สลักธรรม 1
 เมื่อท้าวเธอทรงเปล่งอุทานอย่างนี้แล้ว ราชอำมาตย์ผู้หนึ่งกราบทูลว่า ขอเดชะ ครูปูรณะ กัสสปะ เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนจำนวนมากยกย่องกันว่า เป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชกาล ล่วงกาลผ่านวัยมามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส
เมื่อราชอำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอทรงนิ่ง
อำมาตย์ที่เลื่อมใสครูมักขลิ โคศาล, ครูอชิตะ เกสกัมพล, ครูปกุธะ กัจจายนะ, ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร และครูนิครนถ์ นาฏบุตร ก็กราบทูลเช่นนั้น ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง
หมอชีวกโกมารภัจ นั่งนิ่งอยู่ที่ไม่ไกลจากพระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ท้าวเธอตรัสถามหมอชีวกโกมารภัจว่า สหายชีวก ทำไมท่านจึงนิ่งอยู่เล่า ที.สี. ๙/๑๕๐/๔๘
อรรถกถาอธิบายให้เห็นเด่นชัดว่า พระเจ้าอชาตศัตรู มีพระประสงค์จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ไม่กล้าไปเพราะทำความผิดไว้มาก แต่พระองค์ทรงรู้ว่าหมอชีวกเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค จึงชำเลืองดูหมอชีวกแล้วตรัสว่า ราตรีสว่างไสวน่ารื่นรมย์ ฯลฯ ผู้ใดหนอที่จะทำให้จิตใจของเราเบิกบานเลื่อมใสได้
หมอชีวกก็รู้ถึงการทำนิมิตหมายของพระเจ้าอชาตศัตรู แต่นิ่งเงียบอยู่ เพราะในที่ประชุมนั้นมีอุปัฏฐากของครูทั้ง ๖ อยู่ด้วย ถ้าหมอชีวกพูดก่อนแล้วพระราชาเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าตามคำทูลของหมอชีวก อุปัฏฐากของครูทั้ง ๖ ก็จะข้อนขอดว่า หมอชีวกเป็นคนประจบสอพลอ ฉะนั้น หมอชีวกจึงเปิดโอกาสให้อุปัฏฐากของครูทั้ง ๖ ทูลพระราชาก่อน
พระเจ้าอชาตศัตรูเคยไปหาครูทั้ง ๖ แล้ว แต่ไม่ศรัทธาในคำสอน เมื่ออุปัฏฐากของครูทั้ง ๖ มาทูลอีก ก็ไม่พอพระทัยมากยิ่งขึ้น แต่ไม่แสดงอาการไม่พอพระทัยออกให้ปรากฏ หรือตรัสห้าม ได้แต่ทรงนิ่ง ด้วยมีพระดำริว่า ถ้าเราจักคุกคามคนเหล่านี้ ต่อไปคนอื่นรู้แล้วก็จะไม่กล้าบอกความจริงต่างๆ กับเรา จึงทรงนิ่งเฉยเป็นนัยให้รู้ว่าไม่ทรงพอพระทัย แล้วชำเลืองดูหมอชีวกตรัสซ้ำอีก อุปัฏฐากของครูทั้ง ๖ เห็นอาการนั้นแล้วก็นิ่ง หมอชีวกจึงกราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรู ข้อนี้แสดงให้เห็นมารยาทของพระโสดาบันบุคคลในที่ประชุมของหมอชีวก โกมารภัจ ผู้ เป็นพุทธอุปัฏฐากทางการแพทย์
|