| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๖
![]()
หลังจากที่เพลงสลักธรรมได้จบลง ท่านอาจารย์ได้กล่าวเนื้อเพลงวรรคสุดท้ายขึ้นว่า "ดวงใจรวมกันมั่น สร้างสรรค์ความดี" ท่านบอกว่า เพลงนี้เป็นเสียงที่เราทุกคนได้ยิน และเป็นสิ่งที่กล่อมใจเรา ขับขานให้ใจของเรามาร่วมกันทำความดีโดยพร้อมเพรียงกันในเช้าวันอาทิตย์ทุกครั้ง ถึงเวลาแล้วที่เราจะสวดมนต์ไหว้พระทำวัตรเช้าเพื่อสร้างกุศลมัยให้เกิดขึ้นภายในใจของตนเอง ประกอบไปด้วยความตั้งมั่นความตั้งใจ มอบหมายตนเองให้มีความรับผิดชอบในหน้าที่อันงดงามทำความเจริญด้วยดุศลกรรมต่อไป
เมื่อมีความเพียบพร้อมแล้ว ให้มองไปที่องค์พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพนบนอบแล้วกล่าวคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
และเมื่อการสวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวสวัสดีและอนุโมทนากับการทำกุศลของทุกคนในเช้าวันนี้อีกครั้ง หลังจากนั้นท่านก็ได้กล่าวนัดหมายกับลูกศิษย์อีกครั้งในงานสำคัญที่จะมาถึงสัปดาห์หน้า คือ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ซึ่งมูลนิธิจะจัดงานกตัญญุตารำลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิ (รายละเอียดอ่านต่อที่นี่)
ท่านอาจารย์บอกว่า งานบุญอันยิ่งใหญ่นี้นอกจากจะกระทำขึ้นเพื่อพระอาจารย์บุญมีแล้ว ยังเป็นงานกุศลเพื่อเราทุกคนที่จะได้มาร่วมกันแสดงออกซึ่งความกตเวทิตาคุณ และเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์แล้วที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวทางกายและใจ ที่เป็นไปในความดีความงาม เพราะเราต่างคนต่างก็ลงแรงคนละไม้คนละมือถือจอบถือเสียมถือผ้าขี้ริ้ว ..เป็นการถือเพื่อทำ เพื่อสร้างความเป็นไปในคุณงามความดี จึงเป็นที่น่าภูมิใจและน่าปิติใจว่า ในครั้งหนึ่ง หรือในโอกาสหนึ่ง หรือปีละครั้ง ที่เราพร้อมกันมาแสดงออกซึ่งความกตัญญูและกระทำกตเวทิตาคุณ
ลองยกมือข้างขวาหรือข้างซ้ายของตนเองขึ้นมาดูสิ แล้วระลึกว่า หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ..มือนี้ ทำอะไร? บางคนก็นึกได้ว่าช่วยติดบอร์ด หรือทำงานตกแต่งสถานที่ บางคนก็นึกได้ว่ามือเราช่วยตัดหญ้า ขนหินเพื่อจัดสวยบริเวณเรือนกาญจนาพร บางคนก็ช่วยพริ้นท์ช่วยทำงานสารพัด นอกจากนี้มือของเราก็ยังได้เขียนธรรมะ ได้ช่วยงานพระศาสนา
เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว ก็จงใช้มือที่เหลืออีกข้างหนึ่งมาจับมือข้างที่ยกขึ้นมาครั้งแรกเพื่อเขย่ามือแสดงความยินดีกับชีวิตตนเองเสีย ให้ความรู้สึกอบอุ่นกับตนเอง แสดงความยินดีกับตนเองว่า เราได้ทำดี ให้ความสำคัญเหมือนกับว่า ความรู้สึกนี้เป็นรางวัลของตนเอง จึงขออนุโมทนากับทุกท่าน
โดย น้องกิ๊ฟ..นำมาฝาก [18 พ.ย. 2550 , 23:35:25 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
วันนี้ การเรียนในห้องนี้ก็คงจะเลิกเร็วกว่าปกติ เนื่องจากต้องเตรียมสถานที่เพื่อตกแต่งเตรียมจัดงาน ก็จะเห็นว่า กิ่งไม้ที่ถูกเราตัดเมื่อสัปดาห์ก่อนบางกิ่งก็เลี้ยวเข้ามาอยู่ในห้องนี้ และกิ่งไม้ที่ตั้งอยู่ก็เหมือนมีแต่ตอ ฉะนั้น ตอยังตำตา แต่เราจะไม่ปล่อยให้ตอตำตา เราจะเติมความงามตกแต่งและต่อเติมความงามบนต่อนั้นด้วยใจรักและสามัคคี มาร่วมกันทำงานเพื่อพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ประกาศก้องกิตติคุณของประทีปดวงเอกอีกครั้งหนึ่งแก่ท่าน ..นี่คือสิ่งที่เราทำได้
หลวงพ่อท่านก็ยินดี เพราะว่าการช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ การที่ไม่ดูดายนี้เป็นความมีน้ำใจซึ่งเป็นสิ่งที่ดี หลวงพ่อท่านจึงฝากให้มาบอกกับทุกคนด้วยความรู้สึกว่า ...
![]()
![]()
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๖
ลูกรักของพ่อ...
ความมีเมตตาธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ดีงามในความคิด ความรู้สึก พ่อดีใจมากที่ลูกทุกคนได้เพียรปลูกฝังเมตตาลงในจิตใจของตน เพราะสิ่งนี้จะทำให้ใจของลูกพ่อสวยขึ้น งามขึ้นเป็นลำดับ
บัดนี้ ลูกมีเมตตาแล้ว.. แต่ยังบกพร่องในมุทิตาอยู่นะลูก.. เพราะคนส่วนใหญ่นั้น เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี ที่มักจะพูดว่า "อิจฉาจังที่เขาโชคดี" แต่เมื่อใดที่สามารถรู้สึกและแสดงออกซึ่งความยินดีกับผู้อื่นได้ นอกจากใจลูกจะสวยแล้ว ยังใสสว่างงามกว่าเดิมมากมาย
เรื่องการพูดจาก็เช่นกัน... ต้องอาศัยความใคร่ครวญเสมอว่า เป็นความจริงหรือไม่ ยุติธรรมต่อทุกฝ่ายไหม สร้างมิตรภาพหรือไม่ จะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไหม
ถ้าไม่ครบ ๔ ข้อนี้ แม้อยากจะพูดอยากจะทำก็ควรงดใจไว้ เพราะไม่ก่อประโยชน์ตนเลย
อย่าลืมนะลูก...ชีวิตงามเพราะความคิดดี
ด้วยรัก
จากพ่อเสือ
![]()
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:40:23 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 2![]()
"ความมีเมตตาธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ดีงามในความคิด ความรู้สึก
พ่อดีใจมากที่ลูกทุกคนได้เพียรปลูกฝังเมตตาลงในจิตใจของตน
เพราะสิ่งนี้จะทำให้ใจของลูกพ่อสวยขึ้น งามขึ้นเป็นลำดับ "
ท่อนนี้ก็เหมือนกับภาษิตโบราณที่บอกว่า "คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต" ซึ่งเป็นคำที่กล่อมถนอมใจคนไทยด้วยประเพณีและวัฒนธรรมเป็นคำพูดที่หล่อหลอมให้เรามีความงามในจิตใจ
และหลวงพ่อท่านก็มาเน้นว่า เมตตาธรรมเป็นสิ่งที่ดีงาม เมื่อได้รับการปลูกขึ้นมาในใจแล้ว ลูกของพ่อก็จะสวยขึ้นและงามขึ้นเป็นลำดับ ..หลวงพ่อท่านดีใจมาก แต่ด้วยความเป็นพ่อของเรา ท่านไม่ได้ชมเราอย่างเดียว แต่ท่านบอกว่า บางครั้งถ้าจะต้องติเพื่อทำให้ลูกงามขึ้นดีขึ้น พ่อก็ยอมติ พ่อไม่ยอมชมให้ลูกของพ่อเหลิง
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:40:48 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 3![]()
"บัดนี้ ลูกมีเมตตาแล้ว.. แต่ยังบกพร่องในมุทิตาอยู่นะลูก..
เพราะคนส่วนใหญ่นั้น เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี ที่มักจะพูดว่า "อิจฉาจังที่เขาโชคดี"
แต่เมื่อใดที่สามารถรู้สึกและแสดงออกซึ่งความยินดีกับผู้อื่นได้
นอกจากใจลูกจะสวยแล้ว ยังใสสว่างงามกว่าเดิมมากมาย"
ท่านบอกต่อไปว่า.. บัดนี้ ลูกมีเมตตาแล้ว แต่ยังบกพร่องในมุทิตาอยู่นะลูก .. หลวงพ่อท่านก็เห็นว่าเราดี แต่อะไรยังบกพร่องอยู่ท่านก็จะบอกเรา เพราะเพราะคนส่วนใหญ่นั้น เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี ก็มักจะรู้สึกอิจฉา ชอบพูดว่า "อิจฉาจังที่เขาโชคดี" แต่เมื่อใดที่สามารถรู้สึกและแสดงออกซึ่งความยินดี กับผู้อื่นได้ นอกจากใจลูกจะสวยแล้ว ยังใสสว่างงามกว่าเดิมมากมาย
นี่ก็คือการเตือน เพราะหลวงพ่อท่านบอกว่า สิ่งใดที่ยังขาดอยู่ในใจของลูก พ่อก็จะต้องบอกเพื่อให้เรารู้ผิดชอบชั่วดีในตัวเอง และเราก็ต้องรู้ว่า สิ่งที่เป็นความปรารถนาดีจากหลวงพ่อนั้น ท่านต้องการปลูกให้เราเป็นต้นกล้าที่งามพร้อมนั่นเอง ท่านบอกว่า มุทิตาเป็นเรื่องทำได้ยาก ถ้าถามว่ามุทิตากับเมตตาอะไรทำได้ยากกว่ากัน? ตอบ มุทิตา แล้วทำไมจึงทำยากกว่าล่ะ? (ไม่มีใครให้คำตอบได้)
มุทิตาก็คือความยินดีหรือพลอยยินดีที่เห็นผู้อื่นได้ดี คำว่า "เห็น" นี้ไม่ใช่ตาเห็นนะ แต่เราได้รับทราบ เห็นเขายิ้มแย้มแจ่มใส เขาได้รับอะไรก็แล้วแต่ เราก็รู้สึกดีกับเขา เพราะหลวงพ่อบอกว่า ก็เหมือนกับโลกนี้มีแต่ดินแห้งแล้ง เมื่อมีต้นหญ้าโผล่ขึ้นมาต้นหนึ่งเป็นความเขียวขจีในดินแห้งนี้ ..ก็น่าจะยินดี หรืออย่างต้นไม้ที่ขึ้นมาท่ามกลางก้อนหินได้ก็มีความสวยนะ
อย่างเช่นในละครเรื่องร่ายริษยาก็จะได้ฟังคำพูดที่น่าประทับใจคำหนึ่งของนางเอกในขณะที่จูงพระเอกเดินเที่ยวชมเกาะแห่งหนึ่ง นางเอกบอกกับพระเอกว่า บนเกาะนี้ทุกอย่างสวยหมด แต่ที่สวยมากที่สุดก็คือก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีต้นไม้แทรกขึ้นมากลางก้อนหิน ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ต้นไม้ต้นนี้จึงต้องอาศัยความอดทนและเข้มแข็งในระยะเวลาอันยาวนาน ...นี่เป็นคำพูดที่พระเอกฟังแล้วก็ซึมซับความหมายนั้นแล้วก็เห็นคุณค่าในความคิดที่เป็นเลิศของนางเอกจนเกิดความรัก
หลวงพ่อท่านบอกว่า คนส่วนใหญ่มีจิตที่ไปถึงการมุทิตาไม่ได้ก็เพราะเหตุที่ว่า จิตใจยังสะสมความรู้สึกต้อยต่ำเอาไว้ เมื่อเห็นคนอื่นดีจึงอิจฉา เพราะสะสมความน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยใจในโชคชะตาของตนเองว่า แหม ฉันมันช่าง...อย่างนั้น ฉันมันช่าง....อย่างนี้ พอไปเห็นคนอื่นที่ไม่ใช่"ฉัน" นี่ ก็เลยมีข้อเปรียบเทียบ เหมือนกับตนเองต่ำ มองอะไรปุ๊บก็เห็นตนเองต่ำกว่าคนอื่น เหมือนกับมีชีวิตที่ต้องแหงนมองอยู่ตลอดเวลา แบบกระต่ายหมายจันทร์ หรือมีอาการเช่นละครที่ชื่อว่า ดอกฟ้ากับโดมผู้จองหอง
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:41:16 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 4
ฉะนั้น อะไรที่สูงก็ต้องอาศัยเวลาฝึก มุทิตาก็เช่นเดียวกันที่เป็นความยินดีกับผู้อื่นเมื่อเห็นเขาได้ดี และไม่มาเทียบกับตนเองว่า ทำไมตนเองเป็นอย่างนั้น ทำไมคนนี้เขาได้รับความรักความเอาใจ ทำไมๆๆ? ก็ต้องบอกว่า เพราะเขาทำของเขามา ใครทำมาอย่างไรก็ได้อย่างนั้น
ขอพูดจากหัวใจจากความรู้สึกของตนเองว่า ถามตนเองบ่อยครั้งเลยว่า ทำไมรักน้องโด่ง(ลูกศิษย์คนหนึ่งที่อาจารย์รักเหมือนลูก) ทั้งๆ ที่น้องเขาก็มีครอบครัวของเขา แต่ทำไมเราจึงรักเขาได้มากมายขนาดนั้น เขาจากเราไปอยู่ต่างประเทศ พอเขากลับมาก็รู้สึกเหมือนกับว่าได้รับยาหอมบำรุงใจให้มีกำลังอยู่ดูลูกหลานต่อไป ..ก็ถามตนเองหลายครั้งว่าทำไมจึงรักเขาได้มากมาย และรักได้ถึงขนาดนี้
ในความรู้สึกนั้น ไม่อยากให้เขาเสียใจ ไม่อยากให้เขาผิดหวัง ไม่อยากให้เขาต้องทุกข์ ไม่อยากให้เขาต้องทำงานเหนื่อย คือไม่อยากให้เขาต้องเจอสิ่งที่ไม่ดีอะไรเลย ..ทำไมเราจึงปรารถนาดีกับเขาได้ขนาดนั้น คำตอบก็คือ ความรัก เป็นผลจากกรรมที่เขาทำของเขามา และเราก็กำลังทำกรรมใหม่ กรรมก็พัวพันกัน หรือจะถามว่า ทำไมเราเฉยๆ กับคนนี้ได้ถึงขนาดนี้ ก็เพราะเขาทำของเขามา และเราก็ทำของเรามา
เมื่อเราเรียนธรรมะมาถึงตอนนี้แล้ว เราก็ต้องนำธรรมะมาตัดสิน อย่าเอาตัวเรามาตัดสิน เพราะธรรมะเป็นของเที่ยงตรงที่สุด เป็นความจริงที่สุด เพราะธรรมะนี้เกิดขึ้นจากการตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ พระญาณที่รู้ทั่วรู้ถึงเหตุถึงผล
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:42:14 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อวานนี้ ในห้องนี้ก็มีการเรียนปฏิจสมุปบาทก็ได้มานั่งอยู่ใกล้กับน้องโด่ง และก็ได้ตอบคำถามให้หลายคนฟังว่าพระพุทธองค์สอนอะไร แม้นับตั้งแต่เริ่มปริจเฉทที่หนึ่งขึ้นมาพระ พุทธเจ้าสอนเรื่อง "ตัวเรา" ตัวเราคนเดียวนี่แหละที่เป็น "เรา" เป็น "หญิง" เป็น "ชาย" เนี่ย เมื่อนำมากระจายบนกระดานก็คือ ขันธ์ ๕ รูปก็คือรูปธรรม ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คือนามธรรม
สงเคราะห์แล้ว "เรา" ไม่มี แต่มีเพียงสองประการคือ รูปกับนาม ท่านกระจายให้เรารู้ เราก็รู้และก็รู้มานานแล้วว่า มีแต่รูปกับนาม จนกระทั่งมาถึงปฏิจสมุปบาท นั่นก็คือการอธิบายที่กว้างขวางขึ้นของพระพุทธองค์มาบอกว่า ที่บอกว่าเป็นรูปนาม ก็ไม่ใช่รูปนามเป็นกลุ่มเป็นก้อนเช่นนี้ แต่รูปนามเกิดขึ้นจากเหตุและปัจจัย รูปที่บอกว่าไม่ใช่เรานี้ก็ไม่ใช่รูปที่เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่มีเหตุเป็นแดนเกิด มีปัจจัยอุดหนุนให้ธรรมเหล่านี้ตั้งอยู่ได้และแสดงออกได้ เมื่อหมดปัจจัย ธรรมเหล่านี้คือรูปนี้นามนี้ก็ต้องดับไป
หลวงพ่อท่านเปรียบให้ฟังว่า เหมือนนำก้อนหินมาก้อนหนึ่งแล้วทำให้กระจายแตกเป็นห้าเสี่ยง เปรียบเหมือนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และเมื่อเราเข้าใจแล้วว่า ก้อนหินไม่ได้มีเพียงก้อนเดียวแต่ประกอบไปด้วยก้อนหินอีกห้าส่วน จากนั้นท่านก็ยังบดก้อนหินทั้งห้าส่วนให้ละเอียดเป็นธุลี เมื่อบดละเอียดแล้วท่านหยิบฝุ่นธุลีของหินมาบอกว่า นี่คือส่วนหนึ่งที่อยู่ในหินก้อนใหญ่นั้น ..ซึ่งธุลีนี้ก็คือส่วนหนึ่งของบุคคลนั้นเองที่เป็นบุคคล เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นส่วนที่เล้กเหลือเกินเรียกว่า ปรมาณู
เมื่อหลายปรมาณูมารวมกันเข้าเราก็สมมุติว่าเป็นเรา ซึ่งปรมาณูที่บางเบานั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็หายไปต่อหน้า มันเล็กจนเราจับไม่ได้ เรายึดไม่ได้ เพราะมันหายไป ....เรื่องเหล่านี้ทำให้เรารู้โดยทฤษฎี แต่เมื่อใดที่เรามีญาณปัญญาคือตาธรรมเกิดขึ้นมา เราก็จะเห็นสิ่งที่เล็กเท่าธุลีนั้นแหละ ได้เห็นต่อหน้าและดับไปต่อหน้า ซึ่งเป็นความรู้ที่ยิ่งกว่าการเรียนเรื่องปัจจัยที่เป็นการกระจายรูปนามเสียอีก
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:42:51 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 6![]()
"เรื่องการพูดจาก็เช่นกัน... ต้องอาศัยความใคร่ครวญเสมอว่า
เป็นความจริงหรือไม่
ยุติธรรมต่อทุกฝ่ายไหม
สร้างมิตรภาพหรือไม่
จะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไหม
ถ้าไม่ครบ ๔ ข้อนี้ แม้อยากจะพูดอยากจะทำก็ควรงดใจไว้
เพราะไม่ก่อประโยชน์เลย"
ในโลกนี้ไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมะ เมื่อเขาได้ดี ...ก็เป็นธรรมะ เขาไม่ได้ดี...ก็เป็นธรรมะ ฉะนั้น เมื่อเราเป็นผู้รู้ธรรมะ เราต้องเป็นผู้รู้ธรรมะที่ดีแล้วยินดีกับธรรมะที่ดี รู้ธรรมะที่ชั่วแล้วละธรรมะที่ชั่วนั้น จึงอยู่ที่เราทั้งสิ้น
หลวงพ่อท่านจึงฝากมาบอกว่า แม้แต่เรื่องการพูดจาก็เช่นกัน ..เรื่องการพูดจาก็เช่นกัน... ต้องอาศัยความใคร่ครวญเสมอว่า เป็นความจริงหรือไม่ ยุติธรรมต่อทุกฝ่ายไหม สร้างมิตรภาพหรือไม่ จะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไหม ถ้าไม่ครบ ๔ ข้อนี้ แม้อยากจะพูดอยากจะทำก็ควรงดใจไว้ เพราะไม่ก่อประโยชน์เลย..
เมื่อก่อนนี้หลวงพ่อท่านสอนเราว่า ก่อนที่จะทำอะไรให้เราคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน ว่าทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร และใครเป็นผู้ได้รับ
ณ บัดนี้ในเรื่องของการพูดก็จะต้องเหมือนกันว่า คำพูดที่เราจะคุยออกไปจะพูดออกไปน่ะ ..มันเป็นความจริงไหม? บางครั้งเราก็ตอบไม่ได้ว่าเป็นความจริงไหม เพราะเราฟังเขามา ...
เห็นไหมว่า พ่อของเราเราพยายามให้เราอยู่ในวิรัติให้เต็มที่ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ที่เราฟังเขามานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ฉะนั้น จึงควรนิ่งดีกว่า ..
และเมื่อสักครู่นี้มีพี่คนหนึ่งมาบอกว่า มีเรื่องมาเล่า แต่พอให้ช่วยเขียนธรรมปฏิสันถารเรื่องนี้ เขาบอกใหม่ว่า ไม่เล่าแล้ว เพราะพิจารณาแล้วไม่ครบสี่ข้อ ก็จะเห็นว่ามีข้อความนี้มาเป็นตัวเบรค
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:43:51 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 7
ฉะนั้น สิ่งที่เราฟังมา อาจไม่ใช่ความจริงก็ได้ ..หลวงพ่อท่านบอกว่า ถ้าจะไปบอกกับใครว่า ฉันมีอะไรจะเล่าให้ฟังก็ให้บอกเพิ่มขึ้นด้วยว่า เขาบอกมาต่อ .. และถ้าหากเรากล้าอ้างว่าเขาเล่ามาต่อก็ต้องบอกว่าเขาเป็นใครด้วย เพราะเมื่อผิดก็จะได้ไปผิดกับคนต้นเรื่องเลยไม่ใช่มาผิดที่เรา แต่เมื่อเรายังแคร์สังคมอยู่ก็ไม่เล่าเลยจะดีกว่า
เมื่อพิจารณาว่าเรื่องนั้นจริงไหม? ..เมื่อเป็นเรื่องจริงแล้วก็พิจารณาต่อว่า ยุติธรรมต่อทุกฝ่ายไหม? เพราะอาจเป็นเรื่องจริงแต่คนที่ถูกกล่าวถึงนั้นเขาไม่มีโอกาสมาแก้ตัวว่าเขาทำไปเพราะอะไร ..เห็นไหมว่า ไม่ยุติธรรมต่อเขาเลย
เราอาจจะนินทาว่าใครก็ได้ลับหลัง แต่คนนั้นเขาไม่มีสิทธิแก้ตัวว่า ทำไมเขาต้องพูด ต้องทำ ทำไมต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ...เห็นไหมว่าพอคิดข้อที่สองก็ไม่น่าพูดเรื่องอะไรอีกแล้ว
ก็ต้องพิจารณาต่อไปอีกว่า สร้างมิตรภาพไหม? ถ้าไม่สร้างก็หยุดดีกว่า และจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไหม เพราะเมื่อเราพูดถึงคนอื่นหรือต้องทำงานเกี่ยวข้องกันเนี่ย ถ้าหากม่ครบสี่ข้อนี้ แม้อยากจะพูดอยากจะทำก็ควรงดใจไว้ เพราะไม่ก่อประโยชน์เลย
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:44:27 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 8![]()
"อย่าลืมนะลูก...ชีวิตงามเพราะความคิดดี"
หลวงพ่อท่านย้ำมาในตอนท้ายว่า อย่าลืมนะลูก...ชีวิตงามเพราะความคิดดี .. ตรงนี่ก่อนที่จะมาพูดนี้ก็ได้คุยกับน้องๆ ว่า ถ้าหากเป็นครูธรรมดานั้นเขาจะไม่ค่อยตินักเรียนหรอก เพราะการที่จะติหรือชี้ว่าตรงนี้ไม่ดี ตรงนั้นไม่ดีนั้นเป็นวิสัยของผู้ที่ไม่ต้องการอะไรแล้ว
หลวงพ่อท่านไม่ใช่ครูธรรมดาแต่เป็นทั้งครูและพ่อ และพ่อที่เป็นครูที่หวังให้ลูกเจริญเติบโตและเป็นต้นกล้าที่ดี มีทางเดินอย่างปลอดภัย แต่ถ้าเป็นครูธรรมดาอย่าง ดร.ชวาลิน กล้าดุว่าเด็กมากๆ ไหม? ไม่กล้าค่ะ เพราะกลัวโดนประเมิน ตอนที่ไปทำวิจัยอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วเห็นใครผิดนี่ กล้าตำหนิใครมากๆ ไหม? ไม่กล้าค่ะ กลัวเขาไม่รัก
เคยถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อไม่กลัวหรือที่อยู่ดีๆ ก็พูดอย่างนี้ หลวงพ่อท่านบอกว่า นี่เป็นความจริงที่จะต้องพูด และพ่อไม่ต้องการให้ใครมาเติมรัก พ่อรักตัวของพ่อเองแล้ว รักจนรู้สึกว่าตัวเองรักตัวเอง แล้วก็ได้รับความรักจากตัวเองแล้วอย่างเต็มบริบูรณ์ เมื่อใดที่เรารักตนเองเป็น แล้วได้ความรักจากตนเองถูก เราจะมีแต่ให้ และให้ไปด้วยความเสรี เหมือนกับการปล่อยนกจากกรงขัง ที่จะได้บินไปตามสายลมและแสงแดดแห่งรัก
นี่ก็คือความคิดที่หลวงพ่อมอบให้ และขอย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องเมตตากับมุทิตาว่า เมตตาก็คือความปรารถนาดี โดยมีของของเราเข้าไป บางครั้งเราสงสารเพราะเรารักจึงมีส่วนที่มีความยินดีเข้าไปร่วมได้ เช่นคนนี้เราชอบ คนนี้ญาติเรา คนนี้ลูกเรา คนนี้หลานเรา นี่สุนัขของเรา ..เมตตาจึงปรารถนาดีเพราะมีความเอาของเราเข้าไปได้
แต่มุทิตานั้นต้องปราศจากคำว่า ของเรา คือต้องยินดีไปทั่วหน้า ไม่ว่าใครจะได้ดีมีความสุข เราต้องยินดี มุทิตาจึงเกิดยากกว่าเมตตามากมายนัก ..จึงต้องหัด และหลวงพ่อบอกว่า อย่าลืมนะลูก ชีวิตจะงามเพราะความคิดเป็น เมื่อคิดเป็น เราก็เป็นได้ในชีวิตที่งาม
ดังบทความที่จะให้ทุกท่านฟังจากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ชื่อเรื่อง พระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ (กดอ่านที่นี่)
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:44:45 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 9
นี่คือเรื่องของการคิดดีซึ่งท่านเจ้าคุณฯ ท่านบอกว่า ตอนที่ท่านพิมพ์บทความนี้ท่านพิมพ์ไปก็ร้องไห้ไปเพราะนึกถึงในหลวง ท่านบอกว่าท่านมีความสุขที่ได้เขียน และก็อยากให้มูลนิธิลงเผยแพร่ไปพร้อมกับหนังสือพิมพ์ที่ท่านส่งเรื่องให้ เพราะเหมือนกับการได้ถวายความจงรักภักดี
ท่านบอกว่า แม้ท่านจะไม่ได้ยืนอยู่ตรงที่ประชาชนรอรับเสด็จ แต่ท่านก็ยินดีกับเขาเหล่านั้นที่ได้ชมพระบารมีในหลวงใกล้ๆ ดูหน้าตาเขามีความสุข ...พอได้ฟังท่านเจ้าคุณดังนี้ ก็นึกถึงคำว่า มุทิตา
ดังนั้น เมื่อเราเป็นลูกพ่อ เราก็ต้องก่อสิ่งเหล่านี้ให้ได้ คือ ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี ยินดีเมื่อผู้อื่นกระทำความดี และยินดีมากขึ้นไปเมื่อเราได้กระทำความดีเหล่านั้น เพราะความสำเร็จขึ้นอยู่ที่ใจ เหนือสิ่งใดคือใจต้องสู้ การงานเราพร้อมพรั่งพรู ยืนสู้ด้วยสามัคคี
ขออนุโมทนาทุกท่าน แล้วก็พบกันในเช้าตรู่วันเสาร์ในฐานะของเจ้าภาพทุกคน เราทุกคนคือเจ้าของสถานที่ เราทุกคนคือผู้ที่รู้รักสามัคคี รู้ไมตรีและมตตา และสิ่งที่ควรจะนำพา คือกตัญญุตาต่อพระอาจารย์บุญมี.
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2550 , 23:45:04 น.] ( IP = 58.9.215.45 : : )
สลักธรรม 10
ห้องนั่งเล่นในวันนี้เป็นห้องนั่งเล่นที่พิเศษกว่าทุกๆวันเลยครับเพราะเณรจิ๋วมีโอกาสได้มานั่งฟังด้วยตัวเอง ได้มาซึมซับบรรยากาศแห่งมิตรภาพที่ลูกๆของหลวงพ่อมารวมตัวกันโดยมีพี่ใหญ่ผู้ใจดีของเราเป็นหัวหน้า
ในวันนี้เณรจิ๋วรู้สึกซาบซึ้งใจกับความเป็นครูและความเป็นพ่อที่คอยดูแลเอาใจใส่และห่วงใยลูกๆของหลวงพ่อเป็นพิเศษเลยขอรับ ทุกถ้อยคำของพ่อส่งผ่านมาพร้อมกับความปรารถนาดีและกระแสแห่งเมตตาที่มีให้ลูกๆอยู่เสมอไม่ว่าเวลาใด
เณรจิ๋วจะขอนำสิ่งที่หลวงพ่อเพียรสอนและบอกกับพวกเรามาปรับปรุงชีวิตของตัวเองให้งดงามขึ้นให้ได้เลยขอรับ
เณรจิ๋วขออนุโมทนากับน้องกิ๊ฟที่ช่วยอัพเดพห้องนั่งเล่นได้อย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ทำให้เณรจิ๋วได้มีโอกาสเข้ามาอ่านทบทวนธรรมะจากห้องนั่งเล่นอีกครั้งในวันนี้ ขอขอบคุณและอนุโมทนาจริงๆครับโดย เณรจิ๋ว [20 พ.ย. 2550 , 01:54:39 น.] ( IP = 161.200.255.162 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |