มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เมื่อเกิดแล้ว..ไม่อยากแก่+เจ็บ +ตาย...ควรทำเช่นไร





สัตว์ทั้งหลายต่างก็พากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในแม่น้ำ คือตัณหาอันเป็น ทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์อย่างน่าสลดสังเวชใน ฉะนั้น อย่ามัวหลงผิดใฝ่ฝันเรื่องสวรรค์ สร้างวิมานกันอยู่ และเข้าใจผิด ๆ ว่าไปเกิดบนสวรรค์ดีแน่แท้ ในเมื่อเทวดาและพรหมเหล่านั้น เมื่อถึงกาลที่ต้องจุติจากภพนั้น ๆ แล้ว อาจจะเกิดเป็นสัตว์นรก หรือสัตว์ดิรัจฉานก็ได้ ถ้าถึงคราวที่กรรมชั่วที่ตนได้ทำไว้ในอดีตชาติก่อน ๆ มีโอกาสอำนวยผล ฉะนั้นอย่าหลงผิด เข้าใจผิด คิดผิดจะทำให้เกิดความประมาท จนไม่สามารถรู้แจ้งในความจริงได้เลย



ดังนั้น คนที่มีตัณหาเป็นเพื่อน ย่อมท่องเที่ยวสู่ความเป็นอย่างนี้ และเป็นอย่างอื่นตราบนานเท่านาน โดยไม่ล่วงสังสารวัฎฎ์ไปได้
ด้วยเหตุแห่งทุกข์นั้น ตัณหาจึงควรละโดยแท้จริง คือ เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ และต้นเหตุแห่งทุกข์ คือตัณหาได้พบแล้ว กิจที่สำคัญก็คือ การรีบดับทุกข์นั้นเสีย
เหตุที่พูดเรื่องทุกข์และสมุทัย ๒ ข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้แจงเหตุผลเรื่องทุกข์ให้ผู้ฟังเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เป็นต้นว่า ให้กลัวความเกิด อันเป็นที่ลวงตาลวงใจ ให้เห็นว่าไม่น่าทุกข์อะไรเลย แต่แท้จริง ความเกิด คือทุกข์ ที่นำเอาความแก่และความตายและทุกข์อื่น ๆ มาสู่ตน หรือชี้ให้เห็นว่า ขันธ์ ๕ ที่หลงยึดมั่นถือมั่น คนทั้งหลายต่างก็พากันนึกว่าเบา แต่ที่แท้เป็นทุกข์อย่างหนัก หนักในการที่ต้องแบกไปจนกว่าจะตลอดชาติหนึ่ง ๆ ขันธ์ ๕ เองก็เกิดขึ้นเพราะตัณหา และเป็นที่สิงของตัณหาด้วย ตัณหานั้นจึงชื่อว่าเป็นทั้ง เหตุเดิมที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ ขันธ์ ทั้ง เป็นเหตุใหม่ ที่สิงอยู่ในขันธ์ ที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ อำนวยให้ทุกข์เบ็ดเตล็ด และทุกข์จรอื่น ๆ เข้ามาแทรกแซงให้เกิดทุกข์มากขึ้นก็เนื่องจากตัณหา
ความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ การดับด้วยการสำรอกทิ้งอย่างไม่เหลือซึ่งตัณหา ความสละตัณหา ความวางตัณหา ความปล่อยตัณหา ความไม่พัวพันตัณหา



การดับเหล่านี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ของแท้จริง คือความดับทุกข์ การดับด้วยอาการทั้ง ๕ นั้น โดยความก็คือ ความดับทุกข์ (นิโรธ) หมายถึงดับตัณหาได้ขาดเหมือนหนึ่งว่า การดับไฟได้ ก็คือ การซัดเชื้อไฟอันเป็นต้นเหตุให้เกิดไฟออกไปเสียได้
การที่ต้องกล่าวถึงนิโรธก่อนนั้น เพื่อจะได้เป็นการแสดงผลให้รู้ว่า เท่าที่รู้เหตุผลเรื่องทุกข์มาแล้ว ว่าทุกข์เป็นอย่างไร และเกิดขึ้นเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ทุกข์ไปเสียทั้งหมด โดยไม่มีความสิ้นสุดทุกข์บ้างเลยหรือ ความจริง เมื่อมีทุกข์แล้วความดับไปแห่งทุกข์ก็ย่อมมีเป็นของคู่กัน แต่ความดับทุกข์ได้ ต้องดับเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์จึงจะดับ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ทุกข์ดับไปเองไม่ได้แน่ ถึงดับได้ทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกได้โดยไม่สิ้นสุดแท้จริง


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2550 , 07:26:06 น.] ( IP = 58.9.110.34 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ความดับทุกข์ของนิโรธนั้น หมายถึง การดับได้อย่างเด็ดขาดด้วยการกระทำจากการปฏิบัติ จึงจัดว่าเป็นผลอันสูงสุดตามจุดมิ่งหมายของพุทธศาสนา การเสวยกามสุขด้วยความเป็นมนุษย์ หรือเทวดาก็ดี และการเสวยปีติสุข หรือญาณสุข ด้วยความเป็นพรหมก็ดี ยังมีโอกาสเสวยสุขเหล่านั้นได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว บางทีก็มีทุกข์อื่นมาสลับ หรือไม่ว่าความสุขนั้นแปรปรวนไป และบางทีก็ถึงคราวที่สิ้นบุญที่จะได้เสวยสุข เพราะถึงคราวที่จะต้องเสวยผลของบาปบ้าง ก็เลยต้องไปทนทรมานเสวยทุกข์ วนเวียนสัปปลับไม่แน่นอนได้ เพราะผู้ที่เกิด ๆ ตาย ๆ อยู่เสมอ ๆ ย่อมทำทั้งกรรมดีกรรมชั่ว ทั้งโดยความจำเป็นบังคับให้ทำเพราะความหลงใหลมัวเมา ด้วยเหตุนี้ หลักของพระพุทธศาสนาจึงไม่ยกย่องกามสุข ไม่ยกย่อมสวรรค์ ว่าเป็นสูงสุด แต่สอนให้ปฏิบัติเพื่อบรรลุสุขที่สูงสุดแท้จริง ก็คือ ความดับทุกข์ได้


ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่า มีอยู่ ๓ ทาง คือ
๑. หย่อนเกินไป เรียก กามสุขัลลิกานุโยค แปลว่า การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ในกามสุข
๒. ตึงเกินไป เรียก อัตตกิลมถานุโยค แปลว่า การประกอบตนไว้ในความลำบากหรือการทรมานตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ประสงค์
๓. ทางสายกลาง เรียก มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติเพื่อทำลายอภิชฌาและโทมนัส (ความยินดีติดใจและความทุกข์ต่าง ๆ)
การที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงทางและทรงชี้ทางแก่บรรพชิตเพราะต้องการให้ผู้ที่มุ่งออกจากทุกข์ซึ่งบวชอยู่ตระหนักว่า การที่ตนออกบวชก็เพื่อออกจากกาม หากยังเดินทางสุดคือกามสุขัลลิกานุโยค แม้กายจะออกจากกามแล้ว แต่ถ้าใจติดอยู่ก็ไม่ผิดอะไรกับไม้สดที่เปียกยาง ถึงจะไม่เปียกน้ำ ก็สีให้เกิดไฟไม่ได้, หรือถ้าหากยังเดินทางสุดคืออัตตกิลมถานุโยค ด้วยการทรมานตนให้ลำบาก ก็เป็นการเปล่าประโยชน์ เพราะไม่สามารถทำให้ใจพ้นจากกิเลสได้เลย


หนทางสายกลาง มีข้อปฏิบัติ ๘ ประการ แบ่งส่วนย่อ ๆ ในการอบรมหรือขัดเกลาเป็น ๓ พวก คือ
๑. ส่วนที่อบรมกายกับวาจา เรียกว่า ศีล มี ๓ ข้อ
๒. ส่วนที่อบรมจิตเรียกว่า สมาธิ มี ๓ ข้อ
๓. ส่วนที่อบรมทิฏฐิคือความเห็น เรียกว่า ปัญญา มี ๒ ข้อ
ก็แสดงให้เห็นว่า ทางสายกลางนั้น มี มรรค ๘ เป็นทางสมบูรณ์ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
มรรค ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ
จัดเข้าในปัญญา
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ จัดเข้าในศีล
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ จัดเข้าในสมาธิ


โดย ธีรวัส MA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2550 , 07:30:14 น.] ( IP = 58.9.110.34 : : )


  สลักธรรม 2

การปฏิบัติหนทางออกจากกองทุกข์นั้นเบื้องต้นต้องเข้าใจชีวิตด้วยปัญญา เป็นส่วนอบรมทิฎฐิ ความเห็นถูกเสียก่อน การให้ชีวิตมีเข็มทิศ คือ ความเห็น หรือความดำริ ให้มีถูกทางก่อน แล้วจึงออกเรือ ถ้าไม่รู้ว่าจะไปทางไหนก่อน พายไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย ก็ไร้ประโยชน์ โดยปฏิบัติตามทางมรรค ๘
โดยการเจริญสติให้มั่นคง เป็นทางเดียวเท่านั้นที่ยังบุคคลผู้เจริให้ถึงพระนิพพานได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกทางนั้นว่า “สติปัฎฐาน” คือการดำรงสติให้มั่นคง ซึ่งมีประโยชน์มากมายมหาศาลแก่ผู้ปฏิบัติ คือ
เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย
เพื่อความก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและความร่ำไร
เพื่อความอัสดง (ดับ) ของทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมอันเป็นเครื่องรู้
เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งใจ
การดำรงสติที่ถูกต้อง มีฐาน ๔ ประการ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
ประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. อาตาปี คือ มีความมั่นคงพยายามเพื่อมุ่งทำลายกิเลส
๒. สมฺปชาโน คือ มีสัมปชัญญะรู้ว่าตัวประกอบด้วยสติ
๓. สติมา คือ เป็นผู้มีสติ


ด้วยความเพียรชอบ คือ เป็นความเพียรที่ดำเนินตรงไปเพื่อ “พ้นทุกข์” เป็นความเพียรที่เป็นไปในทางจิต มีจิตเป็นสมุฎฐานและโดยประสงค์เฉพาะ ปธานจริยา คือ การบำเพ็ญเพียรนี้ ก็เพื่อความบริสุทธิ์ของจิต คือ เป็นการ ดัดจิตด้วยจิต เช่นเดียวกับคำว่า การตักเตือนตนด้วยตน
เพียร ๔ คือ
๑. พยายามเพื่อจะไม่ให้อกุศลธรรม คือ บาปเกิดขึ้นในตน
๒. พยายามเพื่อจะละอกุศลธรรม คือ บาปที่เกิดขึ้นแล้วในตน
๓. พยายามเพื่อจะเจริญกุศลธรรม คือ บุญให้มีในตน
๔. พยายามเพื่อจะรักษากุศลธรรม คือ บุญที่เคยเกิดขึ้นแล้วในตนให้คงอยู่



จะพบหลักของความจริงที่จะ ประจักษ์ชัดแก่ใจมีอยู่เพียง ๓ ประการ คือ
๑. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง
๒. สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งหมดเป็นทุกข์
๓. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา
ทางนี้จึงชื่อว่าเป็นที่สุดแห่งทุกข์ เพราะเป็นที่สุดแห่งการเกิด การเกิดแห่งชีวิตทั้งหลายชื่อว่าเป็นทุกข์


โดย ธีรวัส MA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2550 , 07:33:29 น.] ( IP = 58.9.110.34 : : )


  สลักธรรม 3


การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชีวิต




ชีวิตของสัตว์บางจำพวกธรรมชาติได้ช่วยสร้างค่าของมันมาให้ตั้งแต่มันเกิดมาก็มี เช่น ช้าง ม้า หมู เป็ด ไก่ วัว ควาย เป็นต้น พวกสัตว์เหล่านี้ ร่างกายของมันมีค่ามีราคามาตั้งแต่วันมันเกิดแล้ว เนื่องจากสังคมมนุษย์ที่นิยมใช้อวัยวะร่างกายของมันเอาไปกิน ไปใช้ได้ จึงได้ตั้งมูลค่ากันตามน้ำหนักบ้าง ตามความสวยงามของมันบ้าง



ส่วนชีวิตมนุษย์เรา ถ้าจะพูดกันถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่เห็นมีส่วนใดเลยที่สังคมมนุษย์จะนิยมเอาไปกินเอาไปใช้เช่นอวัยวะร่างกายของสัตว์บางชนิด ดังนั้น เมื่อร่างกายมนุษย์นี้ตายแล้ว จึงเป็นที่น่าเกลียด น่ากลัว ไม่มีใครสนใจที่จะเอาไปกิน ไปใช้ โดยที่สุดแม้สามีภรรยาที่เคยรักใคร่กันอย่างดูดดื่ม เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาตายลง ก็ยังเกลียดยังกลัวกันเลย แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นที่ตนไม่รัก ไม่ใคร่



แต่มนุษย์เราก็ยังมีโอกาสที่จะสร้างสรรค์ร่างกายและจิตใจนี้ให้เกิดมีคุณค่าเหนือสัตว์ทั้งหลายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตัวอย่างในเรื่องนี้มีอยู่มาก เช่น องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวพุทธ เป็นต้น องค์พระทศพลนั้นไม่ว่าส่วนใดของพระวรกายหรือพระราชหฤทัย แม้ว่าพระพุทธองค์จะยังทรงพระชนม์อยู่หรือเสด็จปรินิพพานไปแล้วก็ตาม มีแต่คนบูชาสักการะกันเนื่องแน่น เพียงรูปเปรียบของพระพุทธองค์เท่านั้น เรายังเคารพบูชากันเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าจะประเมินเป็นมูลค่าแล้ว ก็ไม่อาจประเมินมูลค่ากันได้ว่าเท่าไร อย่างพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตในพระบรมมหาราชวังที่มีค่าควรเมืองเป็นต้น
เพราะฉะนั้น ชีวิตนี้มนุษย์เราจึงมีโอกาสที่จะสร้างชีวิตให้มีคุณค่ามากมายกว่าพวกสัตว์เดียรฉาน แต่ถ้าเราพากันลืมความเป็นมนุษย์เสียแล้วก็จะกลายเป็นคนที่ไร้ค่าหมดราคาเอาทีเดียว เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวเป็นคำกลอนสอนใจไว้ว่า



หากมนุษย์ไร้ธรรมประจำจิต
ดวงชีวิตย่อมจักหมดศักดิ์ศรี
มีค่าไม่เท่าสัตว์ในปฐพี
ชีวิตนี้หมดค่าน่าเสียดาย



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ธ.ค. 2550 , 07:36:23 น.] ( IP = 58.9.110.34 : : )


  สลักธรรม 4

ดูดวงฟรี เนื้อคู่ความรัก การงานสุขภาพ ครอบครัว อาชีพ ดูอนาคตฟรี
http://www.goosiam.com

แจกฟรีเว็บไซต์สำเร็จรูป กระดานบอร์ด ไม่จำกัดพื้นที่ รวมเว็บหวย เลขเด็ดใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย
http://www.meeboard.com

แจกฟรีเกมส์ออนไลน์ เกมส์เถื่อน เกมส์โป๊
http://www.meegame.com
------------------------------------------------------------
เราเจอเว็บหาเพื่อนหาแฟนมากรายชื่อกว่า 50000 หมื่นคนเลยเอามาฝากเพื่อนๆ

http://www.goosiam.com/friend/

http://board.goosiam.com/default.asp

http://www.goosiam.com/picture/

โดย ดูดวงฟรี เนื้อคู่ความรัก การงา [12 ก.ย. 2551 , 11:38:26 น.] ( IP = 118.172.164.91 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org