| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้บงการชีวิต (๑)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ต่อจากคำกล่าวที่น้อมนำใจให้อธิษฐานนั้น ท่านอาจารย์ได้กล่าวต่อไปเพื่อให้ทุกคนทำความรู้สึกตัวว่า.....
ค่อย ๆ หลับตาลง หายเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง แล้วหายใจออกยาว ๆ หายใจเข้าอีกครั้งหนึ่งลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจอีกครั้งหนึ่งเข้าลึก ๆ แล้วก็หายใจออกยาว ๆ แล้วทำความรู้สึกไปตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปถึงหัวไหล่ ลงมาถึงหน้าอก ถึงลำตัวไปจนถึงขา..
ขอโรคาพาธอย่าได้บีฑาเบียดเบียนเราไปมากกว่านี้เลย เพื่อจะได้อาศัยร่างกายทำความดีให้มั่นคงต่อไป
แล้วกลับมาทำความรู้สึกที่หัวใจพร้อมทั้งส่งกระแสจิตให้พุ่งไปจากหัวใจเราพร้อมกับนึกไปด้วยว่า..
ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ที่รักเราก็ดี ที่เฉย ๆ กับเราก็ดี ที่ไม่ชอบเราก็ดี ขอให้เขาเหล่านั้นสามารถมีความสงบได้อย่างเรากระทำ ขอให้เขาเหล่านั้นมีความสุขกายมีความสุขใจ อย่าทะเลาะเบาะแว้ง อย่าขัดแย้งกัน อย่าห้ำหั่นประหัตประหารกันต่อไปเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด สัพเพสัตตา อเวรา อัพพยาปัชฌา อนีฆา สุขีอัตตานัง ปริหรันตุ
เมื่อท่านอาจารย์น้อมนำใจให้ทุกคนแผ่ความปรารถนาดีจากหัวใจไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว ท่านก็ได้นำพาทุกคนเข้าสู่ความมีสติปัญญาว่า..
และตอนนี้ลองสังเกตตัวเองซิว่า ชัดอยู่ในอารมณ์ใด ในรูปอะไร หรือในนามอะไร เมื่อสังเกตแล้วก็ขอให้เปลี่ยนอิริยาบถได้ แล้วพนมมือขึ้น แล้วกล่าวคำว่า..
ขอพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งและคุ้มครองข้าพเจ้า ขอพระธรรมเป็นที่พึ่งและคุ้มครองข้าพเจ้า ขอพระสงฆ์เป็นที่พึ่งและคุ้มครองข้าพเจ้า
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:40:41 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )
สลักธรรม 2
"ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว"
เมื่อช่วงเวลาของการทำสมาธิได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวอนุโมทนาและปฏิสันถารกับทุกคนอีกครั้งหนึ่งว่า ...
สงบไหมที่ได้ทำสมาธิเมื่อสักครู่นี้? ยากนะ ที่เราจะมีโอกาสมีจิตสงบ คือ สงบจากเรื่องราว สงบจากคนรอบข้าง แต่อยู่เฉย ๆ จะให้สิ่งดี ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นกับเราเอง ก็คงเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น .. เราจึงต้องทำ
ทุกอย่างที่เราต้องการนั้น เราต้องทำทั้งสิ้นเลย ตั้งแต่เกิดมา..เราก็ต้องทำมาตลอดทุกเรื่อง ไปจนกระทั่งเรื่องที่ใหญ่สุดและสูงที่สุดคือเรื่องปัญญา เราก็ต้องกระทำเอง ตรงนี้จะเป็นข้อยืนยันว่า ทุกอย่างตรงกับคำพูดของหลวงพ่อเสือที่ท่านบอกว่า ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว
จากเมื่อสักครู่นี้ก็ชวนทุกคนทำสมาธิให้จิตสงบ และตนเองก็ได้ทำด้วย ทั้ง ๆ ที่ก่อนทำสมาธินั้นก็รู้ว่า อีกสักครู่จะต้องมาพูดกับท่านทั้งหลาย จึงต้องคิดว่าจะมาคุยอะไรกับท่าน และก็คิดไปในหลายเรื่อง
แต่เมื่อตั้งใจทำสมาธิแล้วความสงบก็เกิดขึ้น คือ สงบจากความคิด สงบจากเรื่องราว สงบจากสิ่งที่คิดจะทำอย่างอื่น ก็เพราะใจมามุ่งมาดปรารถนาในการทำจิตใจสงบ เพราะฉะนั้น เห็นหรือไม่ว่า ทุกอย่างสำเร็จได้ขึ้นอยู่ที่เราทั้งสิ้น เราเป็นผู้บงการชีวิตเราเองได้
ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าสิ่งรอบตัวเราจะมาเป็นผู้บงการเรา แต่จริง ๆแล้วมิใช่เลย เราต่างหากที่เป็นผู้บงการของชีวิตเราเองมาตลอด โดยใช้วิธีการบงการ ๒ ช่วง คือ
เราบงการตัวเราเองไว้ตั้งแต่ในอดีต จึงทำให้เราต้องได้รับวิบากทั้งกุศลและอกุศลในปัจจุบันชาตินี้ เราบงการปัจจุบัน คือการกระทำกุศลนี้ หรืออกุศลอื่นที่เกิดขึ้นแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:41:26 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )
สลักธรรม 3
หลวงพ่อท่านบอกว่า ไม่มีอะไรมีอิทธิพลกับเราเลยเท่ากับตัวเราเอง จะดี-ชั่ว อยู่ที่ตัวทำ จะสูง-ต่ำ อยู่ที่ทำตัว คำพูดนี้เมื่อพิสูจน์แล้วก็ค้านไม่ได้ เช่น เมื่อสักครู่เราตั้งใจทำสมาธิเราจึงสงบ ตอนนี้เราตั้งใจฟังเราจึงรู้เรื่อง จึงไม่มีใครบงการมาชีวิตของเราได้เลย ชีวิตเป็นของเราลำพังแท้ ๆ
การบงการชีวิตที่เรามีนี้ มันมีการบงการ ๒ ช่วง ที่ได้กล่าวแล้ว คือช่วงแรกเราบงการเรามาเองจากอดีต เราจึงต้องมามีชีวิตต้องมาเจอเรื่องราวอย่างนี้ เรียกว่าเป็นวิบาก และช่วงที่สองเมื่อเราอยู่ในวิบากนี้เราก็สามารถบงการชีวิตของเราเองได้ว่าเราจะอยู่ในวิบากแบบไหน
ตัวอย่างเช่น แบบเมื่อสักครู่นี้เป็นการอยู่แบบกุศลเพราะเราบงการชีวิตของเราเองให้เรามีความสงบ ฉะนั้น ไม่มีใครเก่งกว่าเราแล้ว นี่จึงเป็นกำลังใจน้อย ๆ ว่า เราสามารถพ้นทุกข์ได้ถ้าเราบงการชีวิตถูกต้องตามหลักสติปัฏฐาน ๔
ที่หลวงพ่อท่านใช้คำพูดว่า ทำมากได้มาก ก็มีความหมายสอดคล้องกับคำว่า จะดี-ชั่ว อยู่ที่ตัวทำ จะสูง-ต่ำ อยู่ที่ทำตัว นี้เช่นกันซึ่งจะขยายความให้ฟังว่า
จะดี-ชั่ว อยู่ที่ตัวทำ . สืบเนื่องมากจากเมื่อสักครู่ที่พูดว่า เราสามารถควบคุมตัวเราเองได้ คือ ให้สุขก็ได้ ให้สงบก็ได้ ให้เร่าร้อนก็ได้ ฉะนั้น จะดีจะชั่ว อยู่ที่ตัวทำในที่นี้คือ กรรม
จะสูง-ต่ำอยู่ที่ทำตัว .... ตัวนี้คือกิเลส กิเลสมันเป็นตัวทำให้คนนั้นสูงคนนั้นต่ำ
หรือจะพูดอีกแบบหนึ่งก็ได้ว่า จะดี-ชั่วอยู่ที่การกระทำคือกรรมของตน ก็เพราะคนเราเมื่อทำดี ความดีนี้เป็นกุศล เมื่อทำชั่ว ความชั่วนี้จัดเป็นอกุศล และทั้งกุศลและอกุศลก็คือกรรม เพราะฉะนั้นกรรมเป็นตัวกำหนด
จะสูง - ต่ำอยู่ที่กิเลส คนที่กิเลสน้อย ก็มีจิตใจสูงขึ้น เช่น พระโสดาบันท่านมีกิเลสน้อยแล้ว ท่านจึงเป็นผู้สูงส่งแล้ว แต่พวกเราผู้มีกิเลสมากเรียกว่าปุถุชน คำว่าปุถุชนนั้นยังเป็นผู้ที่ท่องเที่ยวอยู่ในความต่ำ คือหมกมุ่นอยู่ในกาม แต่ถ้าเราสามารถควบคุมตัวเองได้ เราก็จะพ้นไปจากทุก ๆ อย่างได้ โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:42:29 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )
สลักธรรม 4
ท่านอาจารย์บอกว่า สัปดาห์นี้ไม่ได้มีอะไรมาฝากในห้องนั่งเล่น ท่านจึงได้นำสิ่งที่ได้เคยไปคุยหลวงพ่อมาเล่าให้ฟังดังที่กล่าวมาข้างต้น และท่านก็ได้นำความรู้สึกส่วนตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ..
"เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีอารมณ์ผ่านเข้ามา คือ ความเงียบกับความรู้สึก ความรู้สึกเงียบกับเงียบจนรู้สึก
ความรู้สึกเงียบนี้มี เรา เข้าไปรู้สึก
แต่เงียบจนรู้สึกนี้มี สติ เข้าไปรู้
เพราะจากการที่มีโอกาสอยู่บ้านคนเดียว และข้างบ้านก็ไม่มีคนอยู่ จึงมีแต่ความเงียบ และเงียบจนรู้สึกว่า เงียบจริง ๆ เมื่อไม่ได้มีงานบ้านอะไรที่ต้องทำแล้วก็ได้ไปสวดมนต์ รู้เลยว่า จิตนั้นหยุดความเร่าร้อนหยุดการแสวงหา หยุดการคิดที่จะทำนั่นทำนี่ แล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้าจนรู้สึกเลยว่าจิตนั้นเงียบสงบจากเรื่องราว และก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ซึ่งได้บอกกับลูกศิษย์คนหนึ่งที่นั่งรถมามูลนิธิด้วยกันว่า
เราเหมือนกันทุกคนที่กำลังมีวันเวลาที่ถูกฉีกออกไป ...คือเข้าใกล้ความตายไปเรื่อยๆ มันเป็นความรู้สึกเฉพาะตนเองเลยว่า ชีวิตมันถูกฉีกซึ่งไม่ใช่ปฏิทินถูกฉีก แต่ชีวิตถูกฉีกออกไปจากความรู้สึกทีละนิดทีละนิด นึกถึงเพื่อนทีละคนนึกถึงสหายพระอภิธรรมที่หายไปทีละคน มันใกล้ความตายเข้าไปทุกทีแล้วนะ ทำให้มีความรู้สึกว่า วันเวลาล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่
นึกถึงหลายคน ๆ โดยเฉพาะลูกศิษย์คนหนึ่งที่จะต้องไปศึกษาดูงานที่อเมริกาในวันที่ ๑๔ มกราคมที่จะถึงนี้ นึกถึงว่า เขาจะไปทำอะไร ? ก็ตอบตัวเองว่าเขาไปทำงาน เขาไปสร้างฐานะความมั่นคง เพื่อจะให้ได้มีงานที่มั่นคง แต่ถ้านึกถึงชีวิตที่ถูกฉีกไปทีละน้อยนั้น แม้เขาจะเรียนจบกลับมาเขาก็ไม่รอดจากความตายไปได้
แล้วก็นึกไปถึงลูกศิษย์อีกคนที่เดินทางไปศึกษาต่อที่ชิคาโก ซึ่งเป็นผู้มีชีวิตที่ไกลบ้าน ที่ต้องมีกิจกรรมของชีวิตแตกต่างไปจากผู้ที่อยู่ในบ้านคือบ้านของพ่อ ซึ่งจะมีงานที่พ่อบอกให้ลูก ๆ ทำเป็นกิจกรรมหรือกิจวัตร และกิจกรรมประจำบ้านพ่อ คือ การสวดมนต์ การทำความดี การช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ และมีการใช้ชีวิตที่ดีจึงไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น
แล้วก็นึกถึงลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่กำลังจะไปออสเตรเลีย จะต้องไปอยู่ไกลบ้านเหมือนกัน แต่ก็ไม่น่าห่วงเท่าใดเพราะคนนี้เป็นคนที่ออนไลน์โต้ตอบธรรมะกันอยู่เสมอ และเป็นคนที่ถูกปลุกปั้นให้ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงในตอนเช้าของทุกวัน"
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:43:17 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น จึงมองคนที่อยู่ไกลบ้านคนละอย่างกัน และไม่ว่าจะเป็นคนอยู่ไกลหรือใกล้ ความแตกต่างกันนั้นเพียงอยู่ที่การหล่อหลอมมาของแต่ละคน เพราะไม่ว่าจะตั้งใจจะสอนให้อย่างไร หรือพร้อมจะช่วยเหลือแค่ไหน แต่ถ้าเขาเหล่านั้นไม่ลุกขึ้นมาลงมือกระทำด้วยตนเองแล้ว ต่อให้หลวงพ่อเสือท่านมาสอนจนตายกันไปข้างหนึ่งก็ไม่มีผลอะไร
เพราะต้องทำที่ตน และต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ ต้องทำเอง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เรียกให้มาดูได้ แต่ไม่สามารถบังคับใครได้ และไม่สามารถไปเปลี่ยนกรรมใครได้ แต่ต้องเปลี่ยนด้วยตัวเอง
นี่คือเรื่องสำคัญที่จะบอกว่า ใครจะมาช่วยเราถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง วันเวลาของเราหมดไปแล้ว และหมดไปจริง ๆ เพราะน่ากลัวนะ ถ้าเรารู้ว่าจะต้องตายแล้ว แต่ตอนนี้เราทำอะไรกันบ้าง .. ก็คืออยู่ที่คำว่า จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ..กรรม
กรรมในที่นี้ ไม่ใช่กรรมที่พูดกันเล่น ๆ ไม่ใช่กรรมแบบที่คิดเอาเอง แต่เป็นกรรมบนกระดานเครื่องหมายจิต เพราะตั้งแต่เกิดมาเราได้ยินคนพูดว่า มันเป็นกรรม มันเป็นเรื่องของกรรม แต่ผู้ที่พูดถึงเรื่องกรรมโดยคิดเอาเองไม่ใช่กรรม เพราะกรรมตามเครื่องหมายจิตนี้คืออกุศลกรรม กุศลกรรม ซึ่งกรรมเหล่านี้มีอยู่ทุกคนแล้วก็ให้ผลมาเป็นวิบาก ดีหรือชั่ว ตรงนี้แหละคือกรรมที่เราลิขิตเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:43:50 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )
สลักธรรม 6
ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมจึงเป็นผู้โชคดี โชคดีตรงไหน? ก็ตรงที่ทำกุศลคือการมาศึกษาเล่าเรียน และเมื่อศึกษาแล้วก็นำการศึกษานั้นมาทำความเข้าใจและนำมาปฏิบัติ เป็นวิธีเอาการศึกษามาลบคำว่า ชั่ว กับคำว่า ต่ำ ออกไป เหลือแต่เพียงคำว่า ดี อยู่ที่ตัวทำ สูง อยู่ที่ทำตัว
ลบความชั่ว คือ กิเลสชั่วโดยเฉพาะความโลภที่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิออกไป เช่น การปล้น การขโมย การฉ้อฉล แม้บางคนที่มีวิธีการอย่างถูกกฎหมายหรือถูกตามความคิดของตน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผิดเพราะไม่ถูกตามหลักกรรม จึงอย่าคิดว่าตัวเองทำถูกต้องถูกตามความจริง บางครั้งเราก็คิดว่าเราทำถูก ไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือระเบียบอะไรเลย แต่ถ้าหากเรียนแล้วก็จะรู้ว่าที่ทำนั่นน่ะผิด
หลวงพ่อท่านเคยสอนว่า ตอนที่เราเป็นเด็กเราผิดทั้งนั้นแหละ แต่เมื่อเราโตแล้วเราจะไม่ผิดเหมือนเด็ก ยกตัวอย่างเช่น เด็กรับใช้ที่บ้าน เวลาที่ให้ไปซื้อของก็จะให้กระเป๋าสตางค์เด็กคนนี้ไปเลย แล้วเด็กคนนี้ก็ไปซื้อของจริง ๆ แต่นอกจากจะ ซื้อกับข้าวแล้ว เด็กคนนี้ก็ยังซื้อของใช้ส่วนตัวของตนเองโดยใช้เงินในกระเป๋าสตางค์ดังกล่าวด้วย แต่ก็ไม่เคยว่าอะไร ซึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า เด็กคนนั้นทำผิด เพราะเขาให้ไปซื้อนั้นคือกับข้าวเท่านั้น การกระทำเช่นนี้จึงไม่ถูกตามกรรม
และ ตรงนี้เรามาพูดถึงกรรม คืออยู่ที่ตัวทำกรรม แม้ใครจะไม่เห็นใครจะไม่รู้แต่กรรมนั้นรู้ กรรมมีหูมีตา แต่วิบากไม่มีหูไม่มีตา กรรมมีหูมีตาว่าใครคนไหนคนทำไว้ ก็ตามไปให้ผลตรงตัวผู้ที่ทำเลย แต่วิบากไม่มีหูไม่มีตาว่าขณะนี้เรากำลังทำความดี แต้ถ้ามันมีโอกาสส่งผลมันส่งผลเลยทันที
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:44:10 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )
สลักธรรม 7
ฉะนั้น ต้องทำกรรมอย่างที่ถูกตามหลักกรรม เช่น โลภะที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เราจะไม่ทำ และทำไม่ได้ แต่ความโลภนอกจากนี้เราอาจยังทำอยู่ หรืออย่างเรื่องของโทสะ พยาบาท อาฆาต จองเวร เราทำไม่ได้ เพราะพ่อของเราสอนให้อภัยและให้โอกาส พ่อบอกว่า โกรธได้โกรธไปเถิด แต่ต้องให้อภัยให้โอกาสเขา
ให้อภัยที่เขาเป็นในปัจจุบัน ให้โอกาสเขาในอนาคต หรือในเรื่องของโมหะ คือความเห็นผิดที่ยังมีกันอยู่ โดยเฉพาะความเห็นผิดในตัวตน (ขณะนั้นท่านอาจารย์พูดว่า ป้าหมอยืนขึ้น คุณป้าที่ถูกเรียกว่า ป้าหมอ ก็ลุกขึ้นยืน ท่านอาจารย์ก็พูดต่อว่า ขอโทษเถิดป้าหมอมีในที่นี้ไหม? ไม่มีเพราะเป็นสมมุติ มีแต่รูปนาม เห็นไหมว่าเรายังเห็นผิดที่เป็นป้าหมอ)
ความเห็นผิดนั้นเรายังมีอยู่ โดยเฉพาะเห็นผิดในชาติหน้า เห็นผิดในกรรม เช่น ชอบพูดคำว่า ไม่เป็นไร ทั้งที่ เป็นไร ทั้งนั้น เพราะทำกรรมไปย่อมมีผลทั้งสิ้น แม้ทำนิดหนึ่งก็เป็น ทำหน่อยหนึ่งก็เป็น อย่างน้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันกร่อน ฉะนั้น เมื่อมีความเห็นผิด เราก็ต้องปลีกออกจากความเห็นผิดบ้าง เช่นไปปฏิบัติ หรืออยู่หัดปฏิบัติบ้าง
เรื่องของกรรมนี้ อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น ทำตัวเอง ใครจะทำกรรมอย่างไรสุดแต่ใจจะไขว่คว้า แต่ควรจะไขว่คว้าทางที่ดี เพราะจะสูงหรือต่ำอยู่ที่ทำตัว คือกิเลสน้อยลงเมื่อไรสภาพของชีวิตก็จะสูงขึ้น กิเลสมาก ชีวิตก็จะต่ำลง
ถ้าหากเราทำกิเลสให้เบาบางลงจนกระทั่ง สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส หลุดไปสู่ความสูงแล้ว ชีวิตก็ ไม่มีต่ำอีกแล้ว แต่จะสูงอย่างเดียว แล้วสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนหายไปจากวัฏฏสงสาร
แม้ตอนนี้เรายังเป็นพวก สูง ๆ ต่ำ ๆ แต่ก็ขอให้รีบสะดุ้งกลัวต่อบาปให้ได้มีคือ หิริ โอตัปปะ และจาคะในชีวิตให้มากไว้นั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ธ.ค. 2550 , 13:44:33 น.] ( IP = 125.26.38.221 : : )
สลักธรรม 8
ขอบคุณมากนะครับน้องกิ้ฟ ที่กรุณาหยิบยื่นธรรมรสมาฝากให้อ่านกันอีกแล้ว ดีมากเลยครับเพราะได้อ่านไปนึกไปถึงคำว่า กรรม และกิเลส ที่คอยบงการจิตที่อ่อนแอขาดสติปัญญาที่แข็งกล้ามาปกป้องนั่นเองครับ
นึกถึงชีวิตที่ล่วงไปแต่ละวันๆแล้วน่าใจหายจริงๆนะครับ เพราะยังวุ่นอยู่ในเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์แท้จริงต่อชีวิตอยู่เลยครับ จะมีบ้างก็ตอนนึกได้และรีบสลัดความเกียจคร้านออกไปและหันมาทำชีวิตให้มีสติปัญญานั่นเองครับ
น่ากลัวนะครับกับความสูงๆต่ำๆของจิต เพราะเท่ากับตนเองยังมีหนทางไม่แน่นอนเลย เมื่อยังเป็นเช่นนี้อยู่วัฏฏะก็ยังคงหมุนไปๆในภพน้อยใหญ่ตามกรรมอยู่นั่นเอง
ครับพี่เณรจะเร่งรีบฝึกกายใจ ให้เป็นไปด้วยความไม่ประมาทมากขึ้นครับ พร้อมๆกับใช้ชีวิตในการงานที่ดีงาม มีทานเป็นต้นเสมอไปให้ได้ครับผม
ขอก้มกราบระลึกในพระคุณของหลวงพ่อ ที่คอยแนะนำและอุดหนุนชีวิตของลูกๆ ให้มีทางเดินอันชอบธรรมและสอนให้เลือกทำกรรมที่ดีงามเสมอมาขอรับ
![]()
โดย พี่เณร [11 ธ.ค. 2550 , 19:07:08 น.] ( IP = 58.9.154.50 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |