| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๑๔)
![]()
คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๑๔)
ตอนที่ผ่านมา
ถาม สงสัยว่า เมื่อมีความโลภก็ดี เมื่อมีความโกรธก็ดี ก็ย่อมจะมีโมหะเข้าร่วมกับความโลภ และความโกรธด้วยเสมอไป เมื่อมีโมหะเข้าร่วมด้วยดังนี้ ก็จะต้องมีการชักชวนหรือการชักชวนก็ย่อมจะเกิดได้ เหตุใด จึงว่าโมหะนั้นไม่มีการชักชวน
ตอบ ถูกแล้วที่กล่าวว่า โลภะกับโทสะนั้นย่อมจะเกิดร่วมกับโมหะด้วยเสมอไป แต่ก็ต้องขอแยกแยะให้ท่านนักศึกษาทราบว่า โลภะ โทสะ กับโมหะนั้น ย่อมผลัดกันเป็นใหญ่เป็นประธาน จะเป็นประธานพร้อมๆกันไม่ได้ผู้นำต้องมีคนเดียว กัปตันย่อมมีคนเดียว ถ้ามีผู้นำหลายคนก็จะพาประเทศไปให้ล่มจม ถ้ากัปตันหลายคนไม่ช้าไม่นานเรือที่ใหญ่แสนใหญ่ก็จะต้องลงไปอยู่ก้นมหาสมุทร
จิตใจก็เหมือนกัน ในขณะที่กำลังลักทรัพย์ กำลังเสียใจนั้น โลภะ โทสะผลัดกันเป็นใหญ่ โมหะเป็นแต่ตัวหนุนเท่านั้น แต่ในบางคราว เช่นคนกำลังเมา คนกำลังหลงใหล ในขณะนี้โลภะโทสะมิได้เข้ามาเกี่ยวเลย โมหะเป็นตัวแสดงนำตัวเดียวเท่านั้น (โลภโทสะผลัดกันเข้ามาได้)
ดังนั้น การชักชวนด้วยประการใดจึงมิได้เกิดขึ้นมา เพราะธรรมดาความโง่ ความหลง ไม่มีความเข้าใจในสภาวธรรมนั้น มีอยู่ในสันดานของสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว ย่อมจะไม่ต้องการให้ใครๆ มาชวนให้โง่ให้หลงอีกก็ได้ เพราะหลงอยู่โดยตนเองด้วยตนเองตลอดเวลามานานแล้ว
โดย ศาลาธรรม [27 ธ.ค. 2550 , 09:17:10 น.] ( IP = 125.26.43.133 : : )
สลักธรรม 1
ถาม โมหมูลจิตนั้นมี ๒ ดวง ประกอบกับวิจิกิจฉาดวงหนึ่ง และอุทธัจจะดวงหนึ่ง ทั้ง ๒ ดวงนี้ก็เป็นจิตที่โง่ เป็นจิตที่หลง แต่ด้วยเหตุใด หรือทำไมเมื่อโง่เมื่อหลงแล้วจึงไม่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต คือประกอบไปด้วยความเห็นผิด หรือคิดว่า ความโง่ความหลงประกอบด้วยความเห็นที่ถูกต้องกระนั้นหรือ?
ตอบ ผมยังมิได้เคยอธิบายว่า โมหมูลจิตทั้ง ๒ ดวงนั้น เมื่อไม่ประกอบด้วยทิฏฐิคตสัมปยุต คือความเห็นผิดแล้ว จะต้องเป็นความเห็นถูก เหมือนเด็กเล็กไม่เคยได้แสดงความเห็นผิดแต่อย่างใด เพราะยังเล็ก ยังไม่เดียงสา จึงแสดงเรื่องบาปเรื่องบุญ เรื่องเวรเรื่องกรรม เรื่องสวรรค์นรกไม่ได้ เมื่อผู้ใหญ่บอกก็รับฟังไปกระนั้นเอง โดยไม่มีความเข้าใจ เมื่อมิได้แสดงความคิดเห็นเช่นนั้น เราจะประกาศว่าเด็กคนนั้นมีความคิดเห็นถูกกระไรได้
เด็กเล็กๆ ไม่แสดงความเห็นผิดออกมา เมื่อมิได้แสดงความเห็นผิดออกมาแล้วจะเป็นการเห็นถูกต้องก็ไม่ได้เหมือนกัน ทั้งนี้ ก็เพราะเด็กเล็กๆ ยังโง่ยังหลงอยู่มาก ไม่มีความคิดพิจารณา กินบ้าง นอนบ้าง เล่นบ้าง ไปวันหนึ่งๆ ไม่มีการแสดงความเห็นทั้งผิดและถูกแต่ประการใด พูดง่ายๆ ก็ว่า โง่และหลงอยู่ในตัวเองแล้วย่อมจะแสดงความคิดเห็นผิดหรือถูกไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี เพราะความโง่ความหลงนี่เอง เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความเห็นผิดขึ้นมาก็ได้
ผมเองได้พบบ่อยๆ บางท่านเป็นผู้ทรงความรู้ มีดีกรีหลายตัว เป็นนักวิชาการสำคัญๆ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ควบคุมปกครองคนมากหลาย แม้ที่สุดเป็นมหาเปรียญก็มีเหมือนกัน โดยเขาจะตั้งคำถามว่า กรรมชาติก่อนมาให้ผลอย่างไรได้ ไม่เห็นจะมีหนทางรู้ได้แน่นอนเลย ชาติหน้าจะมีจริงได้หรือ ใครจะไปรู้ไปเห็นได้ ใครจะเป็นผู้พิสูจน์ ไม่มีหวังที่ใครจะเข้าถึงเรื่องนี้ได้ ได้แต่พูดกันไป คาดการณ์กันเอาเองไปตามเรื่อง แล้วบางคนก็พยายามยกเหตุผลในทางโลกมาทับถม โดยที่ไม่ยอมศึกษาหาความจริงเลย
ในสมัยโบราณมีนักปราชญ์ผู้หนึ่ง เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทิศ ไม่เคยติดขัดในการแก้ปัญหาต่างๆ คำโต้ตอบปัญหาและความคิดเห็นของท่านยังเก็บเป็นตำรับตำรามาจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อมีผู้ถามท่านว่า คนเราตายแล้วไปไหน ท่านตอบปัญหานี้ด้วยคำคมว่า " เรื่องในโลกนี้ศึกษากันยังไม่รู้จักจบ แล้วทำไมเราจึงจะไปหาทางรู้ปรโลกเล่า"
ผู้ไม่ยอมเข้ามาสู่ปรมัตถสัจจธรรม ก็ย่อมจะรู้เรื่องของปรโลกไม่ได้ เพราะใช่วิสัยของใครที่จะค้นคว้าหาความจริงได้ ด้วยมิใช่วิสัยของปุถุชนทั้งหลาย
โดย ศาลาธรรม [27 ธ.ค. 2550 , 09:17:45 น.] ( IP = 125.26.43.133 : : )
สลักธรรม 2
ถาม โมหมูลจิตนั้น ท่านกล่าวว่าเป็นการนำให้ไปสู่การปฏิสนธิเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่โมหมูลจิตนั้นมีถึง ๒ ดวง คือสัมปยุตกับวิจิกิจฉา และสัมปยุตกับอุทธัจจะ ได้แก่ความสงสัยไม่เชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และความฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่างๆ ทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันมากเหลือเกิน จะนำไปสู่ความเป็นสัตว์เดรัจฉานทั้งสองดวงหรือ?
ตอบ คำถามข้อนี้นับว่าดีจริงๆ เพราะว่าในการไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานด้วยอำนาจของโมหะ จะต้องเน้นให้เป็นการเด่นชัดลงไปเลยว่า โมหมูลจิตทั้ง ๒ นี้ นำไปสู่การเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ทั้ง ๒ ดวงหรือหาไม่
ผมขอตอบให้ท่านนักศึกษาได้โปรดจำไว้ด้วยว่า จิตใดก็ตามที่จะนำไปสู่การปฏิสนธินั้น จะต้องมีกำลังเพียงพอ ถ้ากำลังไม่เพียงพอแล้ว ก็จะให้ผลเมื่อปฏิสนธิ คือเกิดขึ้นมาเสียก่อนแล้วจึงให้ผลได้ในภายหลัง เรียกว่าให้ผลในปวัตติกาล (ให้ผลหลังจากเกิดแล้ว)
ในจำนวนจิตอกุศลทั้ง ๑๐ มีโลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ นั้น ถ้าทำลงไปครบองค์แล้วก็มีกำลังความสามารถส่งสัตว์ให้ไปเกิดได้ทั้ง ๑๐ ดวง แต่โมหมูลจิต ๒ ดวงนั้นต้องเว้นอุทธัจจะเสียดวงหนึ่งที่ให้ผลในปฏิสนธิกาลไม่ได้
ที่ว่าให้ผลในปฏิสนธิกาลไม่ได้นั้น ก็เพราะว่า อุทธัจจะซึ่งได้แก่ความฟุ้งซ่านนั้นมีกำลังอ่อน กำลังส่งจึงไม่พอ อกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง ต้องเว้นเสียดวงหนึ่งคงเหลือนำไปเกิดได้เพียง ๑๑ ดวงเท่านั้น
ถ้าท่านถามว่า ทำไมจึงมีกำลังอ่อน ผมก็จะตอบว่า เพราะจิตจับอารมณ์ไม่มั่นจึงมีกำลังอ่อน เวลานอนไม่หลับเกิดความฟุ้งซ่านมากๆ ก็จะเห็นได้ว่า จับอารมณ์ไม่มั่นอย่างไร เพราะจนดึกดื่นแล้วก็ยังลืมตาโพลงอยู่บนที่นอน ด้วยจิตวุ่นวายจับอารมณ์อะไรก็ได้ไม่มั่นคง ดังนั้น จึงมีอารมณ์ชัดเจนว่าเรื่องราวจริงๆ อย่างไรไม่ค่อยได้
โดย ศาลาธรรม [27 ธ.ค. 2550 , 09:18:31 น.] ( IP = 125.26.43.133 : : )
สลักธรรม 3
ถาม คำว่า ธมฺเม กงฺขติ ได้แก่ความสงสัยในพระธรรม และเฉพาะอย่างยิ่งคำที่ว่าไม่มี"กาล" นั้นหมายถึงอย่างไร?
ตอบ คำว่า ธมฺเม กงฺขติ นั้น ถ้าว่าตามหลักของสภาวธรรมแล้ว ก็ได้แก่โลกุตตรกุศลอันได้แก่มัคคจิต อันเป็นเหตุที่เกิดขึ้นมาประหารกิเลสให้เป็นสมุจเฉทนั้น เมื่อเกิดขึ้นมาขณะหนึ่งเท่านั้น ก็ดับลงไป และจิตดวงต่อไปจะต้องเป็นผลจิตที่เรียกว่า วิบาก ก็จะเกิดขึ้นติดต่อกันโดยทันที เรียกว่าอนันตรปัจจัย คือจะสืบต่อติดกันไปโดยไม่มีจิตใดมาคั่นกลางเลยเป็นอันขาด
ความสืบต่อของมัคคจิตกับผลจิตนี้ ย่อมแสดงว่า เหตุคือมรรคเกิดขึ้นแล้ว ผลคือวิบากจะเกิดขึ้นติดต่อกันไปโดยทันที หมายถึงการให้ผลของโลกุตตรกุศลนี้ ไม่ต้องคอยเวลาว่าจะเป็นชาตินี้ ชาติหน้า ไม่ต้องคอยเวลาว่าจะเป็นวันนี้วันหน้า หรือวินาทีนี้วินาทีหน้า หากแต่ผลนั้นเกิดขึ้นติดต่อกันในวิถีเดียวกัน ผลกรรมจะไม่มีกาลหรือเวลาที่จะต้องคอยเลย
อย่างไรก็ดี ก็มีผู้เอาไปใช้ในการให้ผลของโลกียกุศลกรรม คือการทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ว่าจะให้ผลเป็นอกาลิโกไม่มีกาลเหมือนกัน เรื่องนี้เป็นไปโดยอนุโลมเท่านั้น แต่ถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่ตรงต่อความจริงนัก เพราะว่า โลกียกุศลกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา บางอย่างไม่อาจให้ผลในชาตินี้เลยก็ได้ ไปให้ผลเอาชาติหน้า ปีหน้า หรือวันหน้าก็ได้
ทั้งนี้แม้จะถือว่า ชวนะดวงที่ ๑ จะให้ผลในปัจจุบันชาติ คือชาตินี้ก็จริง แต่ก็อาจจะยังไม่ให้ผล กลายเป็นอโหสิกรรมไปเสียก็ได้ เช่นทำกุศลกรรมแล้วก็เลยตายไปเป็นต้น
โดย ศาลาธรรม [27 ธ.ค. 2550 , 09:18:54 น.] ( IP = 125.26.43.133 : : )
สลักธรรม 4
ถาม ความประพฤติของคนในเวลานี้กับในอดีตเพียงไม่กี่ปีนั้นแตกต่างกันไกลลิบโดยเฉพาะในเรื่องของการทำบาป นั่นก็ย่อมจะแสดงว่า มนุษย์ทั้งหลายหาเรื่องใส่ตัว หาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อนโดยไม่รู้สึกตัวนั่นเอง ท่านอาจารย์คิดว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขให้รู้สึกตัวขึ้นมาได้ และเราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้มนุษย์ผีดิบที่กินเลือดของมนุษย์สดๆ หายไปจากโลกได้
ตอบ บุคคลเป็นอันมากที่เป็นคนดีมีศีลธรรม หรือคนไม่ดีไม่มีศีลธรรม ก็ล้วนต้องการความดีของผู้อื่น ล้วนต้องการความเป็นธรรมจากผู้อื่น ต่างก็ไม่อยากให้ผู้อื่นเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่ต้องการให้ผู้อื่นประพฤติไม่ดี ไม่มีศีลธรรมต่อตน แต่ทุกๆ คนต่างก็ทนต่ออำนาจลึกลับที่เรียกร้องอยู่เบื้องหลังไม่ไหว
อำนาจของโลภตัณหาที่ได้เคยสะสมเอาไว้มากระทบกระเทือนใจให้เกิดความทะยานอยากอยู่ร่ำไป ครั้นความทะยานอยากเหล่านั้นมีกำลังแก่กล้ามากขึ้นแล้ว อำนาจของความยับยั้งชั่งใจก็ลดลง คุณธรรมความดีทั้งหลายต่างก็พากันหนีจากไป
อกุศลกรรมทั้งหลายที่มนุษย์กล้าก่อให้เกิดขึ้น ก็ด้วยเหตุที่คิดว่าตนมีกำไร คิดว่าผลแห่งการเอารัดเอาเปรียบนั้น ตนจะได้รับความสุขจากผลกำไรเหล่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาขาดการพิจารณาโดยแยบคาย คือ "อโยนิโสมนสิการ" และอโยนิโสมนสิการนี้ ย่อมจะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยเหตุ ๕ ประการ คือ
๑. ปุพฺเพอกตปุญฺญตา ไม่ได้สร้างสมบุญไว้แต่ชาติปางก่อน
๒. อปฺปฏิรูปเทสวาส อยู่ในประเทศที่ไม่สมควร (ไม่มีสัปบุรุษ)
๓. อสปฺปุริสูปนิสฺสย ไม่ได้คบหาสนทนากับสัปบุรุษ
๔. อสทฺธมฺมสฺเสวน ไม่ได้ฟังธรรมของสัปบุรุษ
๕. อตฺตมิจฺฉาปณิธิ ตั้งตนไว้ผิด
ผู้กระทำอกุศลทั้งหลายย่อมอาศัยเหตุจากอดีตและปัจจุบันร่วมกัน ในเหตุ ๕ ประการนี้
ข้อที่ว่าไม่ได้สร้างสมบุญไว้แต่ชาติปางก่อนนั้นเป็นอดีตเหตุ และเพราะอดีตเหตุนี้เองจึงได้มาเกิด ณ ที่ๆ ไม่มีผู้รู้ที่จะอบรมสั่งสอน หรือมีแต่ก็ไม่เอาใจใส่ หรือเพราะผลของกรรมดีอันได้สร้างไว้ไม่พอนั่นเอง จึงได้พาให้ไปในสารทิศต่างๆ อันทำให้ไม่มีความสนใจในความดี หรือไม่มีอะไรจูงใจไปในทางที่ดี อันเป็นเหตุให้ตั้งตนไว้ผิดๆ
ในข้อที่ว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะให้การเบียดเบียนกันนี้ลดลง ทำให้พวกมนุษย์ที่ชอบกินเลือดสดๆ หรือเลือดแห้งๆ ของมนุษย์ด้วยกันเองน้อยเข้านั้น ก็จะต้องอาศัยการสร้างปัญญาเข้ามาประหาณความโง่เขลาเหล่านั้นให้ออกไปเสียบ้าง ให้เขาได้ทราบว่าการกินเลือดกินเนื้อผู้อื่นนั้น ย่อมจะขาดทุนย่อยยับอย่างไร ในที่สุดให้เขาได้เลิกคิดเลิกทำไม่ดีโดยตัวของเขาเอง
โดยสร้างสรรค์ให้เกิดความรู้ที่ถูกต้องขึ้นมาใหม่ ให้เขาได้ทราบความจริงของเรื่องชีวิตว่า ชีวิตนั้นคืออะไร ตายแล้วจะไปเกิดอีกได้หรือไม่ การกระทำอะไรลงไปโดยขาดคุณธรรมความดี เพราะเห็นแต่จะได้นั้น เป็นการสร้างหนี้สินให้เพิ่มขึ้นมากมาย อันจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระเสียมิได้ บางทีก็ต้องใช้ชีวิตชำระหนี้ไป ซึ่งบรรดาผู้รู้เห็นว่าเป็นการขาดทุนเหลือหลาย เพราะผลของการกระทำจะต้องปรากฏขึ้นในชาตินี้นิดหน่อย บางทีก็ไม่ปรากฏชัดแจ้งอย่างไร แต่จะได้รับผลกรรมของตัวเองในชาติหน้าๆ มากมายนัก ไม่สาสมหรือไม่คุ้มกันเลยกับการที่ได้ลงทุนทำลงไป
โดย ศาลาธรรม [27 ธ.ค. 2550 , 09:19:16 น.] ( IP = 125.26.43.133 : : )
สลักธรรม 5
อ่านแล้วชอบจังที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า....ธรรมดาความโง่ ความหลง ไม่มีความเข้าใจในสภาวธรรมนั้น มีอยู่ในสันดานของสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว ย่อมจะไม่ต้องการให้ใครๆ มาชวนให้โง่ให้หลงอีกก็ได้ เพราะหลงอยู่โดยตนเองด้วยตนเองตลอดเวลามานานแล้ว
เป็นการย้ำชัดให้เห็นได้ว่า เราโง่เอง ไม่มีใครมาชวนให้โง่ให้หลงได้
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
กราบขอบพระคุณ..คุณศาลาธรรมที่นำมาให้อ่านเป็นประจำค่ะ
โดย พี่ดา [27 ธ.ค. 2550 , 10:14:12 น.] ( IP = 124.121.172.252 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |