มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๑๒)








คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๑๒)

ตอนที่ผ่านมา

ถาม ใครเล่าจะทำลายโลภะลงได้ มันจะเป็นไปได้หรือ ทฤษฎีที่วางไว้เล่นโก้ๆ แต่ไม่มีใครทำก็ไม่มีประโยชน์อะไร?

ตอบ ที่ท่านนักศึกษาถามมานี้ เป็นคำถามที่ดีมาก ทั้งถามตรงต่อบทเรียนที่ได้ศึกษาไปแล้วด้วย ถ้าจะคิดกันอย่างเผินๆโดยไม่ได้อาศัยหลักความจริงของสภาวธรรมแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นไปอย่างที่ได้ถามทุกอย่าง

ทฤษฎีในพระพุทธศาสนา มิได้วางไว้เล่นโก้ๆ เลย ในพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นหลักธรรมที่ประพฤติปฏิบัติได้จริงๆทั้งสิ้น ในครั้งพุทธกาลก็มีผู้ปฏิบัติผ่านไปแล้วเป็นจำนวนมากมาย สำหรับในปัจจุบันนี้ ทั้งที่เป็นทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ก็มีผู้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วบังเกิดผลดีก็มีอยู่เป็นอันมาก จนความเร่าร้อนที่เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัวเบาบางลงไปได้บ้าง

มีผู้ปฏิบัติสมาธิจนจิตสงบระงับเป็นอย่างดี ทำให้การศึกษาเล่าเรียนในวิทยาการต่างๆตลอดไปจนการงานอาชีพ บังเกิดผลดียิ่งขึ้น ทำให้ลดความดิ้นรนกระสับกระส่ายเพราะเหตุแห่งความประเทือนใจเป็นเหตุให้นอนไม่ค่อยหลับนั้นเป็นอันมาก และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเล่า ก็มีผู้ปฏิบัติในหนทางที่ถูกต้องจนถอยโลภะลงมาได้บ้างก็เป็นจำนวนมิใช่น้อย

เวลานี้โลกของเรามีพลเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึง ๓ พันล้านคนเศษแล้ว ความเจริญในทางวัตถุก็มาก และสิ่งแวดล้อมทั้งหลายก็ล้วนแต่เจริญตาเจริญใจไปทั้งนั้น สิ่งแปลกต่างๆ ที่มาปลูกฝังให้เห่อเหิมทะเยอทะยานก็มีเหลือหลาย เมื่อบังเกิดความสนใจหรือประทับใจแล้ว ก็เป็นเหตุให้อดทำการเบียดเบียนกันไม่ได้ ความดึงดูกในสิ่งเหล่านี้มีกำลังมากเหลือเกิน เหมือนมีไฟฟ้าแรงสูงคอยล่ออยู่ในกาย แต่ถึงอย่างไรก็ดี ผู้ที่ถือหลักธรรมเป็นชีวิตจิตใจ ก็จะไม่ฉวยดอกาสเหล่านี้ แล้วใช้อำนาจเป็นธรรมเข้าข่มขู่บังคับไม่กล้าคดโกง หรือกระทำการทุจริตคิดมิชอบ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ซึ่งก็เป็นการถอยโลภะลงมาโดยตรง ทำให้อาชญากรลดน้อยลง ทำให้คดีในโรงศาลไม่มากนัก เปรียบเหมือนไฟที่ลุกพลุ่งโพลงอยู่ ได้ถูกน้ำรดราดลงไปเสียบ้าง ทำให้อุณหภูมิไม่สูงจนเกินไปแล้วเผาไหม้บริเวณนั้นลงเป็นจุณ

อย่างไรก็ดี ผู้ที่อยู่ในกรอบศีลธรรมเช่นนี้ เท่าที่ผมเห็น ก็มีอยู่เป็นอันมากที่ตั้งตัวได้พร้อมด้วยความภาคภูมิใจ มิได้เป็นคนเกียจคร้าน แต่เป็นที่รักใคร่แก่บุคคลทั้งหลาย และจะทำอะไรก็มีความสบาย เพราะไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถึงเวลาเดือดร้อนก็มีผู้มาช่วยเหลือด้วยความเห็นใจ

โดย ศาลาธรรม [25 ธ.ค. 2550 , 09:22:11 น.] ( IP = 125.26.38.18 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




บุคคลผู้มีศีลธรรมประจำใจ บุคคลผู้มีความเมตตาปรานีเหล่านี้เองที่ยังคงทำให้โลกนี้ยังคงอยู่ได้ แม้สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายที่ได้รับความเดือดร้อน เขาก็เข้าช่วยจนถึงการตั้งสมาคมสงเคราะห์สัตว์ บุคคลเหล่านี้แหละได้ร้องตะโกนทักท้วงเอาไว้ การโกงการกินจึงก้าวไปไม่ถึงขนาด และบุคคลเหล่านี้เองได้รวมกำลังกันเอาไว้ประท้วงการกระทำทั้งหลาย ทั้งในสงครามใต้ดินหรือบนดิน ทั้งสงครามย่อมสงครามใหญ่ ให้ยับยั้งได้มากมาย

คงจะไม่มีใครเถียงว่า เพราะบุคคลผู้มีน้ำใจอันดีงามเหล่านี้เองที่ทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ถึงกับคับแค้นเสียจนเกินไป ใครจะไม่ยอมรับบ้างว่า ความดีนั้นตนไม่มีความต้องการ แต่ความดีจะเกิดขึ้นได้หรือกับคนที่มีโลภะมาก เห็นแก่ตัวมาก มีท่านผู้ใดบ้างที่จะยืนยันว่า ความเห็นแก่ตัวยิ่งมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้สังคมบังเกิดความสงบเท่านั้น

พื้นฐานจิตใจของแต่ละบุคคลย่อมไม่เหมือนกัน แล้วแต่การสังสอนอบรมมาจากอดีตอันไกลแสนไกลที่ติดตัวมา ถ้าเราจะจับคนเดินถนนทุกคนมาเป็นนักประพันธ์ เราก็จะได้นักประพันธ์รองๆเกือบทั้งนั้น จะกลายเป็นนักประพันธ์ใหญ่มีชื่อเสียงก้องโลกได้อย่างไร แต่ถ้าท่านผู้ใดฝึกฝนตนเองมาในอดีตมากมาย เป็นทุนสำรองอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเคี่ยวเข็ญอะไรเลย เขาก็จะแสดงความเป็นอัจฉริยะของเขาให้โลกได้ประจักษ์ แม้ยังเป็นเด็กเล็กๆ อายุเพียง ๘-๙ ขวบ ซึ่งแสดงความสามารถพิเศษในด้านต่างๆให้เราได้เห็นกันอยู่เสมอ

นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักศิลปะในวิชาช่าง และนักดนตรี หรือแม้ในวิทยาการทั้งหลาย ผู้ที่มีความคิดดีๆมีความสามารถมากๆจนจัดว่าเป็นพิเศษ ก็ล้วนแต่ได้อบรมสั่งสมในเรื่องเหล่านั้นมาอย่างโชกโชนทั้งสิ้น คนสมัยใหม่หรือคนยุคจรวดไม่มีความเข้าใจ แล้วก็อธิบายไม่ได้ จึงได้พากันพูดว่า เป็น"พรสวรรค์" แต่พรสวรรค์คืออะไรเล่า ความสามารถเหล่านั้นจะติดมากับเซลล์ภายในยีนส์จะได้หรือ ความเป็นอัจฉริยะเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาเองโดยถ่ายสายเลือดมาแต่กำเนิด ทั้งๆที่พ่อแม่ไม่เคยได้สั่งสอนได้อย่างไร

ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ ผู้มีบุญปัญญาบารมีมาเกิดกันมาก ดังนั้นท่านเหล่านี้กิเลสเบาบางแล้ว จึงถอยโลภะลงได้มากจริงๆ จนถึงทำให้โลภะไม่มีเลยดังที่เราเรียกท่านเหล่านั้นว่า "พระอรหันต์"

เราท่านทั้งหลายเป็นปุถุชน ซึ่งแปลว่าผู้หนาไปด้วยกิเลส เรามาเกิดในสมัยนี้ เรารู้ว่าปัญญาบารมีมีน้อย จึงได้พยายามศึกษาเล่าเรียน พยายามปฏิบัติ เพื่อให้กิเลสเบาบางลงเสียบ้าง จะได้เป็นปัจจัยสนับสนุนให้บังเกิดผลขึ้นมาทีละน้อยๆทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งต้องแน่ละ ย่อมดีกว่าไม่ได้สร้างสมให้ติดตัวไปเสียเลยเป็นแน่ เวลานี้แม้เราจะมองไม่เห็นเลยว่าผู้ใดผู้หนึ่งที่ไม่มีโลภะเลยก็จริง แต่เราก็เห็นบุคคลผู้ซึ่งศึกษาปฏิบัติจนมีโลภะเบาบาง และเบาบางมากอยู่ แม้ในเวลานี้เราจะยังเดินไปไม่สุดหนทาง แต่เราก็กำลังเดินอยู่ กำลังสร้างปัญญาบารมีที่จะใช้ทำลายกิเลสให้เกิดขึ้นในชาตินี้ แล้วติดตัวไปชาติหน้าๆ ซึ่งนับว่าเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเองและแก่โลกเหลือหลาย

โดย ศาลาธรรม [25 ธ.ค. 2550 , 09:22:36 น.] ( IP = 125.26.38.18 : : )


  สลักธรรม 2




ถาม สมมุติว่า ต่างคนต่างก็ลดโลภะกันทั่วไป ใครเล่าจะทำมาเลี้ยงกัน ใครเล่าจะดำรงชาติเอาไว้ได้ ก็จะต้องไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น อย่างน้อยก็จะต้องเป็นเมืองขึ้นของเขาในทางเศรษฐกิจ ผู้อื่นก็จะมาฉกฉวยเอาตามชอบใจ เราก็จะกลายเป็นคนยากจนข้นแค้น ยิ่งกลับจะทุกข์หนักยิ่งขึ้นเสียอีก ดังนั้นก็จะได้ชื่อว่า พระพุทธศาสนาสอนให้เราเป็นคนพ่ายแพ้

ตอบปัญหาในข้อนี้ ท่านนักศึกษาสมมุติขึ้นว่า ถ้าแต่ละคนต่างก็ลดโลภะของตนเองเสียแล้ว ใครเล่าจะทำมาหากินเป็นผู้เลี้ยงดู ใครเล่าจะดำรงชาติเอาไว้ พระพุทธศาสนาสอนให้เป็นคนพ่ายแพ้

ในคำถามดังนี้ เป็นคำถามที่เป็นไปมิได้เลย ทั้งนี้เพราะว่า โลภตัณหานั้นเหนียวแน่นอย่างที่สุด หาความเหนียวของอะไรมาเปรียบไม่ได้ ลงได้เกาะกุมใครเข้าแล้ว มันไม่ให้โอกาสง่ายๆที่จะทำให้มันหลุดถอนออกไป ปม้แต่จะเรียนรู้เท่าทันถึงความเฉลียวฉลาด ทั้งได้เห็นฤทธิ์เดชของมันอยู่บ่อยๆตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโดนเข้ากับตนเองแล้วก็ตาม มันไม่ใช่ว่าจะทำได้ในชาติหนึ่ง ยิ่งจะทำลายมันให้ออกไปจากจิตใจให้หมดสิ้นด้วยแล้วจะต้องอาศัยหลายชาติทีเดียว

พระพุทธศาสนานั้น มิใช่สอนให้เป็นคนพ่ายแพ้ แต่กลับสอนให้เป็นผู้ชนะ แล้วสอนให้ชนะในสิ่งที่ชนะได้ยากที่สุด แต่มีคุณค่าใหญ่หลวงที่สุดเสียด้วย คือสอนให้ความมักได้เห็นแก่ตัวน้อยลง และน้อยลงเป็นลำดับ ไปทุกๆชาติโดยอาศัยการสร้างปัญญาบารมีเพิ่มขึ้น สอนให้ค่อยๆทำลายความเห็นแก่ตัวให้เหลือน้อยลงๆจะได้มีความสุขมากขึ้นๆ สนอให้พากเพียรทำไปตามกำลังความสามารถแต่ละชนิดๆโดยไม่ใช้วิธีการทรมานให้ลำบากไปจนกว่าจะถึงความพ้นทุกข์ ด้วยวิธีการอันพิสดาร ซึ่งชาวโลกทั้งหลายไม่มีใครเคยได้คิดกันมาก่อน

โดย ศาลาธรรม [25 ธ.ค. 2550 , 09:23:12 น.] ( IP = 125.26.38.18 : : )


  สลักธรรม 3




ถาม ถ้าเราพยายามลดโลภะลงทีละน้อยๆแต่คนอื่นเขาไม่ยอมลดกันเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะตกอยู่ในฐานะพ่ายแพ้ในทางเศรษฐกิจ เราก็จะต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า ใครเล่าเขาจะปรานี ถ้าจะหนีไปบวช อย่างในกรุงเทพเวลานี้พระภิกษุก็บิณฑบาตไม่ค่อยจะพอฉัน ต้องอาศัยได้มาจากบรรดาญาติมิตร แล้วพวกผู้หญิงเล่า ใครจะเป็นผู้อุปการะเพราะจะบวชเป็นพระก็ไม่ได้

อีกประการหนึ่ง การถอยโลภะลงมา เป็นการฝืนความปรารถนาของจิตใจทำให้ต้องลำบาก เช่น ความเป็นไประหว่างเพศ เป็นต้น เป็นการทำลายสัญชาตญาณของมนุษย์ ดังนั้น แทนที่จะเป็นความสุข ก็จะเป็นการเพิ่มทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง

ตอบท่านนักศึกษาถามว่า ถ้าเราต่างก็ถอยความเห็นแก่ตัว โดยลดโลภะลงเรื่อยๆแล้ว เราก็จะตกเป็นเบี้ยล่างของผู้อื่นในทางเศรษฐกิจ และในทางอื่นๆจะขอความเมตตาปรานีจากใครได้อย่างไร ความทุกข์ยากลำบากทั้งหลายก็คงจะจู่โจมเข้ามา

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ พระองค์เป็นสัพพัญญูรู้แจ้งโลก รู้จักวาระน้ำใจของสัตว์ทั้งหลายว่ามีความคิดอย่างไร แล้วจะแก้ไขอย่างไรจึงจะเหมาะสม แม้กระนั้นก็ดี พระองค์ยังคงตรัสว่า "เป็นแต่ผู้ชี้ทางเดินให้เท่านั้น" และผู้ที่เดินตามทางที่พระองค์ชี้เมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมดแล้ว ก็ไม่ได้เป็นจำนวนที่พึงพอใจนัก

พระบาลีคณกโมคคัลานสูตร พระองค์ได้ตรัสแก่พราหมณ์ชื่อ คณกโมคคัลลานะที่บุพพารามใกล้กรุงสาวัตถีว่า

"ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ เมื่อพระโคดมกล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ ทุกๆองค์ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดยิ่งหรือ หรือว่าบางองค์ไม่ได้บรรลุ"

"พราหมณ์ สาวกของเรา แม้เรากล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวกที่ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุด บางพวกไม่ได้บรรลุ"

โดย ศาลาธรรม [25 ธ.ค. 2550 , 09:23:33 น.] ( IP = 125.26.38.18 : : )


  สลักธรรม 4




"พระโคดมผู้เจริญ อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย นิพพานยังอยู่ พระโคดมผู้ชักชวน(เพื่อการดำเนินไป)ก็ยังตั้งอยู่ ทำไมน้อยพวกที่บรรลุ และบางพวกไม่บรรลุ"

"พราหมณ์ เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านจงตอบตามสมควร ท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในหนทางไปสู่เมืองราชคฤห์มิใช่หรือ มีบุรุษผู้จะไปเมืองราชคฤห์เข้าไปหาและกล่าวกับท่านว่า "ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเที่ยวเมืองราชคฤห์ ขอท่านจงบอกทางไปเมืองราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด" ท่านก็จะกล่าวแก่บุรุษนั้นว่า "มาซิท่าน ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์ ไปได้ครู่หนึ่งจักพบบ้านชื่อโน้น แล้วจักเห็นนิคมชื่อนี้ จักเห็นสวนและป่าน่าสนุก จักเห็นภูมิภาคน่าสนุก สระโบกขรณีน่าสนุก ของเมืองราชคฤห์" ดังนั้น บุรุษนั้นอันท่านพร่ำบอก พร่ำชี้ อย่างนี้ก็ยังถือเอาความผิดกลับหลังตรงข้ามไป ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่ง (อันท่านพร่ำบอก พร่ำชี้อย่างเดียวกัน) ไปถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดี พราหมณ์ อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย ที่เมืองราชคฤห์ก็ยังตั้งอยู่ หนทางที่ไปเมืองราชคฤห์ก็ยังตั้งอยู่ ท่านผู้ชี้บอกก็ยังอยู่ แต่ทำไมบุรุษหนึ่งกลับหันหลังผิดทาง บุรุษผู้หนึ่งไปถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดี"

"พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรเล่า เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้บอกหนทางเท่านั้น"

"พราหมณ์ ฉันใดก็ฉันนั้น นิพพานก็ยังอยู่ ทางเป็นเครื่องถึงพระนิพพานก็ยังตั้งอยู่ ผู้ชักชวนก็ยังอยู่ แต่สาวกแม้เรากล่าวพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวกได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดยิ่ง บางพวกไม่ได้บรรลุ พราหมณ์ในเรื่องนี้เราจะทำอย่างไรได้เล่า เพราะเราเป็นผู้บอกทางเท่านั้น"

พระองค์โปรดประทานคำสอนไปในสารทิศทั้งปวง สอนมนุษย์ทั้งหลายไม่ให้เบียดเบียนกัน คนทั้งหลายก็หาได้กระทำตามคำสอนของพระองค์ไปทั้งเมืองไม่ ครั้นเมื่อพระองค์ตรัสสอนว่า การฆ่าสัตว์นั้นเป็นบาป ก็หาได้ทำให้คนทั้งตำบลเลิกฆ่าสัตว์เสียได้ไม่ ทั้งๆที่พระองค์เป็นพระบรมครู

ท่านนักศึกษก็จะเห็นได้ว่า ถ้าท่านผู้ใดมิได้สั่งสมอบรมมาให้มากพอ หรือพื้นฐานที่จะรองรับไม่แน่นหนาจริงๆแล้ว ก็ไม่อาจที่จะรองรับน้ำหนักได้ ด้วยเหตุนี้ถ้าผมจะพร่ำพรรณนาว่า ฆ่าสัตว์นั้นเป็นบาปอยู่สัก ๑๐๐ ปี ท่านนักศึกษาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเนื้อสัตว์ขาย ขอให้กลัวว่าไม่มีสตางค์ซื้อจะดีกว่า ขอให้ท่านนักศึกษาดูที่พุทธสมาคมนี้ก็ได้ว่า เมื่อเปรียบกับโรงหนังแล้ว มีคนมากแตกต่างกันเท่าใด จึงไม่ควรกล่าวว่าต่างคนต่างลดโลภะลง เพราะเป็นไปไม่ได้เลย

โดย ศาลาธรรม [25 ธ.ค. 2550 , 09:23:52 น.] ( IP = 125.26.38.18 : : )


  สลักธรรม 5




ถาม ถ้าไม่มีโลภะแล้ว จะอยู่กันไปได้อย่างไร สังคมทุกวันนี้อยู่กันมาได้ วัตถุต่างๆ เจริญขึ้นมาไม่ขาดสาย เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคก็อาศัยโลภะ คือความยินดีติดใจไปทั้งนั้น ถ้าคนไม่มีโลภะเสียแล้ว ชีวิตก็จะไร้ความหมาย จะไม่มีใครทำอะไรแล้วก็จะอยู่กันต่อไป

ตอบ ท่านนักศึกษาไม่ต้องเกรงว่า ถ้าไม่มีโลภะเสียแล้ว จะอยู่ไปไม่ได้ ในครั้งพุทธกาล มีพระอรหันต์ผู้ซึ่งปราศจากโลภะเป็นอันมาก ก็อยู่กันได้อย่างสบาย ท่านแช่มชื่นเบิกบานใจ ด้วยมีความเข้าใจดีแล้วว่าชีวิตคืออะไร ทางที่ท่านเดินมานั้นถูกต้องครบถ้วนทุกประการจนไม่มีกิเลสเหลืออยู่เลย ดังนั้นชีวิตจึงมีความหมาย ทราบแน่นอนว่า ความทุกข์ได้ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องแก้ไขปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไป ไม่เหมือนเราท่านทั้งหลาย ซึ่งต้องสะดุ้งผวาอยู่แทบไม่เว้นวัน ว่าข้างหน้าต่อไปนี้จะพบกับอุปสรรคหรือขวากหนามอะไรบ้าง

อย่างไรก็ดี พระอรหันต์ก็ยังกินอยู่หลับนอน พระอรหันต์ก็ยังคงป่วยเจ็บ เช่นเดียวกับคนทั้งหลาย ต่างกันแต่ว่าท่านมิได้มีความติดอกติดใจในอารมณ์ต่างๆ และมิได้มีความเศร้าโศกเสียใจทุรนทุรายเหมือนบุคคลทั้งหลาย เช่นกินอาหารก็ได้รสอร่อย เพราะมีลิ้นและมีจิตใจเป็นต้น แต่ท่านก็มิได้ติดใจในรสเหล่านั้น เพราะกิเลสที่ดองอยู่ในจิตใจมิได้มีเสียแล้ว การกระทำทั้ฃหมดจึงสักแต่ว่ากระทำเป็นกิริยาไป ไม่เป็นบาป และไม่เป็นบุญแม้แต่ประการใดแล้ว

ผมก็เห็นจริงตามที่ท่านถามว่า ถ้าคนไม่มีโลภะกันเสียแล้ว จะอยู่กันไปได้อย่างไร ด้วยหาผู้ผลิตไม่ได้ ความจริงคนไม่มีโลภะนั้น ก็ได้แก่พระอรหันต์บุคคลคนเดียวเท่านั้น แต่พระอรหันต์จะมีมากได้ที่ไหน ผู้บำเพ็ญปัญญาบารมีมาต้องให้เพียงพอจริงๆ ตั้งแต่ในอดีต ทั้งในปัจจุบันก็มิได้ย่อหย่อนท้อถอย ด้วยเหตุนี้ จึงเหลียวหาพระอรหันต์ไม่พบสักที เหลียวไปทางไหน หันไปในทิศทางใด ก็เจอะเอาแต่คนเพ่งประโยชน์ตนเป็นที่ตั้งในจำนวนพลเมือง ๑ ล้านคน ถ้าจะมีพระอรหันต์สักองค์หนึ่งก็จะดีหาน้อยไม่ ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่ควรกังวลใจ ที่จะไม่มีผู้ทำอะไร ไม่ต้องเป็นทุกข์ว่าจะไม่มีสิ่งผลิตใหม่ๆ ออกมาสนองความต้องการ ขอให้เตรียมสตางค์เอาไว้ให้มากจะดีกว่า

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า ผู้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรมนั้น มิใช่เป็นผู้ที่ชอบนั่งหลับหูหลับตา ปล่อยให้โลกเดินไปข้างหน้าโดยมิได้ติดตามไปเสียบ้างเลย แล้วก็กลายเป็นผู้ไม่มีความรู้อะไรเป็นผู้งมงายไป ผมเองก็เป็นผู้ศึกษาพระอภิธรรมมาเป็นเวลานาน เฉพาะที่บรรยายพระอภิธรรมอยู่หน้าชั้นเช่นนี้ก็ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี แม้กระนั้นก็ยังทำมาหากิน ต้องไปทำงานแทบทุกวันโดยมิได้ทอดทิ้ง ทุกวันนี้ก็กำลังผลิดสินค้าอยู่ตั้งหลายอย่าง

ผู้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมที่มีความเข้าใจดีก็จะรู้สึกเหมือนๆ กันอยู่ว่าทำงานไปด้วยจิตใจแจ่มใสยิ่งกว่าเดิม ความกังวลใจในเรื่องราวต่างๆ น้อยลงเป็นอันมาก ความคิดอ่านดีขึ้น ความป่วยเจ็บอันเนื่องมาจากจิตอันเกิดจากความคิดมาก ความคิดไม่เป็นเรื่องเป็นราว บางทีก็คิดไปเสียเปล่าๆ โดยไม่มีประโยชน์อะไรแทบจะไม่มี จะรู้สึกว่า สุขภาพของร่างกายและของจิตใจเทียบกันกับปีก่อนๆ ที่ยังไม่เคยศึกษาไม่ได้เลย ยิ่งกว่านั้นยังทำงานได้มากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วย

โดย ศาลาธรรม [25 ธ.ค. 2550 , 09:24:13 น.] ( IP = 125.26.38.18 : : )


  สลักธรรม 6




ผู้ศึกษาเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎก เมื่อศึกษามีความเข้าใจดีพอสมควรแล้ว ก็จะกลายเป็นผู้ยอมเสียสละได้มากขึ้น และบางทีก็ออกจะสละจริงๆจังๆ ใหญ่โตจนคนสงสัย เพราะเมื่อได้ประโยชน์ตนด้วยการหันหลังให้กับความทุกข์ความห่วงใยความวิตกกังวลได้มาก และเข้ามาอยู่ในโลกแห่งความสะอาดและแจ่มใสขึ้นกว่าเดิมแล้วก็คิดถึงประโยชน์ท่านต่อไปยิ่งศึกษาไปมากขึ้น เข้าใจชีวิตแจ่มแจ้งขึ้นเท่าใดใจคอก็กว้างขวางอยากเห็นความสุขเหมือนที่ตนได้รับแผ่ขยายออกไปจนกว้างใหญ่ไพศาล

ด้วยเหตุนี้ จึงได้เห็นท่านนักศึกษาส่วนมากดิ้นรนขวนขวายโดยทำการชักชวน พูด เขียน บรรยายช่วยเหลือด้วยประการต่างๆ ทั้งในด้านการเงิน การสละเวลามาทำงานให้ บางครั้งต้องคร่ำเคร่งทั้งกลางวันกลางคืนในงานที่จะส่งเสริมการศึกษาและการปฏิบัติโดยยอมได้รับความลำบาก ซึ่งบางทีก็มากเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น กรรมการของอภิธรรมมูลนิธิทั้งกรรมการบริหาร กรรมการที่ปรึกษา และกรรมการผู้ช่วย ทุกท่านมิได้มีสินจ้างรางวัลอะไรเลย บางท่านสละเวลามาทำงานให้แทบทุกวัน โดยมิได้คำนึงถึงความเหนื่อยยากและเวลาที่ต้องเสียไป ทั้งนี้ก็ด้วยการศึกษาเล่าเรียนเห็นคุณค่าของพระอภิธรรมว่าแก้ความทุกข์ได้จริง จึงยอมเสียสละประโยชน์ตนอันน้อยนิดเดียว เพื่อประโยชน์อันไพศาลของมหาชน ในเรื่องนี้บางคนยังไม่มีความเข้าใจ เลยบ่นว่าออกจะมากไปสักหน่อย เขาทำกันอย่างไร บางคนก็บอกว่า พวกเรียนพระอภิธรรมนี้ออกจะฟุ้งๆ ชักจะโอ้อวดมากขึ้น ว่าอย่างนี้ก็มี

แน่นอน คนเป็นจำนวนมาก อัธยาศัยใจคอจะเหมือนกันไปหมดจะได้อย่างไร การอบรมมาแต่อดีตก็แตกต่างกัน ทั้งในปัจจุบันชาตินี้ก็ไม่เหมือนกันอีก จึงต้องมีอยู่บ้างที่การแสดงออกไปไม่เหมาะสม ก็มีอยู่บ้างบางท่านที่ปลีกช่องน้อยแต่พอตัวมิได้เพ่งปรมัตถประโยชน์ให้แพร่หลายไพศาลออกไป ให้ได้มหากุศลญาณสัมปยุตต์ที่เป็นสาธารณะอันเป็นปัญญาบารมีที่กว้างขวาง บางท่านหลับตาเอาแต่การปฏิบัติทั้งๆ ที่เหตุผลต่าง ๆ ยังมิได้เข้าใจ ทั้งไม่ยอมดูโลกด้วยว่าเขาไปถึงไหนกันแล้วด้วย

พระอรหันต์เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่องราวของชีวิตดีที่สุด เมื่อว่าโดยทั่วไปดียิ่งกว่าผู้ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติในปัจจุบันมาก ดังนั้น ความปรารถนาของพระอรหันต์ที่จะขยายหนทางพ้นทุกข์นี้ก็จะต้องยิ่งไปกว่าใครๆ อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ ยิ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยแล้ว ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า จะทำได้เลยทีเดียว ท่านที่อ่านพุทธประวัติมาแล้ว ย่อมตระหนักดีว่า มียามไหนบ้างที่พระองค์ทำงานอะไร ตลอดเวลา ๔๕ พรรษาในพระชนม์ชีพของพระองค์ แม้ในสมัยแรกที่พระอรหันต์ยังมีน้อย พระองค์ยังตรัสว่า พระอรหันต์ไม่ควรจะไปทางเดียวกัน ๒ องค์ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขอันสถาพรแก่ประชาชนทั้งหลาย ซึ่งยากมากสำคัญมาก และออกจะหนักหน่วงเอาการอยู่ เพราะสอนก็แสนยากปฏิบัติก็แสนลำบากยิ่งกว่าในทางโลก มีการผลิตสิ่งของต่างๆ อย่างเทียบกันไม่ได้เลย

ด้วยเหตุผลดังได้กล่าวมา จึงไม่เป็นการสมควรเลยที่จะคิดว่า ผู้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมแล้วย่อมจะไม่ยอมผลิตอะไรเลย แต่ละคนก็ย่อมมีงานกันคนละอย่างต่างๆ กัน ผู้เสนอแนะในเรื่องชีวิต และชี้หนทางพ้นทุกข์ ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตอย่างหนึ่งอันเป็นประโยชน์แก่ชาวโลก ซึ่งเป็นการผลิตที่มาจากเรื่องอันยุ่งยากสลับซับซ้อนของชีวิต ทำได้ด้วความยากลำบากแสนเข็ญ แต่ก็มีคุณค่ามีสาระประโยชน์อันมหาศาล จะหาสิ่งผลิตใดมาเปรียบปานมิได้เลย ทำให้โลกอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นเพราะเบียดเบียนกันน้อยลงทำให้ดวงจิตแจ่มใสเพราะได้ที่พึ่งอันถาวร และทำให้เกิดปัญญาบารมีโดยเห็นหนทางพ้นทุกข์ ทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆไป


โดย ศาลาธรรม [25 ธ.ค. 2550 , 09:24:41 น.] ( IP = 125.26.38.18 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org