งชิงผลประโยชน์กันอย่างหนักหน่วงรุนแรงกันอยู่ทั่วไป และรบราฆ่าฟันกันตายอยู่เสมอ

เขาจะทำอะไรก็ทำได้ทุกอย่าง เพราะเชื่อว่าเกิดหนเดียว ตายหนเดียว ความทุกข์ระทมขมขื่นจึงมีอยู่ดาษดื่นทั่วไป พูดได้ว่าแทบทุกหย่อมหญ้า

จนบัดนี้เรามีอาชญากรมากมายภายในประเทศไทยเกือบจะไม่เป็นสองรองใครในโลก ท่ามกลางวัดวาอารามที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไป ท่ามกลางพระเจดีย์ยอดแหลมเสียดฟ้าทั่วประเทศไทย และท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์มากหลาย

เมื่อไม่เชื่อเรื่องบาปเรื่องบุญว่าให้ผลได้ ไม่เชื่อว่าตายแล้วจะต้องไปเกิดใหม่ จึงได้คิดและทำอะไรลงไปง่ายๆตามที่ตนพอใจ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:06:45 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 8



ผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิต ก็จะกล้าคิดกล้าทำอะไรลงไปโดยไม่กลัวบาปกรรม ถ้าอบรมไม่ดีมาด้วยก็จะกล้ากระทำในสิ่งที่น่าหวาดเกรงอันตรายยิ่งขึ้น เพราะจะกอบโกยผลประโยชน์เสียให้เต็มที่ แล้วทิ้งความดีเอาไว้เบื้องหลัง ใครจะเดือดร้อนทุกข์ทรมานอย่างไรก็ช่าง

ผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิต คิดไปไม่ถึงว่าความเกิดนั้นเป็นทุกข์ เพราะมิได้ศึกษาเล่าเรียนให้เข้าถึงเหตุผลอันเป็นแก่นแท้ ก็จะเพียรพยายามทำกุศล เพื่อว่าตนได้ไปเกิดในที่ดีๆมีความสุขความสบายทุกอย่าง บางคนไม่ทันใจทำกุศลลงไปแล้วก็อธิษฐานขอให้ถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ๆเสียในชาตินี้เลย

ผู้ที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องของชีวิต ก็เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลได้ จึงนั่งรอคอยผลที่เกิดขึ้นมาจากกรรมและการบนบานศาลกล่าว และก็มิได้คิดกระทำกรรมในชาติปัจจุบันให้เกิดขึ้นให้มากให้เพียงพอ เอาแต่การรอและการร้องขอเท่านั้น

ผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิตดีพอ เพราะได้ศึกษาเล่าเรียนมาน้อย ก็เห็นทุกข์โทษภัยว่าตายไปแล้วไปเกิดใหม่นั้นเป็นทุกข์ แต่เพราะศึกษายังเข้าใจไม่มาก จึงหันหน้าเข้าสู่การปฏิบัติจริงๆจะให้สำเร็จในชาตินี้ให้จงได้ แล้วพยายามพูดและพยายามทำให้คนทั้งหลายเห็นว่าตนนั้นมีปัญญา

จนคนสมัยใหม่ต่างพากันหาว่า เป็นคนเห็นแก่ตัว ปลีกช่องน้อยเอาแต่ตัวรอด เพราะหันหลังให้กับคนทั้งหลาย สังคมเขาจะเกิดวุ่นวายทุกข์ยากกันอย่างไรก็ไม่เอาใจใส่ ทำราวกับว่าตนเองมิได้อาศัยอยู่ในสังคม เพราะคิดเห็นไปว่าหนทางพ้นทุกข์ที่ตนกำลังเดินอยู่นั้นอยู่แค่เอื้อม

เพราะศึกษามาน้อยยังไม่มีความเข้าใจดี จึงยังไม่มีความเข้าใจเลยว่า หนทางเดินของตนนั้นถูกต้องหรือไม่ แล้วกลับคิดเห็นเอาง่ายๆว่าจะบุกเบิกทางเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์เสียในชาตินี้ โดยหาทราบไม่ว่า ปัญญาที่จะเป็นแสงสว่างส่องทางให้เดินนั้น ตนได้เคยสร้างสมให้มีมาเพื่อสนับสนุนมีมากเพียงพอหรือหาไม่ ตั้งแต่ในอดีตชาติ เพราะว่าอดีตมีกำลังมาอุดหนุนไม่เพียงพอแล้วจะก่อผลจนเกิดความสำเร็จให้ในชาตินี้ได้อย่างไร

นักธรรมะที่ดีมีความเข้าใจเขาก็จะไม่ทอดทิ้งสังคม เขาจะทำทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้เกิดขึ้น จะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดจากคนสมัยใหม่ หรือทำให้นักวัตถุนิยมทั้งหลายพากันกล่าวหาได้ว่า ผู้นับถือพระพุทธศาสนาส่วนมากเป็นผู้ถอยหลังเข้าคลอง เป็นผู้บริโภค มิได้เป็นผู้ผลิต เป็นผู้ทำให้เศรษฐกิจของชาติตกต่ำ

ผู้มิได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิต คิดว่าตนมีวิชาการทันสมัยมากมาย เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่เข้าถึงความลึกซึ้งในเรื่องของชีวิตไม่ได้ ก็มักจะหมิ่นประมาทคนทั้งหลายที่มีความเชื่อการเวียนว่ายตายเกิด ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่เคยได้ค้นคว้าศึกษา และไม่มีความเข้าใจ แล้วก็ไม่ยอมศึกษาหาความจริงเสียด้วย แม้ใครจะอธิบายอย่างไรก็ปิดประตูขังตนเองเอาไว้ เพราะกลัวใครๆเขาจะหาว่างมงาย

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:07:12 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 9



หลานถามลุงในเรื่องของปัญญา ลุงก็สาธยายเสียเป็นคุ้งเป็นแควในเรื่องต่างๆทั่วไป ทั้งนี้ก็เพราะลุงตั้งใจจะให้หลานมีความเข้าใจในความคิดเห็นของคนทั้งหลายให้กว้างขวาง จะทราบได้ว่า

แต่ละคนต่างก็พาชีวิตของตนเดินไปสายทางต่างๆกันอย่างไร แล้วแต่การได้ศึกษาอบรมต่อเนื่องกันมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ปัญญาในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ ๔๗ ประเภท เป็นปัญญาโลกีย์เสีย ๓๙ ประเภท เป็นปัญญาโลกุตตรเสีย ๘ ประเภท วิทยาการใดนอกจากนี้ที่ชาวโลกทั้งหลาย ถือว่าเป็นปัญญานั้น แท้จริงเป็นโมหะหรืออวิชชา เพราะไม่สามารถเข้าถึงความจริงของเรื่องชีวิตจิตใจ และถึงความพ้นทุกข์ไม่ได้

ผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาในวิชาการทางโลกไม่ว่าสาขาวิชาการใดๆ ไม่ว่ามีดีกรีตัวหนึ่งหรือมีเป็นแถวๆ และไม่ว่าจะพากันศึกษาออกไปนอกฟ้าป่าหิมพานต์อย่างไร ก็ได้ชื่อว่า โมหะหรืออวิชชา ได้ชื่อว่าเป็นความโง่ความหลงทั้งสิ้น เพราะวิชาการทั้งหลายเหล่านั้น หาได้ทำให้เกิดความฉลาดในปัญหาชีวิตได้ไม่ มิได้ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของทุกข์ ไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงเหตุให้เกิดทุกข์และหนทางพ้นไปจากทุกข์ นั่นก็คือพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อว่าโดยย่อก็คือ ไม่รู้จักชีวิตของตนนั่นเอง

ปัญญาทั้ง ๔๗ ประเภทนั้น ลุงได้เขียนเอาไว้เป็นเล่มหนังสือแล้ว ชื่อว่า “ปัญญา” มีรายละเอียดพอสมควร มอบให้อภิธรรมมูลนิธิพิมพ์ เล่มละ ๓ บาทหรือ ๔ บาทเท่านั้น ลุงขอให้หลานอ่านจากหนังสือเล่มนี้ ลุงจะได้ไม่ต้องอธิบายซ้ำอีก จะได้ไม่ต้องเสียเวลามากเกินไป

วันนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ลุงขอยุติแต่เพียงเท่านี้

ป.ผมขอขอบพระคุณ สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก. สวัสดี หลาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 พ.ย. 2550 , 08:07:37 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )


  สลักธรรม 10

ติดตามอ่านความในใจที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายออกมาทั้งหมดนี้แล้ว เกินความสลดใจมากครับ ทั้งตนเองที่หลงทำ หลงคิด หลงสร้างสม และพยายามที่จะรักษาสิ่งนั้นๆไว้ และยังสลดใจไปกับเพื่อนร่วมชะตากรรมอย่างมากด้วยครับ

ความวุ่นวายทั้งหมดเหล่านี้ ที่สามารถมองเห็นได้จากสังคมในโลกปัจจุบัน ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการอ่านข่าวสาร และติดตามความเป็นไปของโลกทั้งในเชิงลบและบวกเลยครับ เพราะรู้ว่าสิ่งนั้นๆเกิดขึ้นจากความเห็นผิดหลงผิดในเรื่องชีวิต และถึงจะแก้ไขทุกข์ได้บ้างแต่ก็เป็นการแก้ไขกิเลสที่เกิดขึ้นจากโทสะเท่านั้น และหยุดไว้ด้วยโลภะนั่นเอง

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ ที่นำเสนอเรื่องราวต่างๆที่เป็นวงจรแห่งทุกข์มาในวันนี้ ทำให้เกิดความสลดใจและมองตัวเองได้ดีขึ้นครับผม.

โดย เทพธรรม [2 พ.ย. 2550 , 08:27:31 น.] ( IP = 58.9.142.135 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org