มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รำลึกถึงดวงประทีป (๙)








คำถาม - คำตอบ มอบปัญญา (๒)



กำหนดการจัดงานวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ประวัติท่านอาจารย์บุญมี
ตอนที่ผ่านมา

ถาม บาปและบุญมาสนองผู้กระทำอย่างไร?

ตอบ ในเรื่องการให้ผลของกรรมนั้น ผมเคยแสดงมาแล้วตั้งแต่คราวก่อน แต่เป็นการแสดงเพียงย่อๆ พอให้ได้เห็นหนทางเท่านั้น บัดนี้จึงขอเพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อย ขอให้ท่านนักศึกษาได้ทราบไว้ด้วยว่า ในเรื่องการให้ผลของกรรมนั้น จะมีกล่าวถึงเสมอเรื่อยไปจนตลอดในพระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์ แต่ก็จะละเอียดมากขึ้นไปเป็นลำดับ

หากท่านผู้ใดคิดหรือเล็งผลเลิศที่จะให้มีความเข้าใจเร็วนักก็ย่อมไม่ได้ ต้องให้เหมือนน้ำลอดใต้ทรายไปทีละน้อยๆแล้วก็จะได้เหตุผลหนักแน่นมากขึ้นด้วย ผมขอยกตัวอย่างขึ้นมาให้พิจารณาสักตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ให้ท่านเข้าใจเรื่องการให้ผลของกรรม

มีเด็กคนหนึ่ง เกิดอยู่ในประเทศไทย บิดาเป็นคนจีน มารดาเป็นคนไทย เด็กคนนี้เป็นผู้ชาย ขณะนั้นอายุได้ ๕-๖ ขวบ พูดไทยเก่ง ร้องเพลงไทยก็ไม่เลว เล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนไทยพออ่านออกเขียนได้

ต่อมาบิดาได้ส่งให้ไปอยู่กับญาติสนิทที่ประเทศจีน ซึ่งตลอดเวลาที่เขาอาศัยอยู่ในประเทศนั้น เขาไม่เคยพูดภาษาไทยเลย ความเป็นอยู่ ความเป็นไปตลอดจนสิ่งแวดล้อมเป็นจีนไปหมด ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีเขาก็ลืมเมืองไทยไปเกือบหมดสิ้น

เมื่อเด็กคนนี้อายุได้ ๒๘ ปี จึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยพร้อมกับเพื่อนคนจีนของเขาคนหนึ่ง อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ไม่เคยมาประเทศไทยเลย ทั้งสองเมื่อมาถึงประเทศไทยไม่มีใครพูดไทยได้เลยแม้แต่สักคำเดียว อ่านหนังสือไทยก็ไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว

เขาทั้งสองต้องมาฝึกหัดพูดภาษาไทย และตั้งต้นเรียนหนังสือไทยกันใหม่เหมือนกับคนจีนแท้ๆทั้งสองคน

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:44:31 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ในเรื่องนี้ผมขอให้ท่านนักศึกษาช่วยตัดสินให้ด้วยว่า คนทั้งสองนี้จะมีความสามารถแตกต่างกันหรือไม่ คือใครจะเก่งกว่าใครในหัวข้อต่อไปนี้ เพราะเหตุใด?

๑.ใครจะหัดพูดภาษาไทยได้เร็วกว่ากัน?
๒.ใครจะพูดภาษาไทยได้ชัดเจนกว่ากัน?
๓.ใครจะเรียนหนังสือไทยได้ดีกว่ากัน?
๔.ถ้าให้หัดร้องเพลงไทย ใครจะมีความสามารถหัดได้ง่ายไม่หนักใจครู ทั้งร้องได้ดีมีสุ้มเสียงใกล้เคียงกับคนไทยมากที่สุด?

ผมหวังว่า ท่านคงจะพิจารณาได้แล้วว่าอย่างไร และผมก็มีความเชื่ออย่างที่ท่านนักศึกษาตอบมา เพราะว่าเด็กที่ไปจากเมืองไทยย่อมจะชนะเพื่อนของเขาอย่างเห็นได้ชัดเจน เขาจะต้องพูดภาษาไทยได้ง่ายและเร็วกว่า เขาจะต้องพูดภาษาไทยได้ชัดเจนใกล้เคียงคนไทยยิ่งกว่า เขาจะเรียนหนังสือไทยได้ดีกว่า และเขาจะต้องร้องเพลงได้ชัดได้ดี มีสุ้มเสียงคล้ายคนไทยมากที่สุด แต่อย่างไรก็ดี คำถามของผมยังมิได้สิ้นลงเพียงเท่านี้ มีคำถามที่สำคัญที่สุดต่อไปว่า เหตุใดหรือทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ถ้าท่านผู้ใดจะตอบว่า เพราะเคยอยู่เมืองไทยมาก่อน คำตอบนี้ก็นับว่าถูกต้องเหมือนกัน แต่ผู้ฟังย่อมไม่ได้เหตุผลที่ละเอียดพอว่า อะไร ไปทำอะไรถึงได้เป็นดังนั้น จึงไม่หายสงสัย ผมจึงขอตอบเพิ่มเติมตามสภาวธรรมในเรื่องนี้ซึ่งในวิชาการทางโลกไม่อาจที่จะอธิบายให้เห็นจริงได้

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:45:00 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อเราขึ้นไปนั่งอยู่บนรถเมล์เรียบร้อยแล้ว นึกขึ้นได้ว่า ไม่มีสตางค์ติดกระเป๋ามาเลยแม้แต่สตางค์เดียว ก็คงจะตกใจหน้าซีดแล้วก็คิดว่าจะหาทางแก้ไขอย่างไรดี มองดูคนโดยสารทั้งหมดว่ามีใครรู้จักชอบพอกันนั่งมาด้วยบ้างไหม ถ้าไม่มีก็ควรจะรีบลงจากรถเมล์แล้วเดินหรือนั่งรถแท๊กซี่กลับไปบ้าน หรือไปแวะหาคนที่รู้จักกันแถบนี้ออกปากขอยืมสตางค์เขา

ปัญหาในเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่ว่าไม่มีสตางค์แล้วจะทำอย่างไรดี แต่กลับไปอยู่ที่ว่า มีอะไรเกิดขึ้นในขณะนั้น หรือมีอะไรไปทำอะไร จึงทำให้เรารู้ขึ้นมาว่าไม่มีสตางค์ในกระเป๋าเลย

ผมได้แสดงมาแล้วว่า กรรมคือการกระทำ จะเป็นการกระทำทางตา ทางหู หรือทางใจก็ตาม เมื่อการกระทำเกิดขึ้นมาแล้ว ผลของการกระทำก็เกิดขึ้น ในทางธรรมเรียกว่า วิบาก แปลว่าผลของกรรม ซึ่งได้แก่ความดี หรือความชั่ว

ความดีหรือความชั่วที่เกิดขึ้นแล้วนี้มิได้สูญหายไปไหนย่อมเก็บประทับเอาไว้ในจิตใจ ถ้ามีโอกาสเมื่อใดมันก็ย่อมจะแสดงตัวของมันออกมาอยู่เสมอ

กรรมที่เก็บไว้ในใจอันหนึ่งที่เรารู้แน่แก่ใจก็คือ ถ้าขึ้นรถเมล์แล้วจำเป็นที่จะต้องควักสตางค์ให้ค่าโดยสาร

กรรมที่เก็บไว้ในใจอีกอันหนึ่งก็คือ เคยเอาประเป๋าสตางค์ใส่ใว้ในกระเป๋ากางเกงอยู่เสมอเป็นประจำทุกๆเวลาเช้าที่เปลี่ยนกางเกง

ผมได้เคยแสดงมาแล้วว่า ถ้าไม่มีอารมณ์มากระทบกับจิต ก็จะเกิดอารมณ์ขึ้นไม่ได้ เช่นไม่มีเสียงมากระทบกับจิตที่หูก็จะไม่ได้ยิน ถ้าไม่มีเรื่องมากระทบใจก็จะคิดไม่ได้

ฉะนั้น เรื่องไม่ได้เอาสตางค์ใส่ในกระเป๋าเมื่อเช้านี้ซึ่งเป็นอารมณ์เดิมและเก็บอยู่ในใจมากระทบใจให้เรารู้ว่าในขณะนี้สตางค์ไม่มีเลย แล้วจึงเกิดตกใจในขณะจิตต่อมา

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:45:19 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 3



ผมขอสมมุติอีกสักตัวอย่างหนึ่ง นาย ก. เมื่อยังเด็กๆ เคยอบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนมีความประพฤติเรียบร้อย มีสัมมาคารวะดี ไม่ลักไม่ขโมยเลย ครั้นมาบัดนี้มีคนมาชวนให้ทำทุจริตว่าคดโกงคอรัปชั่นแล้วจะรวยมาก คนที่ไม่คดโกงคอรัปชั่นนั้นคือคนโง่ แล้วจะลำบากยากจนอยู่ตลอดไป

ในชั้นแรก นาย ก. จะรู้สึกไม่สบายใจเลย เพราะกรรมดีที่ทำไว้ตั้งแต่เด็กๆมาคอยกระทบใจ หรือมากระตุ้นเตือนใจอยู่เสมอว่า "ไม่ดี ไม่ดี" ไม่สมควรที่จะกระทำ

ในขณะนั้นก็อยู่ในฐานะที่จะต้องตัดสินใจสองทางด้วยกัน อย่างหนึ่งคือกรรมที่ทำดีไว้ในอดีตมากระทบใจ ให้ได้ความคิดว่าเป็นการไม่ดีทำให้คนอื่นเดือดร้อน และอีกอย่างหนึ่งคือ การคอรัปชั่นนั้นมีผลประโยชน์มาก รวยเร็ว ได้เงินทองมาง่ายๆ

การที่จะตัดสินใจว่า จะกระทำหรือไม่กระทำ ก็อยู่ในระหว่างความดีความชั่วที่มากระทบแล้วก่อให้เกิดอารมณ์ขึ้น ก็แล้วแต่ว่าอันไหนจะมีกำลังมากกว่ากัน ถ้าอันไหนมีกำลังมากกว่า อันนั้นก็จะชนะ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะพ่ายแพ้แก่อำนาจฝ่ายต่ำ ยอมร่วมมือกับพรรคพวกคอรัปชั่นด้วยกัน แต่มโนธรรมในอดีตหรือความดีที่แล้วมา ย่อมจะเข้ามามีบทบาทอยู่ในใจบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดความยับยั้งว่า ไม่ควรจะกระทำ

ความดีในอดีตจะออกมากระทบใจหรือสนับสนุนจิตใจในขณะนั้นให้งดเว้น กรรมในอดีตที่กระตุ้นเตือนชนิดนี้นับว่าเป็นกุศล ซึ่งมาเป็นปัจจัยให้กุศลเกิดขึ้นทำให้รู้ผิดรู้ชอบ อย่างน้อยกุศลก็เกิดขึ้นมาบ้าง แต่ความโลภยินดีอยากได้มีกำลังมากกว่าจึงชนะไป

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:45:37 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 4



โดยทำนองเดียวกันนี้ ถ้าชาติก่อน นาย ก. เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเอาไว้มาก เคยยิงนกตกปลาแทบไม่เว้นแต่ละวัน ครั้นมาในชาตินี้มีคนมาชวนว่า "ไปยิงนกกันเถิด เตรียมปืนเตรียมลูกไว้พร้อมแล้ว ทั้งเพื่อนๆก็ล้วนถูกคอกันทั้งนั้น มีหลายคนด้วยกัน และที่ตำบลนี้นกก็ชุมยิงได้สบายเลย เราจะทำอาหารเลี้ยงกันที่นั่นเลย"

เมื่อ นาย ก. ได้ยินดังนี้ อำนาจของกรรมยิงนกตกปลาในอดีตที่ได้เคยทำมาแล้วออกจะโชกโชน ก็จะออกมาสนับสนุนบันดาลใจ ดังนั้น นาย ก. ก็จะมิได้ลังเลเลย ก็จะหัวเราะชอบใจรีบรับปากโดยเร็วด้วยความยินดี

แต่ถ้าในชาติก่อนๆ นาย ก. ไม่เคยทำการปาณาติบาตมาก่อนเลย แม้นาย ก. อยากจะสนุกไปกับเพื่อนฝูง นาย ก. ก็จะมีจิตคิดยับยั้ง ไม่ความไม่สบายใจอยู่บ้าง เพราะนึกถึงสัตว์ที่จะต้องมาบาดเจ็บล้มตายลงด้วยฝีมือของตนหรือของพรรคพวก นับว่าอำนาจของกุศลได้เข้ามาช่วยให้เกิดลังเลใจ หรือเกิดความเมตตาปรานีบ้าง อย่างน้อยก็ยังมีกุศลในอดีตเข้ามาเป็นปัจจัยให้กุศลจิตเกิดขึ้นในปัจจุบันบ้าง

สำหรับตัวอย่างเรื่องคนไทยไปอยู่เมืองจีน และตัวอย่างอันหลังทั้งหมดนี้ ผมก็หวังว่า คงจะทำให้ท่านบังเกิดความเข้าใจได้บ้างสำหรับในขณะนี้ที่ท่านนักศึกษาเพิ่งจะได้เริ่มต้น

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:45:53 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 5



ถาม ต้นไม้มีวิญญาณหรือไม่?

ตอบ ผู้ที่มิได้เคยศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์แขนงพฤกษศาสตร์ และทั้งไม่เคยศึกษาพระอภิธรรมด้วย บางท่านก็ย่อมจะมีความเชื่อมั่นว่า ต้นไม้นั้นมีจิตหรือมีวิญญาณหรือมีธาตุรู้ การตัดสินทั้งนี้ก็โดยอาศัยพฤติกรรมของพืชบางชนิดที่แสดงออกมา

เช่นพืชบางชนิดที่ดูเหมือนจะพักผ่อนหลับนอนได้ในตอนเย็น ด้วยการทำงานตรากตรำหากินมาตลอดทั้งวัน เพราะเมื่อเย็นหรือค่ำลงเห็นมันหุบใบกันหมด พืชบางชนิดเคลื่อนไหวหรือหุบใบได้เมื่อถูกกระทบเข้า การแสดงของมันทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นการเพียงพอที่จะทำให้ผู้ขาดการศึกษา ขาดการพิจารณาโดยละเอียด เข้าใจผิดคิดว่ามันมีวิญญาณครอง

ในทางพระพุทธศาสนามิได้กล่าวถึงเรื่องต้นไม้ว่ามีวิญญาณอยู่ในพระไตรปิฎกเลยแม้แต่สักแห่งเดียว นอกจากนี้ในพระอภิธรรมปิฎกยังได้แสดงเหตุผล ตลอดจนหลักฐานข้อเท็จจริงเป็นอันมากที่จะใช้เป็นหลักยืนยันว่า ต้นไม้มิได้มีจิตหรือวิญญาณ ดังที่มีบางท่านเข้าใจอยู่

แม้ในวิชาพฤกษศาสตร์ซึ่งผมก็เคยศึกษามาบ้าง ผมก็ยังไม่เคยพบตำราเล่มใดที่แสดงถึงว่า ต้นไม้มีวิญญาณ ต้นไม้รู้จักใช้ความคิดนึกจดจำ ต้นไม้รู้จักเกลียดรู้จักโกรธ และต้นไม้รู้จักมีสัญชาตญาณหลีกภัยเมื่อใครมากระทบกระเทือนก็รีบหุบใบ ในเรื่องนี้เราอาจได้บทพิสูจน์ทั้งฝ่ายพฤกษศาสตร์ และทางฝ่ายพระอภิธรรมทั้งสองทาง

เรื่องของต้นไม้ที่แสดงความเป็นไปต่างๆ ผมได้เขียนไว้ในหนังสือหลายเล่มแล้ว ดังนั้นผมจึงขอยกมากล่าวเพื่อนำให้ท่านนักศึกษาได้พิจารณาอีกเล็กน้อยเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:46:09 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 6



เราชอบพูดกันว่า ต้นไม้กินอาหาร และเมื่อเราพูดว่า ต้นไม้กินอาหารแล้ว เราก็เลยเข้าใจไปว่าต้นไม้มันกินเหมือนคนหรือเหมือนสัตว์ แม้มันมิได้ตักข้าวเข้าปาก แต่มันก็มีรากดูดเข้าไปก็คงเหมือนเราดูดกาแฟเย็น แท้จริงยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะต้นไม้มันไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่ม ไม่ได้ดูด ไม่ได้ซึมน้ำหรืออาหารเข้าไปในลำต้นเลย ทั้งมันก็ไม่มีทางทำเช่นนั้นได้ด้วย

ในเรื่องนี้ก็เหมือนกับเราชอบพูดกันอยู่เสมอๆว่า "รถยนต์คันนี้กินน้ำมันจุ" เราพูดว่ารถยนต์กินน้ำมันทั้งๆที่มันมิได้กินสักนิด น้ำมันเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อจุดระเบิดให้ลุกสูบเคลื่อนที่เท่านั้นเอง ไม่มีท่าทีแสดงถึงการกินเลยแม้แต่น้อย

อาหารของสัตว์นั้นย่อมเป็นของเหลวและของแข็ง มีทั้งอินทรีย์วัตถุและอนินทรีย์วัตถุ มีคาร์โบไฮเดรต(แป้ง, น้ำตาล) โปรตีน (ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต) ไขมัน เกลือแร่ต่างๆ ในภาวะปกติอาหารเหล่านี้จะถูกจิตสั่งให้ตักเข้าปากเพราะไหลเข้าไปเองไม่ได้

แล้วก็ละลายย่อยออกด้วยน้ำย่อยทีละน้อยๆ ตั้งแต่ปากลงไปจนไปลำไส้ใหญ่ และการย่อยนี้ก็จะต้องอาศัยจิตใจ หาไม่แล้วเราก็คงจะให้ซากศพที่ตายใหม่ๆกินอาหารได้

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:46:23 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 7



การกินอาหารของสัตว์ อาศัยจิตใจด้วยเป็นอันมาก เราจะสังเกตได้ว่า คนที่กำลังเสียใจมากๆย่อมกินอาหารไม่ลง เป็นต้น แต่การกินอาหารของพืชนั้นมิได้เกี่ยว้องกับจิตใจเลย เพราะพืชส่งอาหารเข้าลำต้นด้วยวิธีออสโมซิส (Osmosis) ซึ่งคำนี้ในภาษาไทยยังไม่มี ดังนั้นผมจึงขอยกตัวอย่างประกอบ

เช่น เอาไข่ไก่มาฟองหนึ่ง แกะเปลือกไข่ทางด้านป้านออกเล็กน้อย โตประมาณกว่าเหรียญสลึงนิดหน่อย ระวังอย่าให้เยื่อบางๆของไข่นั้นขาด ส่วนทางด้านแหลมของไข่นั้น ให้เจาะทะลุลงไปเลย เล็กกว่ามวนบุหรี่นิดหน่อย แล้วหาหลอดแก้วเล็กๆสอดลงไป หาวัตถุเหนียวๆมายาให้รอบหลอดนั้นให้ทั่ว ให้หลอดติดกับเปลือกไข่ให้แน่น ต่อจากนี้จึงนำเอาไข่นี้วางลงในน้ำทางด้านป้านที่แกะเปลือกเอาไว้แล้ว ในไม่ช้าเราก็จะเห็นหลอดแก้วนั้นมีน้ำสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

วิธีที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานี้ จะต้องอาศัยน้ำในไข่ที่มีความเข้มข้นกว่าภายนอก ภายในรากของต้นไม้ก็มีน้ำที่เข้มข้นกว่าน้ำที่อยู่ภายนอกเหมือนกัน แล้วที่รากของมันก็มีเยื่อบางๆกั้นอยู่ ดังนั้น ในวิชาพฤกษศาสตร์จึงกล่าวว่าต้นไม้มันมิได้กิน มิได้ดื่ม ทั้งมิได้ดูดมิได้ซึม หากแต่เป็นไปโยวิธีการออสโมซิส (Osmosis)นั่นเอง ซึ่งวิธีการนี้เป็นหนทางที่ต้นไม้นำน้ำและอาหารเข้าสู่ลำต้น

นอกจากนี้ วิธีที่จะให้อาหารเข้าไปทำประโยชน์แก่ต้นพืชก็แตกต่างกว่าสัตว์หรือมนุษย์มาก เพราะต้องมีการปรุงอาหารขึ้นที่ใบเสียก่อน โดยการรวมคาร์บอนไดอ๊อกไซด์กับน้ำ แล้วมีแสงของดวงอาทิตย์เข้าช่วยโดยมีคลอโรฟิลล์(Chlorophyll) ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเร็วเข้า

นอกจากนี้ ชอบมีผู้ตั้งคำถามว่า เหตุใดต้นพืชจึงโน้มเอนไปในทางที่มีแสงสว่าง ในเรื่องนี้ผู้ที่ช่างสังเกตก็จะเห็นอยู่เสมอว่า ถ้าปลูกพืชไว้ใกล้ชายคาบ้านแล้วมันจะเอนออกไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับบ้าน เพื่อหนีจากร่มเงาไปสู่แสงแดด จนดูเหมือนว่ามันมีจิตหรือธาตุรู้อะไรสักอย่าง ว่ามันต้องการเช่นนั้น แล้วจึงบังคับให้ต้นพืชค่อยๆเอนออกไป

ความจริงต้นไม้นั้นมันไม่รู้ ทั้งมันก็มิได้ตั้งใจที่จะให้เป็นเช่นนั้นด้วย แต่การที่มันเป็นไปได้ก็เป็นไปตามอัตโนมัติที่ประกอบด้วยเหตุผล เหมือนเครื่องยนต์ที่มิได้มีจิตใจแต่มันแล่นไปได้นั่นเอง

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:46:41 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 8



ตามหลักฐานความจริงของวิชาพฤกษศาสตร์ ต้นไม้จะเจริญเติบโตขึ้นตามทิศทางของแสงสว่าง คุณลักษณะเช่นนี้ก็เกิดจากการสะสมฮอร์โมน สำหรับความเจริญเติบโตทางด้านตรงกันข้ามกับที่ไม่มีแสงสว่างได้ถูกสะสมไว้จนมีจำนวนมากขึ้นเกินกว่าธรรมดา ฮอร์โมนที่เหลือเฟือเหล่านี้ ช่วยให้ปฏิกิริยาทางเคมีในพืชดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ฮอร์โมนนี้มีชื่อว่า อ๊อกซินส์ (auxins)

อ๊อกซินส์นี้เป็นฮอร์โมนของต้นไม้ที่รู้จักกันมานานแล้ว ในวงการวิทยาศาสตร์แขนงพฤกษศาสตร์มีความเชื่อว่า เซลล์ของพืชจะเจริญเติบโตได้ ในเมื่อมีอ๊อกซินส์อยู่ อ๊อกซินส์นี้เกิดอยู่ในเนื้อเยื่อของใบไม้และเกสรอ่อนๆ แล้วอ๊อกซินส์ก็จะถูกนำไปยังส่วนต่างๆของต้นไม้ในโอกาสต่อไป

อ๊อกซินส์จะหมุนเวียนไปทางด้านที่ไม่ได้รับแสงสว่างเป็นจำนวนมากกว่าทางด้านอื่น หมายความว่า ต้นไม้ทางด้านที่ได้รับแสงสว่างน้อย จะมีอ๊อกซินส์มากกว่าทางด้านที่มีแสงสว่างมาก

ด้วยเหตุนี้เอง เซลล์ของต้นไม้ทางด้านที่ทึบแสงจะต้องขยายตัวยาวออกไปมากกว่าทางด้านที่รับแสงสว่าง จึงเป็นเหตุทำให้ต้นไม้เอนหรือโค้งงอออกไปทางด้านที่มีแสงสว่างมาก จนเป็นเหตุทำให้ดูประหนึ่งว่า ต้นไม้ต้องการเอนออกไปเพื่อต้องการแสงสว่าง ราวกับว่ามันมีชีวิตจิตใจ

เรื่องของต้นไม้ที่หุบใบได้เมื่อกระเทือนก็ดี กินตัวแมลงได้ก็ดี เหล่านี้ผมได้เขียนลงไว้ในหนังสือหลายเล่มแล้ว เช่นในเรื่องความมหัศจรรย์ของชีวิตเป็นต้น จึงไม่ได้แสดงไว้อีกเพราะเกรงว่าจะเป็นการเสียเวลามาก

แต่ผมก็ขอเพิ่มเติมว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายพฤกษศาสตร์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องพืช ตลอดจนตำรับตำราทุกเล่มของเขา ผมยังไม่เคยพบเลยว่าท่านผู้ใด หรือหนังสือเล่มไหนแสดงว่าต้นไม้มีวิญญาณ

โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:46:56 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 9



เรื่องของต้นไม้ว่าไม่มีวิญญาณหรือธาตุรู้นั้น ในปรมัตถธรรมก็มีหลักฐานยืนยันเอาไว้มาก เช่น ธาตุรู้นั้นได้แก่ มโนธาตุ ๓ วิญญาณธาตุ ๑๐ มโนวิญญาณธาตุ ๗๖ รวมกันเข้าก็มี ๘๙ นี้เท่านั้น ไม่ทราบว่าจะเอาธาตุรู้อันไหนไปใส่ให้ต้นไม้ได้อย่างไร

ธาตุรู้ทั้งหมดนี้ย่อมมีที่อาศัยเกิด เช่นที่จักขุวัตถุ โสตวัตถุ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ และหทยวัตถุ ถ้าไม่มีที่อาศัยเกิดแล้วก็จะเกิดธาตุรู้ขึ้นมาเองไม่ได้ หลักฐานตามสภาวธรรมมีอยู่ดังนี้ จึงไม่ทราบว่าจะเอาจักขุวัตถุ โสตวัตถุ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ และหทยวัตถุ ไปใส่ให้ต้นไม้ที่ตรงไหนดี ต้นไม้จึงจะเห็น ได้ยิน และคิดอะไรๆได้

ต้นไม้อาศัยอุตุเป็นแดนเกิด มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานอาศัยกรรมเป็นแดนเกิด แล้วมีอุตุมีอาหารเข้าร่วมด้วย และอำนาจของกรรมนี้จะผลิตสร้างรูปซึ่งเป็นปรมาณูขึ้นเรียกว่ากรรมชรูป เป็นที่ตั้งอาศัยของจิตใจหรือธาตุรู้ และเป็นผู้ผลิตที่ตั้งของอิตถีภาวะ และปุริสภาวะ อันได้แก่ความเป็นหญิงความเป็นชายลงไปบนเซลล์ทั่วร่างกาย

สำหรับต้นไม้ผมก็ไม่เคยได้พบว่าตรงไหนเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตใจหรือธาตุรู้ ตรงไหนแสดงว่าต้นไม้เป็นหญิงหรือเป็นชาย ส่วนเกสรตัวผู้ตัวเมียของต้นไม้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศอันเป็นเรื่องของพืชโดยเฉพาะซึ่งไม่เหมือนกับสัตว์ที่ผมก็เคยบรรยายไว้ในหนังสือเล่มอื่นแล้วเหมือนกัน

ถ้าต้นไม้มีวิญญาณหรือธาตุรู้แล้ว พุทธศาสนิกชนก็ไม่ควรจะไปตัดหรือไปเด็ดต้นไม้ใบไม้ตลอดจนผักหญ้ามาเป็นอาหาร เพราะเป็นการเบียดเบียนสัตว์ต้นไม้ จำทำให้สัตว์ต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายต้องตายไป เป็นการทำปาณาติบาต ดีไม่ดีอาจจะต้องไปลงนรกเข้าก็ได้

ถ้าต้นไม้มีวิญญาณหรือธาตุรู้แล้ว ต้นไม้ก็คงจะทำบาปทำบุญ ทำดีทำชั่วได้ ต้นไม้ตายลงไปแล้วจะไปเกิดที่ไหน จะไปรวมกันอยู่กับพวกอมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายหรือเปล่า

ถ้าจะว่าต้นไม้ทำบาปรือบุญไม่ได้ เห็นหรือได้ยินก็ไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็คงจะเป็นภวังควิญญาณกระมัง แต่ภวังควิญญาณซึ่งเป็นธาตุรู้อันหนึ่ง ภวังควิญญาณเป็นชนิดทวารวิมุติอารมณ์ซึ่งรับอารมณ์โดยทั่วไปไม่ได้ แต่ก็ยังคงมีอารมณ์ซึ่งเป็นอดีตที่อาจจะเป็นอารมณ์บาปหรือเป็นบุญได้ ดังนั้นต้นไม้ก็คงจะต้องมีอารมณ์อยู่เสมอ ซึ่งอาจจะเป็นอารมณ์ที่เป็นบาปหรือเป็นบุญ ทั้งภวังควิญญาณก็จะต้องตั้งอยู่ ณ หทยวัตถุ (ในปัญจโวการภูมิ) แต่ต้นไม้ไม่ทราบว่าหทยวัตถุอยู่ที่ไหน



โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:47:13 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )


  สลักธรรม 10




ปราดเปรื่องชนบนพื้นแห่งธรรมะ
อิจฉริยะเหนือใครใฝ่เทียบได้
ปวงความรู้ถ้วนพร้อมน้อมนำใจ
เมตตาธรรมล้ำหทัยตลอดมา



ท่านเมธีนาม"บุญมี เมธางกูร"
ศิษย์อาดูรอาลัยใจครวญหา
ฟังเสียงท่านบรรยายให้ธรรมา
ดุจแสงสาดส่องชีวาให้พบพร



ครบวันนี้เวียนผ่านกาลดับชีพ
แสงประทีปแห่งธรรมเคยพร่ำสอน
แสนสะท้อนห้วงใจให้อาวรณ์
ในสุนทรธรรมรสพจนา



จึ่งรวมศิษย์ประดิษฐ์กรรมนำมากราบ
ศิโรราบระลึกคุณท่านหนักหนา
ด้วยจรดจิตจารึกน้อมบูชา
ขอทดแทนกตัญญุตาตลอดไป



บุษกร เมธางกูร



โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2550 , 10:47:32 น.] ( IP = 125.26.42.162 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org