| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๙)
![]()
คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๙)
ตอนที่ผ่านมา
ถาม จิตเกิดดับอย่างไร?
ตอบ เรื่องจิตที่ว่ามิได้เป็นอมตะ (คือไม่มีวันตาย) และมิได้อยู่นิ่งๆ หากแต่เกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เสมอนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับลูกคลื่นในน้ำ ซึ่งผมก็เคยอธิบายเมื่อแสดงถึงการเกิดดับของจิตมาหลายครั้งแล้ว คือ
ถ้าเราโยนก้อนอิฐลงไปกลางสระน้ำอันสงบนิ่ง น้ำที่สงบนิ่งนั้นได้ถูกก้อนอิฐเบียดลงไป อณูของน้ำที่ถูกเบียดก็จะจมลง แล้วก็จะกลับขึ้นมาเพราะน้ำเป็นของเหลวย่อมรักษาระดับ แต่ด้วยกำลังแรงของมัน มันก็จะดันน้ำที่อยู่ข้างๆให้นูนสูงขึ้น สมมุติว่าเกิดเป็นคลื่นลูกที่ ๑
คลื่นลูกนี้อยู่สูงกว่าระดับของน้ำ มันก็ย่อมจะจมตัวลึกลงไป แต่การที่กลับขึ้นมาเพื่อรักษาระดับมันก็จะดันอณูของน้ำที่อยู่ข้างตัวของมันให้สูงขึ้นเป็นคลื่นลูกที่ ๒ และลูกที่ ๒ นี้ก็จะดันอณูของน้ำให้เป็นคลื่นลูกที่ ๓ ต่อไป แล้วมันก็จะเป็นไปโดยทำนองเดียวกันนี้จนคลื่นไปสิ้นสุดลงที่ขอบสระ
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงเห็นได้ว่า หากคลื่นลูกที่หนึ่งมิได้มีแล้ว คลื่นลูกที่ ๒ ไปจนถึงคลื่นลูกสุดท้ายก็จะมีไม่ได้ แต่ทว่าคลื่นลูกที่ ๑ ก็มิใช่คลื่นลูกที่ ๒ และคลื่นลูกที่ ๒ ก็มิใช่คลื่นลูกที่ ๑ แค่คลื่นลูกที่ ๒ เกิดขึ้นมาได้เพราะคลื่นลูกที่ ๑ คลื่นลูกที่ ๓ เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะคลื่นลูกที่ ๒ แต่ละลูกมิใช่เป็นอันเดียวกัน
ถ้าเราเอาจอกหรือแหนไปลอยไว้ใกล้ขอบสระ เราก็จะเห็นจอกแหนกระเพื่อมขึ้นลง ครั้งตั้งคำถามว่าคลื่นลูกที่ ๑ เป็นตัวการทำให้จอกแหนกระเพื่อมขึ้นลง หรือคำตอบที่ถูกต้องก็ว่า หามิได้ คลื่นลูกที่ ๑ มิได้เป็นตัวการ หากแต่เป็นคลื่นลูกต่อๆมาต่างหาก
คลื่นลูกที่ ๑ เป็นเหตุ คลื่นลูกที่ ๒ เป็นผล เมื่อคลื่นลูกที่ ๒ ซึ่งเป็นผลมีกำลังมากพอจึงกลับเป็นเหตุดันน้ำให้บังเกิดเป็นคลื่นลูกที่ ๓ ซึ่งเป็นผลขึ้น แล้วคลื่นลูกที่ ๓ ก็กลับเป็นเหตุต่อไปอีก
โดย ศาลาธรรม [20 ธ.ค. 2550 , 08:59:23 น.] ( IP = 125.26.38.94 : : )
สลักธรรม 1
ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับพ่อแม่เป็นเหตุทำให้ลูกเกิดขึ้นมา ในขณะนี้พ่อแม่ก็เป็นเหตุ ลูกก็เป็นผล ครั้นลูกซึ่งเป็นผลนี้เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาแล้ว แต่ลูกซึ่งเป็นผลนี้ ก็กลับเป็นเหตุก่อให้เกิดลูกขึ้นมาอีก
ถ้าจะเปรียบเรื่องของเสียงก็จะทำให้บังเกิดความเข้าใจได้ดีเหมือนกัน เพราะเสียงนั้นมิได้หยุดนิ่ง มีความเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เสมอ นี่ว่าตามหลักของสภาวธรรม ในทางโลกอธิบายเรื่องของเสียงดังนี้
ถ้าจะถามว่าเสียงคืออะไร? คำตอบสั้นๆง่ายๆก็คือ "เสียงคือสิ่งที่ได้ยิน" แต่ถ้าจะตอบให้กว้างขวางและเข้าหลักเกณฑ์ยิ่งขึ้น เราก็ต้องตอบว่า เสียงนั้นเป็นผลจากการสั่นสะเทือนของอากาศทำให้อากาศเกิดเป็นคลื่นขึ้นแล้วมากระทบกับหูของเรา ฉะนั้น ถ้าอากาศไม่มีการสั่นสะเทือนเลย เสียงก็จะไม่มี
ถ้าเราตีกลองหรือตีระฆังให้แรงสักหน่อย แล้วจึงเอามือวางลงไปบนกลองหนังหรือระฆังนั้นเบาๆ ก็จะรู้สึกว่ามันสั่น ขณะนี้เสียงก็ยังคงดังอยู่ แต่ถ้าเราเอามือกดแรงๆ กลองหรือระฆังมันก็จะหยุดสั่น เสียงก็จะหยุดดัง
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เทหวัตถุที่กำลังสั่นนั่นเองก่อให้เกิดเสียงขึ้น ถ้าลองดีดสายไวโอลินที่ขึงไว้ตึงก็จะมองเห็นได้ง่ายว่ามันสั่นอย่างไร และอากาศก็จะต้องถูกสายกระทบกระเทือน แม้เราจะมองไม่เห็นอากาศว่ามันสั่นอย่างไรก็ตาม
ถ้าการทำให้สายนี้สั่นในสูญญากาศเสียงก็จะมีขึ้นไม่ได้ และการสั่นนี้ถ้าเป็นการสั่นอย่างสม่ำเสมอมันก็จะได้ยินเป็นเสียงดนตรี ถ้าเป็นการสั่นไม่สม่ำเสมอมันก็จะเป็นเสียงอึกทึกไป
โดย ศาลาธรรม [20 ธ.ค. 2550 , 09:00:07 น.] ( IP = 125.26.38.94 : : )
สลักธรรม 2
เราชอบพูดกันว่าเสียงเป็นคลื่น ซึ่งผู้ฟังส่วนมากคิดไปถึงคลื่นใต้น้ำ เพราะมันนูนขึ้นแล้วยุบตัวลง แต่คลื่นเสียงกับคลื่นของน้ำแตกต่างกันมาก เราพูดเพื่อเอามาเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายเท่านั้นเอง เพราะคลื่นของอากาศนั้นมันเดินหน้าถอยหลัง ถ้าเสียงนั้นดังมากอนุภาคของอากาศก็จะถอยหน้าถอยหลังยิ่งขึ้น
อัตราเร็วของเสียงนั้น มีความเคลื่อนตัวไปเร็วมากหรือน้อยก็ย่อมแล้วแต่ที่ๆมันไป ถ้ามันไปในอากาศในเวลาที่คลื่นลมสงบนิ่งมันก็เดินทางหรือเคลื่อนตัวไปเร็วประมาณ ๑,๑๐๐ ฟุตต่อวินาที แต่ถ้ามันไปในน้ำก็เร็วประมาณ ๕,๐๐๐ ฟุตต่อวินาที
คำว่าเสียงในพระพุทธศาสนาได้แก่ "สัททะ" สัททะหรือเสียงนั้นมิได้วิ่งไปกระทบหูโดยตรง หากแต่ว่ามีความเกิดดับสืบต่อกันไป เรียกว่าเป็น "สันตติ" คือจากอันหนึ่งไปทำให้อีกอันหนึ่งเกิดแล้วก็ต่อๆกันไป
แม้ว่าการยกเรื่องของเสียงขึ้นมาเปรียบเทียบกับจิตจะไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ศึกษาได้พิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพราะธรรมชาติของจิตก็อยู่ในลักษณะเช่นนั้น คือจิตดวงหนึ่งดับลงก็เป็นปัจจัยให้จิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ต่อๆไปเป็นเช่นนี้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจิตของมนุษย์หรือของสัตว์เดรัจฉาน หรือแม้ของพระอรหันต์ผู้ไม่มีกิเลสเลย
การที่เสียงมีความเกิดดับสืบต่อๆกันไปนั้น มันก็มิได้เกิดดับขึ้นมาเองเฉยๆ หากแต่มีเหตุปัจจัยสนับสนุนให้มันเกิดขึ้นมา โดยทำนองเดียวกันนี้เอง จิตที่มีความเกิดดับต่อๆกันไปก็ต้องอาศัยเหตุ ปัจจัย หลายประการทำให้มันเกิดขึ้นและดับลงสืบต่อกันไปเช่นนั้นเหมือนกัน ซึ่งท่านจะได้ศึกษาในกาลต่อไป
โดย ศาลาธรรม [20 ธ.ค. 2550 , 09:00:33 น.] ( IP = 125.26.38.94 : : )
สลักธรรม 3
ถาม ที่ว่า จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน บางคนว่ารูปเป็นใหญ่ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังเสวยพระกระยาหารซึ่งเป็นรูปก่อนตรัสรู้ ด้วยเหตุนี้จะว่าจิตเป็นใหญ่ได้อย่างไร
ตอบ ที่ว่า จิตเป็นใหญ่เป็นประธานมาจากบาลีว่า "มโน ปุพฺพงฺคมา ธมฺมาฯ" นั้น ผมเคยได้ยินคนเถียงกันอยู่เสมอว่า จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน อีกฝ่ายหนึ่งก็ว่า จิตไม่ได้เป็นใหญ่ รูปต่างหากที่เป็นใหญ่ ถ้าไม่มีรูปแล้วจิตจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่มีรูป จะเป็นคนอยู่ได้หรือ
ความจริงการทุ่มเถียงกันดังกล่าวหาได้ตรงประเด็นไม่ เพราะพระบาลีนี้มิได้หมายถึงว่า จิตเป็นใหญ่กว่ารูป หรือรูปเป็นใหญ่กว่าจิต เพราะจิตและรูปต้องอาศัยซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เช่น จิต"เห็น"เกิดขึ้นก็ต้องอาศัย"จักขุปสาทะ"ซึ่งเป็นรูป และ "เห็น"จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีจิต เป็นต้น
ในเรื่องนี้มีความหมายแต่เพียงว่า จิตเป็นใหญ่ในสัมปยุตตธรรมเท่านั้น คือ ในขณะที่อารมณ์เกิดขึ้น เช่น "จิตเห็น" ก็ย่อมจะมีเจตสิกเกิดร่วมประชุมพร้อมกัน แม้ในรูปอันเกิดจากจิตที่เรียกชื่อว่า จิตตชรูป เช่น หน้าแดง หน้าซีด หัวเราะ เป็นต้น จิตก็เป็นตัวทำให้เกิดขึ้น จิตก็ย่อมเป็นหัวหน้าในการเกิดอารมณ์ หรือการเคลื่อนไหวของกายขึ้น จิตก็ต้องสั่ง เพราะจิตเป็นประธาน ในขณะนี้ก็มีเจตสิกเข้าร่วมประกอบด้วย พร้อมทั้งอาการกิริยาที่เคลื่อนไหวอันเป็นรูปที่จิตก่อให้เกิดขึ้น เรียกว่า จิตตชรูป ก็เกิดด้วยกัน
ถ้าพูดโดยสรุปก็คือ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในสัมปยุตธรรม คือการประชุมที่เกิดพร้อมกันนั่นเอง
โดย ศาลาธรรม [20 ธ.ค. 2550 , 09:00:53 น.] ( IP = 125.26.38.94 : : )
สลักธรรม 5
มาเสริมสร้างปัญญาต่อค่ะ
อ่านแล้วทำให้เข้าใจเรื่องจิตได้ดีขึ้น
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
และกราบขอบพระคุณ..คุณศาลาธรรมที่นำมาให้ได้อ่านเป็นประจำ.....อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [21 ธ.ค. 2550 , 09:35:45 น.] ( IP = 124.121.176.117 : : )
สลักธรรม 6ขอเชิญร่วมปฎิบัติธรรมที่ศาลาธรรม บ้านปทุมธานี ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 2และ4ของเดือน กิจกรรมจะประกอบด้วย การปฎิบัติสุญญตสมาธิ โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ สนทนาธรรม โดยอาจารย์ ชัยธวัช สาระคุณ โยคะ พลังลมปรานเพื่อการฝึกจิตให้มีพลัง และปัญญา โดยคุณอโณทัย คุณาพรไพโรจน์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดทีคุณ อโณทัย หรือ คุณพิมพ์ชนก 0 2274 4070 , 087 717 0263
โดย fang [21 ธ.ค. 2550 , 14:49:44 น.] ( IP = 58.136.115.107 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
โดย น้องอุ๊ (asomsopon) [21 ธ.ค. 2550 , 20:30:28 น.] ( IP = 125.27.215.74 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |