มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปกิณกสังคหะวิภาค (๑๕)








ปริจเฉทที่ ๓ ปกิณกสังคหะวิภาค (๑๕)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

ตอนที่ผ่านมา

ป.สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก.สวัสดี หลาน

ป.เมื่อคราวก่อนคุณลุงได้อธิบายเรื่องปฏิสนธิของผีสางเทวดาไปแล้ว ต่อจากนี้ไป ผมขอเชิญคุณลุงได้บรรยายในหัวข้อที่ ๒ เรื่องภวังคกิจต่อไป

ก. ดีแล้วหลาน สำหรับคำว่าภวังคกิจนั้น หมายถึงจิตที่มีหน้าที่การงานคือทำหน้าที่รักษาองค์แห่งภพ ซึ่งหมายถึงรักษากรรมวิบากของรูปธรรมนามธรรม ที่สืบต่อจากปฏิสนธิวิบากจิตและปฏิสนธิกัมมชรูป ให้ดำรงอยู่ได้ในภพนั้นๆ ให้ตั้งอยู่ได้ไปตลอดชีวิต

การเกิดขึ้นมาของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ หรือเทวดาก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะดำรงคงเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา ไปจนตลอดชีวิต ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ให้เป็นอย่างอื่นไปได้ เช่น เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วจะกลายเป็นมนุษย์ไม่ได้ หรือเป็นมนุษย์แล้วจะค่อยๆกลายเป็นเปรต อสุรกายไปก็ไม่ได้ นอกจากว่าจะต้องตายเสียก่อน

จิตนี้ชื่อว่า “ภวังค์” ทำหน้าที่รักษาองค์แห่งภพนั้น ก็คือเป็นตัวการสำคัญที่มีความสามารถในการรักษาสัตว์ที่เกิดขึ้นมาให้คงเป็นสัตว์ชนิดนั้นๆไปจนตลอดชีวิต ไม่ให้กลับกลายไปเป็นสัตว์อื่นได้ แต่รักษาไม่ให้สัตว์นั้นๆเปลี่ยนสภาพไปได้อย่างไรเล่า

ในทันทีที่ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ก็ย่อมจะมีทั้งรูปและนาม เมื่อปฏิสนธิขึ้นมาในครรภ์มารดาก็ย่อมจะมีรูปที่เรียกว่า กรรมชรูปอันเป็นรูปปรมาณู เช่น ประสาทกาย เพศหญิงเพศชาย และที่ตั้งที่อาศัยของจิตใจไปจนเติบใหญ่ แล้วจึงมีรูปอื่นๆ เช่น ประสาทตา ประสาทหู เป็นต้น เพิ่มขึ้นมาอันเป็นผลของการกระทำที่เรียกว่า “กรรม” อีกนั่นเอง ที่ได้ทำเอาไว้ในอดีตเป็นตัวการผลิตสร้างขึ้น จึงได้เรียกว่า กรรมชรูป คืออำนาจของกรรมทำให้รูปเกิดขึ้นแล้วก็มีนาม อันได้แก่ จิตและเจตสิก ซึ่งก็เกิดขึ้นมาเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิเหมือนกัน

และเกิดนามจิตกับเจตสิกขึ้นมาได้ก็เพราะอำนาจของบุญหรือบาปซึ่งก็คือ “กรรม” เป็นกรรมที่ตัวได้ทำไว้ในอดีตเป็นตัวการให้อำนาจทำให้จิตเจตสิกต้องเกิดขึ้นมาใหม่ในขณะปฏิสนธิ ไม่ได้สูญสิ้นไปเสียเลยตั้งแต่จุติ คือความตายเกิดขึ้น เพราะยังมีเชื้อหรือยางเหนียวเกี่ยวพันร้อยรัดเอาไว้ ซึ่งก็ได้แก่ ตัวตัณหา ความยินดีติดใจในอารมณ์ที่เรียกกันทั่วไปในหมู่นักธรรม เป็นตัวการที่ให้อำนาจเซล ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นร่างกายของมนุษย์ หรือแม้จะเป็นต้นไม้ก็ย่อมจะเกิดขึ้นมาแล้วก็มิได้อยู่เฉยๆ

หากแต่มันมีอำนาจที่จะขยายตัวของมันเองออกไป แม้มันจะสลายตัวไปอยู่เรื่อยๆเหมือนกันก็ตาม แต่มันก็มีตัวที่เกิดใหม่เข้ามาทดแทนหรือเพิ่มเติมไม่ได้มีหยุดเลย โดยแยกตัวเองออกจากหนึ่งกลายเป็นสอง เป็นสี่ เป็นแปด ต่อๆไป ถ้าความสามารถหรือตัวการที่ให้อำนาจของมันไม่มี ความเป็นมนุษย์ก็ต้องสะดุดหยุดลงไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [14 พ.ย. 2550 , 07:03:38 น.] ( IP = 58.9.137.221 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



จิตที่ชื่อว่า “ภวังค์” ทำหน้าที่รักษาภพชาติที่เกิดขึ้นมาเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงเป็นสัตว์อีกอย่างหนึ่งไปตลอดจนกว่าจะสิ้นชีวิต รักษาผลของรูปที่เกิดขึ้นมาแล้ว เรียกว่า กรรมชรูป ให้ดำรงอยู่และทำงานต่อๆไปจนกว่าจะตาย รักษานามคือจิต เจตสิก อันเป็นวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมที่ได้ทำไว้ในอดีตให้ตั้งอยู่ และทำหน้าที่การงานต่อไปได้จนสุดท้ายปลายทางของชีวิตเหมือนกัน

ดังนั้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาจึงไม่อาจแปรเปลี่ยนสภาพของชีวิตไปได้ถ้ายังไม่ตาย เช่นเป็นมนุษย์แล้วจะกลายเป็นเทวดา หรือเป็นเปรต อสุรกาย หรือเป็นเปรต อสุรกาย แล้วก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงตัวเองจนกลับกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ก็แน่ละ เมื่อชีวิตของสัตว์ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว อำนาจของกรรมที่ได้ทำเอาไว้ ก็ย่อมจะผลิตสร้างรูปขึ้นมาเป็นสัตว์ตัวใหม่ ซึ่งเป็นไปทั้งรูป(กรรมชรูป) และนาม(จิต เจตสิก) โดยอาศัยตัณหาคือความยินดีติดใจที่ได้สะสมเอาไว้ต้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ทั้งในชาติอดีตก็ร่วมด้วย เป็นตัวให้อำนาจหรือเป็นตัวการผลักส่งให้เป็นไป

ด้วยเหตุนี้เองภวังคกิจ จึงหมายถึงจิตประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่รักษาภพชาติที่เกิดหรือเป็นองค์แห่งภพ นั่นก็คือหมายถึงรักษากรรมวิบากของรูปธรรมนามธรรม เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงจุติ

ธรรมดาของจิตนั้นย่อมเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่ตลอดเวลา จิตที่เกิดดับสืบต่อไปนั้นก็ย่อมจะรักษาคุณภาพของตนเอาไว้ แม้ว่าจะเกิดดับสืบต่อมาอย่างไร

เหมือนกับ “เซล” ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของมนุษย์ ย่อมจะแบ่งตัวเองขยายออกไปเรื่อยๆ จาก ๑ เป็น ๒ เป็น ๔ เป็น ๘ แต่ตัวที่ขยายออกไปเหล่านั้นก็ย่อมจะรักษาคุณภาพของตนเอาไว้ ดังนั้น นาย ก ก็ยังคงเป็นนาย ก ไปจนกว่าจะตาย แม้สภาพของร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น เติบโตขึ้น หรือแก่เฒ่าลง คุณภาพของเซลเหล่านั้นก็ยังคงอยู่

จิตที่ชื่อว่า ภวังค์ ก็เช่นเดียวกัน จิตก็ย่อมจะเกิดดับสืบต่อกันอยู่เรื่อยๆ ไปมิได้หยุดเลย แม้แต่สักวินาทีหนึ่ง แม้ถึงกระนั้น จิตก็ย่อมจะรักษาหน้าที่และคุณภาพของมันไว้ มีหน้าที่เก็บและสั่งสมอารมณ์ มันก็ทำต่อเรื่อยๆโดยมิได้ขาดสาย และเมื่อขณะที่ปฏิสนธิได้อารมณ์อะไรมาก็จะรักษาอารมณ์อันนั้นเอาไว้จะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปได้เลยเป็นอันขาด

ภวังคจิตที่เห็นง่ายๆก็คือ เมื่อคนหรือสัตว์ “นอนหลับ” เมื่อนอนหลับสนิทจิตก็ได้ชื่อว่า ภวังค์ และคนหรือสัตว์ที่นอนหลับสนิทนั้น แม้จะเห็น ได้ยิน หรือคิดอะไรไม่ได้เลยก็จริง แม้จะดูแล้วไม่มีความสำนึกรู้สึกตัวเลยเหมือนกับคนตายก็ตาม แต่ก็หาได้ตายไม่ ร่างกายของเขาก็ยังทำงาน ทั้งจิตใจก็หาได้หยุดการทำงานไม่

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [14 พ.ย. 2550 , 07:04:21 น.] ( IP = 58.9.137.221 : : )


  สลักธรรม 2



ในเรื่องของจิตใจการทำงานของจิตใจในคนที่ตื่นกับคนที่นอนหลับนั้น แตกต่างกันมาก

ในขณะที่ตื่นอยู่แล้วเกิดการเห็น การได้ยิน และคิดนึกนั้น จิตจะต้องเกิดทางทวาร คือ ทางตา ทางหู และทางใจ เป็นต้น ในทางธรรมเรียก “ทวาริก”

ส่วนที่นอนหลับนั้นจิตหาได้ออกประตูมาทำงานไม่ หากแต่ทำงานโดยไม่ได้ออกทางประตู ในทางธรรมเรียกชื่อว่า “ทวารวิมุติ”

จิตที่ทำงานโดยไม่ต้องออกทางประตูไปทำงานนั้น มีจิตอยู่ ๓ ประเภทเท่านั้น คือ ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ คือ เกิด รักษาภพชาติ และตาย รวมทั้งสิ้นมีจิตอยู่ ๑๙ ดวง

จิตเหล่านี้ทำงานการจริงๆแต่ไม่ได้ออกทางประตู และดังนั้นจึงไม่มีความสำนึกรู้สึกตัวแต่ประการใด เมื่อตาย เมื่อเกิด เมื่อนอนหลับ จะรู้สึกสำนึกตัวหาได้ไม่

แม้จิตจะไม่มีความสำนึกรู้สึกตัว จิตก็ทำงาน และทำงานไปภายใต้ความไม่รู้สึกสำนึกตัว

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [14 พ.ย. 2550 , 07:05:02 น.] ( IP = 58.9.137.221 : : )


  สลักธรรม 3



ความพิสดารของจิตประเภทนี้มีมาก แต่ในขณะนี้แสดงเพียงกิจการงานของภวังคจิต ดังนั้นจึงไม่ได้อธิบายกว้างออกไป

ธรรมดาของจิตจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีเหตุ และมีหลายเหตุมาประชุมพร้อม และภวังคจิตก็จะต้องมีเหตุ โดยทำนองเดียวกัน แม้ว่าจะเกิดขึ้นมาแล้วไม่มีความสำนึกรู้สึกตัวก็ตาม

เมื่อเสียงมากระทบกับจิตที่ประสาทหู เราจึงได้ยิน จิตที่รู้สึกได้ยินก็เกิดขึ้น ถ้าเสียงไม่มีมากระทบหู ก็จะได้ยินไม่ได้เป็นอันขาด

เมื่อเวลาคิดนึก อารมณ์ต่างๆก็จะมากระทบกับจิตทำให้คิดนึกขึ้นมาได้ เช่น เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันในวันก่อนมากระทบทำให้คิดนึกเร่าร้อนใจขึ้นมาอีก หรือเมื่อคืนนี้ฝันเห็นตัวเลขรางวัลใหญ่ เช้าวันรุ่งขึ้นก็ถูกกระทบให้คิดขึ้นมาได้ เหล่านี้เป็นต้น

ภวังคจิตก็โดยทำนองเดียวกัน จะต้องมีอารมณ์มากระทบ ภวังคจิตจึงจะเกิดขึ้นมาได้ แต่อารมณ์ที่มากระทบกับภวังคจิตนั้น เป็นอดีตอารมณ์ คือเป็นอารมณ์เดิมที่ได้มาตั้งแต่ปฏิสนธิ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [14 พ.ย. 2550 , 07:05:48 น.] ( IP = 58.9.137.221 : : )


  สลักธรรม 4



ตัวอย่างเช่น นาย ก ตายลงไปแล้ว แต่เมื่อใกล้จะตายได้เห็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ อำนาจของอารมณ์นี้จึงส่งนาย ก ให้มาเกิดเป็นมนุษย์ ในขณะที่นาย ก เกิด เรียกว่า ปฏิสนธิ ขณะนั้นนาย ก มีอารมณ์เห็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ดังนั้นภวังคจิตของนาย ก ก็จะมีที่อยู่อาศัยของมนุษย์มากระทบจิตตลอดไปตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนกว่านาย ก จะจุติ คือถึงแก่ความตาย

เช่น ตลอดเวลานอนหลับสนิท ๘ ชั่วโมง จิตที่เกิดขึ้นต่อๆกันไปไม่ขาดสายโดยอารมณ์อดีตที่ได้มาเมื่อตอนปฏิสนธิ ภวังคจิตจึงได้ชื่อว่ารักษาภพชาติของนาย ก เพราะนาย ก จะไม่เปลี่ยนสภาพของชีวิตไปเป็นสัตว์อื่น จะเป็นเทวดา เป็นเปรต อสุรกาย ไม่ได้

หรือนาย ข ก่อนจะตายเห็นไฟลุกไหม้ แล้วจึงได้เกิดในนรก ภวังคจิตของนาย ข ก็จะต้องเห็นไฟลุกไหม้ ไปจนกว่าจะตาย

ทั้งนาย ก กับนาย ข เมื่อภวังคจิตเกิดขึ้นมามีความสำนึกรู้สึกตัว แม้ว่าจิตที่ตาย หรือเกิดก็ตาม เพราะเป็นทวารวิมุติ

อีกประการหนึ่งในเรื่องภวังคจิตนี้ หาได้เกิดขึ้นมาในขณะนอนหลับเท่านั้นไม่เพราะจะเกิดภวังคจิตอยู่ตลอดเวลา

ขอให้ท่านผู้ศึกษาดูในวิถีจิตก็จะเห็นว่า เมื่อเห็น ได้ยิน หรือคิดแล้ววิถีหนึ่ง ภวังคจิตก็เกิดขึ้นมาสลับอยู่เรื่อยไปไม่ขาดสาย เกิดสลับกับอารมณ์ใหม่ที่เห็นหรือได้ยิน เป็นต้น อยู่ตลอดเวลา มิได้มีหยุดเลย

ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอะไร ไม่ว่าในขณะที่กำลังนอนหลับหรือในขณะที่ยังตื่นลืมตาอยู่ ดังนั้นภวังคจิตจึงได้ชื่อว่า เป็นองค์แห่งภพ เพราะรักษาภพชาติที่เกิดขึ้นมาเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปได้ถ้ายังไม่ตาย ภวังคจิตจะต้องจับอารมณ์ที่ได้มาตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงจุติ

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [14 พ.ย. 2550 , 07:06:17 น.] ( IP = 58.9.137.221 : : )


  สลักธรรม 5

มาศึกษาต่อคราวนี้เรื่องภวังคจิต ทำให้ได้ความรู้เกิดขึ้นอีกมากมายเลยขอรับท่านอาจารย์ เข้าใจการทำงานของจิตที่เป็นไปตามสภาพธรรมะ แม้กระทั่งในขณะนอนหลับขอรับ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่ง ในความเมตตากรุณาที่ช่วยขยายความให้กระจ่างชัดในบทธรรมต่างๆขอรับ.

โดย เทพธรรม [14 พ.ย. 2550 , 07:17:21 น.] ( IP = 58.9.137.221 : : )


  สลักธรรม 6


มาศึกษาหน้าที่การงานของจิตต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงค่ะที่ขยายอรรถให้ชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะซึ่งเป็นแสงสว่างของชีวิตมาให้ได้อ่านและศึกษาเล่าเรียนเป็นประจำ....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2550 , 09:16:00 น.] ( IP = 124.121.172.35 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ ทำให้มีความเข้าใจในการทำงานของภวังคจิตมากขึ้นค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำความรู้ที่ถูกต้องมาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2550 , 12:44:41 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 8

ยิ่งศึกษาก็ยิ่งเพิ่มปัญญาให้กับชีวิต โดยเฉพาะการอ่านจากคำอธิบายของท่านอาจารย์ซึ่งเข้าใจได้ไม่ยากเลยค่ะ ..กราบขอบพระคุณค่ะ

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาที่นำมาให้ศึกษาเป็นธรรมทานเสมอๆนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2550 , 14:26:14 น.] ( IP = 125.26.42.187 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org