มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จะศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกอย่างไร




จะศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกอย่างไร



พระไตรปิฎก เป็นประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้า อยากรู้ว่าพระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องนั้น ๆ ไว้อย่างไร จำต้องอ่านพระไตรปิฎก เพื่อจะได้ทราบหลักการของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง
ขอเสนอวิธีศึกษาดังต่อไปนี้
๑. ให้อ่านเพื่อหาความเข้าใจธรรมะ
อาจเริ่มจากเรื่องที่ยอมรับกันว่าเป็น "แก่น" ของพระพุทธศาสนา ที่ทุกคนต้องรู้ เช่น อริยสัจ ๔ ท่านที่รู้ภาษาบาลีดีควรอ่านจากต้นฉบับภาษาบาลี ท่านที่อ่านบาลีไม่ได้ ก็ให้อ่านจากฉบับแปลเป็นไทย หรืออังกฤษ อ่านไป พยายามทำความเข้าใจไปด้วย ว่าพระพุทธองค์ทรงหมายความอย่างไร
อริยสัจ ๔ พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายแห่ง ให้ตามอ่านให้หมด เพื่อสำรวจว่า แต่ละแห่งทรงแสดงพิสดารต่างกันอย่างไรหรือไม่ เทคนิคการนำเสนอ ตลอดถึงวิธีอธิบายเหมือนกันหรือต่างกัน จะได้มีความรู้เพิ่มขึ้น


อ่านคำอธิบายเกี่ยวกับอริยสัจ ๔ ของพระเถระสำคัญ คือพระสารีบุตร ในส่วนที่เรียกว่าจูลนิทเทส และมหานิทเทส (ในพระไตรปิฎกนี้แล) ว่าท่านขยายอริยสัจ ๔ เป็น อริยสัจ ๘ โดยขยายออกเป็น
๑-๒ ทุกข์ ได้แก่ นาม - รูป
๓-๔ สมุทัย ได้แก่ อวิชชา - ภวตัณหา
๕-๖ นิโรธ ได้แก่ วิชชา - วิมุตติ
๗-๘ มรรค ได้แก่ สมถะ - วิปัสสนา


ให้สังเกตวิธีอธิบายของท่าน แล้วสำรวจตัวเองว่า ได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นหรือไม่ มีมุมมองกว้างขวางขึ้นหรือไม่
๒. อ่านเพื่อหาความหมายระหว่างบรรทัด
บางเรื่องไม่มีพูดไว้ตรง ๆ ในพระไตรปิฎก ก็เป็นเรื่องของผู้ศึกษาจะพึงหาความรู้และคำตอบเอาเองโดยพิจารณาจากบริบท หรือความแวดล้อม หรือจะเรียกว่า หาความหมายระหว่างบรรทัดก็ได้ ขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
(๑) พระไตรปิฎกกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลาเสวยวิมุตติสุข ใต้ต้นโพธิ์ และต้นไม้ใกล้เคียง ๔ สัปดาห์ (๒๘ วัน) เท่านั้น แต่อรรถกถาเพิ่มเข้ามาอีก ๓ สัปดาห์ เป็น ๗ สัปดาห์ (๔๙ วัน) ถามว่าท่านมีเหตุผลหรือความประสงค์อะไร ท่านมิได้บอกไว้ เป็นหน้าที่ของผู้ศึกษาจะพึงหาคำตอบเอาเอง ถ้าได้คำตอบที่ "ฟังได้" ก็เป็นเรื่องที่น่าจะรับฟัง เช่น อาจได้คำตอบดังนี้
- ระยะเวลาจากวันตรัสรู้ ไปถึงวันแสดงปฐมเทศนา ๒ เดือนเต็ม (๖๐ วันพอดี)
- ระยะทางจากพุทธคยาไปสารนาถ ประมาณ ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยเท้าอย่างมากก็ไม่เกิน ๑๐-๑๒ วัน
- ถ้าให้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์และต้นไม้ในปริมณฑลเพียง ๔ สัปดาห์ (๒๘ วัน) ก็จะเหลือเวลาอีกถึง ๓๒ วัน มากเกินไปสำหรับการเดินทางจากพุทธคยาไปสารนาถ แล้วจะให้พระพุทธองค์ไปอยู่ที่ไหน
- แต่ถ้าให้พระพุทธองค์อยู่ที่พุทธคยา ๗ สัปดาห์ (๔๙ วัน) ก็เหลือเวลาเพียง ๑๑ วัน ซึ่งพอเหมาะพอดี สำหรับเดินทางจากพุทธคยาไปสารนาถ
(๒) ในจำนวน ๗ สัปดาห์นั้น พระอรรถกถาจารย์เกณฑ์ให้พระพุทธองค์ทรงพิจารณาพระอภิธรรมด้วยมีความประสงค์และเหตุผลอย่างไร
อ่านความหมายระหว่างบรรทัดแล้ว คำตอบน่าจะเป็นดังนี้
- พระพุทธโฆษาจารย์ต้องการแสดงความเก่าแก่ของพระอภิธรรม ว่ามีมาตั้งแต่ตรัสรู้แล้ว


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ม.ค. 2551 , 16:01:29 น.] ( IP = 58.8.33.199 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

- ถามว่าทำไมจึงต้องแสดงว่าพระอภิธรรมนั้นเก่าแก่ และเก่าแก่กว่าพระสูตรและพระวินัยด้วยซ้ำ คำตอบน่าจะเป็นด้วยว่า ในยุคสมัยของพระพุทธโฆษาจารย์ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอภิธรรมเป็นพัฒนาการยุคหลัง เลยเถิดไปถึงว่า พระอภิธรรมมิใช่พุทธพจน์รุนแรงมาก พระพุทธโฆษาจารย์ในฐานะเป็นพระสำนักพระอภิธรรม จึงต้องแสดงให้เห็นว่าพระอภิธรรมนั้นเป็นพุทธวจนะแน่นอน และมีมาก่อนพระสูตรและพระวินัยด้วยซ้ำ
- และเนื้อหาพระอภิธรรมเป็น ปรมัตถธรรม (ธรรมลึกซึ้ง) พระพุทธเจ้าทรงเลือกสอนเทวดา ดังสอนพระอินทร์และอดีตพุทธมารดา และเมื่อถ่ายทอดให้มนุษย์ฟัง ก็ทรงถ่ายทอดแก่บุคคลผู้มีปัญญาเฉียบแหลม เช่น พระสารีบุตร
- แต่ก็น่าสังเกตเหมือนกันว่า นิกายสรวาสติวาทะ นับถือพระอภิธรรมมาก มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "นิกายอภิธรรม" นิกายนี้กลับถือว่าพระอภิธรรม เป็น "เถรภาษิต" (ถือพระสารีบุตร และพระมหากัจจายนะเป็นปรมาจารย์)
(๓) อุปกาชีวกเชื่อพระพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าเชื่อ ทำไมไม่ทรงแสดงธรรมโปรด ในประเด็นนี้ คำตอบน่าจะเป็นดังต่อไปนี้
- ถ้าพิจารณาจากวัฒนธรรมของชาวชมพูทวีป อุปกาชีวกเชื่อพระพุทธเจ้าแน่นอน การที่เขาสั่นศีรษะนั้นแล แสดงว่าเชื่อถือพระพุทธองค์ (ชาวอินเดียสั่นศีรษะ หมายถึงยอมรับ)
- คำโต้ตอบที่อุปกาชีวกพูดว่า หุเวยฺยาวุโส = ดูก่อนท่านผู้มีอายุ คำที่ท่านพูดนั้น พึงเป็นไปได้ ก็ยืนยันเหตุผลนี้


- ถามว่า ถ้าเชื่อแล้ว เพราะเหตุไรพระพุทธองค์ไม่ทรงแสดงธรรมให้ฟัง และถ้าทรงแสดงธรรมให้ฟังอุปกาชีวกคงได้บรรลุธรรม ถ้าเช่นนั้นประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจะพลิกโฉมหน้าไปจากที่รับทราบกันหรือไม่ คำตอบก็น่าจะเป็นว่า เหตุที่ไม่ทรงแสดงธรรมโปรดอุปกาชีวก ก็คงเพราะต้องการโปรดปัญจวัคคีย์ก่อนใครอื่น
- ปัญจวัคคีย์เป็นศิษย์เก่า ปฏิเสธพระพุทธองค์ว่าการที่ทรงเลิกทุกรกิริยาไม่มีทางตรัสรู้แน่นอน เมื่อตรัสรู้แล้ว จึงทรงต้องการแก้ความเข้าใจผิดของปัญจวัคคีย์ จึงไม่สนพระทัยแสดงธรรมให้คนอื่น แม้ว่าถ้าทรงแสดง เขาอาจบรรลุธรรมได้ แต่ไม่ทรงประสงค์
- การที่ปัญจวัคคีย์ได้ตรัสรู้ตามพระพุทธองค์ จะช่วยให้การเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนาเป็นไปด้วยความราบรื่น และรวดเร็ว เพราะถ้าไม่โปรดปัญจวัคคีย์ก่อน แล้วไปแสดงธรรมแก่คนอื่น คนที่เขารู้ความเป็นมาก็จะตำหนิได้ว่า พระสมณะโคดมนั้น แม้ศิษย์ยังตีตัวออกห่าง ธรรมที่อ้างว่าได้ตรัสรู้นั้นจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร
- หรือไม่ปัญจวัคคีย์นั้นเอง ถ้ารู้ว่าพระพุทธองค์ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา จะ สร้างความเชื่อถือ พระองค์ได้ว่า อย่าไปเชื่อท่านผู้นี้ พวกเราอยู่ใกล้ชิดมาก่อน ย่อมรู้จักดี เขามิได้ตรัสรู้แต่ประการใด อย่างนี้เป็นต้น
ทั้งหมดนี้คือเหตุผล ที่ผู้อ่านอาจจะได้จากการพินิจพิจารณาจากบริบท ในพระไตรปิฎกตอนนี้ (แน่นอน คำตอบที่ได้ อาจไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับมุมมอง และวิธีคิดของผู้อ่านแต่ละคน แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นเช่นไรก็ตาม ถ้ามีเหตุมีผลพอฟังได้ ก็สมควรรับฟัง)


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ม.ค. 2551 , 16:03:26 น.] ( IP = 58.8.33.199 : : )


  สลักธรรม 2

(๔) อีกเรื่องหนึ่งคือ การที่พระพุทธเจ้าทันทีที่ทอดพระเนตรเห็น อุปติสสะมาณพ กับ โกลิตะมาณพ เดินเข้าพระเวฬุวันมา พระพุทธองค์ทรงชี้พระดรรชนีไปแล้วตรัสบอกภิกษุสงฆ์ ที่เฝ้าอยู่ว่า "ภิกษุทั้งหลาย สองคนนั้นจะเป็นคู่แห่งอัครสาวกของเรา"
ถามว่าเพราะเหตุไร สองคนนั้นยังไม่ได้บวชเลย พระองค์จึงจะทรงแต่งตั้งเป็นอัครสาวก ครั้นท่านทั้งสองบวชได้เพียง ๒ สัปดาห์ก็ทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวกเลย ทรงละเลยพระเถระผู้ใหญ่อื่น ๆ เช่น พระมหากัสสปะ พระอัญญาโกณฑัญญะไปหมด มิเป็นการเห็นแก่หน้าหรือ
คำตอบก็น่าจะหาได้จากความหมายระหว่างบรรทัดนั้นเอง เช่น
- ระยะนี้เป็นเวลาที่เริ่มประกาศพระพุทธศาสนา จะต้องเสนอแนวคิดใหม่ที่แตกต่างไปจากความเชื่อถือดั้งเดิม การจะทำงานประสบความสำเร็จ พระองค์จะต้องมี "มือ" สำคัญในการเผยแพร่คำสอน
- บุคคลที่จะเป็น "มือ" ทำงานได้สำเร็จ จะต้องเป็นผู้ที่รู้คำสอนดั้งเดิมของพวแกพราหมณ์ดี และมีวาทศิลป์ในการโต้แย้ง หักล้างพวกพราหมณ์ได้ หาไม่จะไม่มีทางกลับใจพวกพราหมณ์ให้มานับถือพระพุทธศาสนาได้
พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะนั้นเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบไตรเพทมาก่อน ทั้งยังได้จบการศึกษาทางปรัชญาลัทธิ "อมราวิกเขปิกา" จากสำนักของสัญชัย เวลัฏฐบุตรด้วย ย่อมมีความรู้ความสามารถที่จะโต้เถียงหักล้างพวกพราหมณ์ได้เป็นอย่างดี เหมาะสมกว่าพระเถระผู้เฒ่าเช่นพระมหากัสสปะ และพระอัญญาโกณฑัญญะ (ผู้ซึ่งชอบชีวิตสงบ ถือธุดงควัตรมาก
กว่า) การที่ทรงแต่งตั้งพระหนุ่ม พรรษาน้อย เพื่อผลทางการทำงานการเผยแผ่พระศาสนา มากกว่าอย่างอื่น หาใช่ทรงเห็นแก่หน้าบุคคลไม่


๓. อ่านเพื่อประมวลคำตอบหลากหลายในประเด็นเดียวกัน
ในที่นี้หมายถึงว่า บางเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หรือหลักธรรม มีคำอธิบายหรือให้คำตอบหลายนัย เช่น มาร หมายถึงอย่างนี้ก็ได้ อย่างนั้นก็ได้ เราในฐานะผู้ศึกษาพระไตรปิฎกพึงประมวลคำตอบทุกนัยไว้ เพื่ออธิบายแก่ผู้ชักถามแล้วแต่กรณี
คำอธิบายนั้นอาจจะมาจาก (๑) พระไตรปิฎกอันเป็นพุทธวจนะโดยตรง หรือคำอธิบายของพระเถระสำคัญอื่น ๆ (๒) จากคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา (๓) จากมติของเกจิอาจารย์ หรือบุรพาจารย์อื่น ๆ ขอยกตัวอย่าง เหตุการณ์ตอนเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ
ทันทีที่ประสูติ มีเทวดามารับ นำน้ำเย็นน้ำร้อนมาชำระพระวรกาย
พระกุมารทรงยืน ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ชูพระดรรชนีขึ้นฟ้า ประกาศอาสภิวาจาว่า "เราเป็นผู้เลิศในโลก เป็นผู้ประเสริฐในโลก เป็นใหญ่ในโลก นี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ไม่มีการเกิดใหม่อีกต่อไป"
เสด็จดำเนินไป ๗ ก้าว (อรรถกถาเติมว่า ขณะเสด็จดำเนินมีดอกบัวผุดขึ้นรองรับพระบาทด้วย)
ปรากฏเหตุการณ์มหัศจรรย์ต่าง ๆ อีกมาก


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ม.ค. 2551 , 16:04:38 น.] ( IP = 58.8.33.199 : : )


  สลักธรรม 3

หน้าที่ของผู้ศึกษาก็คือ
(๑) สำรวจว่าเหตุการณ์นี้มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกหรือไม่ ถ้ามี มีทุกเรื่องหรือไม่ หรือบางเรื่องเติมภายหลัง ถ้าอ่านพระไตรปิฎกก็ทราบว่า มีบันทึกในพระไตรปิฎก ในรูปแห่งพุทธดำรัสที่ตรัสเล่าด้วย มิใช่อรรถกถาแต่งขึ้น เพียงแต่บางอย่างเติมเข้ามา เช่น ดอกบัวผุดรองรับพระบาทไม่มีในพระดำรัสตรัสเล่า
(๒) เมื่อทราบดังนี้แล้ว ก็ดูต่อไปว่า ท่านอธิบายอย่างไร คือแปลความหมายไปกี่อย่าง ก็ทราบดังต่อไปนี้
- สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายว่า ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง หากเป็น "สัญลักษณ์" หรือ "บุพนิมิต" ดังทรงอธิบายว่า การที่เทวดามารับ แสดงว่า พระกุมารจะได้รับการยอมรับจากเจ้าลัทธิที่มีชื่อเสียง เช่น อาฬารดาบส และอุทกดาบส
- การที่เสด็จดำเนินไปทางทิศเหนือ แสดงว่า จะทรงอยู่เหนือ หรือเอาชนะความเห็นผิดต่าง ๆ ที่มีในยุคนั้น
- การที่ทรงชี้พระดรรชนีแล้วเปล่งอาสภิวาจา แสดงว่าจะได้ประกาศสัจธรรมที่ตรัสรู้แก่โลก
- การที่เสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าว แสดงว่า จะทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แพร่หลายในแว่นแคว้นทั้ง ๗ (ซึ่งนับจริง ๆ เกิน ๗ พระองค์จึงจับคู่ นับสองแว่นแคว้นเป็นหนึ่ง เป็นต้น)
- เมื่อตรวจอรรถกถา และพระไตรปิฎก มีคำอธิบายคล้ายกัน คือ ท่านกล่าวว่า เหตุการณ์มหัศจรรย์ต่าง ๆ เหล่านั้น เกิดขึ้นเป็น "ธรรมดาของพระโพธิสัตว์" มิใช่เรื่องประหลาดมหัศจรรย์ หรือ อิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด พระโพธิสัตว์มี ๒ ชนิดคือ (๑) อนิยตโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ที่บารมียังไม่สมบูรณ์ยังไม่แน่นอนว่าจะตรัสรู้เมื่อใด และ (๒) นิยตโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มเปี่ยมแล้ว พร้อมจะตรัสรู้ในไม่ช้า เจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระโพธิสัตว์ประเภทที่ ๒ เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของพระโพธิสัตว์ เป็นปรากฏการณ์โดยธรรมชาติ มิใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
พูดอีกนัยหนึ่ง การพูดได้ เดินได้ ทันทีหลังจากประสูติ เป็นของธรรมดาสำหรับพระโพธิสัตว์ เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้จริง ไม่ผิดปกติและไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์แต่อย่างใด ดุจดังการที่นกบินได้ หรือการที่ปลาอยู่ในน้ำได้ทั้งวันโดยไม่โผล่ขึ้นมาหายใจและไม่ขาดใจตาย เป็น "ธรรมดา" ของนกและปลา มิใช่เรื่องประหลาดแต่อย่างใด
ยังมีอีกหลายเรื่อง หลายประเด็น ถ้าเราอ่านพระไตรปิฎกแล้ว พยายามหาความหมายระหว่างบรรทัดจะได้รับความรู้และได้คำตอบที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ม.ค. 2551 , 16:05:38 น.] ( IP = 58.8.33.199 : : )


  สลักธรรม 4

๔. อ่านและตีความจากภูมิหลังของตน
หมายถึงเอาภูมิหลังของตนเองมาเป็นสื่อ หรือเครื่องมือ ทำความเข้าใจพระไตรปิฎก เข้าใจสาขาวิชาการของตนเพิ่มขึ้น และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ เช่น
พระพุทธศาสนากับเศรษฐกิจ พระพุทธศาสนากับประชาธิปไตย พระพุทธศาสนากับจิตวิเคราะห์ เสรีภาพในทรรศนะพระพุทธศาสนา พุทธศึกษากับปรัชญา ครูในอุดมคติตามแนวพระพุทธศาสนา อุดมรัฐตามแนวพุทธศาสนา ฯลฯ เราผู้อ่านมีภูมิหลังในด้านใด อาจนำเอาแนวคิด เอาทฤษฎีในด้านนั้นมาจับพระไตรปิฎก แล้วเสนอออกมาเป็นทรรศนะพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ จะทำให้
(๑) ได้ความรู้ใหม่ อีกมิติหนึ่ง เกี่ยวกับสาขาวิชาการที่ท่านเล่าเรียนมา
(๒) ช่วยเสนอแนวทางอธิบายพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากที่พระเณรเคยเรียนเคยสอนกันมา ตลอดถึงวิธีการปรับ ประยุกต์ใช้ให้สมสมัยอีกด้วย และ
(๓) จะพบความสนุกสนานในการอ่านพระไตรปิฎก ไม่เบื่อ ไม่เซ็ง



สรุปจากหนังสือของ ร.ศเสฐียรพงษ์ วรรณปก โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร 2542 หน้า 253 - 264


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ม.ค. 2551 , 16:08:21 น.] ( IP = 58.8.33.199 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบคุณค่ะ ชอบมากๆ ดีจริงๆ เลยค่ะ

โดย 6101 [18 ม.ค. 2551 , 18:09:50 น.] ( IP = 82.145.134.179 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org