มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลายปีผ่าน... พ่อก็คือพ่อ




วันเด็กปี ๒๕๕๑ นี้ เป็นปีที่ครบรอบ ๒๒ ปีที่ได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในครอบครัวเสือพิทักษ์อันแสนอบอุ่นที่มีหลวงพ่อเสือ ...พ่อที่ไม่ว่ากี่ปีๆ จะผ่านไป ท่านก็ยังคอยเฝ้าดูแลจิตใจลูกให้ห่างไกลจากบาปอกุศลทั้งหลาย ทำให้นึกถึงคำกลอนที่พี่เณรเขียนถึงท่านว่า...

ลูกจะดื้อจะรั้นไม่ทันคิด
พ่อมีจิตรักมั่นไม่หวั่นไหว
เพียรถนอมกล่อมด้วยรักพิทักษ์ใจ
เลี้ยงลูกไว้ด้วยเมตตาและปราณี

รอบรั้วเสือพิทักษ์พ่อรักลูก
และหมายปลูกชีวิตใหม่ให้ลูกนี้
ได้เติบโตอยู่ในลานบารมี
ทุกถิ่นที่พ่อห่วงใยไปดูแล

อบอุ่นนักในรักที่พ่อให้
และยิ่งใหญ่มั่นคงอย่างแน่แท้
กระแสรักของพ่อไม่ผันแปร
เป็นรักแท้ที่ลูกได้ใจพ่อมา


ก่อนหน้านี้พอย่างเข้าเดือนมกราคมครั้งใด ก็จะจัดเตรียมธูปเทียนแพ และพวงมาลัยเข้าไปขอพรจากท่าน พร้อมขอขมาหากในรอบปีที่ผ่านมานั้นได้กระทำผิดพลาดไป ไม่ได้เดินตามคำสอนของท่าน คำพรของท่านในแต่ละครั้งนั้น นอกจากปรารถนาให้ลูกพ้นทุกข์แล้ว ท่านยังขอให้เราไม่ท้อแท้ในชีวิต และให้ตั้งตนเองเป็นคนดี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนขอให้ทำดีที่สุด ท่านย้ำเสมอว่านี่คือสิ่งที่ลูกควรกระทำ

วันเด็กทีไรอดนึกถึงวันแรกที่ไปหาหลวงพ่อ(ที่โรงเรียนมงคลทิพย์อภิธรรมมูลนิธิ วัดโพธิ์ ท่าเตียน)ไม่ได้ นึกถึงสายตาของท่านขณะที่สอนในวันนั้น แววตาที่เปล่งประกายของความเมตตาและบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะให้ธรรมะกับเราโดยตรง เพราะด้วยกระแสใจที่ได้รับในวันนั้นจึงทำให้มีความตั้งใจเรียน และน้อมรับในสิ่งที่ท่านตักเตือนมาปฏิบัติ เพราะได้ประจักษ์ด้วยตนเองแล้วว่า ท่านติดตามดูแลเราตลอดเวลา คอยตักเตือนเมื่อเราพลาดถลำไปกระทำในสิ่งที่ไม่ดี อยากประกาศให้โลกได้รู้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามหากได้พบหลวงพ่อแล้วนับว่ามีโชคอนันต์ เพราะท่านไม่เลือกว่าใครเป็นใคร เพียงแค่ก้าวเข้ามาในรอบรั้วเสือพิทักษ์แล้ว ท่านรับเป็นลูกของท่านทั้งสิ้น ต้องบอกว่าท่านคือ....พ่อผู้ให้ความรักความเมตตา ความห่วงใย อีกทั้งคอยแก้ไขปัญหา ให้ปัญญา และปรารถนาอย่างยิ่งให้ลูกทุกคนพ้นไปจากทุกข์

โดย วยุรี [10 ม.ค. 2551 , 14:40:33 น.] ( IP = 58.9.152.254 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ยามใดที่ใครได้อยู่ใกล้หลวงพ่อ แทบจะมีความรู้สึกว่าเราเป็นเด็กเล็กๆ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หรือเป็นครูบาอาจารย์ที่ดุ(นักเรียน)เก่งสักเพียงใด พอหลวงพ่อทักทายเท่านั้นแทบจะพูดไม่ออก ยังจำได้ว่าทหารระดับท่านเจ้ากรม และผู้การฯ พอเข้าไปกราบรับพรจากหลวงพ่อเท่านั้น น้ำตาก็ร่วงพรูกันเป็นแถวๆ เพราะเหตุนี้เองจึงบอกว่า พวกเราทุกคนนั้น ยังเป็นเด็ก(ลูกเล็กๆ) สำหรับหลวงพ่อตลอดเวลา และเมื่อก่อนพอถึงวันสำคัญ แม้กระทั่งวันเด็กท่านก็จะให้คำขวัญกับพวกเราซึ่งล้วนเป็นข้อธรรมที่ท่านต้องการให้พวกเราได้นำไปปฏิบัติ

แม้หลายปีผ่านมาจนบัดนี้ ถึงท่านจะส่งเสียงมาให้พวกเรารับรู้ในความรัก ความเมตตา ความห่วงใยฯ จากใจท่านไม่ได้ แต่ท่านก็ยังฝากคำเตือนมากับท่านอาจารย์ผ่านมาในห้องนั่งเล่นแห่งความรัก(ถึง ๒๘ ตอนแล้ว) และด้วยความระลึกถึงท่านเป็นอย่างมากนี่เองจึงไปค้นสมุดเก่าๆที่ได้จดไว้ มานั่งอ่านทบทวน พบว่า...เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๙ ซึ่งเป็นปีแรกที่เข้ามาเรียนกับหลวงพ่อนั้น (ต้องยอมรับว่า วันแรกที่เรามา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะมาวันใดก็ไม่ว่า ธรรมะที่ได้รับฟังจากท่านในตอนเริ่มต้นวันนั้นเป็นเสมือนการปูพื้นฐานให้กับเรา) ท่านกระเทาะเปลือกของชีวิตเพื่อให้เราได้รู้จักแก่นแท้ และยังบอกว่า “คนดี ต้องทำดี มีประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้นก็คือต้องหาเวลาให้ปัญญากับตัวเอง”

นอกจากท่านสอนให้เราทำดี หลีกหนีความชั่ว โดยสอนถึงอกุศลกรรมบท ๑๐ และบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ตลอดจนผลที่จะได้รับทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลแล้ว ยังกำชับให้พวกเราไปคัดมาส่งเป็นการบ้าน ...ทุกคนรีบทำส่ง เพราะหลวงพ่อท่านมีอุบายที่ยอดเยี่ยม ใครมาส่งการบ้านท่านจะเขียนข้อธรรม(ตามจริตของแต่ละคน)ไว้ที่แผ่นรองปกด้านในพร้อมเซ็นชื่อกำกับ เช่นเขียนว่า...

- พยายามอดทน ผจญความจริง นิ่งด้วยสติ ริสร้างปัญญา กล้าทำบุญ คุ้นความสงบ จะจบจากการเกิด

- มีสติอยู่กับปัจจุบัน ความเพ้อฝันก็จะหมดไป

- ศึกษาพระธรรม จำให้หมด กดกิเลส จะเป็นเหตุให้พ้นทุกข์

- อย่าเพียรหาความดี แต่จงทำตนให้เป็นคนดี

- อย่ามีชีวิตอยู่กับอดีต แต่จงมีอดีตเป็นครู

- เหนื่อยให้พัก หนักให้วาง ว่างให้มีสติ ริให้เกิดปัญญา หาให้พอสมควร

- คนรู้ธรรมะชอบเอาชนะผู้อื่น คนมีธรรมะชอบเอาชนะกิเลส

- เรื่องคิดที่ควรคิด คือ ปัญญา เรื่องหาที่ควรหา คือบุญ เรื่องคุ้นที่ควรคุ้น คือความสงบ เรื่องจบที่ควรจบ คือ ความฟุ้ง

- รู้สงบจะจบปัญหา รู้ศึกษาจะมีกำไร รู้เขาไว้อย่าเอามาคิด รู้อย่าติดจะไม่มัวหมอง รู้ไตรตรองจะไม่ประมาท........เป็นต้น

โดย วยุรี [10 ม.ค. 2551 , 14:49:17 น.] ( IP = 58.9.152.254 : : )


  สลักธรรม 2



นอกจากสมุดคัดการบ้านแล้ว ท่านยังให้ทุกคนทำสมุดสอนใจ ให้อายกิเลส คือเมื่อวันใดเราทำอะไรไม่ดี รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นบาป ให้นำมาเขียนเพื่อสอนใจตนเอง บางข้อให้ย้ำตอนจบว่า ไม่ดีเลย เช่น ...

- (ชื่อตนเอง)...การมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เป็นทุกข์ยิ่งนัก ...ไม่ดีเลย

- (ชื่อตนเอง)...ถ้าจะพ้นทุกข์ จงกินเพื่อแก้ทุกข์ อย่ากินเพื่อแก้อยาก วันนี้เราไม่ได้กินเพื่อแก้ทุกข์ ฯ ไม่ดีเลย เป็นต้น

ท่านบอกว่าเมื่อเราแสวงหาปัญญาแล้ว แค่นั้นไม่พอต้องรู้จักกิเลสด้วย หากเราไม่รู้จักกิเลสเราก็จะไปพ้นจากกิเลสไม่ได้ แล้วท่านก็สอนให้รู้ว่า ไฟในชีวิตนั้นมี ๒ อย่างคือ

๑.ไฟทุกข์ เป็นสภาวะของการบีบคั้นชีวิต นั่นคือขันธ์ ๕ ที่เป็นทุกข์นั่นเอง

๒.ไฟกิเลส ที่แผดเผาด้วยโลภะ โทสะ โมหะ จึงทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนตลอดเวลา

ซึ่งไฟชีวิตนี้จะดับลงได้เมื่อบุคคลนั้นเป็นพระอรหันต์ หากพระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่ก็ดับได้เฉพาะไฟกิเลสเท่านั้น หาดับไฟทุกข์ได้ไม่จนกว่าจะสิ้นชีวิตลงไปไฟทุกข์จึงจะดับลงได้ (เวลาที่ท่านสอนเรื่องความตายครั้งใดหากมีคนใหม่เข้ามาท่านจะมีอุปกรณ์ให้เห็นว่าการตายนั้นมี ๔ อย่าง โดยใช้ตะเกียงน้ำมันสาธิตให้ดู เชื่อว่าพวกเราแทบทุกคนได้เห็นและจำภาพนั้นอย่างขึ้นใจ แต่ต้องบอกว่าแค่จำจริงๆ เพราะเมื่อมีใครตาย หากมีคำถามว่า เขาตายเพราะอะไร เราก็จะพูดว่าตายเพราะมะเร็ง ตายเพราะโรคนั้นโรคนี้ แต่เราแทบจะไม่เคยนึกว่าเขาตายเพราะหมดกรรม หมดอายุขัย)

หลวงพ่อบอกว่าเราต้องพยายามเอาไฟกิเลสออกไปให้ได้ก่อน ด้วยการค่อยๆ ทำ คือพยายามหลีก ละ ลด(กิเลส)ลงไปทีละน้อยๆ แล้วในที่สุดก็จะเลิกได้เอง โดยท่านขอให้พวกเราเริ่มด้วยการกิน ๑ เดือนท่านขอ ๑ มื้อให้กินโดยไม่ปรุงรส สั่งอาหารมาอย่างไรก็ทานอย่างนั้น และให้ทานอย่างมีสติ และท่านก็เริ่มฝึกสติให้กับพวกเรา เพื่อเป็นพื้นฐานให้กับการปฏิบัติวิปัสสนา ท่านสอนหลักของการมีสติ ๑๒ ข้อ พร้อมฝึกให้เราทำให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตัว การออกจากบ้าน การพูด ฯลฯ...ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากถามว่า พวกเราเคยได้รับฝึกฝนมาจากที่ไหนก่อนหรือไม่ ? ทุกคนคงตอบตนเองได้

โดย วยุรี [10 ม.ค. 2551 , 14:55:34 น.] ( IP = 58.9.152.254 : : )


  สลักธรรม 3



ไม่เพียงแค่นั้นท่านยังรู้ด้วยว่าลูกคนใดไปทำอะไร อย่างไรมา บางครั้งท่านจะสั่งให้ลูกศิษย์บางคนไปคัดข้อความที่ท่านบอกมาให้นำมาส่งท่านเป็นการบ้าน บางคน ๕๐ จบบ้าง บางคน ๑๐๐ จบบ้าง ๕๐๐ จบบ้าง (บางครั้งโดนทั้งห้อง แต่บางครั้งโดนเฉพาะตน) ซึ่งท่านกับผู้ที่ถูกคัดเท่านั้นจะทราบว่าที่ท่านสั่งมานั้นเป็นเพราะเขาไปทำเหตุอะไรไว้ ...แม้กระทั่งตนเองก็เคยให้โดนคัดว่า

- อารมณ์พะรุงพะรังรั้งชีวิต

- อย่าไปคิดถึงวันพรุ่งนี้ให้มากเกินไป ทุกข์ของวันนี้ก็มีมากเกินพอแล้ว และเราก็ยังแก้ไขไม่หมด จงอยู่กับปัจจุบันดีกว่า

นับว่าหลวงพ่อท่านได้สร้างกรอบที่ดีไว้ให้เรา แล้วยังคอยดูว่าเราเดินอยู่ในกรอบหรือออกนอกกรอบนั้น แล้วท่านก็คอยมาทั้งเตือนทั้งตะล่อมให้เราเดินเข้ากรอบนั้นใหม่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราอยู่ในกรอบนั้น เราก็จะปลอดภัยและไปไกลจากกิเลสได้ แม้เมื่อผู้ใดมีปัญหาท่านก็จะแก้ไขปัญหานั้นให้โดยที่เราไม่เคยพูดให้ใครฟัง

...มีครั้งหนึ่ง(นานมากแล้ว)ยังจำได้ว่าคืนหนึ่งนั่งดูสมุดบัญชี(เงินเดือน)เพราะเดือนนั้นใช้จ่ายไปมาก พร้อมคิดในใจว่ามีพอที่จะหักค่าน้ำค่าไฟหรือไม่ พอวันเสาร์ท่านเรียกไปหาพร้อมยื่นซองเงินให้พร้อมคำพูดที่เราจะปฏิเสธไม่ได้ (โดยเฉพาะหน้าซองนั้นท่านเขียนอธิษฐานขอมีไฟปัญญา เพื่อจะพาลูกๆพ้นไปจากทุกข์) แม้นแต่ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็ได้รับความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาจากท่านบ่อยครั้ง ทั้งหมดเป็นการยืนยันคำพูดที่ท่านเคยบอกพวกเราว่า

“พ่อดูแลลูกอยู่เสมอ ...ลูกคงรู้ ประจักษ์แก่ใจว่า ขณะใดที่ลูกมีความทุกข์เข้ามา พ่อจะรู้เรื่องราวนั้นตลอดเวลา ...ไม่ได้ทิ้ง ดูอยู่ตลอดเวลา และจะดูตลอดไป ขอให้ลูกมีความอดทน...” หรือ

“...ทุกวิถีจิตของลูก มีพ่อยืนอยู่เสมอ เตือนในสิ่งที่เตือนได้ บางครั้งไม่พยายามเป็นกรรมตัดรอนวิบากใคร ...รับไว้บ้างจะได้หมดไปเลย...”

โดย วยุรี [10 ม.ค. 2551 , 15:01:11 น.] ( IP = 58.9.152.254 : : )


  สลักธรรม 4



แล้วเมื่อไม่นานมานี้ แม้ท่านจะไม่ได้มาหาพวกเรา แต่เพราะความเมตตา ความห่วงใย ที่ท่านมีต่อลูก ท่านจึงได้ให้อาจารย์นำเงินก้อนหนึ่งมามอบให้แม่ชี (และพระ)เพื่อใช้เป็นค่ารถมาเรียนพระอภิธรรม ท่านคอยแก้ไขปัญหาให้กับลูกๆ ทุกคน ซึ่งเป็นการบ่งบอกให้เรารู้ว่า ท่านติดตามดูแลเราอยู่ตลอดเวลา นี่คือพระคุณที่เราลูกๆมิอาจทดแทนได้เลย

(ใครมีประสบการณ์เช่นนี้ น่าจะเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างก็ดีนะ ถือว่ากระทู้นี้ เราทุกคนซึ่งยังเป็นเด็กที่ยังอ่อนปัญญาอยู่ ...กำลังมานั่งล้อมวงเล่าเรื่องพ่อที่อยู่ไกล ในเมื่อเรายังไปหาท่านไม่ได้(แต่กำลังสร้างทางอยู่) และท่านเองก็ยังไม่มีเวลาพอที่จะมาหาพวกเรา ได้แต่ฝากข้อความคำเตือนผ่านอาจารย์มาให้ เราก็มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเป็นการระลึกถึงท่านเนื่องในวันเด็ก)

และอาจจะเป็นเพราะก่อนที่จะมาหาหลวงพ่อนั้นได้ไปปฏิบัติธรรมในทางสมถกรรมฐานมา เมื่อท่านอธิบายถึงไฟกิเลสและไฟทุกข์แล้ว ท่านก็บอกว่า สมาธิทำลายไฟกิเลสได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่เชื้อไฟมันยังอยู่พร้อมที่จะประทุขึ้นมาได้ตลอดเวลา แต่การปฏิบัติวิปัสสนานั้นจะสามารถทำลายได้ทั้งไฟกิเลสและไฟทุกข์ให้หมดไปโดยไม่เหลือเชื้อ แล้วท่านก็อธิบายให้เห็นว่าการปฏิบัติสมาธิ และวิปัสสนานั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน (ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ยังเข้าใจผิดว่าที่ตนเองปฏิบัตินั้นคือวิปัสสนากรรมฐาน จนเมื่อมาได้รับฟังจากหลวงพ่อ จนเมื่อได้เข้าปฏิบัติด้วยตนเอง ...จึงเห็นความแตกต่างของการปฏิบัติทั้งสอง)

โดย วยุรี [10 ม.ค. 2551 , 15:04:59 น.] ( IP = 58.9.152.254 : : )


  สลักธรรม 5



ปีแรกๆ ที่มาเรียนนั้น เหมือนท่านตีแผ่เรื่องชีวิตให้ได้เห็นว่าเรามาจากไหน เพราะเหตุใดเราจึงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ทำไมจึงไม่สามารถสิ้นสุดไปจากทุกข์ได้ ด้วยการสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท

จำได้ว่าท่านไล่ลงไล่ขึ้น คือจาก อวิชชา มาจนถึง ชรา-มรณะ และจากมรณะ ไล่ขึ้นจนถึงอวิชชา และแม้แต่ไล่จากตรงกลางขึ้นไปและลงมา คือจากผัสสะไปจนถึงอวิชชา และจากเวทนาไปจนถึงชรา-มรณะ (และเพราะเรื่องการสอนปฏิจจสมุปบาทนี่เอง จึงทำให้มีการติวในรอบบ่ายโดยท่านอาจารย์วิชิต ธรรมรังษี) จากนั้นอธิบายทางหลุดพ้น ตั้งแต่ศรัทธา ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ ไปจนถึง ขญายานัง และนิพพาน แล้วมาเทียบทีละตัวระหว่างด้านปฏิจจสมุปบาทกับทางหลุดพ้น แล้วชี้ให้เห็นว่าตรงกลางสำคัญที่สุด คือตรงผัสสะและเวทนา หากเราเท่าทันด้วยสติและมีปัญญาแล้วกิเลสคือ อภิชฌาและโทมนัสจะเกิดขึ้นไม่ได้ (แล้วในปีนี้เองชมรมละกิเลสก็เกิดขึ้น สอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยท่านอาจารย์วิชิต)

ต้องบอกว่าตอนนั้นหลวงพ่อท่านสอนแบบไม่มีตำรา สอนแบบให้เราทำความเข้าใจแล้วให้นำไปปฏิบัติ การสอนทุกครั้งของท่านจะมีข้อคิดแทรกขึ้นมาเตือนสติเตือนใจพวกเราเป็นระยะๆ (อาจเป็นเพราะขณะนั้นมีลูกศิษย์บางคนคิดอะไรก็ได้) แล้วตอนที่ท่านสอนนั้นเราก็ไม่รู้เลยว่าท่านสอนพระอภิธรรมให้กับพวกเรา เพราะเราไปสร้างเงื่อนไขเอาไว้ว่าพระอภิธรรมต้องมีตัวเลข มีองค์ธรรม

แต่นี่หลวงพ่อท่านพูดไปเรื่อยๆ ไม่ได้บอกเราว่านี่ปริจเฉทที่เท่าไร อยู่หน้าอะไร จนเมื่อเราได้มาเรียนพระอภิธรรมกันอย่างจริงจัง แล้วกลับไปเปิดสมุดจดเล่มเก่าๆ ดู จึงรู้ว่าบางอย่างนั้นหลวงพ่อสอนไว้หมดแล้ว ท่านปูพื้นฐานให้เราไว้แล้ว

โดย วยุรี [10 ม.ค. 2551 , 15:08:22 น.] ( IP = 58.9.152.254 : : )


  สลักธรรม 6



มาวันนี้แม้จะไม่มีเสียงจากท่าน แต่คำเตือนที่ท่านเคยให้นั้นยังคงอยู่ในจิตใจ และเป็นกำลังใจที่จะให้เราปฏิบัติตามคำของท่าน ยังจำขึ้นใจในตอนท้ายจดหมายที่ท่านเคยมีมาถึงว่า

...พ่อรักการสอนธรรม เมื่อลูกเดินไปกับธรรมนั้น เมื่อนั่นแหละลูกกำลังเดินไปกับพ่อ

...ขันติ คือสิ่งที่พ่อชำนาญ ได้ด้วยการกระทำมา…หลายชาติเหลือเกิน

...ความเพียรที่ทำให้พ่อต่อสู้อุปสรรค เพื่อชนะจากกิเลสของตัวเอง พร้อมทั้งชนะจิตใจในฝ่ายต่ำทั้งหลาย พ่อก็เพียรพยายามอันนี้มากมาย…หลายชาติเหลือเกิน

...ปัญญาที่พ่อมี นำมาสอนลูก พ่อก็ศึกษาเล่าเรียน และเพียรปฏิบัติมานาน…หลายชาติเหลือเกิน

แต่สิ่งที่เป็นชาตินั้น ก็เป็นเพียงชั่วคราวที่เราจะต้องเกิด ต้องตายที่หนีไม่พ้น ...ก็ขอให้ลูกใช้ขันติ วิริยะ และปัญญา พิจารณาสภาพจิตของตนเองให้สม่ำเสมอ รู้กระทบและรู้กระทำ รู้สิ่งที่ควรนำมาเป็นข้อปฏิบัติ รู้ขจัดกิเลส และรู้เหตุที่ทำให้ต้องพบสิ่งต่างๆ แล้วสามารถกระทำชีวิตให้มีความเบิกบานแจ่มใส พร้อมที่จะเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้ลูกนั้น หาประโยชน์อันมีค่าสูงสุดให้กับชีวิตได้

ขอให้ลูกมีความตั้งมั่นในขันติ เช่นเดียวกับพ่อ...มีความเพียร อย่าได้ท้อแท้ เช่นเดียวกับพ่อเพราะลูก คือลูกของพ่อ จงทำหน้าที่ของตนเองให้สมเป็นลูกที่พ่อคิดว่า ลูกคือคนดี และรักษาความดีนี้ไปทุกชาติ จนถึงมรรค ผล นิพพาน นะลูก ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข มงคลใดที่ประเสริฐ จงเป็นสำหรับชีวิตลูกนะ

โดย วยุรี [10 ม.ค. 2551 , 15:15:11 น.] ( IP = 58.9.152.254 : : )


  สลักธรรม 7



เมื่อพูดถึงคำว่ารู้กระทบและรู้กระทำ ....ทำให้นึกได้ หลวงพ่อเคยบอกว่าให้พวกเราจำคำว่า “ที่กระทบคือวิบาก แต่ที่กำลังกระทำคือกรรม” ...พยายามจำให้ขึ้นใจ จำให้ได้เหมือนจำหน้าพ่อ หน้าแม่ของเรา
เอง

วันเสาร์ที่ ๑๒ มกราคมนี้เป็นวันเด็ก กาลเวลาล่วงมาถึง ๒๒ ปีแล้วที่ได้เกิดมาเป็นลูกของท่าน แม้หลายปีผ่าน พ่อก็คือพ่อ ที่คอยให้ความรักความเมตตา ความห่วงใย อีกทั้งคอยแก้ไขปัญหา ให้ปัญญา และปรารถนาอย่างยิ่งให้ลูกทุกคนพ้นไปจากทุกข์ ...จึงขอนำความรู้สึกในหลายปีผ่านฯ นี้มาเล่าสู่กันฟังด้วยหวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามาอ่านได้บ้าง และ สุดท้ายนี้ขออนุญาตนำกลอนของพี่ดอกแก้วมาลงเพื่อบูชาพระคุณของหลวงพ่อเสือว่า..

พ่อเพียรถักรักร้อยในรอยศีล
ชุบชีวินให้เดินทางอย่างเลิศล้ำ
พ่อเพียรผูกลูกไว้ในพระธรรม
กล่อมลำนำสัจจะเพื่อละภัย

กว่าจะรู้เดียงสาว่าทุกข์นัก
พ่อต้องหนักเหนื่อยแรงสักเพียงไหน
กว่าจะรู้ชีวิตผิดพลาดไป
พ่อต้องให้..และให้..ไม่น้อยเลย

ตั้งแต่เด็กเล็กน้อยพ่อคอยสอน
เอ่ยสุนทรมธุรสพจน์เฉลย
คำสักคำหนึ่งน้อยไม่มีเลย
ที่จะเอ่ยทำลายใจให้แหลกราญ

น้ำใจพ่อก่อภาษาว่ารักลูก
และพันผูกลึกซึ้งตรึงคำหวาน
เพิ่มพลังทางใจให้เบิกบาน
พ่อเป็นดั่งสะพานข้ามผองภัย

วันที่ลูกท้อแท้เกือบแพ้พ่าย
ใจสลายกับผลกรรมที่ตามไข
มีเพียงพ่อเป็นหนึ่งในดวงใจ
กระซิบปลอบลูกไว้ให้อดทน

และระลึกถึงคำพ่อย้ำถ้อย
บอกลูกน้อยให้ศึกษาและฝึกฝน
ทั้งเรียนรู้ดูจำบำเพ็ญตน
เดินตามหนทางพ่อที่ก่อมา

วันที่ห่างร้างไกลลูกได้คิด
ในน้ำจิตอันเปี่ยมพระคุณค่า
ที่พ่อเพียรพร่ำให้ในวิชา
ใช้ปัญญาเป็นอาวุธหยุดแรงกรรม

จึงขอน้อมศิโรราบก้มกราบพ่อ
ผู้เกื้อก่ออาหารใจให้อิ่มหนำ
ผู้ฉายแสงรัศมีแห่งพระธรรม
ผู้เปี่ยมคำกรุณาคราหมองตรม

และขอตั้งดวงจิตอธิษฐาน
เชิญกุศลไตรทวารที่งามสม
จงพรั่งพร้อมน้อมใจให้เกลียวกลม
มาบังคมบูชาพ่อ…ขอบูชา

ขอกราบแทบเท้าเพื่อบูชาพระคุณหลวงพ่อเสือ ....พ่อที่ลูกเคารพและสักการะยิ่ง

ลูกวยุรี
วันเด็ก ปีที่ ๒๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑)

โดย วยุรี [10 ม.ค. 2551 , 15:27:19 น.] ( IP = 58.9.152.254 : : )


  สลักธรรม 8


หลายปีผ่านไป แทบไม่น่าเชื่อเลย ๘ ปีแล้วที่ได้มาเป็นลูกเสือพิทักษ์ ได้รับความรักความเมตตาจากหลวงพ่อเสมอมา ไม่เพียงแต่ตนเองเท่านั้น แต่หมายรวมถึงบุคคลในครอบครัวด้วย ที่หลวงพ่อท่านคอยดูแลห่วงใยเสมอมา ไม่ว่าทำอะไรไปแล้ว หรือกำลังคิดจะทำ หรืออะไรจะเกิดขึ้นแก่เรา และคนในครอบครัว ท่านก็คอยเตือน แต่เป็นการเตือนให้มีสติ ให้เข้มแข็ง ดังเช่น

...พ่อจึงอยากให้ลูกเข้มแข็ง และฝึกฝนการยืนให้มั่นคง(เหมือนยืนในทะเล) สู้แรงปะทะด้วยพลังแห่งสติปัญญา ทะเลมีสงบลงฉันใด ชีวิตลูกพ่อก็ต้องมีสงบได้ แม้ยังจะเป็นความสงบได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ก็ดีมิใช่หรือลูก เอาใจสร้างเรือรบไว้ รบกับกิเลสไป

...สู้ไม่ท้อ เพราะเป้าหมายคือการขึ้นฝั่งไงลูก.. ..... และท่านลงท้ายว่า..ยิ้มสู้กับชีวิตด้วยศรัทธาต่อไปนะลูกรัก

หรืออีกครั้งที่ท่านเตือนสติว่า

...จงใช้อาภรณ์แห่งปัญญา ห่อหุ้มใจไว้ ป้องกันร้อนหนาวจากวิบากกรรม
...จงใช้อาวุธแห่งปัญญา เป็นทหารยามของใจ เพื่อขับไล่และกำจัดกิเลสทั้งหลาย

เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อความที่บ่งบอกให้รับทราบถึงความเมตตาที่ท่านมีให้เสมอมาค่ะ

และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกให้ทราบก็คือ ......สำหรับตนเองแล้ว หลวงพ่อเสือท่านเป็นผู้ให้ชีวิตใหม่ ชีวิตที่รู้จักเดินไปบนเส้นทางที่ควรจะเดิน เพราะชีวิตที่ผ่านมาค่อนชีวิต ไม่เคยได้รู้จักกับพระพุทธศาสนาเลย ไม่เคยรู้จักกับกุศล อกุศล ไม่รู้ว่าชีวิตเราตกอยู่ในความประมาทอย่างไร ฯลฯ

ธรรมะที่ท่านสอนนั้น นำไปปรับปรุงใช้ในการดำเนินชีวิตได้ดี..และที่ท่านสอนนั้นล้วนเป็นพระอภิธรรมทั้งสิ้น เพียงแต่ท่านมิได้ยกมาบอกเจาะจงลงไปว่า..วันนี้พ่อจะสอนปริจเฉท ?.....นะลูก ความจริงหากไปเปิดทบทวนดูจะพบว่าท่านสอนครบทุกปริจเฉทตั้งแต่ ๑ถึง ๙ แล้วค่ะ

เพราะหลายครั้งที่ติดขัด ก็จะไปเปิดดูที่หลวงพ่อเคยสอนไว้ ก็จะได้คำตอบอยู่ในนั้น เหมือนมีอะไรมาดลใจทุกครั้งเมื่อมีปัญหา ก็จะไปเปิดเจอคำตอบในสมุดที่จดไว้

หรือแม้กระทั่งจะลาออกจากงาน ก็มิได้บอกให้ใครทราบเลย ท่านก็ยังทราบ และเพื่อไม่เราฟุ้งซ่านหลังลาออกจากงาน ท่านก็บอกให้ไปสอบที่วัดมหาธาตุ ตกใจหมดเลย เพราะว่างเว้นจากการสอบมานาน เป็นคนกลัวการสอบมาก
สอบอยู่ ๔ ครั้ง ก็ขอไม่สอบ เพราะรู้สึกว่าเกิดอกุศลมากมาย

ซึ่งก็มาทราบภายหลังว่า ที่ให้ไปสอบนั้นเป็นกุสโลบายของท่านที่จะให้เรามีความกระตือรือร้นในการศึกษาเล่าเรียน

...เพราะท่านบอกว่าหากไม่มีวันนั้น ลูกก็ไม่มีวันนี้...

แต่อย่างไรก็ตาม...เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อ ก็จะเป็นเด็กเล็กๆ ที่ไม่มีความรู้อะไรอยู่ในหัวเลย ท่านถามอะไร ก็ตอบไม่ถูกสักอย่าง

แม้จะไม่มีโอกาสพบพ่อนานแล้ว แต่ความรู้สึกเหมือนมีพ่ออยู่ใกล้ๆ เสมอค่ะ

ขอน้อมนำกุศลใส่พานทองกราบแทบเท้าบูชาพ่อด้วยความรักและเคารพค่ะ

โดย ลูกดา [10 ม.ค. 2551 , 17:03:57 น.] ( IP = 124.121.176.35 : : )


  สลักธรรม 9

ดูเหมือนว่าลูกๆของพ่ออายุยังน้อยๆกันทั้งนั้นนะคะ
เมื่อเริ่มนับจากวันที่มีโอกาสมาเป็นลูกของพ่อ ลูกเองก็เพิ่งจะอายุ 15 ปีกว่าๆ


หากจะเริ่มนับจากวันแรก ก็เริ่มพูดกับพ่อครั้งแรก จากความสงสัยจากคำว่า "วิบาก " พ่อเปิดโอกาสให้คนที่มาใหม่ได้ถามก่อนเสมอ

และก็ไม่น่าเชื่อว่า จากวันนั้นมาพ่อปรับเปลี่ยนชีวิตได้อย่างมากมาย คำสอนของพ่อ ล้วนมีประโยชน์อย่างมากมาย สามารถดับความทุกข์ทางใจในขณะที่วุ่นวายใจได้เสมอๆ

หากจะตามไปเปิดดูย้อนหลังที่ได้จดธรรมะ ทำให้รู้สึกว่า พ่อให้อะไรมากมาย และ สุขุมลุ่มลึก และทำให้รู้สึกว่า พ่อสอนมาหมดทุกอย่างแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นปริยัติด้านอภิธรรม ด้านการปฏิบัติวิปัสสนา และแนวทางของสติปัฏฐาน หลวงพ่อได้กล่าวมาอย่างละเอียด


แต่น่าเสียดายขณะนั้นฐานของการรองรับยังน้อยนัก แถมบางครั้งก็เพลิดเพลินกับกิริยาแห่งความเมตตาของหลวงพ่อ ทำให้ธรรมะบางตอนขาดหายไปอยู่เสมอ

สิ่งที่หลวงพ่อสอนนั้น หวังให้ลูกเกิดความเข้าใจในชีวิต และนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับตนเองให้ได้

เช่นเดียวกันค่ะ แม้จะไม่ได้พบพ่อเช่นดั่งเคย ก็รู้สึกว่าหลวงพ่ออยู่ใกล้ๆ เสมอ รู้สึกใจหาย และคิดถึงวันวานเช่นนั้นอีก


ลูกขอน้อมกราบถวายกุศลที่ได้กระทำมาถวายหลวงพ่อเนื่องในวันเด็ก และในวันครูที่ใกล้จะถึงนี้ ด้วยความเคารพสักการะ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ม.ค. 2551 , 22:55:55 น.] ( IP = 125.24.57.156 : : )


  สลักธรรม 10



มาร่วมกราบบูชาหลวงพ่อเนื่องในโอกาสวันเด็กและวันครูด้วยค่ะ

อ่านเรื่องราวของพ่อจากบันทึกของพี่วยุรีแล้วก็นึกถึงตนเองที่ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อมากมายที่เปิดโอกาสและชักชวนให้ทำกุศลชนิดต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนให้ทุนทำกิจกรรมต่างๆ และไปทัศนศึกษาหาความรู้จากภายนอก ...รู้สึกโชคดีมากๆ ที่มีโอกาสเช่นนั้น เพราะลำพังตนเองคงไม่สามารถทำสิ่งเหล่านั้นให้เกิดความสำเร็จเป็นเสบียงบุญของชีวิตขึ้นมาได้ จึงเป็นการให้ความสนับสนุนอย่างประเมินค่าเป็นทรัพย์มิได้เลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้หลวงพ่อคือผู้จุดประกายการศึกษาพระอภิธรรมให้เกิดขึ้นในชีวิตอย่างจริงจัง ในครั้งแรกนั้นจำได้ว่า หลวงพ่อมอบเงินให้ไปซื้อเทปบรรยายพระอภิธรรมปริจเฉทที่ ๑ จำนวนหนึ่งร้อยกว่าม้วนมาฟังกัน จากนั้นด้วยความใคร่รู้ก็หาฟังเองต่อและอ่านไปเรื่อยๆ อย่างไม่จริงจัง จนกระทั่งวันหนึ่งได้รับมอบหมายให้ไปเรียนและเข้าสอบ ได้พบเห็นวิถีชีวิตที่แตกต่างในการศึกษาจึงเข้าใจและพิจารณาได้ว่า อะไรคือเป้าหมายสำคัญของการศึกษาพระธรรม

ในยามที่ได้พบกับหลวงพ่อ ..แม้จะไร้ซึ่งคำพูด...แต่รอยยิ้มที่นุ่มนวลพร้อมแววตาที่เปล่งประกายแห่งความรักของหลวงพ่อ ก็ทำให้ลูกมีความดีใจ สุขใจ และหายเหนื่อยได้อย่างปลิดทิ้ง ในยามที่ไม่ได้พบ เมื่อได้มองภาพก็รู้สึกอบอุ่นใจเสมอ

๑๗ ปีในบ้านเสือพิทักษ์ ทำให้ลูกรู้จักที่จะทำกุศลเพื่อกุศล และเพียรพยายามทำตนให้เดินไปตามคำสอนของหลวงพ่อซึ่งภูมิใจในก้าวเล็กๆ แต่ละก้าวนั้นเป็นอย่างมาก ..แม้มาจนถึงวันนี้จะมีระยะทางที่ห่างจากเท้าของพ่อเสียเหลือเกิน แต่ก็จะหมั่นเดินต่อไปจนสุดแรง


โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2551 , 10:02:11 น.] ( IP = 125.26.39.80 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org