มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๙








ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๒๙


บางครั้งด้วยทิฏฐิมานะ ทำให้คนเราดื้อแพ่ง จนรู้สึกว่าตนชนะ

แต่ในความจริง...เปล่าเลย... คนเราไม่มีทางชนะได้

นั่นเป็นเพราะ....ลูกทุกคนไม่สามารถชนะกรรมได้นั่นเอง

ด้วยรัก
จาก พ่อเสือ




เช้าวันนี้ท่านอาจารย์ได้น้อมนำใจของทุกคนเพื่อเข้าสู่การสวดมนต์ทำวัตรเช้าว่า ...วันนี้เราได้มาพร้อมกันเพื่อที่จะกระทำคุณงามความดีทั้งกาย วาจา และใจ จึงขอให้มีความเพียบพร้อมน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอันที่เป็นพึ่ง หรือเรียกว่าเป็นสรณะอันเอกของโลกด้วย

การที่เราทุกคนได้ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันมาจนถึงวันนี้แล้ว คงได้รู้แล้วว่าที่พึ่งอื่นของเรานั้นไม่มีเลย เพราะว่าธรรมชาติทั้งหลายมีความวิปริต ปรวนแปรเป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เช่น เราไม่สามารถบังคับบัญชาใจใครได้แม้กระทั่งใจของตนเองให้มีความยินดีและมีความสุขใจและมีความอิ่มเอิบใจได้ตลอดไปฉันใด ตัวเราก็เหมือนกันฉะนั้นการที่เราพึ่งสิ่งอื่นนั้นก็เป็นการเอาชีวิตของเราฝากไว้กับสิ่งไม่แน่นอน แต่พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันเอกอย่างแน่นอน

เพราะพระพุทธเจ้าคือผู้ตรัสรู้เอง ตรัสรู้ชอบ เป็นผู้หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง ฉะนั้นพระโอวาทของท่านล้วนบริสุทธิ์และบริบูรณ์โดยสิ้นเชิง พระธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระตถาคตเจ้าก็เป็นธรรมอันวิเศษ ที่สามารถหยุดเหตุแห่งความทุกข์ได้คือทำให้เราสิ้นไปจากวัฏฏสงสาร พระสงฆ์คือพระอริยสงฆ์ทั้งหลายคือพยานอันสักขีอันประเสริฐที่เป็นยืนยันคำสั่งสอนอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ว่า ทางแห่งความพ้นทุกข์นั้นมีอยู่ ปฏิบัติได้แล้วถึงได้จริง และท่านเหล่านี้ก็ถึงโอฆะสงสารไปมากมายแล้ว

ฉะนั้น รัตนะทั้ง ๓ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงเป็นสิ่งที่ควรบูชา เป็นสิ่งที่ควรเคารพสักการะเทิดทูนไว้เหนือชีวิต ขอพวกเราทั้งหลาย น้อมกายวาจาใจประนมมือขึ้นแล้วกล่าวคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ …

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [13 ม.ค. 2551 , 22:25:27 น.] ( IP = 58.9.91.210 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




หลังจากที่บทสวดมนต์สำคัญได้ถูกสาธยายจนหมดแล้ว ท่านอาจารย์ก็ได้นำลูกศิษย์กล่าวคำแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย และหลังจากนั้นท่านก็ให้ลูกศิษย์ทุกคนหันหน้าไปที่รูปของหลวงพ่อเสือพร้อมกับพนมมือแล้วกล่าวตามคำของท่านว่า ...

“ข้าแต่หลวงพ่อเสือผู้เจริญ ข้าพเจ้าผู้เป็นลูกศิษย์ ขอก้มกราบถวายกุศลที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เพียรปฏิบัติมาตลอดหนึ่งปีนี้ทั้งกายกรรม ทั้งวจีกรรม ทั้งมโนกรรม ขอกุศลกรรมเหล่านั้นจงเป็นประดุจดอกไม้ธูปเทียนทองเพื่อกราบสักการบูชา และขอขมาลาโทษในสิ่งที่ลูกทั้งหลายได้เพลี่ยงพล้ำล่วงเกินหลวงพ่อไป ทั้งที่ตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ขอหลวงพ่อจงงดโทษให้แก่ลูก ๆ ทั้งหลาย

การได้ฟังธรรมะจากห้องนั่งเล่นแห่งความรักมาหนึ่งปีเต็ม ทำให้ลูกทุกคนได้รู้ซึ่งและเข้าใจในความรักความเมตตาและความปรารถนาดีของหลวงพ่ออย่างยิ่ง ที่จะเพียรประคับประคองให้ชีวิตของลูกนั้น เป็นคนดี มีศีลธรรม มีปัญญา ในการนำพาชีวิตให้พ้นทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย และพ้นไปจากสังสารวัฏ

ลูกจึงขอกราบเคารพสักการะ ไว้ ณ ที่นี้ ถ้าหลวงพ่อมีสิ่งใดที่จะตักเตือนลูก ลูกพร้อมรับคำตักเตือนนั้น ด้วยความเต็มใจและจะปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อตลอดไป”

หลังจากนั้นท่านอาจารย์ก็ให้ทุกคนมองไปที่ดวงตาของหลวงพ่อ และตั้งใจฟังเพลงเพื่อระลึกถึงพระคุณของท่านโดยเนื้อเพลงมีอยู่ว่า ......

อะไรที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้ สิ่งดีๆ ของเราได้มาจากไหน พานพบมาพบใครใคร จะมีบ้างไหมที่ได้อย่างที่เป็น

ใครที่ทำให้เราได้อย่างนี้ ห่วงใยไมตรีไม่เคยว่างเว้น มีรักมาให้ร่มเย็น ท่านดั่งเป็นแสงทองส่องดวงใจ

ขอก้มกราบแทบบาทด้วยใจรัก พ่อเหนื่อยนักพี่เหนื่อยนักท่านทนไหว ลูกรับรู้ว่าท่านทำเพื่อใคร ขอจารึกไว้ในใจเรา

จดจำความรักนั้นไว้ในใจ ว่าใครมอบให้ทุกสิ่งดี อยากตอบแทนในวันนี้ ลูกขอทำความดีแทนพระคุณ

ขอก้มกราบแทบบาทด้วยใจรัก พ่อเหนื่อยนักพี่เหนื่อยนักท่านทนไหว ลูกรับรู้ว่าท่านทำเพื่อใคร ขอจารึกไว้ในใจเรา

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2551 , 22:27:22 น.] ( IP = 58.9.91.210 : : )


  สลักธรรม 2




หลังจากที่เสียงเพลงจบลงแล้วท่านอาจารย์ได้กล่าวขึ้นว่า ขวบปีที่ผ่านมาเราได้รับคำเตือนที่มากมายที่เปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใยจากหลวงพ่อ และจนกระทั่งมาถึงวันนี้อันเป็นสัปดาห์ของวันเด็กหลวงพ่อท่านก็มีจดหมายมาถึงเด็ก ๆ ทุกคน เพราะท่านต้องการให้เด็กทุกคนเป็นเด็กดี สาส์นรักจากหลวงพ่อก็มีอยู่ว่า ..

ลูกรักของพ่อ

สัปดาห์นี้เป็นเวลาของลูกผู้ซึ่งเป็นเด็กๆทุกคน ซึ่งทางโลกถือเอาวันที่ ๑๒ มกราคมนี้ เป็นวันเด็ก ซึ่งพ่อเองก็คำนึงถึงวิถีชีวิตลูกทุกคนซึ่งยังเด็กอยู่ ด้วยเพราะความคิดและการกระทำของลูกโดยเฉลี่ยแล้วยังคิดไม่ถูกดีนักเท่าใด ซึ่งพ่อถือเอาว่านั่นคือเด็ก ที่ไม่ประสีประสานักในเรื่องของกรรม เมื่อยังเป็นเช่นนั้น พ่อซึ่งมีหน้าที่ดูแล และกล่อมเกลาขัดสีฉวีวรรณให้ลูกทุกคน มีราศี มีค่าและเป็นผู้มีเหตุแห่งความดีในชีวิต เพื่อจะได้เติบโตและแข็งแรงด้วยสติปัญญา สิ่งนี้เท่านั้นที่จะเป็นอาภรณ์ที่คุ้มครองชีวิตพร้อมๆกับผลักดันชีวิตให้มุ่งตรงต่อสันติสุข คือพระนิพพานได้ในที่สุด.

ขึ้นชื่อว่าทำดีย่อมได้ดีนั้น พ่อคิดว่าลูกทุกคนทราบดี แต่มีอีกสิ่งที่ลูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปนั้นก็คือ การทำคุณ (คุณประโยชน์) การทำคุณนี้ย่อมได้บุญเช่นกัน ไม่ใช่ว่าได้บุญคุณ เพราะนั่นคือความคิดเอาเองแบบไม่มีเหตุผล และเป็นการสร้างเงื่อนไขให้กับชีวิตของตน จริงอยู่ที่ลูกได้สดับรับฟังมาตั้งแต่น้อยจนใหญ่ว่า บิดามารดานั้นเป็นผู้มีพระคุณ คำนี้ท่านใช้จำกัดความเพื่อสร้างแรงกตัญญูกตเวทิตาคุณให้แก่บุตรทั้งหลาย ได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณนั้น ถ้ากล่าวโดยเหตุแล้ว บิดามารดาท่านนั้นก็ได้ทำบุญด้วยการอุ้มชูอุปถัมภ์เลี้ยงดู ให้ข้าวให้น้ำ ให้การศึกษาและอื่นๆแก่บุตรมากมาย นี้แหละคือการทำความดีคือบุญนั่นเอง ผลที่ท่านจะได้รับนั้นก็คือ ในภายหน้าท่านจะได้รับการอุปถัมภ์จากผลของบุญนั้นๆ ซึ่งผู้เป็นบุตรจะไม่เลี้ยงดูท่านยามแก่เฒ่า ก็หาใช่ว่าบุญที่ท่านทำจะไม่ให้ผล ยังคงรอการให้ผลในชาติต่อๆไปเป็นแน่ แต่โดยสากลนิยมแล้วท่านยกให้เป็นพระคุณนั่นเอง.

แต่การทำคุณประโยชน์ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม ถ้าลงคิดว่าเป็นบุญคุณ แต่ลืมคิดถูกว่าเป็นการทำความดีแล้ว จะทำให้จิตใจเหิมเกริม มีมานะทิฎฐิในตนอย่างมาก และรอคอยการทดแทนคุณจากการที่ได้กระทำไว้ จนทำให้ไม่สามารถทำความดีเพื่อความดีได้ นี้คือสิ่งที่พ่ออยากเตือนลูกทุกคนให้ตระหนักไว้ให้ถูกต้องด้วย เพื่อป้องกันการแอบอ้างเอาบุญมาเป็นคุณจนทำผิดไปจากสิ่งที่ดีงามและหลงผิดในการดำเนินชีวิต โดยการคิดเอาง่ายๆแบบมักได้เข้าว่า ซึ่งเป็นการทำบาปโดยปริยายไปได้ โดยอาศัยความมีคุณประโยชน์ที่ตนสร้างมาเป็นกรณีพิเศษต่อการดำเนินชีวิต และคิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเล็กๆน้อยๆ ลูกเอ๋ย..ไม่น้อยนะลูก พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าบาปแม้เพียงเล็กน้อยอย่าทำเสียดีกว่า เพราะเมื่อเวลาบาปให้ผลแล้วถึงน้อยก็ไม่มีใครต้องการ ดูได้จากการปวดหัวตัวร้อนที่คนเราเป็นกันนั้น ยังต้องรีบหายามาแก้ไขความปวดนั้นๆเลย เห็นไหมลูกนั่นเพียงเศษบาปจากการเบียดเบียดสัตว์เท่านั้น ยังไม่มีใครต้องการเลย แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเห็นผิดถือวิสาสะโดยเอาเรื่องบุญคุณเป็นใหญ่มาเป็นเครื่องดำรงชีวิตนั้น มันจะสะสมบาปไปมากขึ้นเรื่อยๆนะลูก

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2551 , 22:27:57 น.] ( IP = 58.9.91.210 : : )


  สลักธรรม 3


แต่ถ้าเมื่อใดการกระทำที่ลูกมีจิตเมตตาปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมทุกข์ มีการช่วยเหลือในกิจการงานที่ชอบประกอบไปด้วยน้ำใจแล้ว นั่นคือการทำกุศล คือบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ซึ่งเป็นทางที่ควรดำเนินและให้ผลเฉพาะตน ถึงใครไม่รู้ไม่ทราบว่าเราทำ ใครจะ ชมหรือไม่ชม กุศลกรรมนั้นๆย่อมจะตามส่งสนองผู้ทำเสมอไป ตรงนี้แหละลูกคือสิ่งที่พ่ออยากให้ลูกทุกคนตระหนักไว้ให้มากเพื่อเป็นกำลังใจการทำความดี และเพื่อป้องกันการกระทำอันไม่ดีไม่ชอบธรรมโดยการอ้างเอาคุณส่วนตัวมาอาศัยบุญส่วนรวม

บุญส่วนรวมที่พ่อว่าถึงนั้นก็คือ บุญของมูลนิธิ เพราะมูลนิธิแห่งนี้เกิดขึ้นมาโดยอาศัยการทำคุณประโยชน์ของท่านต่างๆที่สร้างสมไว้เสียสละไว้ มีท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูรเป็นต้นที่ดำเนินการเผยแผ่ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ให้แก่ประชนชน จนมีชื่อเสียงเกียรติคุณขจรกระจายไปทำให้ผลแห่งความดีนั้นตามคุ้มครองแม้กระทั่งสถานที่ คือมูลนิธิแห่งนี้ มีผู้เห็นคุณประโยชน์ของการศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม จนมีการบริจาคทรัพย์เพื่ออุ้มชูให้สามารถดำเนินการเผยแผ่มาได้จวบจนทุกวันนี้ จึงถือได้ว่าอาคารทรัพย์สินต่างๆทั้งที่เคลื่อนย้ายได้และเคลื่อนย้ายไม่ได้ของมูลนิธินั้นเป็นบุญส่วนรวม ที่เราทุกคนจะต้องช่วยกันดูแลรักษาสืบต่อไป และใช้ให้เกิดคุณค่าคุณประโยชน์ส่วนรวมด้วย อย่าเบียดบังเอามาใช้ในเรื่องส่วนตัวเพราะจะทำให้ชีวิตก้าวพลาดได้เพราะความประมาทนั่นเอง

วันนี้พ่อได้พร่ำพรรณนาถึงบุญและบาปมานั้น ก็เพื่อมุ่งหวังว่าจะให้ลูกรักของพ่อ ซึ่งเป็นเด็กมากในปีที่แล้ว มีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนที่ไม่ดีไม่ควรออกไปเสียจากชีวิต กลายมาเป็นเด็กที่โตขึ้นฉลาดขึ้น คือฉลาดที่จะเลือกทางที่ควรดำเนินเสียใหม่ และทำความดีเพื่อความดีให้ได้มั่นคง หยุดที่จะทำความดีโดยไม่รู้ค่าของความดี เพราะมัวไปนึกว่าตนเองเสียสละเสียที เสียสละที่พ่อภูมิใจมากก็คือ เสียสละสุขส่วนตนเพื่อส่วนรวม และสละความเห็นผิดคิดผิดออกไปให้ได้ลูกของพ่อจะไม่มีเสียเลย เสียนี้ก็คือเสียชีวิตไปกับการกระทำบาปนั่นเอง

สาสน์วันเด็กฉบับนี้ พ่อเขียนขึ้นมาจากหัวใจรักและเป็นห่วงลูกนะ ลูกคนเดียวที่พ่อคอยดูและอยู่ ขณะที่อ่านนี้ ขอให้คิดว่า เรามีกันสองคนพ่อลูกนะ อย่าคิดว่าพ่อไปเตือนใครอื่น เตือนลูกคนเดียวนะละ เตือนให้รู้ว่าควรเลิกทำสิ่งใดและเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่ต้องเป็นหนึ่งในความดีนะลูก แต่ถ้าลูกสำรวจตรวจใจแล้ว ว่าลูกกำลังแกะรอยทางชีวิตเพื่อเดินตามมากับพ่อแล้ว ทำดีแล้วละก็ต้องเพียรต่ออดทนต่อไปนะลูก เหมือนกับเปรียบที่ว่า อดเปรี้ยวไว้กินหวานนะลูก หนทางแห่งรักที่พ่อถักทอไว้เพื่อลูกนั้น ยังมั่นคงเสมอมาและตลอดไปแน่นอน เพียงลูกมั่นคงในเส้นทางแห่งความดีเท่านั้น หนทางที่เราพ่อลูกรอคอยนั้นมีวันปรากฏเป็นความจริงแน่.

ด้วยรักและเมตตายิ่ง

พ่อเสือ


โดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2551 , 22:28:24 น.] ( IP = 58.9.91.210 : : )


  สลักธรรม 4




หลังจากที่การอ่านเนื้อความในจดหมายจบลง ท่านอาจารย์ก็ได้อาจารย์ได้ถามความรู้สึกของลูกศิษย์หลายๆ ท่านหลังจากที่ได้ฟังไปแล้ว มีท่านหนึ่งบอกว่า

“.... บางครั้งความเป็นกันเอง บางครั้งความรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านของเรามันก็เลยทำให้เราทำความผิดพลาดอะไรลงไปได้ นึกถึงเมื่อก่อนตอนที่ทำงาน ตอนนั้นยังสอนหนังสืออยู่ บางครั้งเรากระดาษของโรงเรียนมาเขียนเล่นส่วนตัว อันนั้นก็ถือว่าคอรัปชั่น คือจำได้ว่าตอนนั้นจำได้ว่าเอากระดาษหลวงมาเขียนเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่ใช่งานของโรงเรียน ก็นึกถึงคนอื่น อาจจะทำอะไรที่เป็นบาปที่เราไม่รู้ตัว ตอนนั้นหลวงพ่อท่านทราบท่านจึงได้มาเตือน จึงต้องไปซื้อกระดาษมาไว้ใช้ในงานส่วนตัวเอง

ได้ฟังสาส์นรักจากหลวงพ่อแล้วก็ซึ้งใจ ที่ท่านไม่ปล่อยให้เราทำอะไรผิดๆ ต่อไป นึกถึงเนื้อเพลงท่อนที่ว่า “ใครที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้ และใครที่ทำให้เราได้อย่างนี้” และก็นึกถึงท่านอาจารย์ที่ท่านต้องต่อสู้ต้องเสียสละหลายๆ อย่างเพื่อให้มูลนิธิเจริญก้าวหน้าและเป็นที่รู้จักของคนภายนอก..”

อีกท่านหนึ่งกล่าวว่า “....มีความรู้สึกรักพ่อจริง ๆ ค่ะ ต้องบอกว่าตอนแรกฟังเพลงแล้วก็มองหลวงพ่อ ก็ทราบว่า ไม่มีใครเหมือนพ่อ ไม่มีใครเป็นได้อย่างนี้ พ่อรักและห่วงเราจริง ๆ ตรงนี้ ห่วงแม้กระทั่งที่ทำงาน ที่เราเอาเวลางานไปเดินสักนิดก็ต้องชดเชยคืนให้ด้วย ท่านสอนให้คิดให้ถูก จนถึงวันนี้ ยี่สิบ กว่าปี ...ก็มีความเคารพรักหลวงพ่อมากยิ่งขึ้นค่ะ …”

อีกท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นโดยผ่านเป็นตัวอักษรมาว่า “...อ่านไปก็รู้สึกอบอุ่นในความเมตตาที่ส่งผ่านน้ำคำของท่านจริงๆ ปกติแล้วเมื่อคนเราได้รับคำตักเตือนก็มักจะรู้สึกไม่สบายใจหรือหงุดหงิดใจไปตามประสามนุษย์ปุถุชน แต่คำเตือนของหลวงพ่อนั้น อ่านยังไงก็ไม่รู้สึกหงุดหงิดเลยค่ะ

คิดว่าคงเป็นเพราะท่านมีเหตุผลมาชี้แจง และแสดงให้เรายอมรับด้วยสัจธรรมโดยการส่งผ่านกระแสเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความ"รักและเมตตายิ่ง"อย่างที่หลวงพ่อลงท้ายจดหมาย ยิ่งตอนท้ายของจดหมายที่ท่านส่งความรักและสัญญาใจถึงพวกเราว่าให้อดทนต่อไป เพราะหนทางแห่งรักที่ท่านถักทอไว้เพื่อพวกเรานั้นยังมั่นคงเสมอมาและตลอดไป อ่านแล้วก็ได้กำลังใจในเพียรสู้กับกิเลสต่อไปมากๆเลยค่ะ …”

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2551 , 22:28:47 น.] ( IP = 58.9.91.210 : : )


  สลักธรรม 5



อีกท่านหนึ่งกล่าวว่า “...เป็นคำเตือนที่ปรารถนาดีเพื่อให้ชีวิตมีความรอบคอบขึ้น ไม่พลาดพลั้งไปทำบาปในทรัพย์ที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคมาเพื่อบำรุงมูลนิธิ การมาช่วยเหลืองานมูลนิธินั้นเป็นงานกุศลแต่บางครั้งเราอาศัยสถานที่หรือทรัพย์ของมูลนิธิทำในเรื่องส่วนตัว เช่น อย่างตนเองมาช่วยพิมพ์งานบางครั้งก็เบื่อก็เลยเล่นเกมคอมพิวเตอร์บ้าง ตรงที่เล่นเกมนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงาน หรือที่ขับรถมาช่วยงานก็มาด้วยความตั้งใจดีแต่บางทีเอามาใช้น้ำของมูลนิธิล้างรถ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวเหมือนกัน ก็ได้บริจาคทรัพย์เพื่อบำรุงค่าน้ำค่าไฟด้วยเหมือนเป็นการชำระหนี้สงฆ์เพราะที่เราได้นำมาใช้เพื่อส่วนตัวนั่นเอง จึงเป็นคำเตือนที่ไม่ให้เราเผลอไปทำบาปให้มากขึ้นเพราะการเบียดบังใช้ทรัพย์ตรงนี้จะนำบาปมาให้ชีวิตมากกว่าไปโกงทรัพย์ของคนที่ทุจริตเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเสียอีก ..”

หลังจากที่ลูกศิษย์หลายคนได้แสดงความคิดเห็นผ่านไปแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวขึ้นว่า ...เมื่อเช้าทานข้าวไม่ลง เพราะมีเรื่องกลุ้มใจที่ต้องเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาหลายปัญหา และมีปัญหาหนึ่งที่รู้สึกสงสารมากอยากจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาในเรื่องครอบครัวของลูกศิษย์ได้บ้าง เมื่อหลวงพ่อท่านทราบเรื่องแล้ว ท่านก็ยิ้มแล้วท่านก็แก้ไขความกลุ้มใจให้โดยอธิบายสภาพอาการต่างๆเหล่านั้นให้เบาใจลง และในตอนท้ายท่านบอกว่า .. ลูกศิษย์คนนั้นโชคดีแล้ว เพราะความป่วยของลูกชายนั้นเป็นเพราะกรรมที่เขาได้ทำมา จึงมีอาการมาปรากฏเป็นละครให้ศึกษาให้ดูได้ แต่ถ้าเป็นโรคนี้เสียเองก็จะไม่มีโอกาสมาศึกษาธรรมะและเผยแผ่ธรรมะสอนใครๆ .. ท่านบอกว่าขอให้อดทน และท่านจะช่วยเป็นกำลังใจให้และช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

ท่านอาจารย์บอกว่านอกจากสาส์นรักจากหลวงพ่อฉบับนี้แล้ว ท่านยังฝากข้อความมายังห้องนั่งเล่นแห่งความรักอีกหลายประโยค เพื่อที่จะกำชับใจทุกคนอีกครั้งหนึ่ง เพราะ

โดยธรรมชาติของปุถุชนเมื่อถูกเตือนแล้วก็จะไม่สบายใจ เพราะเราไม่ชอบถูกตำหนิหรือตักเตือน แต่ที่เราชอบให้หลวงพ่อมาเตือนก็เพราะเรารักพ่อ แต่ถ้าหากเป็นคนที่เราไม่รักมาเตือนเราซิ เราก็จะไม่ชอบ แต่เพราะเรารู้ว่าคนนั้นน่ะเรารักและปรารถนาดีกับเราก็ทำให้เราชอบเหมือนมีกระจกเงา ( ตรงนี้ท่านอาจารย์บอกว่า ตรงกับที่น้องคนหนึ่งที่แสดงความรู้สึกไว้ข้างต้น และคงต้องบอกว่าเป็นบุคคลที่ให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเองมาก เพราะขณะนี้น้องเขาเหมือนดวงดาวที่ถูกเราปั้นมาตั้งแต่เป็นก้อนดิน ซึ่งบัดนี้เขามีความคิดมีวิจารณญาณที่ลึกซึ้งมาก )


โดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2551 , 22:29:06 น.] ( IP = 58.9.91.210 : : )


  สลักธรรม 6




หลวงพ่อท่านบอกว่า สาส์นรักที่ท่านมอบมาให้นั้นคงไม่ค่อยได้ผลสมปรารถนาเท่าไรนัก แต่ท่านบอกว่า ท่านไม่ท้อที่จะเตือน เพราะท่านทำหน้าที่ชีวิตที่ดีแล้ว ท่านบอกว่าถ้าไม่ทำหน้าที่ทีดี นั่นคือการใฝ่ต่ำ ท่านจึงเอาเรื่องดีมาสอนเพื่อให้เราคลายชั่ว แต่ถ้าหากเราไม่รับ นั่นคือเราใฝ่ต่ำเช่นกัน ฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านจึงเตือนเรามาอีกว่า

"บางครั้งด้วยทิฏฐิมานะ ทำให้คนเราดื้อแพ่ง จนรู้สึกว่าตนชนะ
แต่ในความจริง...เปล่าเลย... คนเราไม่มีทางชนะได้
นั่นเป็นเพราะ....ลูกทุกคนไม่สามารถชนะกรรมได้นั่นเอง"

หลวงพ่อท่านบอกว่า ถ้าเราจะเอาชนะกันด้วยทิฏฐิมานะเช่นเอาชนะหลวงพ่อด้วยการไม่ทำตามคำเตือน เราก็ชนะได้ แต่ถึงจะชนะแล้วเราก็ไม่สามารถชนะกรรมได้ เพราะเมื่อเราทำกรรมชั่วแล้วกรรมชั่วตามให้ผลเราแน่ ท่านบอกว่า เราอาจจะชนะอารมณ์คนก็ชนะชั่วคราว คือชนะแค่ชาตินี้เท่านั้นซึ่งเป็นชัยชนะที่มากที่สุด แต่ผลของกรรมที่จะตามมาจะทำให้เราพ่ายแพ้ไปอีกหลายชาติซึ่งน่ากลัวมาก

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2551 , 22:29:22 น.] ( IP = 58.9.91.210 : : )


  สลักธรรม 7



หลังจากที่การอธิบายความหมายได้จบลงแล้ว ก่อนที่จะจบเรื่องราวในห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ท่านอาจารย์ก็ได้ให้ลูกศิษย์หลายท่านแสดงความรู้สึก ซึ่งมีความเห็นดังนี้

“...เหมือนคนมีความรู้แต่เอาตัวไม่รอดน่ะค่ะ คือมีปริยัติมากก็จริงแต่พอถึงเวลาก็เหมือนเอาตัวไม่รอด เพราะฉะนั้นจึงต้องให้หลวงพ่อมาคอยเตือนสติบ่อย ๆ ก็ขอกราบขอบพระคุณ หลวงพ่อมาก ๆ ....”

“....มีความรู้สึกว่าใช้คำง่าย ๆ และก็กินใจ แล้วก็ทำให้เราคิดได้ คือไม่ใช่คำพูดที่ซ้ำซ้อนอะไร คือใช้คำพูดที่ง่าย ๆ กินใจแล้วเราเอาไปปฏิบัติได้น่ะค่ะ ถึงแม้จะแก่อย่างไรก็เป็นเด็กสำหรับท่านเสมอค่ะ..”

“... ถ้าไม่เห็นสรุปข้ออันนี้ของหลวงพ่อก็คิดว่า ตัวเองถูกแน่ เพราะบางครั้งก็จะมองตัวเองว่า นี่ถูกแล้ว ถูกของเราน่ะ ใครพูดอะไรก็จะไม่สน เพราะเชื่อมั่นในตัวเอง แต่วันนี้รู้สึกอาย เพราะที่รู้นั้นรู้ไม่ถูก แล้วก็ต้องกราบหลวงพ่อว่าตัวเองเป็นเด็กจริง ๆ แต่หลวงพ่อท่านก็ให้อภัยเสมอ...”

ท่านอาจารย์กล่าวก่อนจะจบว่า “ใช่หลวงพ่อให้อภัยเสมอ แต่กรรมไม่ให้อภัย เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนตระหนักให้ดี เพราะหลวงพ่อบอกมาว่า เราเป็นเด็กที่อ่อนไปในเรื่องกรรม แม้กระทั่งกัมมสกตาปัญญา และวิปัสสนาปัญญา ..”


โดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2551 , 22:29:43 น.] ( IP = 58.9.91.210 : : )


  สลักธรรม 8

ต้องขอขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ้ฟอย่างมากเลยครับ ที่นำเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไปในวันอาทิตย์นี้มาลงอย่างรวดเร็วทันใจจริงๆ นับว่าน้องกิ้ฟได้ช่วยสงเคราะห์ให้แก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสมาได้รับทราบถึงกระแสรักจากหลวงพ่อ และสำหรับผู้ที่ฟังอยู่ในวันนั้นก็ได้รับการทบทวนในธรรมนั้นๆอีกครั้งครับ

อ่านอีกก็รับทราบในความรักและเมตตาได้อย่างชัดเจนจริงๆ ที่ท่านเมตตากรุณาช่วยเหลือเกื้อหนุนให้พวกเราอยู่ในเส้นทางอันชอบธรรม และตักเตือนในสิ่งที่พวกเรายังพลาดถล่ำไปในกรรมชี่วอยู่ ให้ได้รู้ว่านั่นควรละ นี้ควรคิดให้ถูก นับว่าหลวงพ่อท่านเพียรปลูกฝัง เสกปั้นชีวิตที่ดีให้แก่ลูกๆจริงๆเลยนะครับ

กราบเท้าบูชาพระคุณหลวงพ่อด้วยความรักและเคารพยิ่งครับ ผมเองก็จะระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้นขอรับ

โดย พี่เณร [14 ม.ค. 2551 , 17:06:12 น.] ( IP = 58.9.149.231 : : )


  สลักธรรม 9



กราบขอบพระคุณในความรักและความเมตตายิ่งของหลวงพ่อค่ะ

สาส์นรักจากหลวงพ่อ ทำให้เห็นชัดว่า..ยังไม่ประสีประสาในเรื่องของกรรม เพราะกระทำสิ่งใด ไม่ได้มีการพิจารณาว่า ดีไม่ดี ควรไม่ควร เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นต้น

หลังจากได้รับฟังแล้ว ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า..จะทำสิ่งใดลงไป จะต้องคิดพิจารณาให้มากกว่านี้ เพราะถ้าพลาดไปแล้ว เท่ากับเป็นการเพิ่มบาปอกุศลให้มากขึ้น

และลูกก็ขอน้อมรับคำตักเตือนเพื่อลดคลายความชั่วออกไปให้มากกว่านี้ค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ ที่ได้นำสาส์นรักจากหลวงพ่อมาฝากไว้ค่ะ และยังได้นำลูกศิษย์ทั้งหลายด้วยการกล่าวคำ..กราบถวายกุศลและขอขมาลาโทษที่ได้เพลี่ยงพล้ำล่วงเกินไป

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟและอนุโมทนาด้วยค่ะ ที่ได้นำประโยชน์มาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ม.ค. 2551 , 23:05:04 น.] ( IP = 58.8.46.143 : : )


  สลักธรรม 10


เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก หากไม่คิดให้รอบคอบก่อนที่จะพูดหรือจะทำการณ์สิ่งหนึ่งลงไป การทำบุญนั้นก็กลายเป็นการทำบาปอย่างรู้ไม่เท่าทัน

ด้วยใจที่เปี่ยมล้นด้วยรักและเมตตาของหลวงพ่อที่มีต่อลูกๆ ท่านจึงคอยตักเตือนและชี้แนะเมื่อลูกๆ ก้าวพลาด หรือหลงผิดออกจากเส้นทาง

จะน้อมนำคำเตือนต่างๆ มาใช้ในการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่นี้ เพื่อให้ดำรงมั่นอยู่บนเส้นทางที่วาดหวังไว้ค่ะ

ขอก้มกราบแทบบาทด้วยใจรักและบูชายิ่งค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์และน้องกิ๊ฟมากๆค่ะ

โดย พี่ดา [15 ม.ค. 2551 , 15:15:52 น.] ( IP = 124.121.177.67 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org