| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๒๓)
![]()
คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๒๓)
ตอนที่ผ่านมา
ถาม เมื่อมีหลักการกำหนดเอาไว้ว่า ธรรมชาติทั้งหลายไม่ว่ารูปว่านามหรือไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ย่อมอาศัยเหตุจึงจะเกิดขึ้นมาได้ ถ้าเช่นนั้นก็เหตุไฉนเล่า จิตหรือวิญญาณที่เกิดขึ้นมาจึงเป็นอเหตุกจิต คือจิตที่ไม่มีเหตุประกอบ เมื่อไม่มีเหตุแล้ว จิตใจจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะอธิบายเรื่องนี้ประการใด
ตอบ ท่านนักศึกษาก็คงจะเคยได้ศึกษามาแล้วว่า เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นมาเมื่อใด ก็ย่อมจะมีผลขึ้นมาเมื่อนั้น ผลจะต้องตามหลังเหตุอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุ โลภ, โกรธ, หลง, หรือไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม่หลง ก็ตาม
ดังนั้น เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ย่อมจะมีผลตามมาด้วย ดังตัวอย่าง เช่นเหตุฆ่าสัตว์เกิดขึ้น ก็ย่อมจะมีผลแห่งการฆ่าสัตว์ตามมา เมื่อเหตุทำบุญให้ทานเกิดขึ้น ผลแห่งการทำบุญให้ทานก็ย่อมไม่หนีไปไหน
ตามที่ได้กล่าวมานี้ ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า มีเหตุแล้วก็จะต้องมีผล มีผลเกิดขึ้นมาแล้วก็จะต้องมีเหตุเป็นแดนเกิด เหตุกับผลทอดทิ้งกันไม่ได้เลย เมื่อเหตุกับผลเกิดขึ้นมาคู่กันดังนี้ ก็จะต้องตั้งคำถามต่อไปว่า เหตุกับผลเหมือนกันหรือเปล่า
ท่านนักศึกษาก็คงจะตอบได้ว่า เหตุกับผลนั้นไม่เหมือนกันเลย เหตุนั้นย่อมจะมีบาปประกอบ มิฉะนั้นก็จะต้องมีบุญประกอบ เพราะเกิดจากเหตุฆ่าสัตว์ซึ่งเหตุบาปมาประกอบกับจิต หรือมิฉะนั้นก็เป็นเหตุบุญ คือทำบุญให้ทานมาประกอบกับจิต โดย ศาลาธรรม [10 ม.ค. 2551 , 09:44:36 น.] ( IP = 125.26.38.225 : : )
สลักธรรม 1
ผลอันเกิดจากบาปหรือบุญนั้น ในทางธรรมะเรียกว่า วิปาก หรือพูดว่า วิบาก คือผลของบาปของบุญที่ได้ทำไปแล้วนั่นเอง ตามที่ได้แสดงมานี้ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ผลหรือวิบากนั้น เกิดขึ้นมาจากเหตุ หรือเป็นตัวเก็บการกระทำของเหตุเอาไว้
ดังนั้น วิบาก คือผลที่ว่านี้ จึงมิได้มีเหตุบาปหรือบุญเข้ามาประกอบด้วย เพราะมิได้ทำการฆ่าสัตว์ มิได้ทำบุญให้ทาน แต่เก็บบาปฆ่าสัตว์เอาไว้ และเก็บบุญให้ทานเอาไว้ ถ้าจะสมมุติให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ได้แก่จิตดวงแรกเป็นเหตุฆ่าสัตว์ จิตดวงหลังที่เกิดขึ้นติดตามมาก็เก็บผลจากการฆ่าสัตว์เอาไว้ จิตดวงแรกทำบุญ ให้ทาน จิตดวงหลังเก็บผลการทำบุญให้ทานเอาไว้
อเหตุกจิต แปลว่า จิตที่ไม่ได้ประกอบด้วยเหตุที่เป็นบาปหรือเป็นบุญ ก็ได้แก่จิตที่เป็นผลของบาปของบุญนี่เอง แต่ผลของบาปของบุญที่ไม่ได้ประกอบด้วยเหตุนั้นก็มีมากด้วยกัน ที่จัดว่าเป็นอเหตุกจิตก็มีจำนวนอยู่ ๑๕ คือ อเหตุกอกุศลวิบาก ๗ และอเหตุกกุศลวิบาก ๘
นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีจิตที่เรียกชื่อว่า อเหตุกจิตอีก ๓ ประเภทที่ไม่ได้ประกอบทั้งเหตุบาป หรือเหตุบุญเหมือนกัน จิตทั้ง ๓ ประเภทนี้เรียกว่า "กิริยา" ไม่มีเหตุบาปหรือเหตุบุญเข้าประกอบด้วยเลยเป็นการกระทำที่สักว่ากระทำเท่านั้น รวมอเหตุกะที่เป็นผลของบาปของบุญ ๑๕ ประเภท ที่เป็นกิริยาเกิดกับจิตที่เป็นบาปก็ไม่ได้ หรือบุญก็ไม่ได้อีก ๓ ประเภท รวมจึงเป็นอเหตุกะ ๑๘ ประเภท
เมื่อผมได้แสดงถึงเหตุว่าเป็นตัวการทำให้ผลเกิด คือเรื่องเหตุที่ประกอบด้วยบาปด้วยบุญแล้ว ผมก็เห็นว่าควรทำความเข้าใจให้ท่านนักศึกษาเข้าใจถึง เหตุอีกประการหนึ่งที่เรียกว่า อุปปัตติเหตุ ซึ่งได้แก่ เหตุให้เกิด หรือ เหตุประจวบ อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเหตุชนิดหลังนี้มิได้เป็นบาปหรือเป็นบุญประการใด โดย ศาลาธรรม [10 ม.ค. 2551 , 09:45:22 น.] ( IP = 125.26.38.225 : : )
สลักธรรม 2
คำว่าอุปปัติเหตุนั้น คนโดยมากมักจะเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องอันตรายที่ได้รับต่าง ๆ เช่น อุบัติเหตุรถยนต์คว่ำบาดเจ็บกันมาก อุบัติเหตุเครื่องบินตกผู้โดยสารตายเรียบ อุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถ ๓ ล้อ เหล่านี้เป็นต้น
คำว่า อุปปัติเหตุ นั้น แปลว่าเหตุให้เกิด หรือแปลว่าเหตุประจวบ ไม่ใช่อุบัติเหตุรถคว่ำ เครื่องบินตก ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ตามที่คนทั้งหลายทั่วไปเข้าใจกัน เหตุตัวนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผลเกิดขึ้นมาได้เหมือนกัน แต่ไม่มีบาปหรือบุญเข้าประกอบด้วยเลย
ลองคิดดูว่า เราเห็นรูปได้อย่างไร เมื่อเรามองตรงออกไปข้างหน้า เหตุใดเราจึงได้เห็นเป็นต้นไม้ใบหญ้า เห็นรูปลักษณะและสีสันวรรณะของมันได้ หรือเมื่อเรานั่งอยู่ดี ๆ บางทีเราก็ได้ยินเสียงต่าง ๆ เช่นเสียงพูดชมเชย หรือได้ยินเป็นเสียงดนตรีอันไพเราะ
และในบางครั้งเราก็นอนอยู่เฉย ๆ ในเวลากลางคืน เหตุใดหรือด้วยเหตุผลกลใดเราจึงได้คิดในเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาได้ เรื่องเหล่านี้มันจะต้องมีกลไกทำงานกันอย่างสลับซับซ้อน ละเอียดลออนั้น สิ่งนั้นคืออะไรและมันทำงานอย่างไรกัน
ถ้าเราจะตอบคำถามว่า เราเห็นรูปได้อย่างไร ได้ยินเสียงได้อย่างไร รูปและเสียงมาปรากฏที่ตา ที่หู อาศัยเหตุอะไร และเมื่อมันได้มาปรากฏแล้ว มันทำงานอะไรกันบ้าง เราผู้มีความรู้วิชาการทางโลกมามาก ๆ ก็คงจะตอบคำถามนี้ได้ด้วยความยากลำบากอยู่เหมือนกัน
แต่ในพระอภิธรรมปิฎกแสดงเรื่องนี้เอาไว้โดยละเอียดลออพิสดาร ผู้ศึกษาจะได้ทราบว่า ทั้งรูปทั้งนามมันทำงานอะไรกันบ้าง ในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน แม้ในขณะที่กำลังตื่น ในขณะที่กำลังหลัง หรือแม้ในขณะที่กำลังฝันอยู่นั้น ทั้งรู้ทั้งนามทำงานอะไรกัน
โดย ศาลาธรรม [10 ม.ค. 2551 , 09:45:45 น.] ( IP = 125.26.38.225 : : )
สลักธรรม 3
สำหรับในขณะนี้ ผมกำลังพูดถึงเรื่องเหตุหรือปฐมเหตุ ซึ่งผมก็จะยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเล็กน้อยพอให้ท่านได้เข้าใจหนทางเบื้องต้นเอาไว้ว่า ในขณะเห็นและได้ยินนั้น มีเหตุอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง จึงได้รู้สึก "เห็น" และ "ได้ยิน" ขึ้นมาได้
ผมได้กล่าวมาแล้วว่า คำว่าเหตุนั้น มี ๒ ประการ คือ
ประการที่ ๑ เรียก สัมปยุตตเหตุ ได้แก่จิตที่มีเหตุประกอบ คือจิตประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง รวมเป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุทั้ง ๖ ประการ เช่นเกิดความโลภ หรือเกิดความโกรธขึ้นมาประการใดประการหนึ่ง เป็นต้น
ประการที่ ๒ เรียก อุปปัตติเหตุ ได้แก่เหตุที่ให้เกิด หรือเหตุประจวบ เหตุชนิดนี้ไม่มีบาปหรือบุญเกิดขึ้น เป็นเหตุที่ให้เกิดหรือเป็นเหตุประจวบ อันจะก่อให้เกิดการเห็น การได้ยิน เป็นต้นขึ้นมาได้
ดังนี้ ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า การเห็น หรือการได้ยินที่จะเกิดขึ้นมาได้นั้นจึงมิได้เป็นการบังเอิญ หรือมิได้มีใครมาดลบันดาลให้การเห็น การได้ยินเกิดขึ้นมา หากแต่ว่าอาศัยเหตุทำให้เกิด หรืออาศัยเหตุมาประจวบเข้าพอดี โดย ศาลาธรรม [10 ม.ค. 2551 , 09:46:09 น.] ( IP = 125.26.38.225 : : )
สลักธรรม 4
อุปปัตติเหตุ เหตุให้เกิดจักขุวิญญาณ หรือการเห็นจะเกิดขึ้น ต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. จักขุปสาทรูป ได้แก่ ประสาทตา
๒. รูปารมณ์ ได้แก่ คลื่นของแสงที่นะท้อนมากระทบกับตา
๓. อาโลกะ ได้แก่ แสงสว่าง
๔. มนสิการ ได้แก่ มนสิการเจตสิก (คือมีจิตเข้าร่วมประชุมด้วย)
เมื่อเหตุทั้ง ๔ ประการนี้มาประชุม หรือมาประจวบพร้อมกันเข้าแล้ว การเห็นจะเกิดขึ้น เหตุทั้ง ๔ ประการนี้ จะขาดประการใดประการหนึ่งเสียมิได้ ต้องอาศัยเหตุมาประชุมจริงๆ ไม่มีใครสร้างสรรค์ให้การเห็นเกิดขึ้นมาได้ หรือการเห็นจะเกิดขึ้นมาเองเฉยๆ
และถ้าเหตุทั้ง ๔ ประการนี้ มาประชุมพร้อมกันเข้าแล้ว จะต้องมีการ"เห็น" อย่างแน่นอน จะปฏิเสธว่าไม่เห็นไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ รู้สึก "เห็น" เฉยๆ เท่านั้น ยังมิได้เป็นคน เป็นสัตว์ หรือเป็นสิ่งของอะไร ทั้งบาปหรือบุญก็ยังมิได้เกิดขึ้นมาในขณะจิตที่กำลังเห็นนี้เลย
นอกจากอารมณ์จะเกิดขึ้นทางตา ดังกล่าวแล้ว ทางทวารอื่นๆ เช่น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ก็จะต้องอาศัยเหตุมาประชุมหรือเหตุมาทำให้เกิดทั้งนั้น
และเหตุที่ทำให้เกิดการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส รู้สึกสัมผัส และนึกคิดนั้น เรียกตามภาษาธรรมะว่า อุปปัตติเหตุ อันหมายถึงเหตุที่มาประชุม เหตุที่ประจวบ หรือเหตุให้เกิด ซึ่งมิได้มีบาปหรือบุญประการใด
โดย ศาลาธรรม [10 ม.ค. 2551 , 09:46:30 น.] ( IP = 125.26.38.225 : : )
สลักธรรม 5
มาศึกษาหาความรู้เพื่อประเทืองปัญญาต่อค่ะ
อ่านแล้วก็ให้รู้สึกถึงอำนาจแห่งสัพพัญญุตาญาณที่ทรงทราบถึงเหตุได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
ขอนอบน้อมกราบสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า
และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์บุญมีมากค่ะที่นำมาขยายอรรถอย่างเรียบง่ายให้เข้าใจ
และขอบพระคุณ..คุณศาลาธรรมมากค่ะที่นำมาให้ได้อ่านศึกษาหาความรู้เสริมปัญญาอย่างต่อเนื่อง...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [10 ม.ค. 2551 , 13:25:10 น.] ( IP = 124.121.176.35 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |