| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
รำลึกถึงดวงประทีป (๑๐)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1![]()
![]()
คำถาม - คำตอบ มอบปัญญา (๓)
กำหนดการจัดงานวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ประวัติท่านอาจารย์บุญมี
ตอนที่ผ่านมา
ถาม ในพระพุทธศาสนานั้นว่า เมื่อโลกเราถูกสร้างขึ้นใหม่ ๆ มีพรหมลงมาเกิดก่อน จะเป็นเหตุผลที่ตรงต่อความเป็นจริงหรือไม่? มีแสดงไว้ในพระอภิธรรมบ้างไหม?
ตอบ พระนักศึกษาท่านถามในเรื่องของพรหม ผมอยากจะตอบคำถามนี้ทั้งหมด แต่เรื่องนี้ค่อนข้างยืดยาวผมขอถือโอกาสตอบเพียงย่อ ๆ เท่านั้น เพราะต่อไปท่านก็จะได้ศึกษา เมื่อเราศึกษากันถึงเรื่องนี้โดยตรงเสียก่อนแล้วจึงค่อยพูดกันใหม่
อีกประการหนึ่ง ถ้าผมบรรยายเรื่องพรหมมากนัก ท่านนักศึกษาใหม่ ๆ อาจจะตกใจว่า เรื่องพรหมอะไรกัน เหมือนเมื่อหลายปีมาแล้ว ผมชวนท่านผู้หนึ่งให้มาศึกษาพระอภิธรรม ที่ผมชวนมาก็เพราะผมรู้จักกับเขา เขามานั่งฟังสักพักหนึ่งในวันนั้น เป็นวันที่ศึกษาถึงปริจเฉกที่ ๕ ต้องกล่าวเรื่องเทวดา ผมก็ลืมไปว่าเขานั่งอยู่ที่นั่นด้วย
ผมพูดถึงเรื่องเทวดาแต่ไม่ใช่เป็นการเริ่มเรื่องเป็นเรื่องเทวดาที่ต่อมาจากคราวก่อน ๆ ดังนั้น เหตุผลในเรื่องเทวดาก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ตั้งแต่วันนั้นมา ท่านผู้นั้นก็ไม่มาอีกเลย ผมไปพบเข้าเขาก็บอกว่า "พูดเรื่องเทวดาอะไร เป็นการเพ้อฝัน เทวดาไม่มีจริง ๆ เขาบอกว่าเขาฟังต่อไปไม่ไหว"
แล้วพูดว่า "ผมเป็นนักศึกษาไปเมืองนอกเมืองนามาเรียนอะไรหลายอย่าง ทุกอย่างก็เป็นเรื่องที่ประกอบด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริง จะมาเพ้อฝันเป็นเรื่องเทวดา ผมทนไม่ไหว"
ผมก็อธิบายว่า เรื่องของเทวดาในพระอภิธรรมนั้นมีจริง ๆ แต่ไม่ใช่เทวดาอย่างที่คนทั้งหลายพากันเข้าใจ เพียงแต่ชื่อว่าเทวดาไปซ้ำกันเข้า พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเรื่องเพ้อฝัน
การแสดงเรื่องเทวดาก็เป็นการแสดงถึงสัตว์ประเภทหนึ่งที่มีร่างกายละเอียดเป็นปรมาณู (ปรมาณูในทางธรรมะ) นอกจากนั้นยังได้นำไปเข้าถึงเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่เรากำลังศึกษากันอยู่ในปัจจุบันนี้ เขาก็ได้รับฟัง
เรื่องพรหมนี่ก็เหมือนกัน ผมจึงตอบย่อ ๆ สั้น ๆ เพียงว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงเรื่องพรหมจริง นอกจากเรื่องพรหมแล้วก็ควรจะเติมเรื่องพรหมลิขิตเข้าไปด้วยตามที่มีผู้เข้าใจ และเชื่อถือกันมาว่าพรหมนั้นมี ๔ หน้า แล้วมีตัวสีเขียว พรหมนั้นสร้างชีวิต สร้างสรรสิ่งสารพัดทั้งปวงขึ้นมาทั้งสิ้น จะให้ใครสุขสบาย หรือทุกข์ร้อนอย่างไร เวลาไหน ก็เป็นฝีมือของพรหมนั้น
ในพระอภิธรรมปิฎกมีสอนเรื่องพรหม แต่มิได้มีพรหม ๔ หน้า มิได้มีพรหมตัวเขียว และมิได้ลิขิตชีวิตสัตว์ หรือทำให้สัตว์ทุกข์หรือสุขได้ตามชอบใจของพรหม รายละเอียดเรื่องนี้มีมาก แต่ผมตอบเพียงเท่านี้คงจะไม่มีใครหาว่ากำลังเพ้อฝัน แล้วหนีหายไปไม่ยอมมาศึกษาในวันต่อไปเป็นแน่ โดย ศาลาธรรม [22 พ.ย. 2550 , 08:39:37 น.] ( IP = 125.26.38.189 : : )
สลักธรรม 2
ถาม จิตคืออะไร ?
ตอบ จิตเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีลักษณะรู้ หรือรู้อารมณ์ อีกนัยหนึ่ง จิตเป็นธรรมชาติที่รับอารมณ์ หรือคิดอ่านซึ่งอารมณ์นั้น ตามบาลีว่า จิตฺเตตีติ จิตฺตํ อารมฺมณํ วิชฺชานาตีติ อตฺโถ ฯ ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่าจิต มีอรรถว่า ธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือจิต
โดย ศาลาธรรม [22 พ.ย. 2550 , 08:46:00 น.] ( IP = 125.26.38.189 : : )
สลักธรรม 3
ถามจิตกับวิญญาณต่างกันหรือไม่?
ตอบ ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวรรค แสดงว่าจิตนี้มีชื่อตั้ง ๑๐ ชื่อ เพื่อแสดงให้รู้ว่าจิตคืออะไร
ยํ จิตฺตํ มโน หทยํ มานสํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทฺริยํ
วิญฺญานํ วิญญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํฯ
ในอัฏฐสาลินีอรรถกถาอธิบายว่า
๑. ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต
๒. ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มโน
๓. จิตนั่นแหละได้รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า หทัย
๔. ธรรมชาติคือฉันทะที่มีในใจนั่นเอง ชื่อว่า มานัส
๕. จิตเป็นธรรมชาติที่ผ่องใส จึงชื่อว่า ปัณฑระ
๖. มนะนั่นเองเป็นอายตนะ คือเป็นเครื่องต่อ จึงชื่อว่า มนายตนะ
๗. มนะอีกนั่นแหละที่เป็นอินทรีย์ คือความเป็นใหญ่ จึงชื่อว่า มนินทรีย์
๘. ธรรมชาติใดรู้แจ้งอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อ วิญญาณ
๙. วิญญาณนั่นแหละเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์
๑๐. มนะนั่นเองเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ จึงชื่อว่า มโนวิญญาณธาตุ
ตามธรรมดาคนไทยเราก็ชอบตั้งชื่อคำว่าจิตนี้ออกไปหลายอย่าง และใช้กันมาจนชินเลยไม่ได้รู้สึกตัวว่าทำไมจึงได้ตั้งชื่อไว้ซ้ำๆกัน เช่น จิต ใจ หทัย มโน หัวใจ ดวงกมล เป็นต้น โดย ศาลาธรรม [22 พ.ย. 2550 , 08:46:21 น.] ( IP = 125.26.38.189 : : )
สลักธรรม 4
ถาม จิตเป็นธรรมชาติที่รู้ในเรื่องอะไร?
ตอบ จิตเป็นธรรมชาติที่รู้ในเรื่อง เห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, รู้รส, รู้สัมผัส, และคิดนึก เช่น เห็น คนหรือสัตว์ได้ ได้ยินเสียง นกร้องได้ ได้กลิ่น หอม หรือเหม็นได้ รู้รส หวาน หรือขมได้ รู้สัมผัสเย็นร้อนได้ และ คิดนึก เรื่องต่าง ๆ ได้
ตามธรรมดา รูป นั้นเป็นอนารัมมณัง แปลว่ารู้อารมณ์ไม่ได้ เช่นร่างกายของเรา แม้แต่มันสมอง ในเซลล์ ในยีนส์ หรือสรรพสิ่งทั้งหลาย มีต้นไม้ บ้านเรือน โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ย่อมไม่มีหน้าที่ที่จะเห็น ได้ยิน หรือคิดนึก รู้สึกทุกข์ รู้สึกสุข รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักคิดอ่านจดจำเลยเป็นอันขาด แม้ว่ามันจะวิวัฒนาการมากี่พันกี่หมื่นล้านปีก็ตาม
รูปบางอย่างที่อยู่ตามร่างกาย แสดงเหมือนหนึ่งรู้อารมณ์ได้ ทำให้ผู้ที่ขาดการพิจารณาเข้าใจผิด เช่นเห็นรูปได้ด้วยตา ได้ยินเสียงได้ด้วยหู เป็นต้น บางคนเข้าใจว่าตาเป็นผู้เห็น หูเป็นผู้ได้ยิน
ความจริงรูปเหล่านั้นรู้อารมณ์ไม่ได้เลย หากแต่เป็นสถานที่ซึ่งจิตเข้าไปทำการงาน เห็น และมีสถานที่ซึ่งจิตเข้าไปทำการงาน ได้ยิน เป็นต้น ส่วนการทำงานของจิต และสถานที่คือรูป ทำการงานอย่างไรโดยพิสดาร จะได้ศึกษาต่อไป
มีอยู่บ่อยครั้งทีเดียวที่รูปมากระทบตาแล้วเราไม่เห็น และเสียงมากระทบหูแต่เราไม่ได้ยิน ทั้งนี้ก็เพราะเรามิได้ยกจิตขึ้นมาสู่อารมณ์เหล่านั้นด้วย เหตุนี้ เมื่อเราเดินไปตามถนนคลื่นแสงที่สะท้อนจากสิ่งต่างๆ เป็นอันมากเข้ากระทบตาเราจึงได้เห็นบางอย่าง และเสียงต่าง ๆ มากมายที่เข้ามากระทบหูในเวลาที่เราหลับสนิทจึงไม่ได้ยิน ทั้งนี้ก็เพราะร่างกายของเราทั้งหมดนั้นเป็นรูป จึงไม่มีความสามารถรับรู้อารมณ์ได้ โดย ศาลาธรรม [22 พ.ย. 2550 , 08:46:39 น.] ( IP = 125.26.38.189 : : )
สลักธรรม 5
ถามจิตเกิดขึ้นที่ไหน?
ตอบ บุคคลทั้งหลายอาศัยประตูบ้าน เพื่อออกไปทำกิจการงานต่างๆ ดังนั้นบ้านเรือนจึงต้องมีประตูสำหรับจะได้ออกไปข้างนอก บางบ้านต้องการความสะดวกมากขึ้น จึงมีประตูหลายประตู
ในเรื่องของจิตก็เช่นเดียวกัน จิตจะต้องอาศัยประตูออกมาทำการงานต่างๆ เช่น เห็น ได้ยิน คิดนึกเหมือนกัน ถ้าจิตมิได้มีประตูสำหรับจะได้ออกมาทำการงานแล้ว จิตก็จะทำงานเห็น ได้ยิน คิดนึก ไม่ได้เลยเป็นอันขาด
ประตูที่จิตออกมาทำงานนั้นมี ๖ ประตู และประตูทั้งสิ้นเป็นเพียงรูป แต่เป็นรูปที่ละเอียดประณีตมาก คือ เป็นรูปที่ประกอบไปด้วยปรมาณู (เป็นปรมาณูทางธรรม) รูปเหล่านี้เรียกว่า "ปสาท" เขียนกันในภาษาไทยว่า "ประสาท" แต่มิได้หมายถึงประสาทที่นายแพทย์ดึงออกมาเป็นเส้นๆ จิตจะมาทำการงานเห็นที่ประสาทตา ได้ยินที่ประสาทหู ได้กลิ่นที่ประสาทจมูก ลิ้มรสที่ประสาทลิ้น กระทบเย็น - ร้อน - อ่อน - แข็ง ที่ประสาทกาย และคิดนึกที่มโนอันได้แก่ใจ
แต่อย่างไรก็ดี จิตจะทำการงานทางปัญจทวาร คือประตูทั้ง ๕ นี้ เฉพาะในขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะรู้รส ขณะรู้สัมผัสเท่านั้น โดยที่ยังไม่ทราบว่าได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส ในเรื่องเหล่านั้นจริงๆ เพราะการจะรู้เรื่องเหล่านั้นได้ต้องผ่านมโนทวารเสียก่อน นอกจากนั้น จิตจะทำการงานที่มโนทวารคือประตูใจ โดย ศาลาธรรม [22 พ.ย. 2550 , 08:46:58 น.] ( IP = 125.26.38.189 : : )
สลักธรรม 6
ถาม จิตเป็นอะไร เป็นสสารหรือเป็นพลังงาน?
ตอบ นักศึกษาได้ฟังผมบรรยายมาแล้วตามลำดับ ก็ย่อมจะเห็นได้ว่า จิตนั้นมิได้เป็นสสาร มิได้เป็นพลังงาน หากแต่เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเหตุต่างๆ ทำให้เกิดขึ้นมาแล้วก็สลายตัวไปโดยรวดเร็วมาก มิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นอมตะ มิได้เกิดขึ้นมาโดยการดลบันดาลของใคร และอยู่ในฐานะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย
แต่อย่างไรก็ดี ถ้าท่านนักศึกษาได้ศึกษาไปให้มากขึ้น ก็จะพบความจริงว่าจิตใจนั้นแม้ว่ามันจะมองไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน ซ้ำยังถูกต้องไม่ได้ก็ดี แต่ถึงกระนั้นมันก็มีอำนาจหรือมีอิทธิพลหลายอย่าง เช่น รู้อารมณ์ก็ได้ เก็บบาปเก็บบุญเอาไว้ก็ได้ ทำหน้าที่ปฏิสนธิคือสืบต่อเกิดใหม่ในภพต่อไปก็ได้ เมื่อมีสมาธิดีมากๆแล้ว จะแสดงอิทธิบางอย่างก็ได้ โดย ศาลาธรรม [22 พ.ย. 2550 , 08:47:22 น.] ( IP = 125.26.38.189 : : )
สลักธรรม 7
ถาม จิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
ตอบ ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาจากเหตุ หรืออีกนัยหนึ่งว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้จะเกิดขึ้นมามิได้เลย ถ้าหากปราศจากเหตุ แม้จะกระดิกตัวสักนิด หรือจะยิ้มสักหน่อยก็หนีเหตุไปไม่พ้น ทั้งนี้ไม่เลือกว่าจะเป็นรูปหรือนามก็ตาม แต่ทว่าเหตุนั้นมีหลายชั้น เช่น เหตุใกล้ เหตุไกล เหตุในชาตินี้ เหตุในชาติหน้า เหตุในชาติก่อน เหตุที่ตื้นๆเผินๆ หรือเหตุที่ลึกซึ้ง
ผู้ใดมิได้ศึกษาพระอภิธรรม มิได้พิจารณาให้ละเอียดเข้าไปถึงเหตุไกล คือเหตุในอดีต หรือเหตุที่ลึกซึ้งแล้วก็จะตัดสินความจริงที่เกี่ยวกับชีวิตผิดพลาดไปได้โดยง่าย เช่น เข้าใจว่าจิตหรือวิญญาณนั้น ล่องลอยไปเกิดได้เพราะเป็นสิ่งกายสิทธิ์ หรือเข้าใจว่า เมื่อคนตายลงไปแล้วยังไปเกิดอีกไม่ได้ ต้องไปอยู่ในสถานีกลางเสียก่อน แล้วจึงไปเกิดภายหลัง หรือเข้าใจว่า คนเราเมื่อตายลงไปแล้วก็จมฝังดินหรือเผาเป็นเถ้าถ่านไปเกิดอีกไม่ได้ เป็นต้น
โดย ศาลาธรรม [22 พ.ย. 2550 , 08:47:39 น.] ( IP = 125.26.38.189 : : )
สลักธรรม 8
ได้อ่านการถาม-ตอบ ของท่านอาจารย์แล้ว
คิดว่าน่าจะมีการรวบรวมเป็นเล่มนะคะ เพราะนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาพระอภิธรรม และผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะเรียนดีหรือไม่ดี เรียนแล้วมีประโยชน์อะไร
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ ที่ตอบข้อข้องใจต่างๆด้วยอรรถที่ง่ายต่อการเข้าใจค่ะ
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณ..คุณศาลาธรรมเป็นอย่างยิ่งค่ะที่นำสิ่งประเสริฐมาฝาก
"ครูมีบุญคุณ จะต้องเทิดทูนเอาไว้เหนือเกล้า"โดย พี่ดา [22 พ.ย. 2550 , 09:46:09 น.] ( IP = 124.121.175.110 : : )
สลักธรรม 9เช่นกันครับอ่านคำถามตอบของท่านอาจารย์มาหลายตอนแล้ว อยากรวบรวมทำเล่มไว้แจกจ่ายเป็นธรรมทานครับ เพราะมีประโยชน์มากมายจริงๆครับ และเป็นเสมือนเข็มทิศให้ชีวิตแก่ผู้ที่เริ่มสนใจพระธรรมครับ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่ง ในความเมตตากรุณาที่ช่วยขยายความให้กระจ่างชัดในบทธรรมต่างๆขอรับ.
โดย เทพธรรม [22 พ.ย. 2550 , 10:07:08 น.] ( IP = 58.9.142.124 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |