มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๒๕)






คำถาม-คำตอบ มอบปัญญา (๒๕)

ตอนที่ผ่านมา

ถาม ปรมาณูคืออะไร

ตอบ คำว่า อณูและปรมาณู เป็นศัพท์ธรรมะที่ใช้กันมาแล้วหลายพันปีแล้ว คำแปลและความมุ่งหมายที่ใช้ก็เป็นไปในแนวทางที่จะแสดงถึงรูปธาตุ เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจถึงความจริงของรูปทั้งหลายว่า มิได้เป็นไปอย่างที่ตาได้เห็น หรือที่หูได้ยิน รูปทั้งหลายที่เรามองเห็นและสัมผัสได้มาจากหน่วยเล็กๆ ที่เรียกว่า อณู และปรมาณูทั้งนั้น

รูปทั้งหมดล้วนแต่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป ล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน คน สัตว์ ทั้งบังคับบัญชาไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในรูปนั้นว่าจริงแท้แน่นอน

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนเป็นการประชุมกลุ่มก้อนด้วยโมเลกุล (Molecule) และปรมาณู (Atom) ปรมาณูเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด เป็นหน่วยมูลฐานของสสารต่างๆ เรื่องของปรมาณู นับวันก็จะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างหลีกหนีกันไม่พ้น

ปรมาณูนั้น เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ที่สอนกันในพระพุทธศาสนา ในหนึ่งปรมาณูนั้นแยกออกเป็น ๘ อย่างรวมกัน คือมีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สี กลิ่น รส โอชะ เรียกว่า อวินิพโภครูป และปรมาณูนั้น ย่อมจะมีธาตุทั้ง ๘ นี้อยู่รวมกันเสมอไป จะเอาอันใดอันหนึ่งออกเสียมิได้เลย พูดง่ายๆ ก็ว่า มีปรมาณูอยู่ที่ไหน ธาตุทั้ง ๘ นี้ก็จะอยู่ในที่นั้น

เป็นหน่วยเล็กๆ ที่มองเห็นไม่ได้มาประชุมรวมกันแล้วก็เกิดขึ้นด้วยอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ ไม่ได้เกิดจากการดลบันดาลขึ้นมาของใคร และมีการสลายตัวอยู่ตลอดเวลา ในวินาทีหนึ่งตั้งมากมาย ล้วนแต่เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอนรวมอยู่กันชั่วคราวเท่านั้น ทั้งเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เรื่อยไป ไม่มีหยุดเลย จะไม่มีใครมีความสามารถไปบังคับยับยั้งให้มันหยุดการเปลี่ยนแปลงได้เลยเป็นอันขาด เมื่อมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นนี้แล้ว จึงเอาเป็นที่พึ่งอันถาวรไม่ได้ จึงเป็นทุกข์

โดย ศาลาธรรม [14 ม.ค. 2551 , 09:28:47 น.] ( IP = 125.26.38.93 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




คำว่าปรมาณูในธรรมะแสดงว่าเป็น "รูป" แม้ว่าปรมาณูจะเล็กน้อยกระจ้อยร่อยถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังเป็นรูปที่หยาบ เพราะมีสุขุมรูปที่ละเอียดยิ่งกว่านี้อีกถึง ๑๖ รูป ในจำนวนรูปทั้งหมด ๒๘ รูปด้วยกัน

ปรมาณูทั้งหลายย่อมจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุดนิ่งเลย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ที่มันเคลื่อนไหวไปหยุดนิ่งไม่ได้ ก็เพราะอำนาจของความร้อน (เย็นคือร้อนน้อย)

การสลายตัวหรือความเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ของปรมาณูนั้น ก็เพราะธาตุไฟ คือ อุณหเตโช (ความร้อน) เป็นตัวการ และวาโยธาตุ คือธาตุลมเข้าร่วมด้วย ธาตุลมนี้เป็นตัวการทำให้เกิดกำลังอำนาจที่จะให้ตั้งมั่น หรือเคลื่อนที่ไปได้

สิ่งของต่างๆ ที่เราเห็นด้วยตา เราเห็นหยาบๆ ว่าเป็นก้อน หรือเป็นแท่งทึบ เช่น เห็นคน สัตว์ ก้อนหิน แท่งเหล็ก แต่ตามความเป็นจริงนั้นประกอบไปด้วยหน่วยเล็กๆ ที่เรียกว่าปรมาณู และปรมาณูทั้งหลายไม่ได้ติดกันเลยแม้แต่ปรมาณูเดียว หากแต่มีปริจเฉทรูป คือช่องว่างระหว่างปรมาณูกั้นอยู่โดยตลอดรอบตัวของมันแต่ละหน่วย เรียกว่า ปริจเฉทรูป (ช่องว่างนี้ทางธรรมเรียกว่ารูปเหมือนกัน)

โดย ศาลาธรรม [14 ม.ค. 2551 , 09:29:18 น.] ( IP = 125.26.38.93 : : )


  สลักธรรม 2



ปรมาณูทั้งหลาย ถ้าไม่มีปริจเฉทรูป คือช่องว่างแล้ว รูปที่เป็นคน สัตว์ โต๊ะ เก้าอี้ ก็จะมีไม่ได้เลย เปรียบเหมือนเรารู้ว่ามีบ้านหลังที่หนึ่ง กับบ้านหลังที่สองเป็นคนละบ้าน ก็เพราะว่ามันมีที่ว่างระหว่างบ้าน หรือ ที่เรามีนิ้วมือแล้วเราเรียกว่านิ้ว ไม่เรียกว่ามือ เพราะมันแยกออกเป็นช่องว่างระหว่างนิ้ว ถ้าไม่มีช่องว่าง ก็จะไม่มีบ้าน ก็จะไม่มีนิ้ว

ปรมาณูทั้งหลาย ย่อมมีกำลัง มีอำนาจหรือมีความสามารถต่างๆ กัน เช่นปรมาณูใดมีธาตุไฟมาก ก็ย่อมทำให้ปรมาณูอื่นที่มีธาตุไฟน้อยกว่า เสียการทรงตัวทำให้ย่อยยับไปเป็นต้น

ปรมาณูที่ประกอบไปด้วยธาตุต่างๆ นั้น บางทีก็เป็นศัตรูคู่อาฆาต ทำลายล้างหรือผลักดันกัน แต่ที่เป็นมิตรกัน อยู่ร่วมกัน ดึงดูดกันก็มี เช่น ปรมาณูที่มีธาตุดินกับธาตุไฟมาก ธาตุทั้งสองนี้ย่อมจะทำลายกัน แต่ปรมาณูที่มีธาตุดินกับธาตุน้ำ ถึงจะมากเท่าไรก็ย่อมจะดึงดูดกัน ชอบอยู่ร่วมกัน เพราะว่าเป็นสหายกัน (ธาตุน้ำไม่ใช้น้ำที่ใช้อาบหรือน้ำดื่ม ธาตุน้ำนี้มองไม่เห็น ถูกต้องไม่ได้ ชั่งตวงวัดไม่ได้ หรือวัดก็ไม่ได้ เพราะเป็นตัวยึดโยงธาตุทั้งหลายให้อยู่ร่วมกัน)

จำนวนของธาตุต่างๆ ในปรมาณูที่เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ นั้น แม้ว่าเราจะเอาธาตุใดธาตุหนึ่งออกไปจากกันไม่ได้ แต่จำนวนของมันอาจจะมีมากหรือน้อยกว่ากันก็ย่อมเป็นไปได้เสมอ

โดย ศาลาธรรม [14 ม.ค. 2551 , 09:29:36 น.] ( IP = 125.26.38.93 : : )


  สลักธรรม 3



ถาม รูป คืออะไร

ตอบ จากปรมัตถทีปนีฎีกาแสดงเอาไว้ว่า รุปฺปนตีติ รูปํ ธรรมชาติที่แตกดับหรือผันแปรไปนั้น เรียกว่า รูป

จากวิภาวนีฎีกา ได้ขยายคำว่า รุปฺปน ไว้ดังนี้ รุปฺปนญฺเจตฺถ สีตาทิวิโรธิปจฺจยสมวาเย วิสทิสุปฺปติ เยว ลำดับรูปที่เกิดก่อนและเกิดทีหลัง ขณะที่มีปัจจัยอันเป็นข้าศึก คือ ความเย็น เป็นต้น ยังให้แตกดับนั้น ลำดับรูปนั้นชื่อว่า รุปฺปน สรุปแล้วก็คือ รูป ก็ได้แก่ธรรมที่ผันแปรแตกดับ ด้วยความเย็นหรือความร้อนนั่นเอง

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าพื้นแผ่นดิน ภูเขา ต้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ร่างกายของคน หรือของสัตว์เดรัจฉาน ตลอดไปจนถึงรูปที่มองเห็นไม่ได้ด้วยสายตา ล้วนแต่อยู่ในฐานะเดียวกัน อย่างหนึ่งก็คือ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนต้องแตกดับหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

ที่ว่ารูปแตกดับหรือผันแปรไปด้วยความเย็นหรือความร้อนนั้น หมายถึงรูปทุกอย่าง ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากรูปเดิม คือ เปลี่ยนเป็นรูปใหม่เสมอไป แม้บางรูปเราจะต้องเห็นมันเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ก็จริง แต่มันก็จะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

เพราะว่ารูปทั้งหลายถูกประชุมกันขึ้นมาจากรูปอันเป็นหน่วยเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่า ปรมาณู และปรมาณูนั้นต้องมีความร้อน และความร้อนนี่เองที่ทำให้ปรมาณูมิได้อยู่นิ่งๆ ได้แม้แต่สักวินาทีหนึ่ง ดังนั้น รูปจึงได้ชื่อว่า แตกดับหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

โดย ศาลาธรรม [14 ม.ค. 2551 , 09:29:54 น.] ( IP = 125.26.38.93 : : )


  สลักธรรม 4



ในพระพุทธศาสนาแสดงเรื่องรูปโดยพิสดารตั้งแต่ในขณะปฏิสนธิตอนที่เกิด และในปวัตติ คือหลังจากเกิดขึ้นมาแล้ว ว่ามีรูปอะไรบ้าง รูปต่างๆ เหล่านั้น เกิดขึ้นและผันแปรไปอย่างไรจนถึงจุติ คือตาย ทำให้ผู้ศึกษาเกิดปัญญาทราบว่าเรื่องของชีวิตนั้นมีความเร้นลับพิสดารอย่างไร และทราบแน่นอนว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ชีวิตประการใด

ในพระพุทธศาสนาได้แยกรูปออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ซึ่งทั้ง ๔ ธาตุนั้น เสมือนหนึ่งเป็นแม่ธาตุ เรียกว่ามหาภูตรูป แล้วยังมีรูปที่เกิดขึ้นโดยต้องอาศัยมหาภูตรูปอีกต่างหาก เรียกว่า อุปาทายรูป มีจำนวน ๒๔ จึงรวมรูปทั้งหมดเป็น๒๘ พอดี ไม่ขาดไม่เกิน ไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องลด แม้ว่าจะค้นคว้ากันไปอย่างไรในโลกนี้หรือโลกอื่น หรือจะเดินทางไปอยู่ที่แห่งใดในสากลจักรวาล ทั้งไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าเวลานี้หรือเวลาไหนด้วย

การรวบรวมรูปทั้งหมดเป็น ๒๘ รูปนี้ เป็นการรวมรวบยอด หมายความว่า ในโลกนี้ หรือจะเป็นโลกไหนๆ หรือในจักรวาลใดก็ตาม รูปทั้งหมดก็มีอยู่เท่านี้เอง ไม่มากและไม่น้อยไปกว่านี้เลยเป็นอันขาด

มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวี (ธาตุดิน) อาโป (ธาตุน้ำ) เตโช (ธาตุไฟ) วาโย (ธาตุลม)

อุปาทายรูป ๒๔ ได้แก่ รูปที่ต้องอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น เพราะไม่สามารถที่จะเกิดด้วยตนเองได้ คือ ปสาทรูป ๕ วิสยรูป ๔ ภาวะรูป ๒ วิญญัติรูป ๒ วิการรูป ๓ ลักขณรูป ๔

มหาภูตรูป เป็นรูปที่ปรากฏเป็นใหญ่เป็นประธานในบรรดารูปทั้งหลาย เป็นรูปที่ปรากฏชัดเจน หรือเป็นพื้นฐานรองรับของรูปทั้งหลาย มหาภูตรูปมี ๔ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดังได้กล่าวมาแล้ว

ส่วน อุปาทายรูป ได้แก่รูปที่จะต้องอาศัยมหาภูตรูปเกิดจึงจะเกิดได้ หรือจะต้องมีมหาภูตรูปเป็นแดนเกิด มหาภูตรูปเป็นที่รองรับ เพราะอุปาทายรูปนั้นไม่มีความสามารถที่จะเกิดได้โดยลำพังของตนเอง เช่น จักขุปสาทะ ได้แก่ประสาทตา เป็นต้น ประสาทตาก็จะต้องอาศัยตั้งอยู่บนมหาภูตรูป หาไม่แล้วก็จะเกิดประสาทตาขึ้นมาไม่ได้เลยเป็นอันขาด


โดย ศาลาธรรม [14 ม.ค. 2551 , 09:30:18 น.] ( IP = 125.26.38.93 : : )


  สลักธรรม 5

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในคำอธิบายให้เกิดความรู้ความเข้าใจค่ะ

ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมและอนุโมทนาค่ะ ที่นำความรู้มาให้อ่านค่ะ

โดย เซิ่น [15 ม.ค. 2551 , 21:54:40 น.] ( IP = 58.8.49.30 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org