มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้บงการชีวิต (๑)







ผู้บงการชีวิต (๑)


เช้าวันนี้...ก่อนที่จะเริ่มต้นสวดมนต์ทำวัตรเช้า เมื่อทุกคนได้เข้ามานั่งพร้อมกันอยู่ในห้องแล้ว ก็มีเสียงที่คล้ายกับเสียงพลุดังขึ้นมา ท่านอาจารย์บอกว่า เสียงที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบนี้ก็เหมือนกับการจุดประกายความคิด ความตั้งใจ กระตุ้นเตือนกายและใจให้มีความมั่นคงตรงต่องานที่จะกระทำ คือการสร้างมงคลให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต สร้างนิมิตให้เกิดขึ้นแก่ตัวตน เพื่อจะได้พาชีวิตพ้นไปจากทุกขเวทนาโดยเฉพาะการเวียนว่ายตายเกิด ประกอบไปด้วยคุณงามความดีมีการกระทำเพื่อจะหลีกละลดและเลิกตัณหา อุปทานให้ได้ในที่สุด

และหลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้ให้ทุกคนทำสมาธิด้วยการฟังท่วงทำนองดนตรีที่บรรเลงโดยปราศจากคำร้อง จนเมื่อเวลาผ่านไปเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ยังบรรเลงท่วงทำนองอันนุ่มนวลนั้น ท่านอาจารย์ได้กล่าวขึ้นด้วยกระแสเสียงที่อ่อนโยนคลอไปกับเสียงดนตรีที่เสมือนเป็นการนำพาใจของทุกคนให้ดื่มด่ำไปกับความสงบที่เกิดจากการทำสมาธิ และปลุกเร้าจิตใจให้เพิ่มพลังปัญญาไปตามถ้อยคำแต่ละคำที่ท่านได้กล่าวออกมาว่า..

...การสงบใจด้วยการนั่งสมาธิในช่วงที่ผ่านมาเหมือนจะบอกได้ว่า จิตของเรา เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่สงบอยู่กับตนเอง ไม่ได้ไปทางหู ไม่ได้ไปทางตา ไม่ได้ไปทางจมูก แต่มีความรู้สึกที่หัวใจ เป็นหัวใจที่สงบจากเรื่องราว สงบจากญาติพี่น้อง สงบเพราะท่วงทำนองที่ไร้บัญญัติ

อธิษฐานซิ.... ขอให้ใจของเราเยือกเย็นได้เช่นนี้นาน ๆ และมั่นคง

อธิษฐานซิ.... ขอให้ใจของเราเยือกเย็นไม่เร่าร้อนได้เช่นนี้ได้ง่าย ๆ และตลอดไป

อธิษฐานซิ.... ว่าขออาศัยความสงบเยี่ยงนี้สร้างความรู้ในเรื่องของชีวิตคือตัวเราเอง แม้กระทั่งขณะนี้ก็รู้ว่ารูปนั่งอยู่ และขอให้เราเป็นผู้สามารถขับไล่ความวิปลาสธรรมทั้งหลายออกไปได้โดยไว

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2550 , 13:39:30 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ต่อจากคำกล่าวที่น้อมนำใจให้อธิษฐานนั้น ท่านอาจารย์ได้กล่าวต่อไปเพื่อให้ทุกคนทำความรู้สึกตัวว่า.....

ค่อย ๆ หลับตาลง หายเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง แล้วหายใจออกยาว ๆ หายใจเข้าอีกครั้งหนึ่งลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจอีกครั้งหนึ่งเข้าลึก ๆ แล้วก็หายใจออกยาว ๆ แล้วทำความรู้สึกไปตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปถึงหัวไหล่ ลงมาถึงหน้าอก ถึงลำตัวไปจนถึงขา..

ขอโรคาพาธอย่าได้บีฑาเบียดเบียนเราไปมากกว่านี้เลย เพื่อจะได้อาศัยร่างกายทำความดีให้มั่นคงต่อไป

แล้วกลับมาทำความรู้สึกที่หัวใจพร้อมทั้งส่งกระแสจิตให้พุ่งไปจากหัวใจเราพร้อมกับนึกไปด้วยว่า..

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ที่รักเราก็ดี ที่เฉย ๆ กับเราก็ดี ที่ไม่ชอบเราก็ดี ขอให้เขาเหล่านั้นสามารถมีความสงบได้อย่างเรากระทำ ขอให้เขาเหล่านั้นมีความสุขกายมีความสุขใจ อย่าทะเลาะเบาะแว้ง อย่าขัดแย้งกัน อย่าห้ำหั่นประหัตประหารกันต่อไปเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด สัพเพสัตตา อเวรา อัพพยาปัชฌา อนีฆา สุขีอัตตานัง ปริหรันตุ

เมื่อท่านอาจารย์น้อมนำใจให้ทุกคนแผ่ความปรารถนาดีจากหัวใจไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว ท่านก็ได้นำพาทุกคนเข้าสู่ความมีสติปัญญาว่า..

และตอนนี้ลองสังเกตตัวเองซิว่า ชัดอยู่ในอารมณ์ใด ในรูปอะไร หรือในนามอะไร เมื่อสังเกตแล้วก็ขอให้เปลี่ยนอิริยาบถได้ แล้วพนมมือขึ้น แล้วกล่าวคำว่า..

ขอพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งและคุ้มครองข้าพเจ้า ขอพระธรรมเป็นที่พึ่งและคุ้มครองข้าพเจ้า ขอพระสงฆ์เป็นที่พึ่งและคุ้มครองข้าพเจ้า

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:40:41 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )


  สลักธรรม 2



"ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว"



เมื่อช่วงเวลาของการทำสมาธิได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวอนุโมทนาและปฏิสันถารกับทุกคนอีกครั้งหนึ่งว่า ...

สงบไหมที่ได้ทำสมาธิเมื่อสักครู่นี้? ยากนะ ที่เราจะมีโอกาสมีจิตสงบ คือ สงบจากเรื่องราว สงบจากคนรอบข้าง แต่อยู่เฉย ๆ จะให้สิ่งดี ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นกับเราเอง ก็คงเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น .. เราจึงต้องทำ

ทุกอย่างที่เราต้องการนั้น เราต้องทำทั้งสิ้นเลย ตั้งแต่เกิดมา..เราก็ต้องทำมาตลอดทุกเรื่อง ไปจนกระทั่งเรื่องที่ใหญ่สุดและสูงที่สุดคือเรื่องปัญญา เราก็ต้องกระทำเอง ตรงนี้จะเป็นข้อยืนยันว่า ทุกอย่างตรงกับคำพูดของหลวงพ่อเสือที่ท่านบอกว่า ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว

จากเมื่อสักครู่นี้ก็ชวนทุกคนทำสมาธิให้จิตสงบ และตนเองก็ได้ทำด้วย ทั้ง ๆ ที่ก่อนทำสมาธินั้นก็รู้ว่า อีกสักครู่จะต้องมาพูดกับท่านทั้งหลาย จึงต้องคิดว่าจะมาคุยอะไรกับท่าน และก็คิดไปในหลายเรื่อง

แต่เมื่อตั้งใจทำสมาธิแล้วความสงบก็เกิดขึ้น คือ สงบจากความคิด สงบจากเรื่องราว สงบจากสิ่งที่คิดจะทำอย่างอื่น ก็เพราะใจมามุ่งมาดปรารถนาในการทำจิตใจสงบ เพราะฉะนั้น เห็นหรือไม่ว่า ทุกอย่างสำเร็จได้ขึ้นอยู่ที่เราทั้งสิ้น เราเป็นผู้บงการชีวิตเราเองได้

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าสิ่งรอบตัวเราจะมาเป็นผู้บงการเรา แต่จริง ๆแล้วมิใช่เลย เราต่างหากที่เป็นผู้บงการของชีวิตเราเองมาตลอด โดยใช้วิธีการบงการ ๒ ช่วง คือ

เราบงการตัวเราเองไว้ตั้งแต่ในอดีต จึงทำให้เราต้องได้รับวิบากทั้งกุศลและอกุศลในปัจจุบันชาตินี้
เราบงการปัจจุบัน คือการกระทำกุศลนี้ หรืออกุศลอื่นที่เกิดขึ้นแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:41:26 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )


  สลักธรรม 3



หลวงพ่อท่านบอกว่า ไม่มีอะไรมีอิทธิพลกับเราเลยเท่ากับตัวเราเอง จะดี-ชั่ว อยู่ที่ตัวทำ จะสูง-ต่ำ อยู่ที่ทำตัว คำพูดนี้เมื่อพิสูจน์แล้วก็ค้านไม่ได้ เช่น เมื่อสักครู่เราตั้งใจทำสมาธิเราจึงสงบ ตอนนี้เราตั้งใจฟังเราจึงรู้เรื่อง จึงไม่มีใครบงการมาชีวิตของเราได้เลย ชีวิตเป็นของเราลำพังแท้ ๆ

การบงการชีวิตที่เรามีนี้ มันมีการบงการ ๒ ช่วง ที่ได้กล่าวแล้ว คือช่วงแรกเราบงการเรามาเองจากอดีต เราจึงต้องมามีชีวิตต้องมาเจอเรื่องราวอย่างนี้ เรียกว่าเป็นวิบาก และช่วงที่สองเมื่อเราอยู่ในวิบากนี้เราก็สามารถบงการชีวิตของเราเองได้ว่าเราจะอยู่ในวิบากแบบไหน

ตัวอย่างเช่น แบบเมื่อสักครู่นี้เป็นการอยู่แบบกุศลเพราะเราบงการชีวิตของเราเองให้เรามีความสงบ ฉะนั้น ไม่มีใครเก่งกว่าเราแล้ว นี่จึงเป็นกำลังใจน้อย ๆ ว่า เราสามารถพ้นทุกข์ได้ถ้าเราบงการชีวิตถูกต้องตามหลักสติปัฏฐาน ๔

ที่หลวงพ่อท่านใช้คำพูดว่า “ทำมากได้มาก” ก็มีความหมายสอดคล้องกับคำว่า “จะดี-ชั่ว อยู่ที่ตัวทำ จะสูง-ต่ำ อยู่ที่ทำตัว” นี้เช่นกันซึ่งจะขยายความให้ฟังว่า

จะดี-ชั่ว อยู่ที่ตัวทำ …. สืบเนื่องมากจากเมื่อสักครู่ที่พูดว่า เราสามารถควบคุมตัวเราเองได้ คือ ให้สุขก็ได้ ให้สงบก็ได้ ให้เร่าร้อนก็ได้ ฉะนั้น จะดีจะชั่ว อยู่ที่ตัวทำในที่นี้คือ กรรม

จะสูง-ต่ำอยู่ที่ทำตัว .... ตัวนี้คือกิเลส กิเลสมันเป็นตัวทำให้คนนั้นสูงคนนั้นต่ำ

หรือจะพูดอีกแบบหนึ่งก็ได้ว่า จะดี-ชั่วอยู่ที่การกระทำคือกรรมของตน ก็เพราะคนเราเมื่อทำดี ความดีนี้เป็นกุศล เมื่อทำชั่ว ความชั่วนี้จัดเป็นอกุศล และทั้งกุศลและอกุศลก็คือกรรม เพราะฉะนั้นกรรมเป็นตัวกำหนด

จะสูง - ต่ำอยู่ที่กิเลส คนที่กิเลสน้อย ก็มีจิตใจสูงขึ้น เช่น พระโสดาบันท่านมีกิเลสน้อยแล้ว ท่านจึงเป็นผู้สูงส่งแล้ว แต่พวกเราผู้มีกิเลสมากเรียกว่าปุถุชน คำว่าปุถุชนนั้นยังเป็นผู้ที่ท่องเที่ยวอยู่ในความต่ำ คือหมกมุ่นอยู่ในกาม แต่ถ้าเราสามารถควบคุมตัวเองได้ เราก็จะพ้นไปจากทุก ๆ อย่างได้ โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง


โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:42:29 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )


  สลักธรรม 4



ท่านอาจารย์บอกว่า สัปดาห์นี้ไม่ได้มีอะไรมาฝากในห้องนั่งเล่น ท่านจึงได้นำสิ่งที่ได้เคยไปคุยหลวงพ่อมาเล่าให้ฟังดังที่กล่าวมาข้างต้น และท่านก็ได้นำความรู้สึกส่วนตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ..

"เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีอารมณ์ผ่านเข้ามา คือ ความเงียบกับความรู้สึก ความรู้สึกเงียบกับเงียบจนรู้สึก

ความรู้สึกเงียบนี้มี เรา เข้าไปรู้สึก
แต่เงียบจนรู้สึกนี้มี สติ เข้าไปรู้

เพราะจากการที่มีโอกาสอยู่บ้านคนเดียว และข้างบ้านก็ไม่มีคนอยู่ จึงมีแต่ความเงียบ และเงียบจนรู้สึกว่า เงียบจริง ๆ เมื่อไม่ได้มีงานบ้านอะไรที่ต้องทำแล้วก็ได้ไปสวดมนต์ รู้เลยว่า จิตนั้นหยุดความเร่าร้อนหยุดการแสวงหา หยุดการคิดที่จะทำนั่นทำนี่ แล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้าจนรู้สึกเลยว่าจิตนั้นเงียบสงบจากเรื่องราว และก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ซึ่งได้บอกกับลูกศิษย์คนหนึ่งที่นั่งรถมามูลนิธิด้วยกันว่า

เราเหมือนกันทุกคนที่กำลังมีวันเวลาที่ถูกฉีกออกไป ...คือเข้าใกล้ความตายไปเรื่อยๆ มันเป็นความรู้สึกเฉพาะตนเองเลยว่า ชีวิตมันถูกฉีกซึ่งไม่ใช่ปฏิทินถูกฉีก แต่ชีวิตถูกฉีกออกไปจากความรู้สึกทีละนิดทีละนิด นึกถึงเพื่อนทีละคนนึกถึงสหายพระอภิธรรมที่หายไปทีละคน มันใกล้ความตายเข้าไปทุกทีแล้วนะ ทำให้มีความรู้สึกว่า วันเวลาล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่

นึกถึงหลายคน ๆ โดยเฉพาะลูกศิษย์คนหนึ่งที่จะต้องไปศึกษาดูงานที่อเมริกาในวันที่ ๑๔ มกราคมที่จะถึงนี้ นึกถึงว่า เขาจะไปทำอะไร ? ก็ตอบตัวเองว่าเขาไปทำงาน เขาไปสร้างฐานะความมั่นคง เพื่อจะให้ได้มีงานที่มั่นคง แต่ถ้านึกถึงชีวิตที่ถูกฉีกไปทีละน้อยนั้น แม้เขาจะเรียนจบกลับมาเขาก็ไม่รอดจากความตายไปได้

แล้วก็นึกไปถึงลูกศิษย์อีกคนที่เดินทางไปศึกษาต่อที่ชิคาโก ซึ่งเป็นผู้มีชีวิตที่ไกลบ้าน ที่ต้องมีกิจกรรมของชีวิตแตกต่างไปจากผู้ที่อยู่ในบ้านคือบ้านของพ่อ ซึ่งจะมีงานที่พ่อบอกให้ลูก ๆ ทำเป็นกิจกรรมหรือกิจวัตร และกิจกรรมประจำบ้านพ่อ คือ การสวดมนต์ การทำความดี การช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ และมีการใช้ชีวิตที่ดีจึงไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น

แล้วก็นึกถึงลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่กำลังจะไปออสเตรเลีย จะต้องไปอยู่ไกลบ้านเหมือนกัน แต่ก็ไม่น่าห่วงเท่าใดเพราะคนนี้เป็นคนที่ออนไลน์โต้ตอบธรรมะกันอยู่เสมอ และเป็นคนที่ถูกปลุกปั้นให้ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงในตอนเช้าของทุกวัน"

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:43:17 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )


  สลักธรรม 5



ฉะนั้น จึงมองคนที่อยู่ไกลบ้านคนละอย่างกัน และไม่ว่าจะเป็นคนอยู่ไกลหรือใกล้ ความแตกต่างกันนั้นเพียงอยู่ที่การหล่อหลอมมาของแต่ละคน เพราะไม่ว่าจะตั้งใจจะสอนให้อย่างไร หรือพร้อมจะช่วยเหลือแค่ไหน แต่ถ้าเขาเหล่านั้นไม่ลุกขึ้นมาลงมือกระทำด้วยตนเองแล้ว ต่อให้หลวงพ่อเสือท่านมาสอนจนตายกันไปข้างหนึ่งก็ไม่มีผลอะไร

เพราะต้องทำที่ตน และต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ ต้องทำเอง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เรียกให้มาดูได้ แต่ไม่สามารถบังคับใครได้ และไม่สามารถไปเปลี่ยนกรรมใครได้ แต่ต้องเปลี่ยนด้วยตัวเอง

นี่คือเรื่องสำคัญที่จะบอกว่า ใครจะมาช่วยเราถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง วันเวลาของเราหมดไปแล้ว และหมดไปจริง ๆ เพราะน่ากลัวนะ ถ้าเรารู้ว่าจะต้องตายแล้ว แต่ตอนนี้เราทำอะไรกันบ้าง .. ก็คืออยู่ที่คำว่า จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ..กรรม

กรรมในที่นี้ ไม่ใช่กรรมที่พูดกันเล่น ๆ ไม่ใช่กรรมแบบที่คิดเอาเอง แต่เป็นกรรมบนกระดานเครื่องหมายจิต เพราะตั้งแต่เกิดมาเราได้ยินคนพูดว่า มันเป็นกรรม มันเป็นเรื่องของกรรม แต่ผู้ที่พูดถึงเรื่องกรรมโดยคิดเอาเองไม่ใช่กรรม เพราะกรรมตามเครื่องหมายจิตนี้คืออกุศลกรรม กุศลกรรม ซึ่งกรรมเหล่านี้มีอยู่ทุกคนแล้วก็ให้ผลมาเป็นวิบาก ดีหรือชั่ว ตรงนี้แหละคือกรรมที่เราลิขิตเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:43:50 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )


  สลักธรรม 6



ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมจึงเป็นผู้โชคดี โชคดีตรงไหน? ก็ตรงที่ทำกุศลคือการมาศึกษาเล่าเรียน และเมื่อศึกษาแล้วก็นำการศึกษานั้นมาทำความเข้าใจและนำมาปฏิบัติ เป็นวิธีเอาการศึกษามาลบคำว่า “ชั่ว” กับคำว่า “ต่ำ” ออกไป เหลือแต่เพียงคำว่า “ดี อยู่ที่ตัวทำ สูง อยู่ที่ทำตัว”

ลบความชั่ว คือ กิเลสชั่วโดยเฉพาะความโลภที่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิออกไป เช่น การปล้น การขโมย การฉ้อฉล แม้บางคนที่มีวิธีการอย่างถูกกฎหมายหรือถูกตามความคิดของตน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผิดเพราะไม่ถูกตามหลักกรรม จึงอย่าคิดว่าตัวเองทำถูกต้องถูกตามความจริง บางครั้งเราก็คิดว่าเราทำถูก ไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือระเบียบอะไรเลย แต่ถ้าหากเรียนแล้วก็จะรู้ว่าที่ทำนั่นน่ะผิด

หลวงพ่อท่านเคยสอนว่า ตอนที่เราเป็นเด็กเราผิดทั้งนั้นแหละ แต่เมื่อเราโตแล้วเราจะไม่ผิดเหมือนเด็ก ยกตัวอย่างเช่น เด็กรับใช้ที่บ้าน เวลาที่ให้ไปซื้อของก็จะให้กระเป๋าสตางค์เด็กคนนี้ไปเลย แล้วเด็กคนนี้ก็ไปซื้อของจริง ๆ แต่นอกจากจะ ซื้อกับข้าวแล้ว เด็กคนนี้ก็ยังซื้อของใช้ส่วนตัวของตนเองโดยใช้เงินในกระเป๋าสตางค์ดังกล่าวด้วย แต่ก็ไม่เคยว่าอะไร ซึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า เด็กคนนั้นทำผิด เพราะเขาให้ไปซื้อนั้นคือกับข้าวเท่านั้น การกระทำเช่นนี้จึงไม่ถูกตามกรรม

และ ตรงนี้เรามาพูดถึงกรรม คืออยู่ที่ตัวทำกรรม แม้ใครจะไม่เห็นใครจะไม่รู้แต่กรรมนั้นรู้ กรรมมีหูมีตา แต่วิบากไม่มีหูไม่มีตา กรรมมีหูมีตาว่าใครคนไหนคนทำไว้ ก็ตามไปให้ผลตรงตัวผู้ที่ทำเลย แต่วิบากไม่มีหูไม่มีตาว่าขณะนี้เรากำลังทำความดี แต้ถ้ามันมีโอกาสส่งผลมันส่งผลเลยทันที

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:44:10 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )


  สลักธรรม 7



ฉะนั้น ต้องทำกรรมอย่างที่ถูกตามหลักกรรม เช่น โลภะที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เราจะไม่ทำ และทำไม่ได้ แต่ความโลภนอกจากนี้เราอาจยังทำอยู่ หรืออย่างเรื่องของโทสะ พยาบาท อาฆาต จองเวร เราทำไม่ได้ เพราะพ่อของเราสอนให้อภัยและให้โอกาส พ่อบอกว่า โกรธได้โกรธไปเถิด แต่ต้องให้อภัยให้โอกาสเขา

ให้อภัยที่เขาเป็นในปัจจุบัน ให้โอกาสเขาในอนาคต

หรือในเรื่องของโมหะ คือความเห็นผิดที่ยังมีกันอยู่ โดยเฉพาะความเห็นผิดในตัวตน (ขณะนั้นท่านอาจารย์พูดว่า “ ป้าหมอยืนขึ้น” คุณป้าที่ถูกเรียกว่า ป้าหมอ ก็ลุกขึ้นยืน ท่านอาจารย์ก็พูดต่อว่า “ ขอโทษเถิดป้าหมอมีในที่นี้ไหม? ไม่มีเพราะเป็นสมมุติ มีแต่รูปนาม” เห็นไหมว่าเรายังเห็นผิดที่เป็นป้าหมอ)

ความเห็นผิดนั้นเรายังมีอยู่ โดยเฉพาะเห็นผิดในชาติหน้า เห็นผิดในกรรม เช่น ชอบพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งที่ “ เป็นไร” ทั้งนั้น เพราะทำกรรมไปย่อมมีผลทั้งสิ้น แม้ทำนิดหนึ่งก็เป็น ทำหน่อยหนึ่งก็เป็น อย่างน้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันกร่อน ฉะนั้น เมื่อมีความเห็นผิด เราก็ต้องปลีกออกจากความเห็นผิดบ้าง เช่นไปปฏิบัติ หรืออยู่หัดปฏิบัติบ้าง

เรื่องของกรรมนี้ อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น ทำตัวเอง ใครจะทำกรรมอย่างไรสุดแต่ใจจะไขว่คว้า แต่ควรจะไขว่คว้าทางที่ดี เพราะจะสูงหรือต่ำอยู่ที่ทำตัว คือกิเลสน้อยลงเมื่อไรสภาพของชีวิตก็จะสูงขึ้น กิเลสมาก ชีวิตก็จะต่ำลง

ถ้าหากเราทำกิเลสให้เบาบางลงจนกระทั่ง สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส หลุดไปสู่ความสูงแล้ว ชีวิตก็ ไม่มีต่ำอีกแล้ว แต่จะสูงอย่างเดียว แล้วสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนหายไปจากวัฏฏสงสาร

แม้ตอนนี้เรายังเป็นพวก สูง ๆ ต่ำ ๆ แต่ก็ขอให้รีบสะดุ้งกลัวต่อบาปให้ได้มีคือ หิริ โอตัปปะ และจาคะในชีวิตให้มากไว้นั่นเอง



โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:44:33 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบคุณมากนะครับน้องกิ้ฟ ที่กรุณาหยิบยื่นธรรมรสมาฝากให้อ่านกันอีกแล้ว ดีมากเลยครับเพราะได้อ่านไปนึกไปถึงคำว่า กรรม และกิเลส ที่คอยบงการจิตที่อ่อนแอขาดสติปัญญาที่แข็งกล้ามาปกป้องนั่นเองครับ

นึกถึงชีวิตที่ล่วงไปแต่ละวันๆแล้วน่าใจหายจริงๆนะครับ เพราะยังวุ่นอยู่ในเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์แท้จริงต่อชีวิตอยู่เลยครับ จะมีบ้างก็ตอนนึกได้และรีบสลัดความเกียจคร้านออกไปและหันมาทำชีวิตให้มีสติปัญญานั่นเองครับ

น่ากลัวนะครับกับความสูงๆต่ำๆของจิต เพราะเท่ากับตนเองยังมีหนทางไม่แน่นอนเลย เมื่อยังเป็นเช่นนี้อยู่วัฏฏะก็ยังคงหมุนไปๆในภพน้อยใหญ่ตามกรรมอยู่นั่นเอง

ครับพี่เณรจะเร่งรีบฝึกกายใจ ให้เป็นไปด้วยความไม่ประมาทมากขึ้นครับ พร้อมๆกับใช้ชีวิตในการงานที่ดีงาม มีทานเป็นต้นเสมอไปให้ได้ครับผม

ขอก้มกราบระลึกในพระคุณของหลวงพ่อ ที่คอยแนะนำและอุดหนุนชีวิตของลูกๆ ให้มีทางเดินอันชอบธรรมและสอนให้เลือกทำกรรมที่ดีงามเสมอมาขอรับ

โดย พี่เณร [11 ธ.ค. 2550 , 19:07:08 น.] ( IP = 58.9.154.50 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณในความรักและความเมตตาของหลวงพ่อ ที่มอบข้อคิด และช่วยให้ลูกๆมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

มาครั้งนี้ท่านอาจารย์ก็มอบธรรมะ และแนะนำแนวทางของชีวิตได้อย่างยอดเยี่ยม มิใช่แค่เนื้อความ แต่เสมือนกำลังอยู่ในห้องทดลองชีวิตอีกด้วย
เรียกได้ว่า สามารถเชื่อมั่นต่อการทำดีให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ไม่ว่า จะวางชีวิตไว้อยู่ที่ไหนก็ตาม........


ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟเป็นอย่างสูงที่นำธรรมะมาถ่ายทอดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้ว่า ยิ่งมีประโยชน์

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2550 , 21:50:53 น.] ( IP = 125.24.36.35 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อที่ได้กรุณาสอนลูกๆ เสมอค่ะ

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และทุกคนก็มีเวลาเท่ากัน จึงอยู่ที่ตัวเราที่จะต้องบงการชีวิต จะใช้ชีวิตอย่างไร... ให้ ดี-ชั่ว หรือ สูง-ต่ำ

ลูกก็จะพยายามใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้ ด้วยการอยู่กับกรรมดีและฝึกจิตให้มากกว่านี้ค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ ที่ได้นำมาขยายความให้เข้าใจค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟด้วยค่ะ ที่ได้นำประโยชน์มาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ธ.ค. 2550 , 18:24:28 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org