มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้บงการชีวิต (๒)









ผู้บงการชีวิต (๒)


ตอนที่ผ่านมา

หลังจากที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายขยายความในเรื่องการบงการชีวิตตนเองด้วยการกระทำกรรมต่างๆ จบลงไปแล้ว ท่านก็ได้กลับมาเน้นว่าให้บงการชีวิตเพื่อกระทำกรรมที่จะไม่เกิดอีกต่อไป โดยได้กล่าวคำอนุโมทนากับคุณชวาลินที่จะไปฝึกปฏิบัติปฏิบัติวิปัสสนาก่อนที่จะเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย โดยท่านกล่าวว่า ..

ขอให้ไปทำให้เต็มที่เพื่อจะเดินทาง คือไปเตรียมใจ ไปบรรจุความมีทุนเอาไว้ก่อน เมื่อมีเวลาและมีโอกาสแล้ว ก็ต้องตั้งใจให้เต็มที่ เพราะเมื่อใดที่เราก้าวออกจากห้องปฏิบัติแล้ว เราก็ไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นไปอย่างไร แม้นจะเป็นคนปัญญาก็จริงแต่ก็อาจไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนี้ เพราะทุกอย่างต้องมีเหตุพร้อมกัน มีปัญญาแต่ไม่มีโอกาสนี้มีจริงนั้นเราก็ได้เห็นกันอยู่มากมาย

และในวันนี้ก่อนที่จะคุยเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนาต่อไป ก็ขอประกาศให้ทราบว่า คุณชวาลินได้มีจิตศรัทธาขอเป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือ เหตุผลในการกำหนดอิริยาบถ เพื่อแจกเป็นธรรมทาน โดยมีแรงบันดาลใจว่า

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [16 ธ.ค. 2550 , 22:18:55 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



แรงบันดาลใจ


ในวันที่วุ่นวายที่สุดวันหนึ่งของปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ดิฉันนั่งอยู่ตามลำพังในร้านอาหารเล็กๆ ณ ใจกลางเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ในมือกุมหนังสือสีเหลืองเล่มบางๆ หน้าปกเป็นรูปท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร อาจารย์ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ รูปนี้เป็นรูปที่ถ่ายในสมัยที่ท่านยังครองเพศเป็นฆราวาสอยู่

เอ ... นี่เรามานั่งทำอะไรอยู่นี่ ข้าวของเครื่องใช้ที่จะต้องนำกลับเมืองไทยก็ยังจัดไม่เสร็จเลย พรุ่งนี้ก็จะถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้วเสียด้วย ... ดิฉันนึกรำพึงกับตัวเองในใจ

ในตอนแรก ดิฉันตั้งใจจะแวะมาหาอะไรทานเป็นอาหารกลางวันสักนิดหน่อยพอให้มีแรงกลับขึ้นไปเก็บของต่อ แต่หนังสือเล่มเล็กๆที่ดิฉันหยิบติดมือมาด้วยนั้น กลับมีแรงดึงดูดอย่างประหลาดจนดิฉันไม่สามารถจะวางลงได้ทั้งๆที่ยังอ่านไม่จบ จริงๆแล้วดิฉันพบหนังสือเล่มนี้ในตั้งหนังสือกองโตที่จัดเตรียมไว้สำหรับการขนย้ายกลับเมืองไทยตั้งแต่เมื่อวาน และก็ได้ลองเปิดอ่านผ่านๆไปหน้าสองหน้า ก่อนที่จะบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ขนหนังสือเล่มนี้ไปไหนต่อไหนโดยไม่หยิบมาอ่านให้จบเสียก่อนอีกต่อไปแล้ว ความรู้สึกของดิฉันในขณะนั้นเปรียบได้กับคนที่ได้พบเพชรน้ำงามที่ถูกวางทิ้งไว้อยู่ในซอกตู้ที่บ้านนานนับปี ถึงแม้จะยุ่งแสนยุ่งเพียงใด ดิฉันก็มิอาจจะอดใจหยิบเอามาชื่นชมให้สมกับความงามและคุณค่าที่ถูกละเลยผ่านกาลเวลามาเป็นเวลาล่วงปีได้เลย

โลกแห่งชีวิตอันซับซ้อนที่ได้รับการนำทางและถ่ายทอดจากท่านอาจารย์บุญมี ได้ถูกเปิดขึ้นหน้าแล้วหน้าเล่าจนจบเล่ม ดิฉันวางหนังสือลงด้วยใจอันอิ่มเอมและอบอวลไปด้วยสาระแห่งการปฏิบัติที่ได้รับจากคำสอนของท่านอาจารย์บุญมี ข้อคิดเล็กๆน้อยๆรวมถึงกำลังใจในการเข้าปฏิบัติที่สอดแทรกอยู่ระหว่างบรรทัดของคำบรรยาย ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งทั้งกับผู้ที่กำลังคิดจะเริ่มต้นและผู้ที่เคยผ่านการปฏิบัติมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดิฉันตั้งปณิธานกับตัวเองในใจว่า เราจะต้องหาทางพิมพ์หนังสือเล่มนี้แจกเป็นธรรมทานให้กับบุคคลที่กำลังจะเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่อ้อมน้อย เพื่อให้ทุกคนได้รับความรู้เบื้องต้นที่จำเป็นกับการปฏิบัติจากท่านอาจารย์บุญมีให้ได้

ดิฉันเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆราวกับเพิ่งหลุดออกมาจากเมืองลับแลในอีกซีกโลกหนึ่ง ผู้คนรอบตัวดิฉันที่นั่งอยู่ด้วยกันในร้านต่างพากันสาละวนง่วนอยู่กับหน้าที่การงานของตัวเองโดยไม่มีใครสนใจใคร ดิฉันก้มมองนาฬิกาและพบว่าเป็นเวลาสองชั่วโมงกว่าแล้วนับตั้งแต่ดิฉันเดินเข้ามาในร้าน แม้จะเป็นเวลาถึงสองชั่วโมงในวันที่ดิฉันต้องการให้มีสัก 48 ชั่วโมงเพื่อที่จะได้จัดเก็บข้าวของกองใหญ่ให้เสร็จเรียบร้อย แต่สองชั่วโมงในวันนี้ก็เป็นสองชั่วโมงอันมีค่าที่ไม่ทำให้ดิฉันรู้สึกเสียดายเวลาเลยแม้แต่สักนิดเดียว

ในโอกาสนี้ ดิฉันใคร่ขออนุโมทนากับคุณวชิรา เศวตนันทน์ ผู้เป็นมารดา อาจารย์ธัญนันทน์ เลิศหิรัญวงศ์ หรือพี่ดา อาจารย์สอนพระอภิธรรมผู้ใจดีของดิฉัน รวมถึงคุณลุงคุณป้าคุณน้าคุณอาและพี่ๆสหายอภิธรรมทุกท่านที่ร่วมกันทำให้แรงบันดาลใจของดิฉันออกมาเป็นรูปธรรมได้สำเร็จถึง ๕, ๐๐๐ เล่ม และที่สำคัญที่สุด ดิฉันขอกราบขอบพระคุณอาจารย์บุษกร เมธางกูร อาจารย์ผู้มองเห็นคุณค่าของความศรัทธาและมิเคยเพิกเฉยต่อทุกเสี้ยวแห่งเจตนาอันเป็นกุศลของศิษย์ การจัดพิมพ์หนังสือในครั้งนี้จะเกิดขึ้นมิได้หากไม่ได้รับกำลังใจ ความช่วยเหลือและการเอาใจใส่จากอาจารย์ กุศลใดๆอันบังเกิดขึ้นจากเจตนาในการจัดพิมพ์หนังสือครั้งนี้ ดิฉันขอนำมากราบถวายแด่อาจารย์ด้วยใจ.

ชวาลิน เศวตนันทน์

๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐




หนังสือนี้เป็นหนังสือที่มีคุณค่าและเป็นอรรถวาจาของอาจารย์ใหญ่ผู้เชี่ยวชาญพระอภิธรรมและการปฏิบัติธรรมมาก ซึ่งเราไม่ได้ยินเสียงของท่านแล้วละ เพราะท่านลาลับไปสิบหกปีแล้ว หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่เป็นตัวแทนท่าน และก็เป็นเหมือนกับถาวรวัตถุโดยมีคุณชวาลินเป็นผู้ปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุชิ้นนี้ให้ยังอยู่บนแผ่นดินไทยคู่กับวงการพระพุทธศาสนาต่อไป

จึงขอกราบอนุโมทนากับทุกท่าน โดยเฉพาะคุณชวาลิน เศวตนันทน์ คุณวชิรา เศวตนันทน์ คุณธัญนันทน์ เลิศหิรัญวงศ์ และคณะผู้จัดพิมพ์ทุกท่าน ขอความตั้งใจปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุชิ้นงานนี้จงได้เป็นพลวปัจจัยเป็นปฏิพรย้อนกลับไปปฏิสังขรณ์และบูรณะกายใจให้เป็นไปเพื่อมรรคจิตผลจิตได้โดยไวทั่วหน้ากัน ขออนุโมทนา

ต่อไปมีใครจะถามเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา ขอเชิญถามได้

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:19:51 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 2




ถาม ในหนังสือเล่มนี้มีเขียนอยู่ตอนหนึ่งโดยไม่ได้ขยายความไว้มาก เลยคิดว่าที่ปฏิบัติมาอาจไม่ตรงนัก เพราะที่ตนเองปฏิบัตินั้นเวลามีอะไรมาก็จะดูอารมณ์ไปเรื่อยๆ เลย เมื่อมาอ่านหนังสือแล้วท่านบอกว่า " ให้พยายามตั้งอยู่ที่ฐานใดฐานหนึ่ง ถ้าเป็นกายก็ดูรูปนั่งดูอิริยาบถไป พอมีอะไรมากระทบก็ดูตามแล้วก็ให้กลับมาที่เดิม" จึงขอให้ช่วยขยายวิธีปฏิบัติตรงนี้ด้วยค่ะ

ตอบ อันนี้เป็นหลักการปฏิบัติจริงๆ เลยตามคำที่ว่า "กายท่านตั้งอยู่ในลักษณะใด ให้กำหนดในกายนั้น " แล้วก็มีคำอธิบายว่า "กาย" คำที่สองนี้คืออาการ ในการปฏิบัติวิปัสสนานั้นมีฐานที่ตั้งอยู่สี่อย่างเท่านั้น คือ กาย เวทนา จิต ธรรม มีฐานที่ตั้งทั้งสี่นี้เพื่อให้สติปัฏฐานเกิดที่กาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม

เมื่อเราปฏิบัติแล้วกำหนด "รูปนั่ง" อยู่ ก็ดูอาการในความรู้สึกคือทำความรู้สึกในอาการนั่งนั้นอยู่ ถ้าหากมีเสียงดังเข้ามามากจนกระทั่งกระทบใจ ก็จะต้องไปกำหนด "นามได้ยิน " เพราะได้ยินเสียงภายนอกและเมื่อกำหนด"นามได้ยิน"แล้วก็ไม่ควรไปใส่ใจเสียงภายนอกแล้วให้กลับมาดูกาย

เช่น เสียงที่มีมานั้นถ้าเป็นเสียงธรรมชาติที่มากระทบเป็นอติมหันตารมณ์ เราจำเป็นต้องกำหนดว่า "นามได้ยิน" แล้วก็กลับมาดูกายโดยไม่ต้องไปดูต่อว่า เป็นเสียงอะไร? หรืออยู่ที่ไหน? เพราะบางคนนั้นพอได้ยินปุ๊บก็กำหนดลุกขึ้นเดินไปดูว่าเป็นเสียงอะไร? อยู่ที่ไหน? อย่างนี้เป็นการกระทำที่สะเปะสะปะ

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต่างกันก็จะมีการกำหนดที่ต่างกันไป เช่น ในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่ที่บ้านก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น ก็รู้ถึงความจำเป็นแล้วก็ยกโทรศัพท์ขึ้นพูดว่า "ฮัลโหล" เพราะขณะนี้มีเรื่องจำเพาะเจาะจงเกิดขึ้น และสติได้ถูกฝึกไว้มากแล้วก็จะสามารถ "ฟัง" ในเรื่องจำเพาะเจาะจงนั้น แล้วก็จะไปรู้ได้เลยว่า เสียงไม่ดีที่มีมาเหล่านี้ "เป็นเรื่องของวิบาก" และรู้สึกใน "วิบาก"นั้น นั่นก็คือการเข้ารู้สึกใน"นาม" และเข้าไปรู้สึกในรูป คือรูปทางใจที่เกิดขึ้น

แต่เรื่องที่เป็นเสียงลม เสียงรถวิ่งนั้น เข้าไปกำหนดนิดเดียวเท่านั้นแล้วกลับมาที่ฐาน โดยไม่ต้องไปดูอะไรต่อๆ ไป หรือคอยอารมณ์ เพราะบางคนนั่งคอยอารมณ์แต่ไม่รู้อารมณ์ ผู้ปฏิบัตินั้นต้องรู้อารมณ์ปัจจุบัน อย่าไป"คอย"ให้อารมณ์มาหรือไป"หา"อารมณ์ไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อเลยไปในเรื่องต่างๆ แล้วก็ต้องกลับมา

ไปหาอารมณ์ไม่ได้ เช่น มันมีอะไร มีอะไรเกิดขึ้น นามมันอยากรู้ อยากเห็น อยากรู้สึก อย่างลมพัดมานิดเดียวก็รีบเข้าไปรู้สึกว่า รูปเย็น อย่างนี้เป็นการหาอารมณ์แล้ว ทั้งที่ปกติอยู่บ้านดื่มน้ำเย็นหรือน้ำที่มีน้ำแข็งเข้าไปหนึ่งอึกก็ไม่เห็นว่ามีรูปเย็นเลย แต่พอลมพัดมานิดนึงก็ "เย็น" อย่างนี้เรียกว่าอยากกำหนด หรืออย่างการเดินที่เดิมมาตั้งเยอะตั้งแยะก็ไม่รู้สึก แต่พอปฏิบัติปุ๊บก้าวเท้าลงไปกระทบพื้นก็ "รูปแข็ง รูปนิ่ม" ขึ้นมาทันทีอย่างนี้ ฉะนั้น อย่าไปหาอารมณ์มาปฏิบัติ

เพราะการไปหาอารมณ์นั้นจะทำให้ไม่มีฐานที่ตั้งที่มั่นคง ถ้าเปรียบไปก็เหมือนกองทหารที่ปักค่ายอยู่แล้วก็มีทหารลาดตระเวณ ออกไปดูความเคลื่อนไหวแล้วก็กลับมารายงาน มีอะไรเกิดขึ้นก็กลับมารายงานที่ฐานที่ตั้งที่ทัพใหญ่ ฉะนั้น กำลังของสติปัญญาจึงรวมอยู่ที่กาย เวทนา จิต หรือธรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:20:11 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 3




ถาม ต้องเลือกไหมคะ อย่างเช่น รู้ตัวเองว่า เราจะดูจิตได้ดีกว่าฐานอื่นๆ เราก็ควรจะไปดูที่จิตคือฐานของจิต

ตอบใช่ แทนที่จะเป็นกาย ก็ควรมาดูที่ฐานของจิต คอยสังเกตจิตว่า จิตรู้สึกอย่างไรก็รู้สึกในสิ่งนั้น เมื่อไม่รู้สึกก็กลับมาที่จิตดูจิตต่อ ไม่ใช่เอาจิตไปดู เพราะการเอาจิตไปดูคือออกไปเรื่อยๆ แต่การรู้ที่จิตเป็นการรู้ที่ปัจจุบัน

ถาม ฟังที่ท่านอาจารย์พูดแล้ว ก็ทราบว่าที่ปฏิบัติผ่านมาก็รู้สึกเหมือนกับการคอยหาอารมณ์ โดยคิดไปว่า "สติดี" คือ ปกติจะไม่รู้สึกกับอารมณ์เหล่านั้นได้เพราะสติไม่กล้าแข็งเท่ากับในขณะปฏิบัติ พอมีลมเย็นพัดมาก็จะเอาออกไปรับหมดเลย ฉะนั้น ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องกำหนดใช่ไหมคะ แต่ให้กลับมาดูที่ฐาน เพราะบางทีจะว่างจนถึงขนาดกำหนดรู้ไปว่า นามกำลังสงสัยว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ คือสงสัยในการดูของจิตตนเองอีกทีว่า จิตกำลังดูอะไร และตอนนี้เป็นอะไร?

ตอบ แต่ความรู้สึกนั้นคือ มีความรู้ในอารมณ์ที่รู้สึกว่าจิตดูอะไรอยู่ใช่ไหม ? ถามว่า ตอนนั้น "รู้" ใช่ไหม ก็คือ "รู้" ที่จิตนั่นคือจิตที่มีกำลัง

ถาม เราต้องกำหนดนามตัวนั้นว่านามรู้ ใช่ไหมคะ?

ตอบ ใช่ เพราะนามตัวนั้นกำลังรู้จิตตัวเอง อย่าลืมว่านามมีหลายนาม คือ นามจิต นามเจตสิก ซึ่งนามเจตสิกนั้นมีมาก แต่นามจิตนั้นมีเพียงหนึ่ง ซึ่งนามเจตสิกจะเป็นสติเจตสิกก็ได้ และนามตัวที่เข้าไปรู้จิตในขณะนั้นที่เราพูดถึงนี้เป็นปัญญาเจตสิก คือรู้เข้าไปในนาม

ถาม ฟังจากที่ท่านอาจารย์พูดแล้ว ดูเหมือนว่าเราจะต้องบังคับจิตเรากลับมาที่ฐานเหมือนกัน ไม่ใช่ปล่อยให้รู้ไปเรื่อยๆ เช่น บางทีกำหนดนามกำหนดนามได้ยินเสร็จแล้ว ก็สงสัยว่ามีอะไรต่อก็รู้ว่าตนเองสงสัย อย่างนี้ไม่ต้องทำใช่ไหมคะ?

ตอบ นั่นคือการไปวิเคราะห์อารมณ์ ซึ่งไม่ต้องไปวิเคราะห์เพราะเป็นเรื่องของการคิดไปแล้ว แต่จะต้องพิจารณาอารมณ์ตนเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะสิ่งที่ไปวิเคราะห์นั้นเป็นการเอาบัญญัติเข้าไปวิเคราะห์ จึงต้องหยุดแค่ตรงพิจารณาให้ทันกับเหตุการณ์แต่ไม่ต้องไปเท่าทันสถานการณ์

เช่นอยู่ในท่านอนก็ "กำหนดรูปนอน" คือดูอาการนอนทั้งหมด ทำความรู้สึกตัวไม่ว่าจะนอนอยู่ในท่าไหน เมื่อเกิดความเมื่อยหรือความรู้สึกอะไรขึ้นมาแล้วจะต้องพลิก ก็"รู้" ในขณะพลิก เมื่อพลิกตัวไปแล้วท่านอนต่างกันไปหรือยัง? ต่างกันแล้ว ทั้งคนที่มองอยู่และคนที่นอน ฉะนั้น การรู้ในที่นี้ก็คือการรู้ในอาการ เช่นนอนแล้วเอาขาขึ้นมาไขว้กันก็รู้ในอาการเลยว่ามีการงอเลี้ยวไปของขา ก็จะมีความรู้สึกไปทั่วกาย ที่บอกว่ารู้ไปทั่วกายก็เพราะเรามีกายปสาท การดูจึงไม่ใช่ดูด้วยตา

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:20:33 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 4




ถามเมื่ออยู่ในรูปนอนแล้วเราเมื่อยหรือแน่นต้องกำหนด "รูปพลิก" หรือไม่?

ตอบ ไม่ต้อง เมื่อรู้ว่าเมื่อยแล้วก็คือเรามีมนสิการในการเมื่อยแล้ว หรือบางคนที่อ้วนมากพอนอนหงายแล้วก็จะมีอาการแน่นรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกอึดอัดหรือเมื่อยก็คือ "นามรู้สึก" และเมื่อเรามีโยนิโสรู้ตรงนี้แล้วมันก็เป็นเหตุให้รู้ถึงการที่จะต้องแก้ไขไปในขณะนั้นด้วย โดยไม่ต้องมาบอกตัวเองอีกครั้งว่า จำเป็นต้องแก้ หรือต้องแก้แล้ว เพราะความจำเป็นนั้นมีอยู่แล้ว

เหมือนกับคนที่ใช้แว่นสายตา เมื่อถอดแว่นออก แล้วเราลองเอานิ้วทำท่าจะไปแทงตา โดยธรรมชาติแล้วเขาจะต้องกระพริบตา หรือการตักข้าวเข้าปาก ธรรมชาติของจิตที่รู้นั้นก็จะทำให้อ้าปาก ไม่ต้องบอกว่า จำเป็นต้องอ้าปาก เพราะมันรู้อยู่แล้ว ความจำเป็นนั้นมีอยู่ที่ใจแล้วจึงไม่ต้องบอกใจอีกแล้ว

ในการนอน ..เราดูรูปนอน แล้วก็มีนามมารู้สึก เช่น เมื่อย หรือแน่น หรืออึดอัด หรือปวด นี่ก็คือนามเข้าไปรู้ เมื่อรู้แล้วก็มีความจำเป็นต้องแก้ไข ในขณะแก้ไขก็มีความระลึกรู้สึกตัว ..ในขณะพลิก ความระลึกรู้สึกตัวตรงนี้ก็คือ รู้ในรูป คือรูปที่นอนอยู่แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นรูปที่ต่อกัน

การรู้เข้าไปในรูป กับการกำหนดรูปนั้นต่างกัน การกำหนดรูปก็เช่น รูปนั่งปุ๊บ..อยู่ดีๆ จะกำหนดเลยไม่ได้ แต่จะต้องทำความรู้สึกว่า "นี่รูปนั่ง" แต่ตอนที่เมื่อยแล้วต้องพลิกนั้นไม่จำเป็นต้องกำหนดรูปพลิกแต่ให้มีความรู้สึกตัวคือมีสติในการพลิกหรือเปลี่ยนท่าเท่านั้นเอง เมื่อมีสติในการพลิกแล้ว ก็คือเรารู้ตัวว่ามีการพลิก

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:20:56 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 5




เมื่อเมื่อยแล้วกำหนดนามเมื่อยแล้วเราต้องแก้ไข โดยที่ตอนแก้ไขก็ไม่ต้องบอกว่า "ต้องแก้ไข" และถ้าหากสติไวเราก็จะ"รู้ในอาการ" เช่นเมื่อนอนอยู่จะตะแคงพลิกตัว ธรรมชาติก็จะรู้เลยว่าต้องใช้หัวไหล่กระทบพื้นก่อน แล้วมือหรือขาก็ค่อยๆ เคลื่อนตามไป เพียงทำความรู้สึกเท่านั้นเอง ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ไม่ต้องไปดูเลยเพราะมันเป็นอาการของรูปทั้งหมดคือรู้ในรูปเท่านั้นเอง

การที่เราไปไล่ดูก็เหมือนกับเราไปคอยจับจ้องจะรู้สึกช้าเหมือนเป็นการรู้สึกตัวที่ไปสร้างขึ้น ซึ่งไม่ต้องไปสร้างเพราะเวลาเราอยู่บ้านเราก็ไม่ได้พลิกแบบสโลว์โมชั่นใช่ไหมหรือพลิกแบบไม่รู้ตัวก็มาก แต่พอมาปฏิบัติก็จะพยายามรู้ไปให้หมดเลย จึงเป็นการสร้างขึ้นเรียกว่าทำอาการให้ผิดปกติ ซึ่งอยู่ในหลักปฏิบัติข้อที่ ๘ อย่าทำอิริยาบถให้ผิดปกติ ฉะนั้น ก็จะเห็นว่าการกำหนดรูป กับรู้ในรูปคือรู้ในอาการนั้นไม่เหมือนกัน

และการรู้ในอาการกับการรู้ในอารมณ์ก็ต่างกันอีกแล้ว เพราะ "อาการ" คือทั้งหมด ส่วนการรู้ในอารมณ์ก็เช่น เมื่อนอนกำหนดรูปนอนแล้ว เกิดความอึดอัดแน่นขึ้นมากำหนดรู้แล้วก็พลิกตัว พลิกแล้วเกิดความเจ็บที่หลังเพราะเส้นยอก ..การรู้ว่าหลังเจ็บนี้ไม่ใช่การรู้ในอาการ แต่เป็นการรู้ในอารมณ์ คืออารมณ์เจ็บที่แรง แต่ถ้าหากสติของแต่ละคนมีความว่องไวมากนั้นเมื่อขาไปโดนพื้นที่เย็นปุ๊บก็รู้ในอารมณ์แล้วไม่ได้รู้ในอาการแล้ว การรู้ในอาการทั่วตัวขณะพลิกนั้นเรียกว่าเป็นการรู้ในอาการ

"ปัจจุบัน" นั้นมีความสำคัญ ปัจจุบันสันตติคือปัจจุบันที่สืบต่อกัน เมื่อเรากำหนดรูปนอนแล้ว รูปนอนนั้นเป็นทุกข์ตรงไหนก็แล้วแต่ของแต่ละคนเช่น ทุกขเวทนา หรือทุกข์จรอะไรก็แล้วแต่ ก่อนจะแก้ไขเราต้องรู้เหตุจำเป็นก่อน ดังนั้น ตรงนี้จะพลิกโดยไม่กำหนดไม่ได้ แต่ตอนพลิกไม่ต้องกำหนดให้รู้สึกตัวก็พอ เมื่อกำหนดรูปนอนแล้วก็ดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น รู้สึกเมื่อย ก็จำเป็นแล้วที่จะต้องกำหนดว่านามทุกข์ ก็มีสติแก้ไข

ตอนที่เราพลิกนี้ก็มีอาการเกิดขึ้น เราก็มีสติรู้ในอาการนั้น ทำไมจะต้องมีสติรู้ในอาการนั้น .. ก็เพื่อให้เราดูอยู่กับงานที่ควรแก่การงานอันนี้ ไม่ให้มันไปเรื่องอื่นหรือไม่ให้เรื่องอื่นเข้ามา เมื่อกำหนดรูปนามในฐานสี่แล้วจึงต้องคอยดูรูปดูนามตามฐาน

เมื่อตอนที่พลิกจึงไม่ต้องไปกำหนด"รูปพลิก" แต่ถ้าใครมีสติไวเมื่อพลิกแล้วเกิดความรู้สึกเจ็บเช่นไปโดนเสี้ยนแทงก็คือการรู้ในอารมณ์ ตรงนี้ต้องกำหนดว่า "นามเจ็บ"

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:21:32 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 6



ถาม นอนปฏิบัติอยู่พอเหยียดมือขึ้นก็รู้สึกเจ็บ พร้อมกับความเจ็บนั้นก็รู้ว่าเป็นผลมาจากปาณาติบาต ความรู้อันนี้เป็นอย่างไร?

ตอบ อันนี้คือรู้จริง แต่จริงโดยปริยัติจึงต้องแก้ไขแล้ว ต้องพยายามฝืนอย่าใช้ความรู้ปริยัติเข้ามากำหนดรู้ ลองเริ่มหัดพลิกตัวไปอีกด้านหนึ่งที่เหยียดมือแล้วไม่เจ็บเพื่อไม่ให้ความสันทัดนี้มันออกมา หรือเมื่อมีความรู้สึกเจ็บแปล๊บอย่างนั้นเกิดขึ้นก็ต้องกำหนดใหม่ว่า "นามรู้สึก"

ต้องหัดแก้โดยถอยใจออก เพราะความเจ็บนั้นอาจไม่ใช่ผลที่มาจากปาณาติบาต แต่อาจเป็นผลของการเบียดเบียนสัตว์อย่างอื่นซึ่งไม่ได้ฆ่าสัตว์ แต่การที่ไปเจาะจงเช่นนั้นก็เป็นความเที่ยงเลย ซึ่งเราก็เข้าไปยึดมั่นกับการรู้อย่างนี้แล้ว สิ่งที่จะทำให้คลายได้ก็คือต้องถอยจากอุปทานจากความเป็นเรื่องราวให้ไปเป็นรูปเป็นนาม

หรือแม้การกำหนดรู้บางครั้งจะไปคิดว่าเป็นการทำงานของเจตสิกดวงไหนก็ไม่ควรทำ เพราะเรายังรู้ไม่ได้เลยว่า สัพพจิตสาธารณเจตสิก ๗ ดวงที่เกิดขึ้นกับจิตทุกดวงนั้น เจตสิกตัวไหนมาก่อน .. ไม่รู้ เห็นไหมว่าขนาดเป็นเจตสิกที่มาประจำเราก็ยังรู้ไม่ได้เลย

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:21:50 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 7




ถาม การทำความรู้สึกในอาการคือรูปนั่งอยู่ ในขณะนั้นก็รู้สึกง่วงก็กำหนดนามรู้สึก..ง่วง พอกำหนดง่วงเสร็จปั๊บก็รู้ว่า ถีนะมิทธะ แล้วก็รู้ว่าเป็นเจตสิก แล้วก็คิดต่อไปว่า ขณะนั้นจิตเราเป็นอะไรไปนะคืออยากจะรู้จิตที่รู้ว่าเป็นเจตสิก(ถีนะมิทธะ)นั้นคือจิตอะไร? เป็นโลภะหรือโทสะ เพราะถีนะมิทธะนั้นเข้าอยู่ในจิตสองชนิดนี้ ซึ่งก็ดูแล้วก็ไม่รู้ แต่พอเริ่มต้นรู้อีกทีก็คือตอนที่หายง่วงไปแล้ว ก็เลยรู้สึกสับสนว่านำปริยัติเข้ามาใช้

ตอบ ใช่ เป็นความสับสน และปฏิบัติผิด จริงอยู่ที่ปริยัตินั้นก็ดี ..ดีเมื่อมีปริยัติเข้าห้องที่กำลังสอนเราก็ตอบไม่ผิด ตอบได้คล่อง แต่ปริยัติเข้าสิงก็จะแย่ ให้เอาปริยัติเข้าห้องเวลาเรียนเวลาสอน แต่อย่าให้ปริยัติเข้าสิง เพราะนั่นเป็นการปฏิบัติที่มีความไม่สะดวกแล้ว เมื่อปฏิบัติไม่สะดวกแล้ว โอกาสที่จะเดินทางก็ไม่มีเลย เหมือนกับคนที่เดินทางก็ไม่มีเลย เหมือนคนที่ทำอะไรไม่สะดวก เมื่อเดินไม่สะดวกแล้วจะเดินเร็วได้ไหม? ไม่ได้

เมื่อปฏิบัติแล้วมีเรื่องเข้ามาให้คิดให้นึกจนตาเหล่นั้น .. ก็ไม่สะดวก ที่จริงการปฏิบัติต้องสะดวกเพราะมีแต่รูปกับนาม กับผู้รู้ แล้วอะไรดับล่ะ ก็รูป นาม ผู้รู้ สามอย่างนี้แหละ คือจิตกับรูปที่ดับ.. ซึ่งมีอยู่แค่นี้ แต่ถ้ามีจิต มีเจตสิกดวงนั้นดวงนี้ มีถีนะมิทธะเข้ามาก็คงเหมือนการดับเป็นหย่อมๆ ก็คงแย่เลย การกำหนดเช่นนั้นจึงไม่สะดวก ต้องหาทางแก้ไข วิธีแก้ก็เช่น เมื่อเกิดนามง่วง พอรู้ตัวก็ให้เปลี่ยนอิริยาบถไปเสีย เพื่อให้การเปลี่ยนอิริยาบถนี้กันไม่ให้ปริยัติตามเข้าไป

ขณะที่เรากำหนดนามง่วงนั้น เป็นปัญญารู้ แต่อย่าเอาเราเข้าไปรู้ หรือเอาปริยัติเข้าไปรู้ว่าเป็นถีนะมิทธะ อย่างเมื่อก่อนที่จะมาเรียนรู้พระอภิธรรมนั้นเวลาที่ง่วงเคยมีความรู้ว่าเป็น ถีนะมิทธะไหม? มีถีนะมิทธะแต่ไม่รู้ว่าเป็นถีนะมิทธะ ฉะนั้น ที่กำหนดอย่างนี้จึงเป็นการรู้มากไปหน่อย

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:22:09 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 8



ถาม บางทีที่เราไม่พยายามไปเรียกชื่อ เราจะคิดว่านามก็คือ "เรา" คือนามเมื่อยก็คือเราเมื่อย ก็เลยกลายเป็นว่า"เรา"ไม่ออกไปเสียที เพราะใช้คำว่า"นาม"แทนคำว่า"เรา" อย่างนี้จะทำอย่างไรดีคะ?

ตอบ เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อใดนามมีกำลัง สติเขาจะจัดสรร "นาม" ออกจาก "เรา" เอง เมื่อได้นามรูปปริจเฉทญาณ ตอนนี้ร้อยคนที่นั่งอยู่นี่เวลาปฏิบัติก็คือ "เรา" เดิน "รูปเดิน" ก็คือ"รูปเรา"น่ะแหละ ยังเป็นเราเดินอยู่ มีกิเลสอาสวะที่ยังแยกไม่ออก

ไหนทุกวันนี้ใครแยกตัวเองออกจากรูปไปแล้วบ้าง? ไม่มี แต่มีออกจากรูปออกจากนามได้เมื่อสติปัฏฐานของเราควรแก่งาน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมแล้วก็ออกแน่ ตรงนั้นจึงไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะต้องไปแก้แล้ว แต่เป็นหน้าที่ของปัญญาที่จะมาทำงาน เป็นขั้นของการวิจัยอีกขั้นหนึ่งแล้ว

อย่างส่วนผสมของน้ำมีอะไรบ้าง ทราบไหม? ไม่ทราบเพราะไม่ใช่นักวิจัย แต่เมื่อหันไปตามนักวิจัยก็จะทราบว่าน้ำประกอบไปด้วย โฮโดรเจน ๒ อะตอม กับออกซิเจน ๑ อะตอม ซึ่งมีอยู่จริงในน้ำแต่เป็นขั้นของการวิจัย ที่ผู้รู้จะเป็นผู้วิจัยเอง แต่เราเพียงมีหน้าที่รู้คือส่งงานให้ปัญญาเขาวิจัยออกมา ตรงนั้นแหละ "เรา" ออกเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:22:34 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 9


ถาม ในขณะที่อิริยาบถเก่านี้ เรารู้จักทุกข์แล้วละ เพราะกำหนดโยนิโสเพื่อแก้ทุกข์ ในขณะที่รู้ในอาการในการแก้ทุกข์นี้ มันเท่ากับการรู้ในทุกข์นั้นด้วยหรือเปล่าคะ? เช่นขณะที่รู้ในอาการที่แก้ไขคือแก้ไขความเมื่อยนั้นนะคะ ในขณะที่ตามรู้ในอาการอย่างนี้ เท่ากับการตามรู้ทุกข์ด้วยหรือไม่คะ?

ตอบ ตามสภาวธรรมที่เป็นอยู่จริงเป็นการตามรู้ทุกข์ เพราะมีทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แต่ผู้รู้อาจจะไม่รู้ก็ได้

ถาม มันรู้แค่รู้อยู่ในอาการ แต่ความเป็นจริงมันถูกผลักดันให้เป็นการแก้ทุกข์ไปในตัวอยู่แล้วใช่ไหมคะ?

ตอบ ใช่

ถาม อยากจะรู้ว่าในขณะที่เรามีสติอยู่ในการแก้ไขนี้ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากำลังแก้ทุกข์ในขณะที่รู้ในอาการนั้นใช่ไหม?

ตอบ ต้องขออธิบายโดยยกจากกระทู้ที่ ๑๐๘๕ ว่า "หลวงพ่อท่านได้สอนเรื่องนี้โดยท่านได้ถามผู้ที่ฟังคำสอนว่า เชื่อหรือไม่ว่ามีดอกกุหลาบอยู่ในมือของท่าน ...ฝ่ายแรกตอบว่า "เชื่อ" โดยมีเหตุผลว่า เพราะหลวงพ่อท่านไม่เคยโกหกใคร ส่วนฝ่ายที่สองสองตอบว่า "ยังไม่ปักใจเชื่อ" และเมื่อหลวงพ่อได้แบมือออกมาให้เห็นแล้วก็นำพาความปิติใจมาให้ฝ่ายแรกอย่างมากมาย เพราะมีดอกกุหลาบปรากฏให้เห็นจริงๆ

หลวงพ่อท่านจึงได้กำมืออีกครั้งให้เห็นต่อหน้าเลยแล้วท่านก็ถามว่า เชื่อหรือไม่ว่ามีดอกกุหลาบอยู่ในมือของท่าน ฝ่ายแรกตอบว่า "เชื่อ" ก็เพราะเห็นอยู่ว่ามีดอกกุหลาบ ส่วนฝ่ายที่สองตอบว่า "ไม่ได้เชื่อ แต่รู้ว่ามีกุหลาบ"

นี่เป็นคำตอบที่เลยขั้นของความ "เชื่อ" ไปเป็นขั้น "รู้" เป็นขั้นของปัญญา ซึ่งเป็นขั้นที่สูงลิบลิ่วเลย ฉะนั้น การที่เราจะรู้ทุกข์นั้น เป็นการรู้โดยฟังตามกันมาด้วยมีปริยัติให้รู้ จึงตอบว่า รู้อย่างนั้นไม่ผิด แต่เป็นการรู้ในขั้นต้นเท่านั้นเอง


โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2550 , 22:23:05 น.] ( IP = 58.9.97.209 : : )


  สลักธรรม 10


กราบขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ ที่เสียสละเวลาบรรจงถอดเทปธรรมะที่ทรงคุณค่านี้มาให้ได้อ่านในรูปแบบสีสรรสวยงาม

ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการโยนิโสมนสิการในขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างมากค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์บุษกรผู้ตอบคำถามและให้ความรู้ทีถูกต้องในการปฏิบัติค่ะ

โดย พี่ดา [17 ธ.ค. 2550 , 11:29:32 น.] ( IP = 124.121.176.202 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org