| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนพิเศษ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
สายแสงสุริยกานต์...........................เพียงฉายฉานกาลทิวา รังสีแห่งจันทรา...............................ประโลมหล้าเพียงราตรี
ฤาจักเทียบแสงรัก..........................งามพร้อมพรักพระรัศมี จากองค์นฤบดี................................ผู้พลังแห่งแผ่นดิน
หกสิบเอ็ดปีครองราชย์....................ทรงพาชาติพ้นภัยสิ้น พอเพียงเลี้ยงชีวิน...........................วิถีไทยในธัมมา
แสงธรรมทศพิธ.............................ราชกิจทุกทิศา ส่องฉายชาวประชา.........................คุ้มครองสุขทุกคืนวัน
เนิ่นนานทรงสานหลัก.....................ให้รู้รักเพื่อสุขสันต์ สามัคคีพี่น้องกัน.............................ปรองดองจิตคิดเมตตา
เบื้องบาทพระยาตรย่ำ.....................เช้าจรดค่ำแก้ปัญหา เสโทโซมกายา...............................เปื้อนธุลีที่ทรงงาน
แปดสิบพระพรรษา..........................ทรงฟันฝ่ามหาศาล เพื่อไทยพ้นก้นดาร..........................แม้นเหนื่อยหนักมิพักองค์
ปวงข้าละอองธุลี ............................ ซึ้งชีวีในพระราชประสงค์ ขอทำดีอย่างมั่นคง..........................ตอบแทนองค์พ่อหลวงไทย
อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์........................ทั่วทางทิศทุกสมัย ดลองค์พระทรงชัย..........................พระราชหฤทัยเกษมสำราญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม..................ปวงข้าน้อมฯศิระกราน ขอพระชนม์ยั่งยืนนาน ....................ขอเดชะ ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ และคณะศิษยานุศิษย์![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2550 , 01:03:08 น.] ( IP = 58.9.98.122 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อการกล่าวถวายพระพรและบทเพลงสดุดีมหาราชาจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวเชิญชวนให้ทุกคนร่วมใจกันสดุดีมหาราชา ที่ทรงครองราชย์ปกป้องชาวประชา และทรงเอื้อประโยชน์แก่แผ่นดินไทยมาถึง ๘๐ พระพรรษา โดยท่านอาจารย์ได้นำคณะศิษย์ร้องเพลงพ่อแห่งแผ่นดินเพื่อถวายพระองค์พร้อมกันอีกครั้ง
ท่านอาจารย์กล่าวว่า รู้สึกชื่นในหัวใจของตนเอง และแต่ละคนก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน รู้สึกว่าจิตใจนั้นเย็นยิ่งกว่าอากาศ เหมือนกับว่าได้เกิดมาทำหน้าที่ที่สมบูรณ์คือได้ทำในสิ่งที่คนไทยควรทำ ได้แก่การจงรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์
มูลนิธิของเราไม่ขาดตกบกพร่องเลย ซึ่งในวันนี้เราก็ได้แสดงพลังความจงรักในสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่จะทรงมีพระชนมายุครบ ๘๐ พระพรรษาในวันที่ ๕ นี้ ซึ่งเราทุกคนก็ปิติยินที่ที่เฝ้าติดตามพระราชกรณียกิจของพระองค์จากสื่อสารมวลชนและข่าวในพระราชสำนักก็จะได้รับทราบเหมือนกับว่า เรานับถอยหลังแล้วเพื่อจะไปสู่ช่วงเวลาที่สำคัญ
เพราะวันนี้เป็นวันที่ ๒ แล้ว อีกสามวันก็จะถึงวันที่ ๕ ธันวาคม จากที่การรอคอยของเราที่เคยรอเคานต์ดาวน์ (Countdown) การนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ แต่สำหรับตนเองนั้นนับถอยหลังมาสิบกว่าวันแล้วเพื่อจะรอถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อจะได้รับสิริมงคลที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคมที่เราจะได้ชมการถ่ายทอดสดในวันที่ ๕ ธันวาคม เวลา ๑๐.๓๐ น.
ก็ขอให้ทุกคนเปิดทีวีเพื่อส่งพลังความจงรักภักดีไปยังพระองค์ท่าน ในปีก่อนๆ ทุกวันที่ ๕ ธันวาคม มูลนิธิของเราก็จะมีกลุ่มหนึ่งที่ไปเฝ้ารอรับเสด็จพระราชดำเนินฯของพระองค์ร่วมกับประชาชนทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณวัดพระแก้ว ซึ่งศาลา ๑๑ จะเป็นที่นั่งประจำของพวกเราที่เข้าไปนั่งจองที่เพื่อรอรับเสด็จกันตั้งแต่เช้าซึ่งเวลาเสด็จพระราชดำเนินนั้นเป็นเวลาเย็น ซึ่งผู้ที่ไปรอรับเสด็จนั้นต่างก็ได้รับความปิติใจกันอย่างมากที่ได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ตามเสด็จอย่างใกล้ชิด
แต่สำหรับในปีนี้เนื่องจากสภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เอื้ออำนวยประกอบกับคณะกรรมการมีภารกิจเกี่ยวกับการแสดงมุทิตาจิตแด่พระเมธีวรญาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามฯ กรรมการกิติมศักดิ์ของมูลนิธิ ซึ่งได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชปฏิภาณโสภณ
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2550 , 01:03:46 น.] ( IP = 58.9.98.122 : : )
สลักธรรม 3
ฉะนั้น เราก็จะมานัดรวมดวงใจกันว่า เวลา ๑๐.๐๐ น. เราจะมาเปิดทีวีกันเพื่อชมการถ่ายทอดการเสด็จออกมหาสมาคมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเพื่อรับการถวายพระพรจากพระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะฑูตานุฑูต และผู้เข้าเฝ้าต่างๆ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ( หมายกำหนดการพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)
ซึ่งต้องบอกว่าแม้เราจะไม่ได้ไปเข้าร่วมพิธีแต่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแทนข้าราชการ และราษฎรทุกหมู่เหล่า ท่านนายกรัฐมนตรีจึงเป็นตัวแทนของพวกเราที่ได้มีโอกาสกล่าวถวายพระพรชัยต่อหน้าพระพักตร์ เราจึงต้องดูและฟังในสิ่งที่เกิดขึ้นจากบุคคลผู้ที่เป็นตัวแทนของเรานั่นเอง ..ตรงนี้เพื่อความชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีไปทำหน้าที่แทนเราจริงๆ ท่านอาจารย์จึงให้แต่ละคนระบุชื่อของตนลงไปว่า "นายกรัฐมนตรีไปทำหน้าที่แทน ...(ชื่อเราเอง)..." เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แคบลงมาอยู่ใกล้ตัวจนทำให้เรามีความสุขได้
ความสุขนั้นก็คือเสมือนเราได้มีโอกาสกล่าวคำถวายพระพรต่อเบื้องพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แม้ในวันนี้เราจะได้กระทำพิธีกันแล้วก็จริง แต่วันที่จะมีพิธีอย่างเป็นทางการก็คือวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งแม้ในความเป็นจริงพระองค์ท่านจะไม่ต้องการทรัพย์สินสิ่งใดจากพวกเราแล้วเพราะด้วยพระบารมีที่พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องราชูปโภค แม้กระทั่งพระปรีชาสามารถที่ปรากฏอยู่ในเพลงพ่อแห่งแผ่นดินที่ "ทรงกรองศาสตร์ กรองศิลป์ การดนตรี ร้อยกรอง บทกวี ซึ้งกมล " เราคงจะไปแสดงความสามารถที่ไม่เอาไหนของเราถวายพระองค์ท่านไม่ได้หรอก พระองค์ท่านทำฝนหลวง ทำเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านจึงเพียบพร้อมไปทุกอย่างแล้ว
แต่กำลังใจจากประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ทูลเกล้าฯถวายแล้วไม่เป็นสิ่งที่เหลือเฟือแต่อย่างใด การแสดงออกของประชาชนที่แสดงถึงความจงรักภักดีนั้นคือโอสถวิเศษในยามนี้ และในวันดังกล่าวคงจะเป็นวันประชามหาปีติอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้ชมการแพร่ภาพจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ แม้เราจะนั่งชมพระบารมีอยู่ที่หน้าทีวี ก็อย่าไปคิดว่าอยู่นอกสายพระเนตร เพราะเมื่อสักครู่นี้ก็ได้บอกแล้วว่าผู้ที่ทำหน้าที่แทนเราคือ นายกรัฐมนตรี และเราก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลพระองค์ท่านเลยเพราะถ้าหากเราไปนั่งเรียบร้อยอยู่ใกล้ทีวี เราก็จะเป็นผู้ที่ได้อยู่ใกล้ที่สุดโดยไม่ต้องไปจองที่ไปเบียดกับใครให้เหนื่อย เพราะบางคนที่มาจากต่างจังหวัดนั้นเขาต้องมานอนค้างที่สนามหลวงเพื่อที่จะรอแย่งกันเข้ามาจองที่นั่งในตอนเช้าวันที่ ๕ เมื่อประตูวัดพระแก้วเปิดแล้ว แต่พวกเราเพียงพร้อมใจกันเราสวมเสื้อเหลืองแล้วนั่งดูทีวีอย่างเรียบร้อยก็มีความสุขได้แล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2550 , 01:04:05 น.] ( IP = 58.9.98.122 : : )
สลักธรรม 4![]()
ฉะนั้น ถ้าหากเราคิดดี เราก็จะได้ดี เรื่องของความคิดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งตรงกับที่หลวงพ่อเสือท่านบอกว่า คิดดี ..ได้ดี แม้ว่าวันนี้จะไม่มีห้องนั่งเล่น แต่ก็มีเรื่องจริงที่จะมาคุยให้ฟังว่า การที่มาชักชวนท่านให้ตื่นตัวตื่นใจกับการทำความดีด้วยการเริ่มต้นให้ท่านมองโลกในแง่ดีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่แทนใคร? ทำหน้าที่แทนเรา ..อย่างนี้เรียกว่าการมองโลกในแง่ดี ลำดับต่อมาเราก็ต้องคิดีด้วย เพราะคิดดีเป็นผลให้เกิดการทำดี
หลวงพ่อท่านเคยสอนว่าให้มองโลกในแง่ดี ต่อมาท่านก็บอกให้เราคิดดี และให้ทำดี เหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านสอนมาตั้งแต่ต้นปี เราก็จะดูได้จากจำนวนครั้งของห้องนั่งเล่นที่มีมา ลองนึกย้อนกลับไปถึงคำบอกของหลวงพ่อเรื่องธนาคารชีวิต ซึ่งก็คือธนาคารเวลาที่เรามีกันอยู่คนละ ๘๖,๔๐๐ วินาทีในหนึ่งวันที่เราได้มาฟรีๆ เหมือนๆ กัน ซึ่งเราต้องใช้ให้หมดและถ้าใช้ไม่หมดธนาคารก็จะตัดบัญชีไปพอเช้าขึ้นมาก็ให้ใหม่อีก ๘๖,๔๐๐ วินาที ตอนนั้นได้สมมุติเป็นเรื่องเงิน ซึ่งก็ได้รับคำตอบเกี่ยวกับวิธีการใช้เงินจำนวนดังกล่าวจากบางคนว่า จะโอนให้อาจารย์นำไปทำกุศลแทนตัวเองทั้งหมด ส่วนบางคนก็กลุ้มใจที่จะต้องได้รับทุกวัน
คำสอนของหลวงพ่อเมื่อวันนั้นทำให้ทุกคนตื่นเต้นและคิดกันว่า เราจะทำอะไร ? ซึ่งต่อมาหลวงพ่อก็สอนว่า เราควรจะทำอะไร ก็คือให้เราเห็นความสำคัญของชีวิตและวางระดับความสำคัญของชีวิตให้เป็น ท่านบอกว่าชีวิตของเราก็เหมือนกับภาชนะ เช่น ถังน้ำหรือแก้วน้ำ ถ้าเป็นถังหรือแก้วน้ำที่ว่างเปล่าก็จะเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า ดังที่หลวงพ่อท่านเคยถามว่า แก้วน้ำมีความสำคัญที่ไหน? มีความสำคัญตรงที่ใส่น้ำได้ แต่ถ้าแก้วน้ำถูกเติมน้ำจนเต็มแล้วแก้วน้ำก็หมดความสำคัญลงเพราะไม่สามารถบรรจุอะไรลงไปได้อีก ฉะนั้น ถ้าเราซื้อแก้วมาแล้วคว่ำเก็บเอาไว้เป็นของเก่าของลายครามก็จะไม่มีประโยชน์เลย เพราะไม่มีอะไรบรรจุลงไป
เช่นเดียวกันกับชีวิตของเราถ้าหากเปรียบเป็นถังน้ำที่โล่งๆ ก็ไม่มีประโยชน์ จึงต้องเติมให้เต็ม แต่จะเติมอะไรลงไปล่ะ? หลวงพ่อท่านก็สอนต่อว่า สิ่งที่จะเติมหรือบรรจุลงไปนั้นแบ่งออกเป็น ๕ อย่าง คือ หินก้อนใหญ่ หินก้อนเล็ก กรวด ทราย และน้ำ ซึ่งท่านได้ให้ลูกศิษย์คนหนึ่งเติมสิ่งทั้งห้าลงไปในแก้วน้ำพิสูจน์ให้เราได้ดูกันแล้ว
จำได้หรือไม่ว่า หลวงพ่อท่านบอกว่า ภาชนะนั้นยิ่งใส่ของได้มากก็ยิ่งดี ฉะนั้นจึงอยู่ที่ว่าเราจะใส่ของสิ่งใดลงไปก่อนเพื่อที่จะทำให้เหลือช่องว่างน้อยที่สุด หลวงพ่อท่านสอนเราว่า ให้หยิบหินก้อนใหญ่ใส่ลงไปก่อน เพราะหินก้อนใหญ่เปรียบเสมือนคุณธรรม หินก้อนเล็กเปรียบเสมือนความรักความสามัคคี กรวดเปรียบเสมือนความรับผิดชอบในหน้าที่ ทรายเปรียบเสมือนมิตรภาพที่ดีที่มีต่อกัน น้ำเปรียบเสมือนความเมตตากรุณา
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2550 , 01:04:54 น.] ( IP = 58.9.98.122 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น ของทั้ง ๕ อย่างที่จะใส่ลงไปในแก้วหรือถังน้ำนั้นเราต้องรู้ว่าเราจะใส่อะไรลงไปก่อน สิ่งแรกที่เราต้องใส่ลงไปคือหินก้อนใหญ่ เพราะชีวิตต้องหนักแน่นไปด้วยคุณธรรม ชีวิตคนที่ขาดหินก้อนใหญ่ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเพราะมัวแต่ "คุณน่ะทำ แต่ฉันไม่ทำ" คือชอบชี้ไปที่คนอื่นให้เขาทำ
คุณธรรมนั้นจะต้องมีในตัวเรา เราจึงต้องหยิบหินก้อนใหญ่ใส่ลงไปในถังชีวิตไปนั้นก่อน เราต้องมี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ..เราต้องซื่อสัตย์คิดำทำอะไรก็ทำจริงมีสัจจะ ทมะคือความข่มใจ ขันติคือความอดกลั้น จาคะคือการบริจาคการเสียสละ นอกจากธรรมทั้งสี่ประการนี้แล้วคุณธรรมในหมวดอื่นใดก็เป็นสิ่งที่เราต้องมี
และเมื่อเราใส่หินก้อนใหญ่ลงไปแล้ว เราก็ต้องรู้ว่า เราไม่ได้เกิดมาแล้วอยู่คนเดียวเหมือนกับเพลงตุ๊ดตู่ที่เด็กๆ ร้องกัน และเมื่อหลายคนถูกท่านอาจารย์ชวนให้ร้องเพลงตุ๊ดตู่อย่างสนุกสนานอยู่นั้น ท่านอาจารย์ก็หยุดการร้องเพลงลงแล้วอธิบายความเป็นไปของจิตขึ้นทันทีว่า จะเห็นว่าจิตเป็นสิ่งที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก และห้ามยาก เพราะจิตของเราพร้อมที่จะไหลไปตามกระแสที่แรงกว่า มาอยู่กับตุ๊ดตู่จนลืมเรื่องคุณธรรมไปแล้ว ..ฉะนั้น ก็ย้อนกลับไปเรื่องของคุณธรรมกันต่อ
เมื่อเราเกิดมา เราไม่ได้อยู่คนเดียว อย่างน้อยเราก็มีพ่อมีแม่ อย่างมาก็มีน้องมีพี่ อย่างมากที่สุดก็คือมีญาติ น้อยคนที่จะเกิดมาแบบตุ๊ดตู่ เมื่อชีวิตเราไม่ได้อยู่คนเดียวอย่างนี้แล้วเราจึงต้องมีความรักความสามัคคีกัน อย่างเช่นในวันงานที่ผ่านมากตั้งแต่เช้าจรดค่ำเราก็นึกได้ถึงการทำกุศลและความรักความสามัคคี จึงเปรียบเสมือนหินก้อนเล็กๆ ที่นอกจากจะมีคุณธรรมแล้วก็ต้องรู้รักสามัคคีดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เมื่อเราใส่หินก้อนเล็กลงไปแล้ว เราก็ต้องใส่กรวดตามลงไปคือความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน เรามีหน้าที่อะไรเราก็ต้องรับผิดชอบให้เต็มที่ ในชีวิตของคนเรานั้นเรามีสิ่งที่ทำไม่ได้ กับไม่ทำไม่ได้
สิ่งที่ทำไม่ได้นั้นทำง่ายที่สุด เช่นให้เราไปฆ่าใคร เราก็ไม่ฆ่าเพราะทำไม่ได้ หรือให้เราไปทำผิดศีลข้อไหน ถ้าทำไม่ได้เราก็จะปฏิสธว่า "ไม่" ได้อย่างเต็มปาก ..นั่นคือ สิ่งที่ทำไม่ได้
แต่ถ้าให้พูดปด บางคนก็อาจจะตอบว่า "ไม่" อย่างเบาเสียง เพราะอาจยังต้องเลี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงคำพูดของใครไปบ้างเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม แต่โดยสรุปแล้วเรื่องผิดศีลผิดธรรมเราจะไม่ทำ
ส่วนเรื่องไม่ทำไม่ได้ก็เช่น มีลูกแล้วไม่ยอมเลี้ยง ..ไม่ได้ ไม่เลี้ยงพ่อไม่เลี้ยงแม่ไม่กตัญญู ...ไม่ได้ มีหน้าที่การงานแต่ไม่ยอมไปทำ เช่น พอแดดร้อนหน่อยก็กลัวแดดเลยนอนอยู่กับบ้านไม่ไปทำงาน พอหน้าหนาวก็ไม่อยากจะลุกออกจากที่นอนเลยลาป่วยต่อไม่ไปทำงาน หรือพอหน้าฝนก็กลัวเฉาะแฉะ จึงไม่ไปทำงานเลยทั้งสามฤดู ..อย่างนี้ไม่ทำไม่ได้ เพราะเราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน
ต่อไปเราก็ต้องเอาทรายใส่ลงไป เพราะก้อนหินขนาดต่างๆ ที่วางลงมาแล้วนั้นยังมีช่องว่างระกว่างกัน เมื่อใส่ทรายลงมาแล้วเขย่าถังทรายก็จะแทรกลงมาได้ตามช่องว่างที่มี นั่นก็คือมิตรภาพที่จะเชื่อมไมตรีระหว่างกัน และเมื่อใส่ทรายลงมาแล้วก็ยังมีช่องว่างอยู่อีกที่ทรายไหลลงมาไม่ได้ เราก็ต้องเอาน้ำใส่เพื่อที่จะได้ดันทรายลงมาได้ถึงพื้นแล้วเราก็เติมทรายเพิ่มอีก ฉะนั้น หลวงพ่อท่านบอกว่า ยิ่งเติมได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2550 , 01:05:33 น.] ( IP = 58.9.98.122 : : )
สลักธรรม 6
เราต้องอยู่ดีมีความสุข
ด้วยการมองโลกในแง่ดี
คิดดี และทำดี
ต่อมาหลวงพ่อท่านสอนให้เราอยู่ดีมีความสุข ด้วยการมองโลกในแง่ดี ท่านบอกว่า การมองโลกในแง่ดีเป็นการปลอบใจตนเอง เพราะไม่มีใครจะมารักเราเท่าตัวเราเอง พ่อแม่ก็ไม่รักเรามากเท่าเรารักตัวเราเอง เมื่อเรารักตัวเองที่สุดจะรอให้ใครมาปลอบใจเราได้ เราก็ต้องปลอบใจตนเอง เพราะเรารู้ว่าเราชอบอะไร เรารู้ใจตนเองที่สุดเราจึงต้องปลอบใจตนเองว่า "ไม่เป็นไร เป็นอย่างนี้ ยังดีกว่าอย่างนั้น"
หรือบางคนมองกระจกแล้วรู้สึกว่าสวยสู้นางสาวไทยไม่ได้ ก็ปลอบใจตนเองว่า ยังดีน่ะที่หน้าตายังดีกว่าคนนั้น หรือถึงจะผิวดำก็ดำขำ ผิวดำก็ยังดีกว่าใจดำ เพราะรูปนั้นต้องมีความเสื่อมไปแต่ใจนั้นผ่องแผ่ว ใครจะมองเห็นเพียงรูปก็ช่างเถอะ แม้เราจะไม่มีโอกาสถอดรูปแบบเจ้าเงาะ แต่เรามีโอกาสถอดใจตนเองว่าเราเป็นคนดี ...อย่างนี้คือการปลอบใจตนเองด้วยการมองโลกในแง่ดี
แต่ชีวิตของเราต้องอยู่กับความเป็นจริง การมองโลกในแง่ดีเป็นการปลอบใจเพียงชั่วคราวอย่างที่ตอนนี้มีการโฆษณาให้คิดในแง่บวก ซึ่งเป็นเพียงขั้นปลอบใจ คือปรับใจให้ยอมรับความจริงเพื่อไปสู่การคิดดี และจะคิดดีอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องทำดีด้วยซึ่งขั้นการทำดีนั้นเป็นขั้น..ใจทำ
ในเรื่องของการมองโลกในแง่ดี การคิดดี และการทำดีนี้หลวงพ่อท่านได้นำเรื่องมาเล่าเป็นตัวอย่างว่า ..ในสมัยหนึ่งอริยสาวกท่านหนึ่งได้พบกับชายข็ญใจในวรรณะต่ำที่รำพึงถึงความโชคร้ายของตนอยู่เพราะหาทรัพย์ไม่ได้เลยนอกจากซากหนูตายที่อยู่ตรงหน้าจึงบ่นว่า อยากตายเพราะชีวิตไม่มีอะไรดีเลย พระอริยสาวกท่านนั้นได้ยินแล้วพิจารณาเห็นถึงอุปนิสัยของคนผู้นี้จึงเข้าไปช่วยเหลือด้วยการพูดว่า ที่คิดอย่างนั้นไม่ถูกต้อง เพราะความมีชีวิตเป็นความโชคดีกว่า เพราะยังมีโอกาสหาโชคได้อีก แต่หนูตายนั้นสิที่โชคร้ายกว่าเพราะหมดโอกาสแล้ว ..นี่คือการชักจูงให้มองโลกในแง่ดี
และเมื่อมองโลกในแง่ดีแล้ว ท่านก็ชักจูงต่อมาให้คิดดีโดยการบอกว่า อย่าไปทอดอาลัยตายอยาก เพราะความน่าสมเพชที่สุดก็คือความหมดอาลัยตายอยาก แต่ซากหนูที่ตายนี่แหละจะพาโชคมาให้ เมื่อพระเรวัตตะจากไปแล้วชายคนนั้นก็นั่งคิดต่อว่า ซากหนูนี้จะพาโชคมาให้ได้อย่างไร ..ตรงนี้เป็นการเริ่มขั้นตอนของการคิดดีขึ้นมาแล้ว เมื่อเริ่มคิดแล้ว ดีก็เริ่มจะมีมา ชายคนนั้นมองซากหนูแล้วคิดอยู่นานแต่ก็ยังคิดไม่ออกก็เลยเดินกลับบ้านและหยิบซากหนูติดมือมาด้วย พอผ่านมาถึงบ้านเศรษฐีจึงมีโอกาสขายซากหนูให้เศรษฐีเพื่อนำไปเป็นอาหารแมวโดยได้เงินมาเล็กน้อยจำนวนหนึ่ง
ด้วยการคิดดี...จากซากหนูตายก็กลายมาเป็นเงินแล้ว ชายผู้นั้นก็คิดต่อว่าจะนำเงินไปทำอะไรจึงจะดีที่สุด เพราะถ้าซื้อของกินก็จะหมดไปโดยไม่ได้อะไร ในที่สุดความคิดดีก็เกิดขึ้นเมื่อเห็นแม่ค้าขายข้าวเหนียวมะม่วงด้วยการตัดสินซื้อกระบุงไม้ไผ่มาให้แม่ค้าใส่เม็ดมะม่วงพันธุ์ดีโดยให้เหตุผลว่าเพื่อความสะอาดของถนนหนทาง เมื่อได้เม็ดมะม่วงแล้วชายผู้นั้นก็นำไปเพาะปลูกซึ่งหลังจากนั้นไม่นานจากการที่คิดดีและทำดีก็ทำให้ชายผู้นั้นมีฐานะร่ำรวยขึ้นมาได้
นี่คือเรื่องหนึ่งที่ถูกยกตัวอย่างขึ้นมาฉะนั้น อย่าได้คิดว่าเราต้อยต่ำเพราะทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องของวิบาก แต่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่เรา เราจึงต้องมองโลกในแง่ดี คิดดี แล้วก็ทำดี เราแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราแก้ไขที่ปัจจุบันได้ ฉะนั้นจึงอย่าทอดอาลัยตายอยากหรืออย่าคิดในแง่ลบ
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2550 , 01:06:46 น.] ( IP = 58.9.98.122 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อคิดดี ทำดีแล้ว
ต้องมีความศรัทธากับปัญญาเป็นของคู่ชีวิต
นี่คืออีกระดับหนึ่งที่คิดดี ทำดีในเรื่องทางโลกที่เราต้องดูแลเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ซึ่งหาได้นำไปสู่ความสิ้นสุดแห่งทุกข์ได้ไม่ หลวงพ่อท่านจึงได้บอกต่อไปว่า เมื่อคิดดีทำดีแล้ว ต้องความมีศรัทธากับปัญญาเป็นของคู่ชีวิต จะมีศรัทธาอย่างเดียวก็ไม่ได้แต่จะต้องมีปัญญาด้วย
ท่านบอกว่า เมื่อพูดถึงความศรัทธาแล้วก็จะเข้าใจกันว่าเป็นความเชื่อ แต่ความเชื่อนั้นมีหลายแบบ เช่น เชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา เชื่อโดยตื่นข่าว เชื่อโดยอ้างตำรา เชื่อโดยคาดคะเน เชื่อโดยตรึกตามอาการ เชื่อโดยผู้พูดน่าเชื่อ เชื่อเพราะเป็นครูของเรา เป็นต้น
ความเชื่อเหล่านี้พระองค์ทรงตรัสห้ามไว้ว่า อย่าเชื่อ แต่ถ้าจะเชื่ออะไรนั้นต้องมีเหตุผล ฉะนั้นในขั้นของเหตุผลนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งขั้นนี้เป็นเรื่องของปัญญาที่จะเข้าไปรู้เข้าไปเห็น ซึ่งมีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของศรัทธากับปัญญาที่หลวงพ่อท่านกำลังสอนอยู่ ซึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า เมื่อใดที่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้วก็จะไม่ต้องอาศัยศรัทธา เพราะมีคำบาลีที่ท่านใช้ว่า "อสัทธา"
หลวงพ่อท่านได้สอนเรื่องนี้โดยท่านได้ถามผู้ที่ฟังคำสอนว่า เชื่อหรือไม่ว่ามีดอกกุหลาบอยู่ในมือของท่าน ...ฝ่ายแรกตอบว่า "เชื่อ" โดยมีเหตุผลว่า เพราะหลวงพ่อท่านไม่เคยโกหกใคร ส่วนฝ่ายที่สองสองตอบว่า "ยังไม่ปักใจเชื่อ" และเมื่อหลวงพ่อได้แบมือออกมาให้เห็นแล้วก็นำพาความปิติใจมาให้ฝ่ายแรกอย่างมากมาย เพราะมีดอกกุหลาบปรากฏให้เห็นจริงๆ
หลวงพ่อท่านจึงได้กำมืออีกครั้งแล้วถามว่า เชื่อหรือไม่ว่ามีดอกกุหลาบอยู่ในมือของท่าน ฝ่ายแรกตอบว่า "เชื่อ" ก็เพราะเห็นอยู่ว่ามีดอกกุหลาบ ส่วนฝ่ายที่สองตอบว่า "ไม่ได้เชื่อ แต่รู้ว่ามีกุหลาบ"
นี่เป็นคำตอบที่เลยขั้นของความ "เชื่อ" ไปเป็นขั้น "รู้" ซึ่งเป็นขั้นของปัญญา เช่นเดียวกันกับที่เราเรียนเรื่องของชีวิตที่มีความต่อเนื่องทั้งรูปและนาม ซึ่งรูปและนามนั้นมีการเกิดขึ้นแทนการดับสลับกันอยู่ในรูปในนามตลอดเวลา
ในขั้นของเรานั้น เราต้องอาศัยศรัทธาในการเชื่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อใดที่ญาณปัญญาคือ สัมมสนญาณเกิดขึ้นเห็นความเกิดแทนความดับ ความดับแทนความเกิด ด้วยตนเองแล้ว ความเชื่อของเราก็จะเป็นแบบที่ "รู้" เช่นรู้ว่าในมือนั้นมีกุหลาบ เป็นการรู้ในั้นของภาวนามยปัญญา
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2550 , 01:07:05 น.] ( IP = 58.9.98.122 : : )
สลักธรรม 8
เราก็จะเห็นว่า นับวันนั้นก็มีแต่ความหายนะคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งจากธรรมชาติคือดินฟ้าอากาศต่างๆ และจากมนุษย์ด้วยกันเอง ถ้าหากเราตายไปแล้วมาเกิดในมนุษย์อีก ก็คงจะมองภาพออกว่า พ่อแม่อาจจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่ประพฤติไม่เรียบร้อยก็ได้ เพราะคุณธรรมศีลธรรมเสื่อมลง
จึงขอให้ตั้งใจกันเถอะว่า ชาติหน้าขอให้มีเทวภูมิเป็นที่พึ่ง เพื่อที่จะได้พ้นไปจากภัยเหล่านี้ ฉะนั้น จึงไม่ควรหยุดทำความดีคือ จาคะ และหิริโอตตัปปะเกรงความชั่วกลัวผลบาปให้มากๆ มีจิตใจที่พรหมวิหาร มีจิตใจที่พร้อมทำลายความมัจฉริยะ ออกไป
และนับตั้งแต่วันนี้ไปให้แผ่เมตตาเลยว่า "กุศลเจตนาที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาทั้งที่ระลึกได้ ระลึกไม่ได้ และแม้กระทั่งในขณะนี้ที่ข้าพเจ้าได้สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนนี้ ขอกุศลที่ข้าพเจ้าตั้งใจนี้จงเป็นปัจจัยอุดหนุนกุศลกรรมที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าได้มีสุคติอันได้แก่เทวภูมิเป็นที่ตั้งแห่งชีวิต เพื่อการอยู่รอดปลอดภัย เพื่อการเรียนธรรมปฏิบัติธรรมอย่างไม่มีอุปสรรค"
อย่ารีรอ อย่าลงไปเที่ยวนรก ไปเป็นเปรตให้นาน เพราะเทวภูมิก็มีอายุขัย ชีวิตของผู้รู้แต่ละท่านก็ต้องท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่อยู่ ..นี่คือสิ่งที่เราต้องไม่ประมาท ต้องมองโลกในแง่ดี คิดดี แล้วก็มีปัญญาให้ได้ การมีปัญญาในที่นี้จัดอยู่ในคำว่า โยนิโสมนสิการ นั่นเอง
อย่าลืมว่า วันที่ ๕ ที่จะมาถึงนี้เราจะมาร่วมกันส่งใจไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยั่งยืนนาน และเราเองจะต้องประกอบกรรมดีด้วยเพื่อจะได้อยู่บนแผ่นดินที่มีพ่อที่ดีคอยคุ้มครอง
ขอให้ท่านทุกคนสามารถปรับฐานใจ มองดีของตนเองให้ได้ เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก เสมือนเต่าตาบอดที่แหวกว่ายอยู่ในมหานที โอกาสที่จะขึ้นฝั่งไม่มีเลยเพราะถูกกระแสน้ำพัดออกจากฝั่งตลอดเวลา แต่ประจวบกับกุศลวิบากที่ส่งผลมาได้มีบุรุษชาวประมงเหวี่ยงแหไปเพื่อจะจับปลา แต่ก็ได้เต่าตาบอดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ติดในร่างแหนั้นเลย เต่าตาบอดที่ติดแหมานั้นก็เหมือนกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ฉะนั้น เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ยากฉันได้ ก็ควรที่จะต้องทำความดี คือคิดให้ดี คิดก่อนพูด อย่ากินก่อนหา อย่าว่าก่อนเห็น อย่าเล่นก่อนทำ .. อยากจะใช้อยากจะได้อะไรก็ต้องรู้จักหารายได้ให้ได้ก่อน และอย่าว่าใครก่อนเห็นเพราะส่วนมากเราชอบว่าไปก่อนทั้งที่ไม่ได้เห็นจริงหรอก และก็ต้องทำดีทั้งกาย วาจา และใจ ซึ่งคุณสมบัติความดีเหล่านี้ขอให้มีในพี่น้องทุกคนทุกท่านเทอญ.
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2550 , 01:07:28 น.] ( IP = 58.9.98.122 : : )
สลักธรรม 9
ขอขอบพระคุณน้องกิ้ฟอย่างยิ่งครับ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ออกมาสู่สายตาอีกครั้งครับ ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นความเมตตาของหลวงพ่อท่านที่เพียรเจียระไนธรรมออกมาเพื่อให้ลูกๆได้ขัดเกลาจิตใจ ให้มีประโยชน์มีปัญญามากขึ้นๆครับ
ในเรื่องของการเติมใจให้มีกำลังดังที่หลวงพ่อเพียรสอนมานั้นเป็นการจัดใส่ความสำคัญของชีวิตจริงๆเลยนะครับ กติกาก็คือ ใส่อะไรก่อนหลังก็ได้แต่ต้องใส่ลงไปให้ครบทุกอย่าง ยิ่งใส่ได้มากเท่าไรยิ่งดี ยิ่งใส่ไปแล้วทำให้เนื้อที่ว่างภายในตัวถังเหลือน้อยเท่าไรก็ยิ่งดีขึ้นไป
ดังนั้นเราจึงจะต้องรู้เทคนิคจริงๆนะครับ แต่ด้วยความกรุณาของหลวงพ่อท่านได้ช่วยชี้แนะ วิธีการเติมเต็มชีวิตนั่นเอง เราซึ่งเป็นลูกศิษย์จึงได้รับประโยชน์อย่างยิ่งในการเติมใส่นั้น และจะยิ่งได้ประโยชน์มากมายก็ต่อเมื่อเราสามารถทำชีวิตของเราได้อย่างที่ท่านสอนนั่นเอง
กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงสุด ที่ช่วยสรรค์สร้างชีวิตลูกๆให้เดินไปบนเส้นทางแห่งความงดงามเสมอมาครับ ลูกจะน้อมรับไปปฎิบัติให้มีในชีวิตให้ได้ขอรับ โดย เทพธรรม [3 ธ.ค. 2550 , 11:42:51 น.] ( IP = 58.9.138.240 : : )
สลักธรรม 10
น้องกิ๊ฟน่ารักสุดๆเลย สู้สละเวลานำห้องนั่งเล่นตอนพิเศษ ซึ่งเป็นการประมวลธรรมะต่างๆ ของหลวงพ่อมาให้ได้คิดพิจารณาเพื่อปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น.....อนุโมทนาอย่างยิ่งค่ะ
กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาของหลวงพ่อเป็นอย่างสูงค่ะ ที่กรุณาสอนให้รู้จักมองโลกในแง่ดี---คิดดี---และทำดี เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ขอน้อมนำคำพ่อมาปฏิบัติเพื่อเดินอยู่บนเส้นทางที่วาดหวังไว้ค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่กรุณาอธิบายให้เข้าใจอย่างสนุกเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่งโดย พี่ดา [3 ธ.ค. 2550 , 13:14:24 น.] ( IP = 124.121.175.65 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |