มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๘)






คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๘)

ตอนที่ผ่านมา

ถาม จิตใจตั้งอยู่ที่ไหน?

ตอบ สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ย่อมจะมีที่ตั้งอยู่ของมัน ทุกๆคนก็จะต้องมีที่อาศัยคือ บ้าน แม้แต่คนขอทาน คนจรจัด ก็ยังอาศัยทางเท้า สวนสาธารณะ หรือชายคาบ้านของผู้อื่น เก้าอี้ตัวนี้ก็อยู่บนพื้นของโรงเรียน พัดลมอันนี้ก็ตั้งอยู่ใต้ผิวพื้นของเพดาน

แม้แต่พลังงานที่เราเรียนกันในวิชาวิทยาศาสตร์ เช่นพลังงานแสงเสียงเป็นต้น อันเราไม่สามารถที่จะชั่งตวงหรือวัดได้ ทั้งไม่กินเนื้อที่ด้วย มันก็มีตำแหน่งหรือที่ตั้งว่าอยู่บริเวณไหน ตำบลใด ด้วยเหตุนี้เอง จิตก็จะเกิดขึ้นมาและตั้งอยู่โดยมิได้มีที่ๆ จะเกิดและตั้งอยู่กระไรได้

ผมได้แสดงให้นักศึกษาทราบว่า จิต"เห็น" เกิดขึ้นที่ประสาทตา จิต"ได้ยิน" เกิดขึ้นที่ประสาทหู จิต"ได้กลิ่น" เกิดขึ้นที่ประสาทจมูก จิต"ลิ้มรส" เกิดขึ้นที่ประสาทลิ้น จิตรับ"สัมผัส" ทางกาย เกิดขึ้นที่ประสาทกาย

เหล่านี้ย่อมแสดงว่า จิตเกิดขึ้นยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่งแน่นอน จิตมิได้โผล่ขึ้นมาลอยๆ เหมือนสิ่งของตกลงมาจากอากาศโดยไม่มีสาเหตุอันใด

จิตจะทำการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส ตามประสาทต่างๆดังกล่าวมาแล้วนั้น ตัวการที่มากระทบนี้ ในทางธรรมะเรียกว่า "อารมณ์" เกิดขึ้นทางปัญจทวาร คือประตูทั้ง ๕

นอกจากประตูทั้ง ๕ แล้วจิตจะเกิดขึ้นอีกทางหนึ่งเรียกว่า มโนทวารอันเป็นประตูที่ ๖ ซึ่งได้แก่ความนึกคิดนั่นเอง แต่ประตูที่ ๖ นั้นอยู่ที่ไหน

ในธรรมบทมีแสดงถึงการสังวรและสภาพของจิตไว้ดังนี้

ทูรังคมํ เอกจรํ อสรีรํ คูหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนาฯ

แปลความว่า ชนทั้งหลายเหล่าใด ระวังจิตซึ่งไปไกล ไปเดี่ยว ไม่มีสรีระ (รูปร่าง) มีคูหาเป็นที่อาศัยไว้ได้ ชนทั้งหลายนั้น จะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร


โดย ศาลาธรรม [19 ธ.ค. 2550 , 08:36:06 น.] ( IP = 125.26.43.171 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



นอกจากนี้มีวจนัตถแสดงว่า "หทนฺติ สตฺตา ตํตํ อตฺถํ อนตฺถํ วา ปูเรนฺติ เอเตนาติ หทยํ" สัตว์ทั้งหลายย่อมทำสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดขึ้นโดยอาศัยรูปนั้น ฉะนั้นรูปที่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายทำสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์นั้น จึงชื่อว่า หทยรูป

หมายถึงการงานทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาได้จะต้องอาศัยหทยวัตถุรูป (ในปัญจโวการภูมิ) ถ้าไม่มีหทยวัตถุรูปแล้ว ย่อมทำการงานต่างๆ เช่น เห็น ได้ยิน คิดนึกไม่ได้เลย

อย่างไรก็ดี จิตจะเกิดขึ้นทำงานอยู่เสมอที่หทยวัตถุ และทำงานในที่นี้มากที่สุด นอกจากจิตจะขึ้นวิถีรับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น เต่ท่านนักศึกษาก็ต้องไม่ลืมว่า ในขณะเห็นและขณะได้ยิน เป็นต้น จิตจะทำงานที่ตาและที่หูก็จริงแต่ยังไม่รู้ความอะไร ได้ชื่อว่า "เห็น" หรือ "ได้ยิน" เท่านั้นเอง

และแม้ว่าขึ้นวิถีทำงาน การเห็น การได้ยิน จิตก็ทำงานที่หทยวัตถุเป็นส่วนมาก สำหรับในข้อนี้ท่านจะมีความเข้าใจดีในเวลาข้างหน้า เมื่อกล่าวถึงเรื่อง อเหตุกจิต แล้วจะได้ศึกษาถึงการงานที่จิตทำตามทวารต่างๆ ซึ่งมีภาพประกอบคำอธิบายด้วย

บุคคลเป็นอันมากพากันเข้าใจว่า มันสมองเป็นตัวจิต เพราะเห็นว่าสมองเป็นผู้บงการสั่งให้การงานต่างๆเกิดขึ้น เช่นสมองส่วนใดทำงานอะไร ถ้าไปรบกวนหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่สมองส่วนนั้นแล้ว ความผันแปร ความวิปริตก็จะเกิดขึ้นได้กับร่างกายหรือจิตใจ

แต่ในพระพุทธศาสนาแสดงว่าสมองเป็นรูป ธรรมดารูปก็จะต้องเป็นอนารัมมณังแปลว่ารู้อารมณ์ไม่ได้ คิดนึกไม่ได้ รู้จักคิดรู้จักอ่าน รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักบุญ รู้จักบาป ไปจนถึงรู้จักทำลายกิเลสของตนเองไม่ได้

หากแต่ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้กับธรรมที่เป็นนามที่เรียกว่า จิตใจ เท่านั้น ส่วนสมองเป็นสถานที่หรือทางแสดงออกของจิตใจอีกต่อหนึ่ง เหมือนประสาทกายเป็นทางออกของความรู้สึก เย็นหรือร้อน และรู้สึกเย็น ร้อนด้วยใจ ไม่ใช่ที่ตัวของประสาทกาย เป็นต้น

ในพระพุทธศาสนาแสดงว่า จิตใจ วิญญาณ หรือมโน นั้นเกิดอยู่ภายในหัวใจ หรือภายในกล้ามเนื้อหัวใจที่โตเท่ากำมือบุคคลและมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายนั่นเอง

แต่เป็นรูปของปรมาณูที่แฝงอยู่ภายในกล้ามเนื้อหัวใจอีกทีหนึ่ง มีขนาดที่เล็กมากจนไม่อาจเห็นได้ด้วยตา หรือแม้แต่จะส่องดูด้วยกล้องขยาย


โดย ศาลาธรรม [19 ธ.ค. 2550 , 08:36:38 น.] ( IP = 125.26.43.171 : : )


  สลักธรรม 2




เมื่อผมศึกษาพระอภิธรรมใหม่ๆ มีความรู้สึกไม่พอใจเลยที่พระอภิธรรมแสดงว่า จิตใจนั้นอยู่ในหัวใจ เพราะมีความเชื่อมั่นมาตั้งแต่เด็กว่า มันสมองของเรานี่เองที่เป็นจิตใจ

ฉะนั้น จึงได้พูดว่ามันสมองส่วนไหนที่ทำหน้าที่เห็นหรือได้ยิน คิดนึกหรือจำ ตลอดจนการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆ อยากจะให้ธรรมะย้ายจิตใจไปเป็นมันสมองเสียตามความเข้าใจเดิม เพราะความรู้อันใหม่มาขัดขวางความเข้าใจเดิมที่เชื่อมั่นจริงๆจังๆมาตั้งแต่เด็กๆ ตลอดจนมาเป็นครูอีกสิบกว่าปีก็ได้สอนนักเรียนอยู่เช่นนั้น

ครั้นศึกษาพระอภิธรรมมากขึ้น ได้เหตุผลข้อเท็จจริงมากขึ้น ก็ทนต่ออำนาจของเหตุผลจากพระอภิธรรมไม่ได้ เพราะพระอภิธรรมนั้นมีทฤษฎีที่จะเข้าถึงความลึกซึ้งจริงๆ ยิ่งไปถึงการปฏิบัติด้วยแล้ว คนไหนก็คนนั้น ย่อมจะต้องยอมจำนน

ในพระอภิธรรมแสดงไว้หมดสิ้น ถึงที่ๆจิตเกิด อันเรียกว่า หทยวัตถุ นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้น สร้างขึ้นมาได้ด้วยวิธีใด ประกอบไปด้วยปรมาณูอย่างไร มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้รูปอันเป็นที่อาศัยของจิตใจที่เรียกว่า หทยวัตถุ นี้เกิดขึ้นมา ในเรื่องเหล่านี้ท่านก็จะได้ศึกษาในโอกาสข้างหน้าต่อไป

โดย ศาลาธรรม [19 ธ.ค. 2550 , 08:36:55 น.] ( IP = 125.26.43.171 : : )


  สลักธรรม 3




ถาม จิตตั้งอยู่อย่างมั่นคงหรือไม่?

ตอบ ถ้าเราจะหาสิ่งใดในโลกนี้สักอย่างหนึ่ง แล้วค้นคว้าทดสอบดูว่า มันตั้งอยู่อย่างมั่นคงไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไรเลย มีบ้างหรือไม่?

ตัวอย่างเช่น ก้อนหิน หรือเหล็กท่อนโตๆที่เราเห็นเมื่อวานนี้อย่างไร วันนี้เราก็เห็นมันอย่างนั้น เมื่อปีกลายเราเห็นอย่างไร ปีนี้เราก็เห็นอย่างนั้น ทั้งนี้เท่าที่ตาของเรามองเห็นตามที่เป็นไปด้วยสามัญสำนึก เราก็เข้าใจว่าเป็นอย่างไรก็อย่างนั้น

วิทยาการสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาวิทยาศาสตร์ ได้อธิบายให้เราเข้าใจว่า ก้อนหินหรือเหล็กก้อนนั้นประกอบไปด้วยส่วนที่เล็กที่สุดจนส่องกล้องมองไม่เห็นมารวมกันเข้า เราเรียกส่วนที่เล็กที่สุดนั้นว่า "ปรมาณู"

นักฟิสิกส์ช่วยให้นักเคมีทราบว่า ส่วนประกอบของปรมาณูของแต่ละธาตุนั้นเป็นอย่างไร แม้ว่าปรมาณูของแต่ละธาตุนั้นมีหลายชนิด แต่สรุปแล้วก็มีลักษณะประจำตัวของมันเพียง ๓ คือ โปรตอน นิวตอน และอิเลคตอน

ซึ่งเป็นประจุไฟฟ้าที่ทุกๆปรมาณูก็มีครบ ต่างกันที่จำนวนและคุณภาพเท่านั้น และประจุไฟฟ้านี้ถ้าเป็นประจุไฟฟ้าอย่างเดียวกันมันก็จะผลักกัน เช่นประจุไฟฟ้าบวกกับบวกที่นิวเคลียสเป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี ถ้าประจุไฟฟ้าต่างกันมันก็จะดึงดูดเข้าหากัน

โดย ศาลาธรรม [19 ธ.ค. 2550 , 08:37:15 น.] ( IP = 125.26.43.171 : : )


  สลักธรรม 4




นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ความรู้แก่เราว่า ปรมาณูนั้นไม่ได้นิ่งอยู่เฉยๆ หากแต่เคลื่อนไหวอยู่เสมอตลอดเวลา การที่เราทราบว่ามันเคลื่อนไหวก็เพราะการเคลื่อนไหวนั้นก่อให้เกิดความร้อนขึ้น

ด้วยเหตุจากการค้นคว้าหลายด้าน นักวิทยาศาสตร์ก็ทราบว่า ถ้าทำให้ปรมาณูเกิดความร้อนมากขึ้นก็จะไหวตัวเร็วขึ้น แต่ถ้าทำให้อุณหภูมิของปรมาณูลดลงถึงศูนย์องศาอนันต์ก็จะทำให้ปรมาณูหยุดเคลื่อนไหวโดยทันที แต่การที่จะทำให้อุณหภูมิหมดสิ้นลงก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เอง ก้อนหินหรือเหล็กที่เราเห็นอยู่ทุกวันๆ ว่ามันมิได้เปลี่ยนแปลงนั้น ก็เพราะตาของเรามีความสามารถเห็นลึกเข้าไปถึงความจริงแท้ได้เพียงเท่านั้น เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปให้เห็นได้ทีละน้อยๆเหลือเกิน

บ้านหลังใหม่ที่เราสร้างเสร็จลงในวันนี้ ทันทีที่สร้างเสร็จลงมันก็เริ่มเก่าตั้งแต่วินาทีแรกเป็นต้นไป เมื่อจากไปสัก ๑๐ ปีกลับมาก็จะเห็นว่าผิดตาไปมากทีเดียว ด้วยเหตุว่าทุกๆวินาทีที่ผ่านไปมันก็เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยๆมิได้หยุดนิ่งเลย

ถ้าหากทุกวินาทีเหล่านั้นมันคงอยู่ในสภาพเดิม มันมิได้เปลี่ยนแปลงไปได้แล้ว นานนาทีที่ผ่านไป เป็น ๑ วัน ๑ เดือน และ ๑ ปี เราก็จะต้องเห็นมันเหมือนเมื่อยังทำเสร็จใหม่ๆ

ผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรมก็คิดว่า พระพุทธศาสนานั้นสอนแต่เรื่องของศีลธรรมจรรยาและเรื่องของจิตใจเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

เพราะในอภิธรรมนั้นได้สอนเรื่อง"รูป"มากมายเหลือเกิน เราจะพบเรื่องของรูปอยู่ทั่วไปในพระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์ แต่มิได้เป็นรูปโดยทั่วไปเหมือนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะสอนแต่เฉพาะรูปที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งนั้น เป็นเรื่องรูปที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ต้องใช้เวลาเรียนกันเป็นปีส่วนมากนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายค้นคว้าเข้าไปไม่ถึง และบางอย่างอาศัยปัญญาคิดพิจารณาอย่างสามัญมิได้เลย

โดย ศาลาธรรม [19 ธ.ค. 2550 , 08:37:38 น.] ( IP = 125.26.43.171 : : )


  สลักธรรม 5




ในพระพุทธศาสนาแสดงเรื่องรูปว่า ประกอบกันขึ้นเป็นปรมาณู โดยแยกรูปให้เล็กลงๆเป็นลำดับ ตั้งแต่เม็ดข้าวสาร ๑ เม็ดแยกออกเป็นหลายสิบล้านส่วน ส่วนหนึ่งเหล่านั้นเรียกว่าปรมาณู

ทุกๆปรมาณูมิได้ติดกันมีปริจเฉทรูปคือช่องว่างคั่นอยู่ และทุกๆปรมาณูเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เรื่อยๆ ด้วยอำนาจของอุณหเตโชคือความร้อน ด้วยเหตุนี้ รูปทั้งหลายจึงเป็นอนิจจังคือความไม่เที่ยง เป็นทุกขังคือความทุกข์ ด้วยทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตาคือไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์ ทั้งไม่อาจบังคับบัญชาได้

นอกจากเรื่องรูปแล้ว ในพระพุทธศาสนายังได้แสดงถึงเรื่องจิตใจด้วยว่า มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลายตัวไปอยู่ตลอดเวลาโดยรวดเร็ว ดังนั้นจิตใจจึงอยู่ในฐานะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เช่นเดียวกันกับรูป

ด้วยเหตุที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนนั้น จึงเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ ทั้งจิตใจก็ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ เป็นแต่ปรากฏการณ์ของธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีเหตุก็จะเกิดขึ้นมา แต่ไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจชอบ

ท่านนักศึกษาอาจสงสัยในเรื่องจิตใจที่ว่ามิได้เที่ยงแท้แน่นอน มีความเกิดดับอยู่เสมอเป็นนิจ ทั้งความเกิดขึ้น สลายตัวไปเหล่านี้ก็รวดเร็วเสียด้วย แม้ความเร็วของแสงที่ว่าเร็วมากอยู่แล้วก็ไม่อาจเทียบเคียงกันได้ เพราะแสงเดินทางได้เร็วเพียง ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาทีเท่านั้น ส่วนจิตใจมีความเกิดดับรวดเร็วแม้จะบอกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่าของแสงก็ยังนับว่าน้อยไป



โดย ศาลาธรรม [19 ธ.ค. 2550 , 08:37:59 น.] ( IP = 125.26.43.171 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในคำอธิบายค่ะ

มาติดตามอ่านในแต่ละตอนเป็นการเพิ่มความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องของชีวิตทั้งรูปและนามค่ะ

ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมและอนุโมทนาค่ะ ที่นำความรู้มาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ธ.ค. 2550 , 23:08:32 น.] ( IP = 58.8.48.78 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่านอาจารย์มากค่ะ

เมื่อมาศึกษาแล้ว ก็ทำให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น ซึ่งหากไม่ศึกษาในส่วนนี้มาก่อน

ก็คงยากที่เปลี่ยนความเข้าใจผิดได้

และเรื่องราวของจิตและสมองที่ท่านอาจารย์เคยเขียนมาทำให้เกิดความประทับใจมาตั้งแต่ปี2535

ซึ่งรู้สึกว่าใช่เลย เป็นสิ่งที่ทำให้น่าศึกษาพระอภิธรรมยิ่งขึ้น

และทำให้รู้สึกว่าการศึกษาด้านจิตวิทยาเป็นแค่ความรู้ที่ผิวพื้น และไม่สามารถอธิบายในสิ่งที่เล้นลับได้

โดย น้องอุ๊ [20 ธ.ค. 2550 , 18:16:26 น.] ( IP = 125.24.58.40 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org