มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๑๘)







คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๑๘)

ตอนที่ผ่านมา

ถาม เมื่อยังไม่ได้เรียนธรรมะนั้น จะทำอะไรก็ทำได้ตามสบาย จะเดินไปทางไหนก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเหยียบสัตว์ตาย จะเข้าห้องน้ำก็ไม่ต้องคิดอะไร ผมเชื่อว่าบาปคงจะไม่เกิด เพราะไม่ได้ตั้งใจจะทำให้สัตว์ตาย

แต่บัดนี้ ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะเข้าแล้ว ก็ให้เกิดความยุ่งยากลำบากขึ้น เพราะเดินในที่บางแห่งกลัวว่าจะไปเหยียบเอาสัตว์ตัวเล็กๆ เข้า แม้เข้าห้องน้ำพบมดหลายตัว ก็ต้องลำบากไล่มันกว่าจะออกไปได้เพราะบางทีมันก็ดื้อ

เมื่อความลำบากยุ่งยากใจเกิดขึ้นเช่นนี้ ไม่เป็นอกุศลดอกหรือ ถ้าเช่นนั้นไม่เรียนธรรมะเสียเลยจะไม่ดีหรือ?

ตอบ ผมก็เห็นจริงตามที่ท่านได้ถามมา ในเรื่องความลำบากจะต้องเกิดขึ้นบ้างเมื่อได้เรียนธรรมะไปแล้ว เพราะจะต้องมีความสังวรณ์ระวังผิดกว่าเมื่อตอนไม่ได้เรียน

ความจริงที่เห็นได้ง่ายๆ จากการที่ไม่เข้าใจสภาวธรรมก็คือ เดินไปไหนไม่ต้องมีความระวังว่าจะไปเหยียบสัตว์ตาย เข้าห้องน้ำบางทีก็ไม่ได้สังเกตว่ามีมดอยู่บ้างหรือเปล่า เสร็จธุระแล้วก็ออกมา ดังนั้น บาปที่เกิดจากการไปเหยียบสัตว์หรือจากการเดินการเข้าห้องน้ำก็ไม่มี เพราะไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะมีสัตว์อะไรบ้างหรือเปล่า เจตนาจะฆ่าสัตว์จึงมิได้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ท่านนักศึกษาพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นว่า เราไม่ได้เกิดบาปก็จริง แต่เราก็ไม่เกิดบุญด้วยเหมือนกัน

ส่วนผู้ที่เรียนธรรมะต้องได้รับความลำบากใจขึ้นบ้าง แต่ก็ได้บุญอยู่เสมอ ส่วนอกุศลนั้น ถ้าจะนับก็เป็นอกุศลจิต แต่เป็นอกุศลเล็กน้อย และเล็กน้อยมาก เพราะว่าอกุศลนี้เป็นปัจจัยให้เกิดกุศล

กุศลผลบุญบางชนิด ถ้าบาปไม่เกิดเสียก่อนแล้ว บุญที่ว่านั้นก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้ เพราะบุญชนิดนี้ต้องอาศัยบาปเป็นปัจจัย คืออาศัยบาปมาเป็นตัวสนับสนุนให้บุญเกิด ด้วยเหตุนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้สอนให้กระทำให้มากให้กระทำอยู่เสมอ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็สอนกันอยู่ทั่วไป นั่นก็คือความกรุณา

โดย ศาลาธรรม [3 ม.ค. 2551 , 08:53:08 น.] ( IP = 125.26.38.234 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ความกรุณาคืออะไร? ความกรุณาก็ได้แก่ความสงสารสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากหรือลำบากต่างๆ แล้วมีจิตคิดช่วยเหลือให้พ้นไปจากความทุกข์ยากลำบากนั้น แต่ความกรุณาจะเกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยอาศัยหลัก ๓ ประการ คือ

๑. ต้องมีสัตว์อยู่เฉพาะหน้า
๒. สัตว์นั้นต้องมีความทุกข์
๓. บาปหรืออกุศลจะต้องเกิดขึ้นมาก่อน

ความกรุณาที่จะเกิดขึ้นมาได้นั้นจะต้องอาศัยหลักทั้ง ๓ ประการดังกล่าว จะขาดไปเสียประการใดประการหนึ่งไม่ได้เลยเป็นอันขาด เพราะถ้าขาดไปเสียแล้ว จิตที่เกิดขึ้นมานั้นจะเรียกว่าเป็นความกรุณาไม่ได้ และกุศลจิตจากความกรุณาก็ไม่เกิดด้วยเหมือนกัน แต่เหตุไฉนเล่า จึงได้กำหนดกฏเกณฑ์เอาไว้เช่นนี้ ขอให้ลองพิจารณาดูให้ดี

๑. ที่ว่าต้องมีสัตว์มาอยู่เฉพาะหน้านั้น หมายความว่า กุศลทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้โดยไม่ต้องมีสัตว์มาอยู่เฉพาะหน้าเลย เช่นการระลึกถึงกุศลที่ได้ทำไปแล้ว เช่นไปทอดกฐินหรือการไปฟังธรรมะ รักษาศีลหรือปฏิบัติวิปัสสนา เหล่านี้เป็นต้น มิได้มีสัตว์อะไรมาอยู่ต่อหน้าเลย กุศลก็เกิดได้

สำหรับความกรุณานั้นจะต้องมีสัตว์อยู่เฉพาะหน้า เช่น เป็นคนหรือเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตาม แต่ที่ว่าอยู่เฉพาะหน้านั้น มิได้หมายความว่า จะต้องมีสัตว์มาอยู่ต่อหน้าต่อตาจริงๆ ตามถ้อยคำ (เช่นตาเห็น) ก็ได้ อาจได้ยินเสียงสัตว์ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด หรือระลึกถึงสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากต่างๆ เกิดจากความคิด ก็เป็นต่อหน้าได้เหมือนกัน

๒. ต้องเป็นสัตว์ที่มีความทุกข์ ข้อนี้หมายความว่า ถ้าสัตว์นั้นไม่มีทุกข์แล้ว ความกรุณาจะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย เช่นเห็นคนนั่งรถยนต์เก๋งส่วนตัวราคาแพงมาหา หรือเห็นสัตว์เช่นสุนัขที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ ขนปุกปุยน่ารักเดินมา เราก็จะเกิดความกรุณาไม่ได้แน่ ไม่เหมือนกับคนง่อยเปลี้ยเสียขา หรือสุนัขที่หิวโหยอดโซเดินเข้ามาหา เราก็จะเกิดความสงสารอยากจะช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้

ด้วยเหตุดังนี้เอง ท่านนักศึกษาสังเกตดูให้ดีก็จะเห็นว่า ขอทานที่ร้องขออยู่นั้นจะพยายามเอาส่วนที่พิกลพิการของตนออกมาอวด เขาจะพยายามแสดงถึงความทุกข์ยากลำบาก หรือร้องขอสตางค์ด้วยเสียงละห้อยให้น่าสงสาร ยิ่งทำให้น่าสงสารได้เท่าใดก็จะได้สตางค์มากเท่านั้น เพราะผู้ได้พบเห็นเกิดความกรุณาด้วยสัตว์ที่มีทุกข์มาอยู่ต่อหน้า แต่ถ้าขอทานคนใดแต่งตัวโก้ และไม่แสดงให้เห็นทุกข์แล้ว ขอทานคนนั้นก็จะหาอาชีพทางขอทานไม่ได้แล้วจะต้องอดตาย

โดย ศาลาธรรม [3 ม.ค. 2551 , 08:53:38 น.] ( IP = 125.26.38.234 : : )


  สลักธรรม 2




๓. บาปหรืออกุศลต้องเกิดเสียก่อน ความกรุณาจึงจะเกิดได้ ในข้อนี้ผมขออธิบายโดยตั้งคำถามกับท่านนักศึกษาสักหน่อยว่า เมื่อท่านได้พบคนที่กำลังมีทุกข์แสนสาหัส หรือท่านได้พบสัตว์ที่อดอยากหิวโหยทรมาน ใจของท่านรู้สึกอย่างไร ท่านจะยิ้มแย้มแจ่มใสได้หรือ จิตใจของท่านไม่เศร้าหมองดอกหรือ และเมื่อใจเศร้าหมองแล้ว ไม่เป็นบาปอกุศลหรืออย่างไร แต่ยิ่งเศร้าหมองมาก ความกรุณาก็จะเกิดมากเสียอีก

ดังนั้น ก็จะเห็นว่า ความกรุณาจะเกิด จิตใจจะต้องเศร้าหมองทุกข์ครั้งไป เพราะอกุศลเป็นปัจจัยให้ความกรุณาเกิดขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ดี อกุศลที่เป็นปัจจัยดังกล่าวมานี้ เป็นอกุศลเบ็ดเตล็ดเล็กๆ น้อยๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้มีความกรุณา

ตามที่ผมได้บรรยายมานี้ ท่านทั้งหลายสงสัยจะลองดูก็ได้ หรือเดินไปตามที่ต่างๆ แล้วคอยสังเกตดูก็จะเห็นได้ไม่ยากอะไร แล้วก็จะทราบความจริงว่า อันความกรุณาจะมีขึ้นมาได้นั้น จะขาดหลักการที่ได้วางเอาไว้แม้แต่ข้อเดียวก็ไม่ได้

ดังนั้น ท่านที่ได้เรียนธรรมะแล้ว ได้เกิดความยุ่งยากลำบากใจบ้างนั้น ความยุ่งยากลำบากใจหรือความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นมาก็เพราะความสงสารสัตว์ที่กำลังมีทุกข์จะตายเสียเปล่าๆ จึงได้ช่วยเอาไว้ หรือไม่กล้าเหยียบย่ำลงไป กุศลจิตจากความกรุณาจะเกิดขึ้น ยิ่งลำบากบ่อยๆ กุศลก็เกิดบ่อยๆ แต่ผู้ไม่ได้เล่าเรียนธรรมะจะเดินไปไหนหรือจะแวะเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้สังเกตอะไร บาปอกุศลก็ไม่เกิดขึ้นเลย แต่บุญจากกรุณาก็มีขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอให้ท่านทั้งหลายจงได้พิจารณาดูว่า ควรจะเรียนธรรมะหรือหาไม่ เพราะนอกจากจะได้กุศลจากความกรุณาเป็นประจำแล้ว ยังทำให้เบาสบายคลายจากความทุกข์ ได้ไปเกิดเป็นคนมีปัญญา สามารถพาชีวิตของตนให้พ้นจากขวากหนามได้ง่ายยิ่งขึ้น บัดนี้ ผมก็ได้แก้ปัญหาของท่านแล้ว การปฏิบัติอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของท่านว่าจะเอาอย่างไหน แล้วก็เชิญปฏิบัติได้ตามอัธยาศัย

โดย ศาลาธรรม [3 ม.ค. 2551 , 08:54:05 น.] ( IP = 125.26.38.234 : : )


  สลักธรรม 3




ถาม ผมได้เคยเพียรพยายามที่จะให้ญาติมิตรมีโอกาสที่จะศึกษาเรื่องของชีวิต ได้อธิบายถึงความมีประโยชน์อันมหาศาลที่จะได้รับ ได้ชักชวนให้เขาบังเกิดความเอาใจใส่ด้วยวิธีการต่างๆ แต่ก็ยากที่เขาเหล่านั้นจะบังเกิดความสนใจ บางทีก็หัวเราะเยาะให้เสียด้วยซ้ำ โดนเข้าเช่นนี้บ่อยๆ ผมก็ชักเข็ดไปเอง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกล้าชวนใครให้มาเรียนเสียแล้ว

ตอบ จิตใจของปุถุชนนั้นแตกต่างกันมาก แล้วแต่การอบรมสั่งสมมาตั้งแต่ในชาติอดีตและในชาติปัจจุบัน หรือแล้วแต่เขาจะเข้าไปตกอยู่ท่ามกลางของสิ่งแวดล้อมอะไร บางคนก็ชอบอย่างนี้ บางคนก็ชอบอย่างนั้น ความสันทัดจัดเจนที่เคยฝึกฝนไว้ ก็ย่อมจะแสดงออกมาให้ได้เห็นอยู่เสมอตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ไม่ว่าในวิชาอะไร ครูที่สอนเด็กอยู่หน้าชั้น ครูที่คลุกคลีอยู่กับเด็กอย่างใกล้ชิด ก็ย่อมจะทราบได้ดีว่าเด็กคนไหนชอบวิชาอะไรเป็นพิเศษ เด็กคนไหนไม่ชอบอะไรจริงๆ

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงต้องระลึกไว้ข้อหนึ่งเสมอว่า จะยัดเยียดสิ่งใดให้แก่ใครนั้นอย่าไปคิดว่าผู้อื่นเขาจะเหมือนเรา ผู้อื่นเขาจะยอมรับได้ง่ายๆ ถ้าหากว่าไม่ตรงต่ออัธยาศัยของเขา เหมือนคนไม่ชอบเล่นดนตรี ถึงจะเคี่ยวเข็ญอย่างไรก็เล่นเก่งไม่ได้ แม้เราเองก็อาจจะเพิ่งเคยชอบธรรมะเอาเมื่อโตมากแล้ว

ถ้าหากว่าเราได้ทำความเข้าใจเอาไว้เสียก่อนดังนี้แล้ว เราก็จะได้ไม่เล็งผลเลิศจนเกินไป จะพยายามทำเท่าที่จะทำได้ ได้ประโยชน์น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เสียเลย หาทางพูดหาทางเสนอแนะต่างๆ หรือให้หนังสือ ให้เขาได้มีปัญญาบารมีติดตัวไปชาติหน้าสักหนึ่งในร้อยในพันก็ยังดี คนที่สิ่งแวดล้อมหรือการอบรมในอดีตมิได้ช่วยสนับสนุนแล้วได้เท่านี้ก็ดีถมไป

โดย ศาลาธรรม [3 ม.ค. 2551 , 08:54:53 น.] ( IP = 125.26.38.234 : : )


  สลักธรรม 4




ผมเองก็โดนเขาว่ากล่าวจนแทบจะถอยออกมาหรือเลิกชักชวนคนอื่นเสียหลายหน แล้วคนที่ชอบๆ กันบางคนพูดโดยไม่เกรงใจ หาว่าบ้าคลั่งศาสนาก็มี เราก็ต้องพิจารณาตัวเองบ้างเหมือนกัน เพราะอาจพูดมากไปสักหน่อย หรือไม่ถูกกาลเทศะก็ได้

ด้วยเหตุนี้จึงต้องหาหนทางอันแยบคายเสียใหม่ บางทีก็ใช้คำว่าศาสนาไม่ได้ บางทีก็ใช้คำว่าธรรมะไม่ได้ เราก็ต้องพูดไปในทางที่เป็นธรรมชาติ ว่าเรื่องจิตใจ ว่าเรื่องวิญญาณไปตามแบบโลกๆ ว่าเรื่องของชีวิตไปตามคนสมัยใหม่เขาพูดกัน แต่สอดแทรกเหตุผลจากสภาวธรรมเข้าไปด้วย ข้อสำคัญต้องค่อยๆ ศึกษาวิธีการถ่ายทอดและผู้รับให้ดีๆ แล้วก็ค่อยๆ แก้ไขไปตามความเหมาะสม ด้วยปรารถนาดีต่อเขาทุกประการ

ท่านไม่ต้องกลุ้มใจหรือเสียใจว่าชักชวนเขาไม่สำเร็จ เพราะแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง ยังถูกคนแลบลิ้นหลอก เมื่อพระองค์กล่าวว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

บางทีเราชักชวนญาติมิตรให้มาเดินในหนทางอันประเสริฐนี้ยังไม่สำเร็จก็อาจจะไม่ใชเพราะเราผู้ชักชวน อาจจะเป็นเพราะเขายังไม่เคยได้อบรมปัญญาบารมีมาเลยในอดีต จึงไม่มีอดีตกุศลกรรมในทางนี้หนุนหลังเลย ถ้าเช่นนั้นก็จำเป็นต้องหาทางให้เขาได้รู้นิดรู้หน่อยเท่าที่จะทำได้ในวิธีการใดๆ ก็ตาม ให้เขาได้มีสิ่งที่หาค่ามิได้นี้ติดตัวไปชาติหน้าบ้าง ดีกว่าที่จะไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

นอกจากนี้ บางทีผู้ที่รับเรื่องราวจากสภาวธรรมยังไม่ไหว ก็มาจากกุศลของเขายังไม่เกิด จิตใจยังยุ่งอยู่ด้วยอำนาจของอกุศลกรรมที่เข้ามาพัวพัน วันดีคืนดีเมื่อใด ลมอาจจะหวนกลับก็ได้ เรื่องนี้ผมเคยพบบ่อยๆ เช่นให้หนังสือไปตั้งปีหรือสองปีแล้วจดหมายมาบอกว่า เพิ่งได้อ่านเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง แล้วถามหาเล่มต้นๆ หรือเข้ามาค้นหาวุ่นวาย บางคนมารับสารภาพว่า โอกาสเพิ่งจะเปิดให้ และบางคนก็ว่า เพิ่งรู้ว่าการศึกษาเรื่องชีวิตจากปรมัตถปิฎกมีประโยชน์เดี๋ยวนี้เอง เมื่อก่อนใครมาชวนผม ผมกลับไปดูหมิ่นเขา

โดย ศาลาธรรม [3 ม.ค. 2551 , 08:55:12 น.] ( IP = 125.26.38.234 : : )


  สลักธรรม 5




ถาม เรื่องของความเห็นผิดนั้น ผมได้ยินแต่พูดถึงผู้ที่มีความรู้ทางโลกดี มีความเฉลียวฉลาด มีเหตุผลเป็นของตนเอง ดังนั้น จึงได้มากไปด้วยความคิดเห็น แต่มักจะมีความเห็นผิดในเรื่องของชีวิต โดยอาศัยความรู้ของตนที่ยึดถือว่าวิเศษนั้นเข้ามาหักล้างทำลาย หรือไม่ยอมลดตัวลงมาค้นคว้าหาความจริง เพราะเห็นว่า พระพุทธศาสนานั้นมีเอาไว้สอนศีลธรรม มีเอาไว้หลอกคนที่ไม่ค่อยฉลาดให้ไม่กล้ากระทำผิดเพราะสอนให้กลัวจะไปตกนรก แล้วในขณะเดียวกัน ก้เอาสวรรค์มาล่อใจให้กระทำแต่ความดี

เรื่องนี้ผมก็พอเข้าใจ เพราะได้เห็นมาหลายรายแล้ว แต่ผมอยากจะทราบเพิ่มเติมอีกสักหน่อยว่า คนโง่ๆ เล่าขอรับ คนที่ไม่ค่อยได้ศึกษาอะไร หรือมีพื้นฐานความรู้น้อยแล้ว จะมีความเห็นผิดประการใดหรือไม่

ตอบ ผมขอขอบคุณที่ได้ถามเรื่องนี้ เป็นการถามที่ตรงต่อเป้าหมาย และควรที่จะถามอย่างยิ่ง คนที่มีพื้นฐานความรู้น้อย หรือคนที่ไม่ค่อยจะเฉลียวฉลาด ก็ย่อมจะมีความคิดเห็นที่ผิดได้เหมือนกัน เพราะถ้าในอดีตเป็นผู้ที่มีความเห็นผิดๆ เป็นพื้นฐานของจิตใจแล้ว ความเห็นที่ถูกต้องก็ย่อมจะเกิดได้ยากมาก ถ้ายิ่งได้สั่งสมอบรมมาหลายๆ ชาติด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะเหนียวแน่นยิ่งขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีการศึกษาดี มีความรู้มาก มีประสบการณ์ที่ผ่านมากว้างขวาง ถ้ามีความเห็นผิดแล้วก็ยิ่งจะยากที่จะแก้ไข เพราะเขาจะเอาความรู้ที่ได้มาใหม่ๆ เหล่านั้นเข้ามาหักล้างทำลาย เราเหตุผลตื้นๆ ของตนเองเข้ามาทับถม ยิ่งเป็นนผู้ที่มีอดีตเป็นคนมีมานะ คือชอบยกตัวถือตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะหนักแน่นยิ่งขึ้น เพราะจะเห็นว่าความคิดเห็นของตนถูกคนเดียว ของคนอื่นผิดหมด และบางทีก็ขยายความเห็นผิดๆ ของตนนั้นได้กว้างขวางออกไปเสียด้วย ผมก็ได้เคยพบมาหลายราย

ที่ผมตอบไปนั้นหมายถึงคนที่ไม่ค่อยฉลาด ไม่ค่อยมีพื้นฐานของการศึกษามาให้มากพอสมควร แต่มิได้หมายถึงบุคคลที่ถูกครอบงำอยู่ด้วยโมหะ เพราะเมื่อความโง่ความหลงเข้าครอบงำแล้ว ความคิดเห็นอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น ไม่ทราบเรื่องของกรรมและผลของกรรม ไม่สนใจในเรื่องตายแล้วจะไปเกิดหรือไม่ ผมก็ขอตอบย่อๆ เพียงเท่านั้น หวังว่าคงจะทำให้ท่านทั้งหลายพอจะเข้าใจ


โดย ศาลาธรรม [3 ม.ค. 2551 , 08:55:32 น.] ( IP = 125.26.38.234 : : )


  สลักธรรม 6


แม้คำถาม-ตอบจากท่านอาจารย์บุญมีนี้จะมีมานานหลายปีแล้วแต่ก็ดูไม่ล้าสมัยเลย เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังได้ยินคำถามเช่นนี้บ่อยๆ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ

กราบขอบพระคุณ คุณศาลาธรรมมากค่ะ ที่เพียรนำมาให้อ่านเป็นประจำ.....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [3 ม.ค. 2551 , 12:55:23 น.] ( IP = 124.121.174.193 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org