| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลักฐานที่มาการกำหนดยืนเดินนั่งนอน
สลักธรรม 2ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาสาธุในส่วนกุศล ที่คุณธีรวัสได้นำมาลงกระทู้ไว้ เพื่อแสดงเหตุผลอ้างอิงถึงที่มาของการกำหนด รูปเดิน ยืน นอน และนั่งนั้น
จริงอยู่ถ้อยคำจากพระบาลีนี้ย่อมเป็นที่แน่นอนแล้วนะครับ แต่ถ้าเนื้อความการแปลนั้น เป็นภาษาที่ใช้ทั่วไปให้รู้ความได้ถูกตรง และเหมาะสมนั้นก็จะดีมากด้วยครับ เพื่อประโยชน์ในการนำไปคิดพิจารณานะครับ และจะได้ไม่มีการขัดแย้งกันเองเกิดขึ้น
เช่นที่คุณธีรวัสยกมาว่า."..รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิดขึ้นในเวลาพูด ดับไป คำนี้ถ้าผู้เข้ามาแตกฉานในธรรมเพียงพอ" ก็จะทราบว่า คำว่าอรูปธรรมนั้นหมายถึง นามธรรมนั่นเอง ซึ่งตรงกับเรื่องของงานในสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่ให้โยคาวจรกำหนด รูปและนาม นะครับ ซึ่งคำนี้อาจจะดูพื้นๆแต่ให้ความเข้าใจได้ง่ายกว่านะครับผม
จึงเขียนมาเพื่อแสดงความคิดเห็นร่วมไว้ครับผมโดย เทพธรรม [9 ม.ค. 2551 , 10:19:05 น.] ( IP = 58.9.101.237 : : )
สลักธรรม 3
เรื่องของภาษาหรือศัพท์บัญญัตินั้นเป็นเรื่องเข้าใจยากมากเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ซึ่งเคยพบว่ามีปัญหาอยู่บ่อยๆ ในการทำความเข้าใจศัพท์บัญญัติต่างๆ เหล่านั้น แล้วก็พาลให้ผู้ศึกษาเบื่อหน่ายหรือตีความไปผิดๆ ก็มี
นอกจากการคงไว้หรือเหตุผลที่ถูกต้องแล้ว การทำถ้อยคำให้ง่ายแก่ความเข้าใจเหมาะกับยุคจึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยในการเผยแผ่ธรรม จึงขอนำความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาเสริมไว้ด้วยเพื่อร่วมเผยแผ่เป็นธรรทานค่ะ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสติปัฏฐานสูตร อิริยาปถบรรพ
[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=10&A=6257&Z=6764&pagebreak=0
ส่วนในสามัญญผลสูตรกล่าวถึงสติสัมปชัญญะไว้ในการพิจารณาอิริยาบถว่า
[๑๒๓] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ?
ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืนการนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.
ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=9&A=1072&Z=1919&pagebreak=0
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ม.ค. 2551 , 12:56:39 น.] ( IP = 125.26.39.84 : : )
สลักธรรม 4
และในอรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสติปัฏฐานสูตร บาลีวิภังค์ ซึ่งพระอรรถกถาได้อธิบายขยายความให้มีความละเอียดเกี่ยวกับอิริยาบถบรรพขึ้นไปอีกว่า หลังจากที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยอานาปานบรรพแล้ว ทรงจำแนกอิริยาบถบรรพต่อไปความโดยย่อว่า
"ในอิริยาบถนั้น พึงทราบความว่า แม้สัตว์ดิรัจฉาน เช่นสุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอกเป็นต้น เมื่อเดินไปก็รู้ว่าตัวเดิน ก็จริงอยู่ แต่ในอิริยาบถบรรพนี้มิได้หมายเอาความรู้สัตว์เดรัจฉานนั้น เพราะความรู้เช่นนั้น ละความเห็นว่าสัตว์ไม่ได้ เพิกถอนความเข้าใจว่าสัตว์ไม่ได้ ไม่เป็นกัมมัฏฐาน หรือสติปัฏฐานภาวนาเลย.
ส่วนการรู้ของภิกษุ (ผู้เจริญกายานุปัสสนา) นี้ ย่อมละความเห็นว่าสัตว์ เพิกถอนความเข้าใจว่าสัตว์ได้ เป็นทั้งกัมมัฏฐาน และเป็นสติปัฏฐานภาวนา และคำที่ตรัสหมายถึง ความรู้ชัดอย่างนี้ว่า ใครเดิน การเดินของใคร เดินได้เพราะอะไร แม้ในอิริยาบถอื่น มีการยืนเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน"
พระอรรถกถาจารย์ท่านได้วินิจฉัยถึงความหมายของคำว่า เดิน ว่า
คำว่า ใครเดิน ไม่ใช่สัตว์หรือบุคคลไรๆ เดิน
คำว่า การเดินของใคร ความว่า ไม่ใช่การเดินของสัตว์ หรือบุคคลไรๆ เดิน
คำว่า เดินได้เพราะอะไร ความว่า เดินได้เพราะการแผ่ไปของวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต
เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ คือจิตเกิดขึ้นว่า เราจะเดิน จิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ก็ทำให้เกิดวิญญัติ ความเคลื่อนไหว การนำสกลกายให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต เรียกว่าเดิน แม้ในอิริยาบถอื่นมียืนเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน
ก็ในอิริยาบถยืนเป็นต้นนั้น จิตเกิดขึ้นว่า เราจะยืน จิตนั้นทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหว การทรงสกลกายตั้งขึ้นแต่พื้นเท้าเป็นที่สุด ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต เรียกว่ายืน.
จิตเกิดขึ้นว่า เราจะนั่ง จิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ ก็ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหว ความคู้กายเบื้องล่างลง ทรงกายเบื้องบนตั้งขึ้น ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต เรียกว่านั่ง.
จิตเกิดขึ้นว่า เราจะนอน จิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุ ๆ ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหว การเหยียดกายทั้งสิ้นเป็นทางยาว ด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำจิต เรียกว่า นอน.
เมื่อภิกษุนั้นรู้ชัดอยู่อย่างนี้ ย่อมมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เขากล่าวกันว่า สัตว์เดิน สัตว์ยืน แต่โดยอรรถแล้ว สัตว์ไรๆ ที่เดิน ที่ยืนไม่มี ประดุจคำที่กล่าวกันว่า เกวียนเดิน เกวียนหยุด แต่ธรรมดาว่า เกวียนไรๆ ที่เดินได้ หยุดได้เอง หามีไม่ ต่อเมื่อนายสารถีผู้ฉลาดเทียมโค ๔ ตัว แล้วขับไป เกวียนจึงเดิน จึงหยุด เพราะฉะนั้น คำนั้นจึงเป็นเพียงบัญญัติสมมุติเรียกกันฉันใด
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ภิกษุนี้กำหนดอิริยาบถมีเดินเป็นต้น ซึ่งเป็นไปได้ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเท่านั้นอย่างนี้ เมื่อเดินก็รู้ว่าเราเดิน เมื่อยืนก็รู้ว่าเรายืน เมื่อนั่งก็รู้ว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ว่าเรานอน ดังนี้
คำว่า ก็หรือ กายของเธอตั้งอยู่โดยอาการใดๆ ก็รู้กายนั้นโดยอาการนั้นๆ นี้เป็นคำกล่าวรวมอิริยาบถทั้งปวง มีคำอธิบายว่า หรือกายของเธอดำรงอยู่โดยอาการใดๆ ก็รู้ชัดกายนั้นโดยอาการนั้นๆ คือกายนั้นดำรงอยู่โดยอาการเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน กายดำรงอยู่โดยอาการยืน นั่ง นอน ก็รู้ชัดว่าเรายืน เรานั่ง เรานอนโดย น้องกิ๊ฟ [9 ม.ค. 2551 , 12:57:15 น.] ( IP = 125.26.39.84 : : )
สลักธรรม 5
สติกำหนดอิริยาบถเป็นอริยสัจ ๔
แม้ในอิริยาบถบรรพนี้ สติที่กำหนดอิริยาบถ ๔ เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจ ตัณหาที่มีในก่อนอันยังสติที่กำหนดอิริยาบถ ๔ นั้นให้ตั้งขึ้นเป็นสมุทัยสัจ การหยุดทุกขสัจและสมุทัยสัจทั้งสอง เป็นนิโรธสัจ อริยมรรคที่กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัยมีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นมรรคสัจ
ภิกษุผู้โยคาวจรขวนขวายโดยทางสัจจะ ๔ อย่างนี้ ย่อมบรรลุพระนิพพานดับทุกข์ นี้เป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์จนถึงพระอรหัต ของภิกษุผู้กำหนดอิริยาบถ ๔ รูปหนึ่งฉะนี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางอิริยาบถ ๔ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงจำแนกโดยทางสัมปชัญญะ ๔ จึงตรัสว่า ยังมีอีกข้อหนึ่ง เป็นต้น
ในสัมปชัญญบรรพนั้น คำว่า ก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น ทรงพรรณนาไว้แล้วในสามัญญผลสูตร คำว่า หรือภายใน ความว่า พิจารณาเห็นกายในกายของตน หรือในกายของคนอื่น หรือในกายของตนตามกาล ของคนอื่นตามกาล โดยกำหนดสัมปชัญญะ ๔ อย่างนี้อยู่.
ความเกิด และความเสื่อมของรูปขันธ์นั้นแล พึงนำออกแสดงในคำว่า พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดเป็นต้น แม้ในสัมปชัญญบรรพนี้ คำนอกจากนี้ ก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.
ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=273&p=2#อิริยาบถบรรพ โดย น้องกิ๊ฟ [9 ม.ค. 2551 , 12:57:36 น.] ( IP = 125.26.39.84 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |