มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๘









ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๘


ทำชีวิตให้มีค่า............ทำเวลาให้มีประโยชน์
ทำดีตลอดไป..............ปลอดภัยเสมอ

ด้วยรัก

จาก พ่อเสือ






วันนี้ที่บนกระดานดำมีถ้อยคำที่เหมือนเป็นคำขวัญเขียนไว้สองบรรทัด ที่แต่ละคนอ่านแล้วก็อาจคิดไปต่างๆ นานา ซึ่งท่านอาจารย์ก็ยังไม่ได้มีคำอธิบายใดๆ เพราะพิธีการสำคัญประจำวันอาทิตย์ยังไม่ได้ดำเนินการให้เรียบร้อย นั่นก็คือการสวดมนต์ทำวัตรเช้าบูชาพระรัตนตรัยอันเป็นสิ่งมงคลและเป็นที่พึ่งสูงสุดของชีวิต ท่านอาจารย์จึงได้นำทุกคนทำกิจแห่งความเป็นมงคลเสียก่อน โดยท่านได้เริ่มอบรมใจให้ทุกคนว่า ...

"สัปดาห์นี้เป็นวันสุดสัปดาห์แรกของการเริ่มต้นศักราชใหม่ ..ขอให้ใช้ชีวิตของทุกท่านเป็นไปด้วยความรอบคอบประกอบไปด้วยคุณธรรม และเราจะมาพร้อมใจกันเริ่มต้นวันอาทิตย์แรกของปีด้วยการทำดีให้พร้อมทั้งกาย วาจา และใจ

และการทำความดีให้ถึงพร้อมนั้นจะต้องมีสิ่งที่เลือกทำ ถ้าหากเราไม่เลือกทำแล้ว การทำดีให้ถึงพร้อมก็เกิดขึ้นได้ยาก บางครั้งเช่นเราใส่บาตร อาจจะดีทางกาย ดีทางวาจา แต่ไม่ได้ดีทางใจ เพราะใจเราก็จะคิดฟุ้งซ่านหรือนึกไปว่า เอ้อ! ข้าวเยอะแล้ว บาตรเต็มแล้ว ทำไมพระยังไม่มาเลย เราก็หงุดหงิดได้ เพราะฉะนั้นเราจะรักษากาย วาจา ใจ ให้ อยู่ในกุศลคุณงามความดีคือเป็นไปด้วยความดีพร้อมนั้น จึงต้องเลือกทำ และการเลือกนั้นจะต้องรอบรู้ด้วยว่า สิ่งใดที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับชีวิต

เช้าวันนี้เราทุกคนได้เลือกที่จะมานั่งหน้าองค์พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลือกที่จะสงบกาย และใช้วาจากล่าวพระบาลีบทสวดมนต์ เมื่อมีความพร้อมน้อมไปในการงานที่ตั้งใจที่จะสวดมนต์ ความดีเช่นนี้จึงเกิดขึ้นพร้อมกับความเป็นสิริ เป็นมงคล เป็นของขวัญของตนเอง

การที่จะรอรับของขวัญที่ดีที่สุดจากใครนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าบางครั้งสิ่งที่เขาให้สิ่งที่เขาหยิบยื่นให้นั้น อาจจะดีสำหรับเขาแต่ไม่ดีสำหรับเรา เช่น มีคนซื้อรถให้หนึ่งคัน แต่เราขับรถไม่เป็น และฐานะความเป็นอยู่ของเราก็ไม่เหมาะสมกับรถนั้น ก็จะเห็นได้ว่า เราก็ไม่สามารถรับสิ่งนั้นมาให้เกิดประโยชน์ ได้

เราได้เรียนธรรมะมาแล้วก็รู้ว่า เรามีชีวิตและเราก็ต้องตาย ตายแล้วก็ต้องเกิดต่อไป ดังนั้น การที่เราจะเลือกอะไรให้กับชีวิตที่ต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะผลที่จะตามมาก็คือความดีและความชั่ว กุศลและอกุศลเท่านั้น

การที่เราเลือกที่จะสร้างสิริมงคลให้กับตนเองในเช้าวันนี้ ด้วยการมาตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดีน้อมนำกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในท่ามกลางความศักดิ์สิทธิ์ และสร้างบุญญฤทธิ์ให้เกิดขึ้นที่ตนเอง เมื่อพร้อมเพรียงกันแล้วขอให้ตั้งใจแล้วกราบ ๓ ครั้ง หน้าองค์พระปฏิมาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพนบนอบแล้วสวดมนต์ทำวัตรเช้าตามลำดับต่อไป"

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:44:35 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




และเมื่อเสร็จสิ้นจากการสวดมนต์ทำวัตรเช้า การสวดสรภัญญะภารสุตคาถา และพุทธมังคลคาถาแล้ว ท่านอาจารย์ได้นำทุกคนกล่าวคำแผ่เมตตาและนำการอธิษฐานเพื่อเข้าสู่ปีใหม่ว่า

" ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ นี้ ข้าพเจ้าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการทำความดี หาสิริ หามงคล ให้กับตนเอง จะใช้เวลาให้มีประโยชน์ ละโทษอกุศลทั้งหลาย ให้หมดไปจากชีวิตจะไม่ติดอยู่ในสุข จะไม่ทุกข์กับเรื่องราวอย่างมาก จะทำใจให้จำพรากจากโทมนัสและอภิฌชาให้มากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าจะทำได้ เพื่อสร้างทางแห่งมรรคผลนิพพาน เกิดขึ้นกับชีวิตได้โดยเร็ว "

หลังจากนั้นท่านอาจารย์ได้กล่าวสวัสดีปีใหม่กับทุกคนว่า ..

กราบสวัสดีปีใหม่ทุกท่าน วันนี้เราก็ได้สวดมนต์ทำวัตรเช้าสร้างสิริมงคลให้กับชีวิตเพื่อจะได้เกิดประโยชน์มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ..เราไม่สามารถรอรับของขวัญที่มีค่าและประเสริฐได้จากใครเลย นอกจากทำให้เกิดขึ้นที่ตนเอง

ชีวิตคนเรานั้นไม่เหมือนกัน และสิ่งที่เป็นไปในชีวิตก็ไม่เหมือนกันเพราะอำนาจของกรรมที่ต่างทำกันมา แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ทางสายใหม่ที่จะปรับชีวิตที่แตกต่างกันนี้ให้เหมือนกันได้ คือเส้นทางที่ทุกคนสามารถขับเคลื่อนตนเองให้มีความเป็นพระโสดาบันเกิดขึ้นมาในชีวิตของเราได้

ชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดมาไม่ว่าจะต่ำต้อยอย่างไรหรือสูงส่งเพียงไหนก็มีความแปรเปลี่ยนมาตลอด เดี๋ยวเกิดในสุคติ เดี๋ยวเกิดในทุคติ เป็นผู้หญิงบ้าง เป็นผู้ชายบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง ลงนรกบ้าง ขึ้นสวรรค์บ้าง เป็นพรหมบ้าง โคจรเปลี่ยนไปด้วยอำนาจกรรม ซึ่งจะสะดุดหยุดลงจนเหลือชาติเกิดน้อยที่สุดก็ต่อเมื่อได้เป็นพระโสดาบัน ดังนั้น ทางที่พระพุทธเจ้าทรงปรับระดับให้ชีวิตของสัตวโลกนั้นจึงมีความเสมอภาคกันด้วยการศึกษาและการปฏิบัติ

การศึกษาทำให้เรามีความรู้ คือรู้ว่าเรามาจากไหน เราคือใคร เราจะไปไหน ได้รู้ว่าช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดก็คือในขณะที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ได้รู้ว่าชีวิตคืออะไรกันแน่ เพราะถ้าไม่ศึกษาแล้วเราก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตคืออะไร เมื่อไม่รู้แล้วก็คงต้องอาศัยชีวิตให้เป็นไปตามพฤติกรรม ตามวิบาก

ใช้ชีวิตเป็นไปตามพฤติกรรมของชีวิตก็คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เหยียด คู้ ขับถ่าย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทุกคนมีเหมือนกันหมด แต่ในความเป็นพฤติกรรมนั้นมีอำนาจของวิบากกรรมที่เราทำมาเองคือดีและชั่ว จึงทำให้แต่ละคนมีความรู้สึกแตกต่างกันออกไป และได้รับในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป จนเกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจซึ่งห้ามกันไม่ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น เรานั่งคุยกันอยู่นี่ เดี๋ยวเราก็พอใจที่จะคุยกัน เดี๋ยวเราก็ไม่พอใจ ซึ่งก็เป็นกันทุกคนเพราะสิ่งเหล่านี้เหนือการบังคับบัญชาของใครแม้กระทั่งตนเอง

เราบังคับบัญชาไม่ได้ก็เพราะจิตใจของเราไม่เที่ยงแท้ ปรวนแปร วิปริตอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตนี้มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อยู่กับอะไรนาน ๆ ก็เบื่อ สุขนาน ๆ ก็เบื่อ ทุกข์นาน ๆ ก็เบื่อ เพราะความเบื่อคืบคลานเข้ามาสู่จิตใจได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ซอกมุมไหน แม้แต่ห้องกรรมฐานที่เรากำลังปฏิบัติอยู่ก็เช่นเดียวกัน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:47:16 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : )


  สลักธรรม 2



ทำไมคนเราจึงแตกต่างกันออกไปในการได้รับสิ่งต่างๆ ทำไมเราจึงได้รับไม่เหมือนกันเลย ก็เพราะกรรมที่เราทำแตกต่างกันทั้งอดีตกรรมและปัจจุบันกรรม

ถ้าอดีตกรรมเราทำมาดี สิ่งที่กำลังส่งผลมาให้รับก็คือของขวัญ เมื่อประสบจังหวะเหมาะสมก็จะให้ผลทันที คือได้รับสิ่งที่ดี ประกอบกับปัจจุบันเหตุวางตนเองไว้ดี มีสัมมาคารวะ มีการอ่อนน้อมถ่อมตน มีเมตตากรุณา ซึ่งก็คือทำพานที่ตั้งไว้เพื่อรอรองรับของไว้ดี ของดีที่ได้รับจึงไปตั้งอยู่ในสิ่งที่สวยงาม

บางคนก็ฉงนสนเท่ห์ว่าทำไมคนนั้นได้รับแต่ของดี แล้วคนที่ให้นั้นก็แทบจะคลานมาให้ ยกตัวอย่างที่ทุกคนเห็นได้ชัด เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ พระองค์ท่านได้รับแต่สิ่งที่ดีทั้งสิ้น และผู้ที่ไปทูลเกล้าฯถวายนั้น ก็ต้องแต่งกายเรียบร้อยหมอบกราบคลานเข้าไปเพื่อจะถวาย

บางท่านเตรียมตัวรอคอยเพื่อจะเข้าทูลเกล้าฯถวายมาเป็นเวลาหลายปี กว่าจะถึงลำดับที่จะได้เข้าเฝ้า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าบุญของพระองค์ท่านมีมากเหลือล้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน

สำหรับคนทั่วไปนั้นบางคนก็ได้ของดีเหมือนกัน แต่เป็นของดีที่ได้รับจากการโยนให้ก็มี ฉะนั้น เราเมื่อได้ศึกษาเรื่องกรรมแล้วก็เข้าใจว่ากรรมนี้มีอำนาจ แต่ไม่ต้องถึงไปขนาดไปบูชากรรม เพราะสิ่งที่เราควรบูชาคือ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า แต่ถ้าเราบูชากรรม ..เราต้องเกิดอีกอย่างแน่นอน เพราะเรากำลังสร้างทางการเวียนว่ายตายเกิด เราจึงควรบูชาพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งของชีวิตเท่านั้น

ในเรื่องราวของชีวิตในวันปีใหม่ปีนี้ สิริและมงคลที่เราจะหาให้ตัวเองนั้นก็คือความรู้ชอบกับการประกอบไปด้วยคุณงามความดี ที่เรียกว่าความรู้ที่ชอบธรรม ก็คือความรู้ที่เราจะรักษากาย รักษาวาจา รักษาใจของเราให้ดี และจะรักษาได้อย่างไร? ก็คือการที่เรานำความรู้ทีได้จากการเรียนนั้นมาทำ นำเอาปริยัติมาปฏิบัติ จึงจะเป็นการนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สิ่งเหล่านี้จึงจะเป็นของขวัญสำหรับตัวเองได้เป็นอย่างดี

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:48:53 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : )


  สลักธรรม 3



เมื่อมองดูพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ เราก็จะได้เห็นว่าสัญญาณอย่างหนึ่งจากการแต่งกาย นั่นคือ สีดำสัญญาณของการไว้ทุกข์ ในโลกนี้ไม่เคยมีคำจำกัดความว่า สีไว้สุข มีแต่สีไว้ทุกข์ เพระถ้าเป็นสีไว้สุขก็ต้องมีสีเดียว แต่ความจริงก็คือแต่ละคนชอบไปสารพัดสีทั้งชมพูทั้งเหลืองทั้งเขียว นั่นคือสีตามใจกิเลสตามเหตุและไหลกันตามไป แต่เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นสัญลักษณ์ก็คือสีขาวดำ

เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้สิ้นพระชนม์ลง ความโศกาอาดูรมีทั่วประเทศไทย และในขณะเดียวกันก็ทำให้เรามองสะท้อนได้ว่า เราก็มีความตายเป็นของธรรมดา และเราเองนั่นแหละที่มีวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว

เราจึงชะล่าใจไม่ได้ หรืออยู่ไปตามยถากรรมไม่ได้แล้ว เพราะความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมายไม่มีขีดคั่นอายุ เราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ ตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ นี่คือความมืดมนของชีวิตแต่ละคน

เราจะตายเมื่อไร ? เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบเราได้ เราอาจจะอยู่บ้านทุกวัน แต่พอออกไปเทขยะ อาจจะตายตรงถังขยะนอกบ้านก็ได้ ใครจะไปรู้

เราจะตายด้วยโรคอะไร? ดูยุคสมัยปัจจุบันนี้ซิ มีใครบ้างที่ไม่เคยป่วยเลย เราต่างก็พร้อมที่จะมีโรครุมเร้าตามปัจจัยเกื้อหนุนทุกอย่าง ผู้ที่อ่านหนังสือทางการแพทย์มาบ้างก็จะทราบว่า ทั้งโรคเก่าโรคใหม่สารพัดที่มีเกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคทางเดินทางหายใจที่กำลังเข้ามาทวีความรุนแรง เพราะลมหายใจที่กำลังสูดเข้าไปนี้มีแต่พิษภัยทั้งสิ้น

รอบตัวเรามีบ่อเกิดของสารพิษมากมาย เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยทุกให้อย่างง่ายดาย สะดวกรวดเร็วแต่ไม่ปลอดภัย เช่นการใช้ภาชนะในเตาไมโครเวฟที่แผ่รังสีร้อนจัดผ่านภาชนะพลาสติก ถึงแม้เขาจะบอกว่าภาชนะอันนั้นเข้าไมโครเวฟได้ แต่อย่าลืมว่า กระบวนการผลิตภาชนะอาจไม่สมบูรณ์แบบก็ได้ พลาสติกเมื่อโดนความร้อนมาก ๆ สารที่มันทำปฏิกิริยากับความร้อนมันก็ตกค้างเข้าไปในร่างกายของเราทีละนิดทีละหน่อย แล้วสารเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็งทั้งสิ้น

หรืออย่างกระดาษทิชชูที่เราใช้อยู่นี้ บางชนิดก็เป็นกระดาษที่เลือกเก็บมาจากขยะ แล้วเขาก็เอาผ่านกระบวนการผลิตใหม่ มีการเอาไปฟอกเอาไปปั่น ใส่สารฟอกขาว เติมส่วนผสมอื่นๆ แล้วก็ผลิตออกมาเป็นม้วนให้เราใช้ใหม่

ตอนนี้รอบตัวเราทั้งภาชนะที่เราใช้ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเช่น สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัง ถ้าหากเราได้เข้าไปรู้ถึงกระบวนการผลิตจริง ๆ ก็จะทราบว่า มีสารเคมีอะไรบาง และยาสีฟันบางชนิดก็มีสารพัดสีใสาสารพัดสารแต่มีส่วนผสมที่เป็นยานิดเดียว มีส่วนที่ทำให้เกิดฟองมาก จึงกัดเหงือก กัดฟัน พอมันกัดไปมาก ๆ เหงือกก็เป็นแผล เป็นรำมะนาด มะเร็งก็อาจเกิดได้

ฉะนั้นอันตรายจึงอยู่รอบตัวเรา และพร้อมที่จะเข้ามาหาถ้าเมื่อใดวิบากอกุศลเข้ามา ก็จะส่งผลได้ทันที เหมือนกับเปิดประตูปุ๊บ โรคก็วิ่งเข้ามาเลย ประตูนี้คือประตูวิบากอกุศลที่มันเปิด เพราะฉะนั้นตายด้วยโรคอะไร ก็ไม่รู้ ตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ และที่สำคัญตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรยิ่งไม่รู้ใหญ่เลย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:50:16 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : )


  สลักธรรม 4



แต่ที่เราสามารถรู้ได้และกลัวได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าเราตายวันนี้ อาจตายแล้วได้ไปเกิดดีเพราะจับอารมณ์ดีตายในห้องพระ ซึ่งดีอย่างเรา ๆ อาจได้แค่ไปเกิดเป็นคน ก็นึกต่อไปซิว่าเมื่อต้องไปเกิดเป็นคน เราจะไปเกิดเป็นลูกของใคร คนที่จะเป็นแม่เราก็อาจเป็นพวกสายเดี่ยวก็ได้

เมื่อเราต้องไปเกิดเป็นลูกของคนพวกนี้ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ป่าเถื่อน เราจะกลายเป็นลูกแบบไหน ถูกหล่อมหลอมด้วยอะไร คุณภาพชีวิตอยู่ตรงไหน แล้วโอกาสที่เราจะได้มาฟังธรรมปฏิบัติธรรมจะเป็นไปไม่ได้

แม่อาจจะไปเต้นลูกก็ต้องไปเต้น แม่ไป อาร์ ซี เอ ลูกก็ดูหนัง อาร์ หนังเอ็กซ์ก็ได้ เพราะพ่อแม่รุ่นเราซื้อหนังการ์ตูน แต่พ่อแม่รุ่นนั้นอาจซื้อหนัง อาร์ หนังเอ็กซ์ พอลูกตื่นก็เปิดหนังอาร์ หนัง เอ็กซ์ดู เมื่อเหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้แล้ว น่ากลัวไหม?

แม้กระทั่งสภาพการณ์ของโลกที่มีแต่การฆ่าฟัน บางประเทศเลือกตั้งเสร็จแล้วได้รัฐบาลที่ตัวเองไม่พอใจ ก็เลยฆ่าทิ้งหมดเลยสามร้อยกว่าศพ หรือมีการนองเลือดอย่างนักการเมืองสตรีที่ถูกลอบสังหาร เหตุการณ์การเลือกตั้งที่ร้อนระอุนี้ก็จะเป็นวงจรไล่เรียงไปในแต่ละประเทศที่มีรัฐบาลหมดวาระ

ฉะนั้น ในอนาคตไม่ว่าเราจะไปเกิดที่ไหน หรือไปอยู่ที่ไหนมันก็อันตรายทั้งสิ้น การได้อยู่ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ชาตินี้นับเป็นชาติที่ดีที่สุดแล้ว จงรักษาชาติเกิดที่ดีไว้อย่าให้เสียชาติเกิด หมั่นดูแลสุขภาพ ทั้งกายและใจเอาไว้นาน ๆ เพื่ออบรมบ่มความรู้และบารมี

เพราะความรู้ของเราที่มีกันอยู่นั้นมีน้อยมาก ผู้ที่รู้พระอภิธรรมตั้งแต่ปริจเฉท ๑ - ๙ ในชนิดที่แม่นยำไม่ผิดพลาด ก็เทียบได้เท่ากับเอาอึ่งอ่างมาตัวหนึ่ง เอาหางมาจิ้มหมึก แล้วจับอึ่งอ่างตอนมันพอง กลม ๆ นี้ลากไปหนึ่งกิโล หมึกที่เหลือติดอยู่ที่ปลายหางอึ่งนั้นแหละเท่ากับผู้ชำนาญความรู้พระอภิธรรม ๙ ปริจเฉท ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเรียกว่า ธรรมนิ้วก้อย เพราะนิ้วก้อยเป็นนิ้วที่เล็กที่สุด

เราจึงต้องบ่มความรู้ต่อไปและสร้างคุณประโยชน์ให้กับชีวิตก็คือทำความดี โดยความดีที่เราควรทำก็ไม่ใช่ความดีอย่างที่เราทำทุกวันนี้เท่านั้น เช่น ใส่บาตร บริจาคทาน ถามว่าดีไหม ดีแต่ยังไม่ดีพอ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:50:46 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : )


  สลักธรรม 5




เพราะเราก็เรียนมาแล้วว่า ผู้ที่ทำถ้าไม่ได้ศึกษามาก็จะเป็นกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาคือมหากุศลญาณวิปปยุต ซึ่งก็ดี แต่มันมีดีกว่าคือมหากุศลญาณสัมปยุตต์

แม้จะบอกว่าการใส่บาตรก็เป็นมหากุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญาได้ ก็แล้วลองถามดูซิว่าเมื่อเราจะใส่บาตร เราก็ต้องรีบตื่น รีบหุงข้าวให้ทันก่อนที่พระก็จะมา มีแต่ความเร่งรีบทั้งนั้นโอกาสที่จะใส่บาตรประกอบไปด้วยปัญญาจึงทำได้ยาก

และที่สำคัญตอนที่ใส่บาตรนั้นก็ไม่ได้ละตัวตนออกไป แต่เป็นการกระทำที่มีตัวตนไปทำทั้งหมดคือเราใส่บาตร เราทำบุญ แม้กระทั่งวันถืออุโบสถที่อาราธนาศีลแปดจะไม่ประดับตกแต่งของหอม แม้ปากจะพูดได้แต่ก็ยากที่จะทำได้ โอกาสที่จะทำกุศลเหล่านั้นให้ประกอบไปด้วยปัญญาจึงยากมาก แต่มีทางสายเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแสดงไว้ถึงการเจริญสติปัฏฐานสี่ ก็คือที่เราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันนั่นเอง

ทุกวันนี้เราอาจจะบอกว่า แต่ละวันก็ไม่ได้ทำกรรมชั่วอะไร แต่เราก็ไม่ได้สร้างมหากุศลเหมือนกัน จึงต้องตั้งคำถามหนึ่งว่า เราไม่ได้ทำชั่ว แต่เราทำความดีเพิ่มขึ้นไหม? เราต้องคิดแล้วนะเพราะปีนี้เป็นปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ แล้ว พุทธ แปลว่า ปัญญา ศักราช แปลว่า สมัย รวมความแล้วก็คือ สมัยที่ประกอบไปด้วยปัญญา ซึ่งแต่ละปีก็เปิดโอกาสให้เราเริ่มต้นใหม่ด้วยความมีปัญญา หรือด้วยความผัดวันประกันพรุ่งตลอดมา

แต่วันนี้ล่วงมาถึงพุทธศักราช ๒๕๕๑ แล้ว ความตายใกล้มาถึงแล้ว เราจึงชะล่าใจไม่ได้ ต้องรีบตักตวงขันติบารมี เป็นต้น ให้มีความอดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่ออารมณ์ ต้องอดทนให้ได้ เพราะไม่ใช่เราอดทนคนเดียว แต่คนทั้งโลกต้องอดทน ใครทนไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้ จึงต้องอดทนให้มาก ทานบารมีก็ต้องทำไป ปัญญาบารมีต้องทำให้มาก เพราะในคำว่าปัญญาบารมีนี้เกิดขึ้นเพราะมีสติกับปัญญารวมกัน สติคือความระลึกรู้ ปัญญาคือความรอบรู้ ระลึกรู้ด้วยความรอบรู้ เราหยุดรออะไรไม่ได้แล้วเพราะเรามาคนเดียว มาเจอกันแป๊บ ๆ เหมือนมาสังสรรค์ เสร็จแล้วงานเลี้ยงต้องเลิกรา เวลาตายก็ตายคนเดียว

ศักราชนี้เราเริ่มต้นด้วยความใจหายในข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระพี่นางฯ ความเสียใจ และความใจหายเกิดขึ้นมากจากความสูญเสียในครั้งนี้ เพราะมีความห่วงใยพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าพระองค์ท่านจะทรงรู้สึกอย่างไรบ้าง

และเมื่อดูข่าวไปก็ยิ่งทราบถึงความสูงส่งของสมเด็จพระพี่นางฯที่ทรงอยู่สูงกว่าเราอย่างลิบโลก พระองค์ท่านประสูติในตระกูลสูง เพียบพร้อมด้วยโภคทรัพย์ ทรงมีโอกาสมากที่จะทำประโยชน์ได้ทุกประการที่ปรารถนาตามที่ปรากฏในสารคดีเฉลิมพระเกียรติ มีพระจริยาวัตรที่งดงามและพระกรณียกิจที่มากมายมหาศาล แต่ชีวิตของพระองค์ท่านก็ทรงเรียบง่ายประหยัดไม่ฟุ้งเฟ้อ จึงตั้งใจที่จะไปร่วมถวายความจงรักและความอาลัยในพระคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อประชาชนชาวไทยอย่างมากมายมหาศาล

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:51:26 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : )


  สลักธรรม 6



เมื่อมองย้อนกลับมายังชีวิตอย่างเราที่พร่องในทานบารมีล่ะ แต่ละเดือนก็แทบชักหน้าไม่ถึงหลัง เอากองโน้นมาโปะกองนี้ มีชีวิตที่มีคุณความดีใดบ้างที่จะให้ใครกล่าวถึงเมื่อตายไป "พฤกษภ พกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่ห์คง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตต์ทั่วแต่ชี่วดี ประดับไว้ในโลกา"

เรามีความดีให้คนอื่นเขาพูดถึงหรือยังถ้ายังรีบทำเสีย เรามีความดีอะไรให้ลูกหลานกล่าวถึงเรา หรือพอเราตายเขาก็จะบอกว่า สมควรตายแล้วหรือเปล่า? เมื่อพูดถึงความสมควรตายแล้วก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์ เรื่องก็มีอยู่ว่า ..

มีอุบาสกผู้หนึ่งปฏิบัติจนได้เป็นพระโสดาบันแล้ว ในคืนหนึ่งมีโจรเข้าไปขโมยของในวัง แล้วก็วิ่งหนีตำรวจวังมาจนกระทั่งเช้าก็คิดว่าคงหนีไม่รอดแน่ ก็เห็นพระโสดาบันท่านนี้กำลังก้มล้างหน้าอยู่ ก็เลยเอาของที่ขโมยมาวางลงไว้ใกล้ๆที่พระโสดาบันท่านล้างหน้าแล้วก็หนีไป

พระโสดาเมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้ว ตำรวจวังมาถึงพอดีตัวแล้วก็เข้าจับตัวท่านโดยบอกว่าท่านขโมยของมา พระโสดาบันก็ปฏิเสธว่า ไม่ได้ขโมยอะไรเลย แต่ตำรวจวังก็ไม่เชื่อแล้วชี้ไปที่ของกลางที่วางอยู่ แม้พระโสดาบันจะปฏิเสธว่าไม่รู้เพราะล้างหน้าอยู่ พวกตำรวจวังก็ไม่เชื่อ ด้วยโทสะและความเหนื่อยของตำรวจวังที่วิ่งมาทั้งคืน ก็เลยทุบพระโสดาบันด้วยท่อนไม้จนตายไปโดยไม่ได้ต่อสู้หรือโวยวายอะไร (ซึ่งตรงนี้ท่านอาจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า ลักษณะของพระโสดาบันนั้นไม่โวยวาย แต่ถ้าเป็นปุถุชนเช่นเราก็จะโวยวายปฏิเสธกันไปต่างๆ นานาจนกลายเป็นการทะเลาะวิวาทขึ้นมาได้ )

เมื่อพระโสดาบันตายแล้ว ผู้ที่ทราบเหตุการณ์ที่เป็นพระโสดาบันด้วยกันก็บอกว่าน่าสงสารน่าเวทนา ถึงเวลากรรมให้ผล ส่วนพวกที่ไม่ได้เป็นพระโสดาบัน ก็พูดว่าเห็นไหม? ถ้าทางจะไม่ใช่พระโสดาบันแน่เพราะยังขี้ขโมยอยู่เลย

รุ่งเช้ากันโจษจันนี้ก็รู้ไปทั่วในพระเชตวัน พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่ามีเรื่องอะไร พระภิกษุก็กราบทูลถึงเรื่องของพระโสดาบันนี้ว่าได้ถูกตีตายแล้ว พระพุทธเจ้าฟังแล้วก็ตรัสว่า "สาสมแล้ว" ซึ่งนำความสงสัยให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าที่เรากล่าวว่าสาสมนั้นก็คือ สาสมแห่งเหตุ คือเหตุอดีตที่พระโสดาบันได้ทำมา

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:51:53 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : )


  สลักธรรม 7



อดีตนั้นก็มีอยู่ว่า... พระโสดาบันท่านนี้เคยเกิดเป็นนายด่านตรวจคนเข้าเมือง วันหนึ่งก็มีสองสามีภรรยาเพิ่งแต่งงานกันเดินทางมาจะเข้าเมือง ผู้ตรวจคนเข้าเมืองคนนั้นเห็นแล้วก็เกิดความพอใจในความสวยงามของหญิงที่เป็นภรรยาชายคนนั้นกิเลสกามก็เกิดขึ้นใจใจปั่นป่วนไปหมด

ก็วางแผนที่จะเอาหญิงนั้นมาเป็นภรรยาของตน โดยทำทีเป็นกักตัวไว้ไม่ให้เข้าเมืองทันในค่ำวันนั้นให้สองสามีภรรยาต้องนอนค้างที่นอกเมือง แล้วก็คิดที่จะฆ่าชายผู้เป็นสามีให้ตายเสียให้คนไปลอบของผิดกฎหมายใส่ลงในย่ามของชายผู้เป็นสามี

พอรุ่งเช้าสองสามีภรรยาก็เดินมาที่ประตูเมืองแล้วถูกตรวจค้นก็พบของผิดกฎหมายในย่ามของชายผู้เป็นสามี ชายผู้เป็นสามีเมื่อถูกจับก็โวยวายขึ้นมาจนถูกตีด้วยไม้จนถึงแก่ความตาย ตนเองก็เลยภรรยาม่ายของชายคนที่ตายไปมาเป็นภรรยาของตนสมปรารถนา ...นี่จึงเป็นพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สาสมแห่งเหตุ

เพราะเคยทำกรรมเอาไว้จึงต้องรับผลที่เป็นวิบากแม้จะเป็นพระโสดาบันก็ตาม แล้วเราล่ะนอกจากจะหูหนาคือไม่ได้ยินพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าที่จะมาเตือนว่าเราทำเหตุอะไรมาแล้ว ตาของเราก็ยังตาเล่ออีกคือตามองอะไรตรงๆก็ไม่เห็นแล้ว มองไม่เห็นความเป็นจริง เป็นดวงตาที่ไม่เห็นธรรม เราจึงประมาทไม่ได้กับชีวิต

ฉะนั้น เปลี่ยน พ.ศ.ใหม่เปลี่ยนใจเสียที เปลี่ยนเพื่อไปทำความดีตามที่หลวงพ่อท่านมอบคำขวัญให้เป็นของขวัญปีใหม่ว่า "ทำชีวิตให้มีค่า ทำเวลาให้มีประโยชน์ ทำดีตลอดไป ปลอดภัยเสมอ" นี่ก็คือของขวัญวันปีใหม่

ขออธิบายย้อนขึ้นมาก่อนว่า ทำไมจึงต้องมีคำว่า ..ทำดีตลอดไป ปลอดภัยเสมอ...ก็เพราะถ้าหากเราทำดีเฉพาะเมื่อถึงเทศกาล เช่น ส่งท้ายปีเก่าทีก็ส่งตัวเข้าห้องปฏิบัติครั้งนึง หรือพอถึงวันเกิดก็ส่งตัวเข้าปฏิบัติสักครั้งหนึ่ง ลองคิดูสิว่า วันปีใหม่ก็มีแค่สี่วันเท่านั้นที่หยุด เพิ่มวันเกิดอีกหนึ่งวันก็เป็นห้าวัน แต่อีกสามร้อยหกสิบวันนั้นทำชั่ว ก็จะเห็นว่าปริมาณนั้นต่างกัน

ทำชีวิตให้มีค่า ทำเวลาให้มีประโยชน์ ก็คือทำคุณประโยชน์ทุกๆ อย่าง กับตนเองและผู้อื่น มีน้ำใจ มีน้ำคำ เพียงแค่นี้ก็หาสุขในโลกนี้ได้ไม่ยาก น้ำใจเป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุนมาก น้ำคำก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องเสียเงินเลย ให้ตั้งใจเลยว่า ปีนี้เราจะทำให้ได้ พูดให้หวานขานให้เพราะ ..ขอให้เปลี่ยนน้ำคำกันเถิด เพราะคนที่ถูกคนอื่นรักเช่นหลวงพ่อนั้นก็เพราะท่านมีน้ำใจและมีน้ำคำ

ทำไมท่านจึงเป็นที่รักของคนหมู่มาก? เพราะมีน้ำใจและมีน้ำคำ เราจึงควรนำมาเป็นตัวอย่างของชีวิตโดยมีน้ำใจและมีน้ำคำกันซึ่งคงจะไม่ยากเกินความสามารถถ้าหากเราตั้งใจว่า นี่คือ ความดีปีห้าหนึ่ง ที่จะพึงมีน้ำคำและมีน้ำใจ เราต้องทำให้ได้ พูดให้หวานขานให้เพราะ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:52:22 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : )


  สลักธรรม 8




อย่างน้องๆ บางคนที่เตือนได้ก็จะเตือน เช่น เมื่อวานได้เตือนน้องไปคนหนึ่งและก็จะใช้โค๊ดกันในการเตือนครั้งต่อไป ซึ่งได้เตือนด้วยความหวังดีด้วยความรัก เพราะหนึ่งปีที่ผ่านมาก็เห็นและคิดว่าปีใหม่แล้วก็อยากจะให้น้องเขามีดีขึ้นมากว่าเดิมทั้งที่เขาก็ดีแล้ว คือเมื่อวานไปถ่ายเอกสารหนังสือปริจเฉทที่ ๒ เพื่อที่จะนำมาให้พวกเราได้มีโอกาสอ่านกัน ซึ่งน้องคนนี้เป็นคนทำหนังสือเล่มนี้ออกมาด้วยการรวบรวมจากกระทู้ และน้องเขาก็ทำปกสีให้ซื้อปกพลาสติกให้ด้วย แต่พวกท่านที่ต้องการหนังสือเล่มนี้ต้องออกค่าถ่ายเอกสารเอง

ซึ่งตอนที่ไปร้านถ่ายเอกสาร ก็มีการถามตอบกันว่าจะถ่ายกี่เล่ม น้องคนนี้เขาก็ลืมตัวพูดเสียงดังมากขึ้นว่า เดี๋ยวๆๆ อะไรอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นความผิดของน้องเขาก็เลยกระซิบบอกเขาว่าให้เสียงค่อยๆ หน่อย เพราะเมื่อเราเห็นอาการของคนที่เป็นเจ้าของร้านแล้วไม่พอใจและจะไม่รับงานเพราะมีคนไปเสียงดังกับเขา ก็เลยต้องพูดกับเขาเองด้วยคำพูดที่ดีๆและไพเราะ กับเจ้าของร้าน เขาก็เลยอ่อนลงมาตามการพูดของเรา และเมื่อมีโอกาสแล้วก็เลยบอกกับน้องเขาไปว่า นี่คือสิ่งที่อาจารย์อยากเตือนว่าเสียงดัง อันนี้เราเข้าใจกันนะว่าจะสะกิดกันเวลาที่เสียงดัง โดยจะใช้โค๊ดว่า โวลุ่ม ๆ แล้วน้องเขาก็จะหรี่เสียงเอง

สิ่งที่ไม่ดีถ้าหากเห็นว่าเตือนได้ก็จะเตือนเพราะหวังดี และในปีที่ผ่านมาคนที่ถูกเตือนมากๆ ก็คือ ลูกศิษย์คนหนึ่ง ต้องเรียกว่าโดนเตือนแหลก ทุกวันที่เปิดออนไลน์เข้ามาคุยกัน ถามว่า มีการชมกันไหม? ไม่มี มีแต่การสอนธรรมะ และก็มีการเตือนกันเช่น เป็นคนพันธุ์ดุ เป็นต้น จึงเป็นการพูดเตือนตรงๆ และใจของเขาที่สะท้อนกลับมานั้นก็ไม่มีปัญหาทั้งสองคน ฉะนั้นเมื่อให้แล้วรับไม่โกรธตอบก็สบายใจ

แล้วก็เต็มใจช่วยพร้อมช่วยทุกคนเสมอ แต่ก็มีขอบเขตเหมือนกันว่าสิ่งที่จะสะท้อนกลับมานั้นเป็นอย่างไร ถ้าหากเตือนแล้วช่วยได้ก็จะช่วย ก็จะปวารณาตัวเองไว้ชั่วชีวิต คือจะเป็นกระจกเงาให้ว่าอันนี้ผิด อันนี้ไม่ควร แล้วก็จะคอยเอาคำของพ่อมาบอกให้

ถ้าหากเตือนใครแล้วสิ่งที่สะท้อนกลับมาเป็นดอกไม้ก็จะพยายามเอาแจกันมาปักและเอาน้ำมาพรมให้ตลอดไป แต่ถ้าที่สะท้อนมามันเป็นแก้วแตกก็จะเอากอเอี๊ยะปะแล้วก็หันหลัง เพราะกลัวบาดตัวเองเหมือนกัน หลายๆ เรื่องที่เข้าไปหาทุกคนด้วยความเต็มใจ แล้วเตือนด้วยความหวังดีเพราะว่าสิ่งที่มองนั้นมองมากกว่า

วันนี้ก็ได้คำจากหลวงพ่อมาว่า ทำชีวิตให้มีค่า ทำเวลาให้มีประโยชน์ ทำดีตลอดไป ปลอดภัยเสมอ และขออนุโมทนากับทุกท่านที่ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็ขอจงเป็นพลวปัจจัย เป็นแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า นำพาชีวิตให้เกิดความสวัสดีตลอดไป



โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 14:52:47 น.] ( IP = 125.26.38.163 : : )


  สลักธรรม 9


โอวาทนี้แม้จะสั้น แต่ก็บ่งบอกให้ทราบได้ว่าควรจะดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่นี้อย่างไร จึงจะปลอดภัย

จะน้อมนำไปปฏิบัติ เพื่อชีวิตที่ปลอดภัยค่ะ

กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาที่หลวงพ่อมีให้เสมอมาค่ะ

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะที่เพียรถอดเทปมาให้ได้อ่านกันทั่วถึง ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 17:13:53 น.] ( IP = 124.121.178.193 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากเลยครับ สำหรับการสละเวลามาถ่ายเทปเพื่อถ่ายทอดธรรมะในวันเริ่มต้นปีใหม่ให้แก่พวกพ้องพี่น้องแห่งห้องนั่งเล่นฯ.ได้อ่านกัน เพื่อจะได้ร่วมรับรู้แนวทางที่ควรดำเนินนะครับ

เพื่อความปลอดภัยของชีวิต ต้องคิดให้ดีให้ถูกดั่งที่หลวงพ่อท่านเตือนมาจริงๆเลยครับ น้อมรับไปปฏิบัติขัดเกลาจิตใจให้ใฝ่แต่ดีครับผม

กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาที่หลวงพ่อมีให้เสมอมาครับผม

โดย พี่เณร (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ม.ค. 2551 , 19:00:51 น.] ( IP = 58.9.149.215 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org