มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รำลึกถึงดวงประทีป (๓)





กำหนดการจัดงานวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ประวัติท่านอาจารย์บุญมี

รำลึกถึงดวงประทีป (๓)
พระอาจารย์บุญมี เมธงฺกุโร

อนึ่งข้าคำนับน้อม ต่อพระครูผู้การุณย์
โอบเอื้อและเจือจุน อนุศาสน์ทุกสิ่งสรรพ์

ยัง บ่ ทราบก็ได้ทราบ ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน
ชี้แจงและแบ่งปัน ขยายอรรถให้ชัดเจน

จิตมากด้วยเมตตา และกรุณา บ่ เอียงเอน
เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์ ให้ฉลาดและแหลมคม

ขจัดเขลาบรรเทาโม- หะจิตมืดที่งุนงม
กังขา ณ อารมณ์ ก็สว่างกระจ่างใจ

คุณส่วนนี้ควรคำนับ ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร
ควรนึกและตรึกใน จิตนึกน้อมนิยมชม


เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน...ก่อนที่จะมีชื่อ อภิธรรมมูลนิธิปรากฏบนผืนแผ่นดินไทย อาจารย์บุญมี เมธางกูร ได้เริ่มต้นชีวิตครูผู้สอนธรรมะด้วยการเป็นกรรมการฝ่ายธรรมะศึกษา และเป็นผู้บรรยายพระอภิธรรมปิฎก ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย มานานนับสิบปี จนกระทั่ง เกิดความขัดข้องเกี่ยวกับสถานที่ที่ไม่เพียงพอต่อการเรียนการสอน ในขณะที่มีผู้สนใจศึกษาพระอภิธรรมปิฎกจำนวนมากขึ้น

ดังนั้น ด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมกับความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของสหายพระอภิธรรมอีกหนึ่งคณะ ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร จึงได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะตั้งองค์กรเพื่อเผยแผ่พระอภิธรรมโดยเฉพาะการยื่นเรื่องราวต่อทางราชการจึงได้ดำเนินขึ้นอย่างถูกต้อง จวบจนกระทั่ง ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ อภิธรรมมูลนิธิจึงได้รับการจดทะเบียนให้เป็นองค์กรเพื่อเผยแพร่พระอภิธรรมอย่างเป็นทางการโดยมีที่ทำการแห่งแรก ณ บ้านที่พักอาศัยของท่านเอง ต่อมาได้ขยับขยายไปยังวัดพระเชตุพนฯ และในที่สุดด้วยความอนุเคราะห์ของหลวงพ่อเสือ อาจารย์วิชิต ธรรมรังษี และอาจารย์บุษกร เมธางกูร อภิธรรมมูลนิธิจึงสามารถสถานที่ตั้งอย่างถาวร ณ ถนนพุทธมณฑลสาย ๔ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูรได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอภิธรรมมูลนิธิในเพศฆราวาส นับตั้งแต่วันเริ่มแรกการก่อตั้งจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิตซึ่งอยู่ในเพศของสมณะคือวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ นับเป็นเวลา ๓๔ ปีที่ท่านดำรงตำแหน่งแห่งความเสียสละนี้

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:18:58 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



๓๔ ปีแห่งการทำงานที่ทุ่มเทอย่างไม่ท้อต่อความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบากเพราะในสมัยนั้น พระอภิธรรมยังไม่เป็นที่ยอมรับของพระสงฆ์ตลอดจนพุทธศาสนิกชนชาวไทยเท่าใดนักการบุกเบิกเส้นทางสายแรกจึงมิใช่งานที่ง่ายดายเลย มีแต่อุปสรรคขวากหนามขวางหน้าอยู่ตลอดเวลาซึ่งกว่าจะได้เส้นทางที่ราบเรียบและราบรื่น ท่านอาจารย์ต้องหยิบยื่นทุนใจเพื่อที่จะให้ความรู้ด้วยความเสียสละอย่างยากที่จะหาสิ่งเปรียบ

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:23:51 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 2



๓๔ ปีแห่งการฟันฝ่าอุปสรรคจึงเหนื่อยหนักทั้งร่างกายและจิตใจแต่ความอ่อนแอก็ไม่ปรากฏให้ผู้ใดได้รับทราบ เพราะท่านอาจารย์มีกำลังใจอย่างเปี่ยมล้นว่า..

"ผมมาบรรยายพระอภิธรรม ที่พุทธสมาคมฯ นี้ มาทุกเสาร์ทุกอาทิตย์ เกือบทั้งปีไม่ค่อยได้ขาดเลย โดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีมาแล้ว การที่ทำได้เช่นนี้ก็เพราะพระอภิธรรมนั้นมีคุณค่ามากมายเหลือเกิน หรือพูดได้ว่าหาค่ามิได้ ทำให้ท่านนักศึกษาได้รับความสุขใจ ผมเป็นผู้บรรยายก็มีความสุขใจ

ยิ่งท่านนักศึกษาบางท่านบอกว่าเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้เรียน ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวไม่ดี มีรายได้ไม่พอ ลูกเต้าหลายคน มีความเดือดร้อนทางใจเหลือเกิน นอนไม่ค่อยหลับ เป็นห่วงครอบครัวว่าจะยากจนอดอยากประเดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ ครั้นมาศึกษาพระอภิธรรมประมาณ ๑ ปี ก็ไม่ได้คิดอย่างเก่าแล้ว การนอนหลับก็เป็นปกติดี ความเจ็บไข้ได้ป่วยอันเนื่องมาจากความทุกข์ ความกังวลก็หายไปมาก

นี่ก็เป็นเหตุสำคัญเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดกำลังใจบรรยายพระอภิธรรมมานานนับสิบปีไม่ได้คิดจะเลิก แม้ผู้บรรยายท่านอื่น ๆ ที่ตามหลังผมมาและบรรยายอยู่ในเวลานี้ ก็ได้บรรยายกันมาคนละหลาย ๆ ปี ก็ด้วยเหตุผลอันเดียวกัน "

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:24:38 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 3



นี่คือกำลังใจยิ่งใหญ่ที่นำไปสู่รากฐานอันเป็นปึกแผ่นของการเผยแผ่พระอภิธรรมและนอกจากท่านจะมีความเสียสละอย่างยิ่งยวดแล้ว ท่านยังเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ยิ่งในเรื่องของศาสนาท่านเพียรพยายามแนะนำและติดตามให้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์แท้แก่ทุกคนที่ร่วมคบหาสมาคมซึ่งท่านมักจะมีคำปรารภปรากฏในงานเขียนของท่านเสมอว่า..

"คนชอบพูดเรื่องชีวิต ..แต่มีน้อยคนที่รู้เรื่องชีวิตจริงๆ คนชอบพูดถึงเรื่องทุกข์ ..แต่มีน้อยคนที่รู้จักทุกข์แท้ๆ คนโดยมาก ..พยายามเรียกร้องหาบทพิสูจน์ แต่คนโดยมาก ..ไม่ยอมเข้าสู่การเริ่มต้นพิสูจน์แม้แต่สักครั้งเดียว

ท่านรักชีวิตของท่านมากมิใช่หรือ ? เมื่อมีผู้มาประกาศความจริงในเรื่องของชีวิตอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านไม่ปรารถนาที่จะทราบความจริงบ้างหรือ ?

เวลาในชาตินี้เหลือน้อยลงแล้ว และจะน้อยลงไปเรื่อยๆ จะเหลืออยู่ไม่กี่ปี หรือไม่กี่สิบปี หัวเลี้ยวหัวต่ออันเป็นนาทีทองใกล้เข้ามาทุกเวลานาที การเดินทางซึ่งหมายถึงชาติหน้ากำลังมาถึงอย่างแน่นอน

ดังนั้น จึงควรศึกษาหาความรู้ความชำนาญในหนทางที่จะต้องเดินไปนี้เสียให้ดี พิจารณาหนทางเสียให้ละเอียด เมื่ออารมณ์ครั้งสุดท้ายใกล้เข้ามา จะได้พาชีวิตไปสู่หนทางที่ราบรื่น ถ้าเตรียมตัวเตรียมใจไว้ไม่พร้อม ก็จะตกอยู่ในความประมาท ความพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่หนทางที่ขรุขระกันดาร บางทีได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เวลาจึงเป็นสิ่งมีค่า ไม่ควรให้ล่วงไปเสียเปล่า อภิธรรม เป็นการศึกษาธรรมะชั้นสูงที่สุด ประเสริฐที่สุด เพราะว่าด้วยเรื่องของชีวิตทั้งสิ้น

เมื่อลงมือศึกษาแล้วก็จะเกิดกุศลมากมาย ทำให้มีสติปัญญา ทำลายมิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิดไปเรื่อย ๆ และจะได้ทราบถึงการ ปฏิบัติมรรค ๘ อันได้แก่ทางที่จะไปสู่การพ้นทุกข์ ได้ถูกต้อง จึงนับว่าเป็นประโยชน์อันมหาศาลนับตั้งแต่เริ่มต้นศึกษาเป็นต้นไปเลยทีเดียว "

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:28:40 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 4



ความเป็นบัณฑิตของท่านนั้นมิได้ปรากฏเฉพาะในการพูดหรือการสอนแต่ปรากฏอย่างชัดเจนในครรลองของชีวิตท่านที่ดำเนินไปด้วยปัญญาที่ท่านมักจะนำพาบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว มิตรสหาย และปวงศิษย์ให้ประพฤติปฏิบัติในกิจอันเป็นกุศลไม่ว่าจะเป็นบุญกิริยาวัตถุ หรือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและท่านยังชักชวนให้ผู้ที่มีความสามารถอีกหลายคนเข้ามาร่วมกิจกรรมธรรมทานนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ..

"ชีวิตนี้ก็คือนามและรูป แล้วนามและรูปก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ย่อมผันแปรเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ วินาที วันละนับครั้งไม่ได้ แล้วเราจะพึ่งพาอาศัยกับความไม่เที่ยงแท้แน่นอนจะได้อย่างไร ทรัพย์สินทั้งหลายหรือเงินทองข้าวของอะไรสารพัดอย่างที่เราแสนรักแสนห่วงที่ปรารถนาอยากได้ แล้วอยากจะให้ติดมือเอาไปก็ไม่มีหวังจะเอาไปได้เลยแม้แต่น้อยนิดเมื่อถึงแก่ความตาย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ให้ทานอะไรก็สู้ให้ทานธรรมอันเป็นปัญญาไม่ได้ แล้วท่านจะไม่สร้างสมปัญญาบารมีของท่านโดยศึกษาแล้วช่วยกันเผยแพร่ปัญญานี้ออกไปให้แก่ญาติมิตร ผู้ร่วมความทุกข์ทั้งหลายบ้างเลยทีเดียวหรือ ท่านจะไม่พยายามสร้างสมปัญญาที่สามารถติดตามชีวิตของท่านไปให้เป็นเพื่อนที่แสนดีเพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองอันตรายมิให้ระหกระเหินเดินไปในทิศทางที่อาจจะขรุขระทุรกันดารในระหว่างการเดินทางอันแสนไกลบ้างทีเดียวหรือ

แน่นอน ท่านมีความรักใคร่ในชีวิตของท่านมากที่สุด เฝ้าทะนุถนอมอย่างสุดกำลังแล้วเหตุไฉนเล่าจึงไม่หาหนทางเดินที่ดีที่สุดให้แก่ชีวิตของท่าน

ผมพยายามเคาะประตูบ้านของท่านหลายครั้ง แล้วร้องตะโกนเสนอต่อท่านด้วยเสียงอันดัง ถ้าท่านยังเฉยเสีย ผมก็จนใจ ขอได้โปรดอย่าลืมว่า ประมาทอะไรก็ไม่มีผลเสียหายร้ายแรงเท่ากับประมาทในเรื่องของชีวิตจิตใจ …”

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:30:46 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 5



ดังนั้น ตลอดระยะเวลา ๓๔ ปีนี้ ท่านจึงได้สร้างบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่น้อยเลยให้แก่พระพุทธศาสนาลูกศิษย์ของท่านหลายคนได้แยกย้ายกันไปเผยแผ่พระอภิธรรมในสถานที่ต่างๆ ซึ่งหลายแห่งเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในปัจจุบัน

และนอกจากบุคลากรที่ทรงความรู้แล้ว ท่านยังได้เสียสละเวลาเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระอภิธรรมไว้สำหรับเผยแผ่ให้แก่ผู้ที่สนใจที่ไม่สามารถมาศึกษาได้บ่อยครั้งหรืออยู่ในถิ่นที่ห่างไกลยากลำบากแก่การเดินทางหนังสือเกี่ยวกับพระอภิธรรมที่เป็นคำอธิบายซึ่งง่ายแก่การทำความเข้าใจของผู้อ่าน ได้ถูกเขียนออกมาเล่มแล้วเล่มเล่า โดยเฉพาะหนังสือในชื่อชุดความมหัศจรรย์ของจิต และความหัศจรรย์ของชีวิตอันเป็นงานเขียนที่อธิบายเนื้อหาสาระของพระอภิธรรมปริจเฉทต่างๆให้ง่ายแก่การเข้าใจของผู้อ่านและงานเขียนหนังสือชุดนี้ คือท่านทำมาตลอดอายุการทำงานของท่านจวบจนวาระสุดท้ายในเพศสมณะ ซึ่งผู้ที่ได้อ่านแล้วจำนวนมากมายชื่นชมเสมอว่า เป็นหนังสือพระอภิธรรมที่น่าอ่านมาก เพราะท่านอาจารย์ได้นำสาระสำคัญมาอธิบายด้วยภาษาที่สมสมัยและใช้กลวิธีการพูดคุยถามตอบระหว่างลุงกับหลาน พร้อมทั้งมีตัวอย่างประกอบอย่างชัดเจนทีเดียว ดังที่ท่านได้นำเรื่องไว้ว่า

"...แถบทุ่งบางเขน ราวกิโลเมตรที่ ๑๔ ถนนสายกรุงเทพฯ-ดอนเมือง ติดกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน …มีบ้านอยู่หลังหนึ่งเป็นบ้านเรือนไม้ขนาดกลาง รูปทรงกระทัดรัด หน้าบ้านมีสนามหญ้าเล็กๆ ตัดไว้เรียบร้อยเขียวชอุ่มตามขอบสนามและริมทางเดินเข้าบ้าน เต็มไปด้วยไม้ดอกหลากสีส่งกลิ่นหอมตลบ ทางด้านหลังของบ้าน มีต้นผลไม้หลายชนิดปลูกไว้เป็นแถวเป็นแนวได้ระเบียบ ร่มรื่นเย็นสบายในยามอากาศร้อน เจ้าของบ้านเป็นชายอยู่ในวัย ๖๕ ชื่อนายโกศล นามสกุล จิตโสภณ แต่ก่อนเคยรับราชการ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ และเกษียณจากราชการมารับบำนาญ

ในครอบครัวนี้ มีภรรยาอีก ๑ คน มีบุตรชายหญิงอีก ๕ คนด้วยกัน แต่เมื่อปีกลายนี้ มีหลายชาย ซึ่งเป็นลูกของน้องชายที่อยู่ต่างจังหวัดทางภาคเหนือมาพักอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง เพื่อเข้าศึกษาในแผนกวิทยาศาสตร์ ชื่อ ปัญญา จิตโสภณ .."

และในบรรทัดต่อๆ มาก็คือการซักถามระหว่างลุงกับหลาน ที่มากไปด้วยแง่มุมและแง่คิดที่น่าสนใจมากสำหรับนักศึกษาพระอภิธรรมและผู้ที่สนใจในเรื่องของเหตุและผล

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:32:18 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 6



นอกจากการเคาะประตูไปตามบ้านของพุทธศาสนิกชนด้วยตัวหนังสือและเสียงบรรยายที่ผ่านสถานีวิทยุแล้ว ท่านและคณะผู้ติดตามโดยเฉพาะอาจารย์บุษกรนั้นยังได้เดินทางไปเคาะประตูบ้านพุทธศาสนิกชนในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาศึกษาและพิสูจน์ความมีเหตุผลในพระอภิธรรมปิฎกเท่าที่โอกาสจะอำนวย

ความเสียสละที่ท่านอาจารย์ได้กระทำมาอย่างต่อเนื่องนั้นปรากฏผลอย่างน่าชื่นชม เพราะในที่สุดพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ให้ความสนใจศึกษาพระอภิธรรมทั้งในด้านปริยัติ และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ในแต่ละปีจะมีผู้มาเข้าปฏิบัติ ณ สำนักงานสาขาของมูลนิธิ คือสำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย เป็นจำนวนไม่น้อยทั้งพระภิกษุและฆราวาส และมีจำนวนไม่น้อยที่นำความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากการศึกษาและการปฏิบัติไปเผยแพร่เป็นธรรมทาน

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:32:42 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 7



๓๔ ปี แห่งการทำงานที่ท่านพยายามสาดฉายกระจายแสงแห่งธรรมให้มีความสว่างไสวไปบนผืนแผ่นดินไทยด้วยความสามารถเท่าที่มี เป็น ๓๔ ปีที่ท่านเพียรพยายามมอบปัญญาให้แก่นักศึกษาพระอภิธรรมรับไปประดับไว้ในชีวิต

สิ่งที่ท่านมอบให้นี้คือหนึ่งในอริยทรัพย์ของพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นมรดกธรรมที่มีค่าเกินกว่าจะยกทรัพย์สินใดขึ้นมาเปรียบได้ เพราะในอนาคตนั้นผู้ที่ครอบครองทรัพย์นี้จนได้ปริมาณที่เหมาะสม ความพ้นทุกข์ก็จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด

และแม้จะยังไม่สามาถก้าวไปถึงเป้าหมายกันสูงสุดนั้นได้ แต่ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้วจากการศึกษาจะนำพาให้ผู้นั้นมีทางเลือกที่ดีของชีวิต ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ...

"...มีผู้พูดเรื่องของกรรมกันอยู่ทั่วไปในประเทศไทย แต่มีผู้ที่จะเข้าใจเรื่องของกรรมได้ดีจริงๆ นั้นมีน้อย ทั้งนี้ก็เพราะไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมปิฎก ด้วยเหตุดังนี้เอง จึงมีมากท่านเหมือนกันที่กล่าวมา คนทำชั่วทำไมจึงได้ดี แต่คนทำดีเหตุใดจึงได้รับผลร้าย

เคยมีผู้ถามผมว่า ถ้ากรรมที่ได้กระทำไปให้ผลได้จริงๆ แล้ว ทำไมมันจึงไม่ลงโทษผู้กระทำชั่วให้ชักดิ้นชักงอ ลงไปได้ต่อหน้า คนที่ชอบประพฤติตัวชั่วช้าจะได้ไม่กล้ากระทำชั่ว เมื่อผลของกรรมไม่ปรากฏเห็นทันตา

เรื่องกรรมนั้นมีขั้นตอนการให้ผล และเป็นไปด้วยอำนาจของเหตุผลที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะมิได้อยู่ในอำนาจดลบันดาลของผู้ใด ผู้ศึกษามีความเข้าใจแล้วก็จะหายสงสัย แล้วจะมีความสุขกาย สุขใจเพิ่มขึ้น เพราะทราบดีว่าเมื่อกระทำกรรมลงไปแล้วมันจะต้องให้ผลอย่างแน่นอนโดยขอเวลาให้มันเท่านั้น

เมื่อกรรมคือการกระทำ หรือเจตนาได้เกิดขึ้นมา หรือจะพูดง่ายๆ ว่า อารมณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาก็จะเก็บสะสมเอาไว้ในจิตใจ เมื่อได้โอกาสเมื่อใด อำนาจของกรรมที่เก็บเอาไว้นั้นก็ย่อมจะแสดงออกมาได้เสมอ ขอให้มีกำลังอำนาจและมีเวลาเพียงพอเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:34:16 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 8



ขอได้โปรดพิจารณาว่า ในขณะที่เราเหวี่ยงก้อนดินขึ้นไปบนอากาศนั้น เป็นตอนที่เราออกแรง แต่เมื่อดินหลุดจากมือของเราไปแล้ว เหตุไฉนก้อนดินจึงได้ลอยขึ้นและลอยขึ้นไปอยู่อีกเรื่อยๆ ไปเล่า ทั้งๆ ที่เราปล่อยก้อนดินให้หลุดออกจากมือไปแล้ว เมื่อมันลอยขึ้นไปจนถึงที่สุดจนหมดแรงเหวี่ยงแล้วมันจึงตกลงมา

แน่นอนทีเดียว มันจะต้องมีแรงที่เราเหวี่ยงในครั้งแรกช่วยผลักดันให้มันลอยขึ้นไปได้ แม้ความดึงดูดของโลกก็ยังยับยั้งมันไม่ไหว แต่ถ้าหมดแรงดันส่งเมื่อใดมันจึงจะตกลงมาได้เมื่อนั้น

แต่เรามองเห็นแรงที่ส่งมันขึ้นไปหรือ เรามองไม่เห็นแรงที่ส่งก้อนดินขึ้นไปเลยแม้แต่น้อย ถึงกระนั้นเราก็ตัดสินใจได้ว่า แรงส่งครั้งแรกเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดอำนาจจะผลักดันกันต่อไปจนถึงที่สุด ตามอำนาจกำลังแรงของมือที่เหวี่ยง ดังนั้น การดูหมิ่นอะไร ๆ ที่เรามองไม่เห็นตัวเป็นการสมควรหรือ

อำนาจของกรรม นำผลให้บังเกิดขึ้นให้เห็น ได้ยิน ที่ดีๆ หรือไม่ดี เป็นสุข เป็นทุกข์ ร่ำรวย ยากจน อายุยืน อายุสั้น รูปสวย ขี้ริ้ว ขี้เหร่ ก็ได้ทุกอย่างผู้ศึกษามีความเข้าใจก็จะหายสงสัยได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ต้องขอเน้นความสำคัญของกรรมที่ทำแล้วในอดีตแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นให้ผลไม่ได้ และกรรมในปัจจุบันอย่างเดียวก็เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกัน

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:34:52 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 9



ด้วยเหตุดังนี้เอง เมื่อเราแก้กรรมในอดีตไม่ได้ เราก็ต้องทำกรรมในปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพราะว่าถ้าได้รับกรรมที่ดีก็จะได้ผลดีมากขึ้น แต่ถ้าได้รับผลร้ายก็จะได้ไม่ร้ายแรงจนเกินไป

ลงเกิดมีชีวิตขึ้นมาแล้ว ก็ย่อมจะต้องมีจิตใจ เมื่อมีจิตใจแล้วก็ย่อมจะต้องแสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆ เมื่อแสดงพฤติกรรมออกไปต่างๆ แล้วก็หนีเจตนาคือกรรมอันเป็นบาปหรือบุญไปไม่พ้น

และเมื่อบาปและบุญอันเป็นเหตุเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะหนีผลของบาปหรือบุญไปไม่ได้ ขอเวลาและขอโอกาสเท่านั้น แล้วผลของมันที่ติดตามมาในแต่ละชาติๆ ก็จะกระโดดเข้าใส่ทำให้ปรากฏอะไรๆ ออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

กรรมที่ไม่ดีที่ได้กระทำเอาไว้ในอดีตนั้น เราแก้กรรมในอดีตไม่ได้ ด้วยเหตุดังนี้เองปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าเราควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรจึงจะดีที่สุด และกรรมในปัจจุบันนั้น ก็ย่อมจะมามีบทบาทเข้ามาร่วมด้วยเสมอไป

ดังนั้น เมื่อเราหนีกรรมที่ได้กระทำเอาไว้แล้วในอดีตชาติไปไม่พ้น เราก็ควรจะต้องหาหนทางแก้ไขว่าเราควรจะทำอย่างไร จึงจะช่วยตัวเองในขณะป่วยไข้ให้ดีที่สุดเท่าที่มันควรจะเป็นไปได้ ..."

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:35:24 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )


  สลักธรรม 10



ด้วยความเข้าใจเพียงเท่านี้ก็สามารถหันเหชีวิตที่กำลังตกต่ำด้วยกำลังอกุศลให้สามารถบ่ายหน้าไปสู่พื้นที่ที่ปลอดภัยทั้งในปัจจุบันชาติและอนาคตชาติได้ และที่น่าประทับใจมากก็คือ ความเพียรพยายามในการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง

ซึ่งเป็นความรู้ที่จะช่วยเพิ่มกำลังแห่งหิริและโอตตัปปะให้ทวีกำลังยิ่งขึ้น เพราะผู้ที่เรียนรู้จนเกิดความเข้าใจดีในเรื่องของอำนาจกรรมก็จะไม่ประมาทในการใช้ชีวิต

และนอกจากมีความรอบคอบที่มากขึ้นแล้วยังรู้จักวางแผนการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อปูทางกุศลไปสู่สุคติภูมิในเบื้องหน้า รวมทั้งมีวิธีการรับมือกับความเจ็บป่วยและความตายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตตนได้อย่างสงบด้วยความเข้าใจที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ...

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 พ.ย. 2550 , 12:35:43 น.] ( IP = 125.26.38.106 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org