มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บรรยากาศการทอดผ้าป่า ณ วัดน้ำบ่อหลวง






วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๖.๓๐ น. คณะของเราได้เดินทางออกจากมูลนิธิตรงตามเวลาที่นัดหมาย และเพื่อให้การเดินทางของเราอุดมไปด้วยความมีมงคล อาจารย์บุษกร เมธางกูร จึงได้อาราธนาท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณเป็นผู้นำการสวดมนต์ทำวัตรเช้ากันบนยานพาหนะ

หลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ท่านเจ้าคุณฯก็ได้กล่าวถึงความเป็นมาในการเดินทางไปทอดผ้าป่าครั้งนี้ให้แก่ผู้ร่วมเดินทางได้รับฟังเพื่อก่อกุศลเจตนาให้มั่นคงยิ่งขึ้น หลังจากนั้นอาจารย์บุษกรได้แนะนำให้คณะของเราได้รู้จักกับหลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล พระวิทยากรเส้นทางสายสังเวชนียสถาน ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศอินเดียในวันวานที่ผ่านมาและตั้งใจที่จะมาร่วมงานทอดผ้าป่าครั้งนี้ด้วยความเต็มใจยิ่ง













ซึ่งหลังจากที่เสร็จสิ้นการแนะนำจากอาจารย์บุษกรแล้ว หลวงปู่แอ๊วท่านก็ได้แนะนำตัวเองอีกครั้งกับญาติโยม พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นพระวิทยากรประจำคณะไปโดยปริยายตลอดการเดินทางทั้งสามวัน นับเป็นการเดินทางที่มีรสชาติสนุกสนานไปด้วยธรรมะบันเทิงพร้อมเกร็ดความรู้ที่หาได้ยาก และยิ่งไปกว่านั้นยังได้ฟังเรื่องขำขันก่อนบ่ายคลายเครียดจากพี่ศรีสุดาสลับกับอาจารย์บุษกรอีกหลายเรื่อง





และในระหว่างการเดินทางออกจากจังหวัดตาก ซึ่งนายสารถีได้พาเราแวะเข้าไปนมัสการพระบรมธาตุ และหลวงพ่อทันใจ ที่อ.บ้านตากแล้ว เส้นทางที่ยาวไกลและต้องใช้เวลาในการเดินทางอีกหลายชั่วโมงนั้น อาจารย์บุษกรได้นำเกมการฝึกสติมาให้ผู้ร่วมคณะของเราได้ฝึกและได้พูดกันเป็นที่สนุกสนานเฮฮากันจนไม่มีเวลาง่วง จนกระทั่งเข้าสู่จังหวัดลำพูน คณะของเราก็ได้เข้าไปกราบนมัสการพระธาตุหริภุญไชย พร้อมทั้งสวดมนต์ที่เบื้องหน้าองค์พระเจดีย์กันอีกครั้งด้วยความตั้งใจ

หลังจากที่ออกจากจังหวัดลำพูนแล้วก็เป็นการเดินทางช่วงสุดท้ายของวันนี้ที่จะเข้าสู่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีที่หมายปลายทางคือ วัดน้ำบ่อหลวง นั่นเอง และเมื่อเดินทางใกล้จะถึงที่หมาย หลวงปู่แอ๊ว สุธัมมปาโลได้นำคณะของเราสวดมนต์ทำวัตรเย็นกันบนรถ










โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [22 ม.ค. 2551 , 15:50:47 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1












และเมื่อการสวดมนต์จบลงแล้วท่านอาจารย์ได้กล่าวกับคณะของเราด้วยความตั้งใจยิ่งว่า ...

การเดินทางของเราในครั้งนี้กายและใจของเราได้มุ่งตรงต่องานคือมีมนสิการ ซึ่งเป็นการมนสิการในกุศล และในวันพรุ่งนี้มุญจเจตนาที่เป็นกุศลของเราก็จะเกิดขึ้นต่อขึ้นๆ ไป แต่จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตรงที่ว่า ตาเราเห็นรูปอะไร หูเราได้ยินเสียงอะไรเท่านั้นเอง อย่างวันนี้ ตั้งแต่เช้ามาเราได้เห็นสมณะ หูเราก็ได้ยินเสียงกังสดาลคือระฆังแห่งชีวิต

ระฆังแห่งชีวิตของเรานั้นมีสองอย่างคือระฆังใจ กับระฆังกรรม ระฆังกรรมนั้นจะเคาะอยู่ตลอดเวลาว่า "ตายแน่" เคาะวิบากให้มาส่งผลกับเรา คอยย้ำเตือนกับเราว่า ที่กระทบคือวิบาก เพราะที่เรานั่งอยู่ในรถคันนี้บางคนก็ปวดบางคนก็เมื่อย บางคนก็รู้สึกต่างๆ ซึ้งล้วนเป็นวิบากคือผลของกรรมที่เราทำมาเอง แต่ระฆังใจที่หลวงปู่แอ๊วท่านได้พยายามพูดมาตั้งแต่เช้าในเรื่องกุศลต่างๆ ทั้งที่ประเทศอินเดียและเรื่องราวในประเทศไทย ก็เพื่อที่จะทำให้เราตื่นและเบิกบานในรุ่งอรุณแห่งธรรมมาจนกระทั่งขณะนี้ก็สายัณรัญจวนแล้วเราก็ยังอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่ดีเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน

นี่แหละนอกจากเราจะเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยการทำความดีแล้ว เรายังมีชีวิตที่ทำความดีเพื่อพ่อคือในหลวงของเรา ซึ่งเราอาจไม่ได้นึกถึงสิ่งนี้ก็ได้ แต่ในขณะนี้ทั้งคันรถของเราต่างก็มีความรู้รักสามัคคี ตอนนี้เราสามัคคีกลมเกลียวกันในการทำความดี และก็มีความดีนานาเกิดขึ้นมากมาย ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นได้ว่า ถ้าหากเราเลือกหาในสิ่งที่ดี เลือกทำในสิ่งที่ดี และมุ่งไปในสิ่งที่ดี ..ความดีต่างๆ ก็จะกลับมาคุ้มครองเรา คือคุ้มครองกายของเราให้สุจริตไม่เผลอไปตบยุงเหมือนกับตอนที่อยู่บ้าน เพราะตอนนี้เรามีผู้นำที่นำเจตนาให้มุ่งไปในกุศลบนที่แคบๆ คือรถคันนี้ เพื่อให้เรามีความไม่รุกรี้ลุกลน ไม่ไขว่คว้าที่จะให้ได้มาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่เรากำลังสละออก คือสละความสุขที่เคยมี มาทำความดีในวันนี้ สละความได้เคยมีมาเป็นผู้ให้ในวันนี้

และต่างก็ต่างกลมเกลียวกันนั่นก็คือการทำความดีเพื่อพ่อทำเราได้ทำกันมาทั้งวัน ซึ่งเป็นโอกาสที่หายากมากแต่คณะของเราได้มีความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว เพราะความสำเร็จขึ้นอยู่ที่ใจ เหนือสิ่งใดคือใจต้องสู้ การงานเราพร้อมพรั่งพรู ยืนสู้ด้วยสามัคคี มุ่งมอบถวายด้วยใจ มุ่งในความดีที่เราทำมาอย่างมั่นคง ฉะนั้น ตอนนี้ใกล้สองทุ่มแล้วก็ขอให้เราลองมานึกกันว่า เราได้ทุ่มชีวิตทั้งชีวิตที่เราเคยหวงเคยรักเคยปรารถนาทุกอย่างในอารมณ์ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ที่สลับกันเข้าออก แต่ความปรารถนาของเราในวันนี้ถูกสต๊อปไว้ด้วยสติและปัญญา เพราะสติของเรามีความตื่นอยู่ว่าเรากำลังจะไปไหน และปัญญาของเราก็ให้เราเลือกว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไร วันนี้ทั้งวัน

จุดฟูลสต๊อปของชีวิตที่เกิดจากความเห็นผิดนั้นถูกบีบออกเพราะเรามีระฆังใจ คือเสียงสนทนาของหลวงปู่แอ๊วที่ท่านได้รับฟังจบลงไป หรือเสียงของนำสวดมนต์อันไพเราะของท่านที่สามารถขับกล่อมจิตใจของเรา ให้เราอยู่ในสถานที่ แคบๆ ในความตื่น ซึ่งอีกหน่อยชีวิตของเราก็จะไปอยู่ในที่แคบๆ ในความหลับเหมือนกับเรานอนในโลง และถ้าเมื่อไหร่ที่เราลงไปนอนในโลง..เมื่อสิ้นลมล้มตาย กลายเป็นศพ ถึงจุดจบเกมชีวิตปิดฉากฉาย นอนในโลงใบแคบๆ โอบแนบกาย ไม่มีสหายญาติหรือทรัพย์ไปกับเรา ..เมื่อเรามามือเปล่าเราก็ต้องไปมือเปล่า แต่ในขณะที่เราอยู่ในที่แคบๆ ตรงนี้ เราไม่ได้มามือเปล่าแต่เราพกเงินและพกใจกันมา เราพกเงินมาเพื่อพร้อมจะหยิบยื่นทำบุญ และเราก็มาแบบใจเต็มร้อยที่พร้อมจะคล้อยไปในบุญ

จึงขออนุโมทนากับทุกท่าน ขอความสุขความเจริญ ความมีสติมีปัญญา ความก้าวหน้าอยู่ในบุญคุ้นกับความสงบ ขอให้ประสบกับชีวิตของท่านตลอดรายการ ขอให้หลับฝันดี อย่าได้มีเภทภัยร้ายๆ มากรายกล้ำชีวิต ขอให้นิมิตหมายเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน ..

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:51:25 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 2
















หลังจากที่เดินทางมาถึงวัดน้ำบ่อหลวงซึ่งเป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้วอากาศก็กำลังเริ่มเย็น คณะของเราก็แยกย้ายกันเข้าสู่ที่พัก อาบน้ำชำระร่างกาย และเข้านอนกันในสถานที่ที่ทางวัดจัดไว้ให้ ซึ่งเป็นที่พักรวมมีลักษณะเป็นโรงนอนขนาดยาว

ในการนอนรวมกันในครั้งนี้ โรงนอนที่มีอาจารย์บุษกรนอนพักอยู่นั้นจะมีเสียงหัวเราะเฮฮาท้าลมหนาวกันตลอดเวลา จนกระทั่งเกือบเที่ยงคืนจึงได้ยุติเสียงหัวเราะลง และได้ทราบว่ามาเริ่มหัวเราะกันใหม่อีกหนเมื่อตอนตีสอง ..ตีสี่ และหกโมงเช้า

และก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้าอาจารย์บุษกรก็ได้นำสมาชิกของเราทำท่ากายบริหารกันตั้งแต่เช้าเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและต่อสู้กับอากาศยามเช้าที่ค่อนข้างหนาวมาก และหลังจากที่รับประทานอาหารเช้ากันแล้วหลายคนก็ออกไปเดินชมสถานที่ พร้อมทั้งถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก











จนกระทั่งเวลา ๐๙.๐๐ น อันเป็นเวลาของการทอดผ้าป่า ก็ได้มีการตั้งขบวนผ้าป่าเดินออกจากที่พักไปยังวิหารใหญ่ของวัด หลังจากที่คณะสงฆ์ของวัดน้ำบ่อหลวงและคณะกรรมการวัดได้มาพร้อมกันแล้ว อาจารย์บุษกรได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาสกล่าวนำถวายคำทอดผ้าป่า

ซึ่งยอดเงินบริจาคในการทำบุญครั้งนี้รวมทั้งสิ้นแล้วเป็นจำนวน ๒๑๐,๐๐๐ บาท สองแสนหนึ่งหมื่นบาทถ้วน และนอกจากเงินถวายผ้าป่าจำนวนดังกล่าวแล้ว คณะของเรายังได้จัดปัจจัยไทยทานเพื่อถวายป็นค่าอาหาร จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท และค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า อีก ๕,๐๐๐ บาท
























โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:51:53 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 3






หลังจากพิธีทอดผ้าป่าเสร็จสิ้นแล้ว ท่านเจ้าอาวาสได้เล่าความเป็นมาและการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดให้ญาติโยมที่มาร่วมงานได้ฟังถึงเหตุการณ์สำคัญและความมหัศจรรย์ต่างๆ และในช่วงท้ายได้กล่าวคำอนุโมทนาว่า ..ขอให้ทุกท่านตั้งความปรารถนาว่า เกิดในชาติไหนก็ขอให้มีพระนิพพานเป็นที่หมายกันทุกท่านทุกคนเทอญ

หลังจากนั้นท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณ ได้มาเพิ่มเติมในประวัติของท่านเจ้าอาวาสและกิจต่างๆ ที่ท่านได้กระทำ ซึ่งทำให้ทราบว่า ท่านเจ้าอาวาสนั้นเคยศึกษาพระอภิธรรมมาก่อนในสมัยที่อยู่กรุงเทพก่อนที่จะได้รับคำสั่งให้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้ ซึ่งในภายหลังก็ได้ทราบเพิ่มเติมอีกว่าท่านเคยมาศึกษากับท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูรที่วัดโพธิ์อีกด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:52:12 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 4








เมื่อเสร็จสิ้นพิธีที่วิหารใหญ่แล้ว อาจารย์บุษกรได้พาคณะศิษย์มาทำบุญถวายกระเบื้องมุงหลังคาโดยมีการเขียนชื่อไว้ที่กระเบื้องแต่ละชิ้น เมื่อเขียนเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ของวัดก็ะนำขึ้นไปมุงหลังคาให้เห็นกันทันทีเลย นับเป็นความน่าปีติใจยิ่งที่ได้ทำกุศลอย่างต่อเนื่องเช่นนี้

และในขณะที่ทุกคนมารอรับประทานอาหารกลางวันก่อนที่จะเดินทางออกจากวัดเพื่อไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ และเข้าไปเยี่ยมชมตัวเมืองเชียงใหม่ ท่านเจ้าอาวาสได้มีความกรุณานำพระธาตุของพระสีวลีมาให้คณะของเราได้สรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่า พระธาตุองค์นี้เพิ่งเสด็จมาเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ปีที่ผ่านมานี่เอง























โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:52:42 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 5






หลังจากที่อาหารเช้าได้ผ่านพ้นไปแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องกราบนมัสลาท่านเจ้าอาวาสเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ อาจารย์บุษกรได้นำคณะศิษย์นั่งลงกับพื้นแล้วพนมมือกล่าวคำกราบลาว่า ..

" ..ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เดินทางมาจากอภิธรรมมูลนิธิ ได้มีใจเลื่อมใสที่จะได้มากระทำกุศลผลบุญในการทอดผ้าป่า ด้วยความตั้งใจนี้ และความสำเร็จลุล่วงทุกประการ ข้าพเจ้าทั้งหลายของกราบถวายกุศลของข้าพเจ้าทุกคนได้เพียรกระทำมาทั้งกายวาจาและใจเป็นเครื่องบูชาพระคุณแด่พระคุณเจ้าที่เคารพและนับถือ

และข้าพเจ้าทั้งหลายเพียรพยายามตั้งใจทำความดี มีทานบารมีเป็นต้นและปัญญาบารมีเป็นที่สุด ในโอกาสหน้าข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจไว้จะกลับมาช่วยบูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้สืบต่อไป สิ่งต่างๆที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับทั้งที่นอน อาหาร และความสุขใจทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิต ข้าพเจ้าทุกคนขอกราบขอบพระคุณพระคุณเจ้า

และขอถือโอกาสกราบลากลับกรุงเทพเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบ ขอพระคุณเจ้าโปรดให้พรข้าพเจ้าทุกคนในการเดินทางกลับกรุงเทพด้วยเทอญ.."

เมื่อท่านเจ้าอาวาสให้พรเป็นภาษาบาลีจบลงแล้ว ก่อนที่จะเดินทางออกจากวัดท่านอาจารย์ได้นำพวกเราไปกราบลาพระครูบาศรีวิชัยที่วิหารหลังเล็กด้านหน้าซึ่งประดิษฐานรูปเหมือนของท่านไว้..

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอกราบลาท่านครูบาศรีวิชัยเทพเจ้าแห่งล้านนา ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตั้งใจมาทอดผ้าป่าจนสำเร็จลุล่วง ได้เงินทั้งสิ้น ๒๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งได้มอบไว้ให้สถานที่แห่งนี้ ขอท่านพระครูบาศรีวิชัยจงร่วมปิติปราโมทย์และอนุโมทนากุศลกับข้าพเจ้าทั้งหลาย

พร้อมทั้งนี้ข้าพเจ้าขอกราบขอพร ขอให้ข้าพเจ้าทุกคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตด้วยสติด้วยปัญญาได้ตลอดไปมีการศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อแนวทางที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน ขอท่านครูบาศรีวิชัยเทพเจ้าแห่งล้านนานี้โปรดประทานพรช้วยอุดหนุนส่งเสริมเจตนาของข้าพเจ้าทุกคนให้สมความปรารถนาด้วยเทอญ

หลังจากนั้นท่านอาจารย์ได้นำกล่าวคำแผ่เมตตาติดต่อกันไปเลยว่า ..สัพเพสัตตา อเวรา อนีฆา อัพพยาปัชฌา สุขีอัตตานัง ปริหรันตุ ด้วยกุศลกายกรรม กุศลวจีกรรม กุศลมโนกรรมที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เพียรกระทำมา ข้าพเจ้าทั้งหลายขอแผ่เมตตาให้กับท่านทั้งหลายที่อยู่ในสถานที่นี้ อีกทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครุอาจารย์ ญาติพี่น้อง สัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนโอปปาติกะที่ปฏิสนธิอยู่ในภูมิต่าง ผู้ซึ่งมีกรรมชักนำให้เป็นไป มีกรรมนำให้เวียดนเกิดเวียนตายได้ความทุกข์ และเป็นอนิจจังทุกขขังอนัตตา

ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับผลของกุศลโดยมีน้ำใสสะอาดดื่ม มีอาหารบริโภคสมบูรณ์ มีที่อยู่อาศัยที่ถูกใจ มีเสื้อผ้าและเครื่องใช้สอยครบทุกอย่าง ขอให้มีดวงจิตแจ่มใส ปราศจากโรคภัย ทั้งมีสติปัญญาสามารถถึงที่สุดแห่งทุกได้โดยรวดเร็ว

และขอให้ผลของกุศลที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วจงได้เป็นพลวปัจจัยส่งผลให้ข้าพเจ้ามีสุขภาพสมบูรณ์ มีจิตแจ่มใส มีสติมีปัญญา แตกฉานในพระไตรปิฎกและถึงซึ่งสันติสุขคือพระนิพพานโดยเร็วเทอญ.

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:53:02 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 6











เมื่อรถได้เคลื่อนออกจากวัดน้ำบ่อหลวงเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพแล้ว ท่านอาจารย์บุษกรก็ได้เป็นตัวแทนคณะศิษย์ถวายปัจจัยแด่หลวงปู่แอ๊วจำนวนห้าพันกว่าบาท เพราะหลังจากที่ได้ฟังการเล่าเรื่องและคำอธิบายต่างๆ จากท่านตลอดสองวันที่ผ่านมาแล้ว คณะของเราหลายคนได้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคปัจจัยเพื่อมอบถวายแด่หลวงปู่แอ๊วเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำสื่อการเผยแพร่ธรรมะของท่านซึ่งในเบื้องต้นนั้นรวบรวมกันมาได้ประมาณสามพันกว่าบาท ท่านอาจารย์บุษกรได้ร่วมทำบุญกับคณะผู้มีจิตศรัทธาในกิจนี้อีกสองพันบาท ซึ่งหลวงปู่แอ๊วท่านมีคำอนุโมทนามาว่า

ขออนุโมทนา ด้วยอานิสงส์ที่ตั้งใจไว้ดีขอให้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ พูดจากับใครก็ขอให้ได้ในสิ่งที่บัณฑิตชนทั้งหลายปรารถนา ขอให้มีตาศักดิ์สิทธิ์ ขอให้มองในสิ่งที่เป็นมงคลแก่ดวงตา ขอให้มีหูศักดิ์สิทธิ์ได้ยินอะไรชัดเจนทั้งในระยะใกล้และไกลขอให้ได้ยินแต่สิ่งที่เป็นมงคล

ระหว่างการเดินทางกลับท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวให้ข้อคิดก่อนที่จะซักถามหลวงปู่แอ๊วในเรื่องของความอยากรวยว่า ..

ชีวิตของเรานั้นอย่ามีมือที่กำไว้เพื่อเก็บ แต่มือที่กำไว้นั้นให้แบออกเพื่อแจกจ่ายเพราะเป็นประโยชน์มาก และเราก็ได้ถูกฝึกกันมา อย่างปีที่แล้วได้ไปบริจาคเงินซื้อเครื่องไตเทียมให้กับ รพ.ศิริราช และปีนี้ก็ตั้งใจที่จะสร้างห้องในโรงพยาบาลสักหนึ่งห้อง ซึ่งคิดว่าในปีหนึ่งนั้นจะทำงานกุศลใหญ่สักครั้งหนึ่งให้เต็มที่ ฉะนั้นในปีที่ผ่านมาเราทุกคนก็ได้มีการร่วมบริจาคกันไว้แล้วเป็นการสร้างอุปนิสัยให้มีการบริจาคกันมา บางคนอยากทำแต่ไม่มี บางคนมีมากแต่ไม่ทำ แต่ทั้งอยากทำหรือไม่อยากทำเมื่อตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ เราอาศัยปัจจัยสี่คือ อาหาร ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ปัจจัยทั้งสี่นี้เป็นของสำคัญสำหรับชีวิต แต่ในขณะนี้ชีวิตของเรามาอยู่ที่วัด บ้านจึงไม่เป็นสิ่งที่น่าห่วง เพราะขณะนี้ทั้งบ้านและทรัพย์สินที่บ้านนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตแล้ว

ประโยชน์ของชีวิตก็คือ ขณะนี้เรามาอยู่ที่วัดนี้เรามีที่อยู่อาศัยมีอาหารที่เพียงพแล้ว เราต้องทำตรงนี้ให้ดีที่สุด แต่ที่อื่นนอกจากนี้เป็นที่ที่เป็นส่วนเกินแล้ว แต่เมื่อใดที่เรากลับไปบ้าน บ้านจึงจะเป็นที่ที่เราอาศัย ฉะนั้นเราจึงต้องหัดตัดใจจากความรู้สึกผูกพันหรือพัวพันออกให้ได้

เพราะถึงอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน เมื่อเราตายเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ ฉะนั้น เมื่ออยู่ตรงไหนเราอยู่ด้วยสติด้วยปัญญา อยู่อย่างมีค่า ทำเวลาให้มีคุณประโยชน์ให้มากๆ จะดีกว่า

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:53:19 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 7






หลวงปู่แอ๊วกล่าวถึงท่านอาจารย์ว่า เป็นบุคคลที่หาตัวจับยาก เพราะธรรมดาของผู้ที่จะเอื้อมหยิบของที่อยู่สูงก็จะต้องย่อตัวให้ต่ำลงก่อนที่จะดีดตัวให้ขึ้นไปอยู่ที่สูงได้ และการที่จะดึงเอาสิ่งที่อยู่ในระดับที่แตกต่างกันนั้นก็ต้องดึงเอาสิ่งที่อยู่ที่ต่ำให้สูงขึ้นมาเพื่อจะได้อยู่รวมกันอย่างเสมอกัน อาจารย์ก็ทำได้ดีเยี่ยมในการละลายพฤติกรรมอย่างหาคนเทียบได้ยาก เพราะนำภาษามาเล่นกับเราได้ อาจารย์มีการเล่นภาษาอย่างสนุกสนานป็นกันเองได้ ซึ่งเป็นการฝึกทั้งภาษาและความสามัคคี

และอาจารย์เปรียบเสมือนตัวแปที่จะรักษาขื่อคือโครงสร้างสำคัญที่จะรักษาหลังคาไว้ให้คุ้มร่มเงา ฉะนั้น บทบาทอีกบทบาทหนึ่งก็คือการให้ธรรมะ เมื่อมีการพูดธรรมะแล้วก็จะทำให้คนมีความเรียบร้อยมีความเสมอกันด้วยความเป็นไม่มีชนชั้นวรรณะ บทที่อาจารย์จะให้ธรรมะก็ให้อย่างสง่างาม พูดไหลออกมาเหมือนอ่านหนังสืออย่างแคล่วคล่องว่องไวโดยไม่ติดขัดทั้งอักษร สระ พยัญชนะ และความหมายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งอรรถะและพยัญชะไม่มีความติดขัด พูดได้ชัดเจน ฉะนั้น นี่คือบทบาทสำคัญของอาจารย์ที่จะรักษาหลังคาชีวิตของเราคือพระธรรมะไว้เพื่อให้ร่มเงาแก่คนต่อๆไป

ในตอนท้ายก่อนที่จะเข้าสู่พิธีปิดการเดินทางไปทำบุญ หลวงปู่แอ๊วได้กล่าวถึงท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่งว่า ..อาจารย์บุษกรเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมเพราะสอนลูกศิษย์ให้มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์มาก บางคนที่ได้เคยพบมาจะไม่สนใจพระภิกษุที่เดินมากับอาจารย์ของตนที่เป็นฆาราวาส แต่จะให้ความสำคัญในอาจารย์ของตนมากที่สุด เรียกว่ามองไม่เห็นพระสงฆ์ไปเลยก็มี

ก้มกราบเท้าอาจารย์ของตน แต่มองไม่เห็นเท้าของพระสงฆ์เลย นับเป็นความโชคดีของพวกเราที่มีครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็นเช่นนั้น และยังหลุดพ้นจากความมีตัวตนเสมอ คือทำอะไรแบบไม่มีตัวตนคือ ไม่เอาตนเป็นตั้งแต่เอาธรรมเป็นที่ตั้งในการนำเสนอสินค้าที่มีคุณค่ามากที่มีเก็บไว้เยอะ แต่ไม่ค่อยมีคนเอาไปทำการตลาดสักเท่าใดนักเพราะอาจมองเห็นว่า ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตีตลาด เป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจ

น่าดีใจแทนพวกเราที่ได้เข้ามาอยู่ตรงนี้ แม้จะมีกันอยู่หลายกลุ่มก็ตาม ขอให้จดจำนำไปถ่ายทอดและชักชวนกันมาทำความดี ต้องมองหาจุดร่วมสงวนจุดต่างกันให้มากๆ สิ่งไหนที่เป็นจุดร่วมที่นำมาซึ่งความรักสามัคคีกันก็ขอให้มองมากๆ สิ่งไหนที่เป็นจุดต่างให้เกิดความแตกแยกก็อย่าไปมองหรือนำไปใช้กันคนอื่น แต่ให้ใช้เฉพาะตนจะได้ไม่เกิดปัญหา

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:53:39 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 8














และเมื่อเดินทางมาใกล้จะถึงกรุงเทพแล้วก็ได้มีการเชิญบุคคลท่านหนึ่งออกมาแสดงความรู้สึกให้ทุกคนได้ทราบว่า ..

เป็นการร่วมเดินทางครั้งแรก ก็รู้สึกแปลกดี เพราะปกติในการไปไหว้พระของตนเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มไหว้อย่างไร ก็ดูไปตามที่เขาติดไว้ตามข้างฝา แต่พอครั้งนี้มากับอาจารย์บุษกร และก็มีพระนำสวดด้วยก็รู้สึกแปลกดี และรู้สึกอบอุ่นดีเหมือนอยู่กับญาติผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน

เกี่ยวกับวิทยากรคือพระอาจารย์นั้นก็ไม่หลับเลย เพราะปกตินั้นนั่งรถป่านนี้ก็จะหลับไปแล้ว และก็ได้ฟังเรื่องราวหลายๆ เรื่องแต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็ดีและสนุกไปอีกแบบหนึ่ง..

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:54:02 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 9




และพิธีการสุดท้ายคือพิธีปิดการเดินทาง อาจารย์บุษกรได้กล่าวปิดการเดินทางว่า ..

" เมื่อเราอยู่ที่มูลนิธิของเรา ต่างได้ถูกปลุกปั้นและเสกสรรค์ปรุงแต่งจิตใจของทุกคนให้เข้าถึงความจริงของชีวิตที่มีเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน และบัญญัติ ว่ามีความหมายและมีค่าอย่างไร จากวันนี้เป็นต้นไปเราก็คงมีโอกาสได้ไปพบกันอีกในหลายๆ ที่ เช่นที่อินเดีย

ก็เป็นอย่างหนึ่งที่เราทำตามสโลแกนของมูลนิธิว่า เรามีความจริงใจ เข้าใจ อภัยกัน อุปสรรคนั้นไม่มี ..บนรถคันนี้เมื่อรวมอายุกันแล้วก็มากโขแต่ถ้าหากแยกแล้วอายุแปดสิบก็มี เจ็ดสิบก็มี ยี่สิบเศษก็มี ก็มีหลายรุ่นและแต่ละรุ่นก็มีความปรารถนาในสิ่งเดียวกันคือการทำบุญ

เรามีความจริงใจต่อกันและเข้าใจกันว่ามาเพื่ออะไร ทำอะไรอยู่ และมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร เมื่อมีอะไรหนักนิดเบาหน่อยเราก็ให้อภัยกันได้ ยามเล่นเราก็เล่น บางครั้งยามนอนเราก็ยังเล่นเพราะเรานอนไม่หลับ เราก็จะมีการเล่นตลอดคือเล่นกับตนเอง รู้จักใจของตนเองว่าเล่นอย่างไรจึงจะเป็นสุข และมีปริมาณว่าจะเล่นขนาดไหน

แต่เราก็มีการแบ่งเวลาได้เพราะในขณะที่มีภาคทฤษฎีมาให้เราศึกษา เราก็ศึกษาความจริงของชีวิต เมื่อถึงเวลาของการปฏิบัติชีวิตให้เป็นคนดี มีหลักเกณฑ์ มีหลักกรรม และมีการกระทำเพื่อมรรคผลนิพพาน เราก็จริงจังและจริงใจในงานนั้นเช่นเมื่อช่วงปีที่เราไปปฏิบัติที่อ้อมน้อยกันมา ตรงนี้ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ชีวิตของเราสามารถที่จะปรับและปรุงชีวิตได้

ปรับชีวิตให้ลดอุณหภูมิของโลภะ โทสะ โมหะลงได้ ในขณะที่เราทำบุญทำกิจการงานที่ชอบเราก็สามารถปรับอุณหภูมิกิเลสตัณหาของเราลงมาได้ เช่นเดียวกันเราก็สามารถปรุงชีวิตของเราให้มีรสชาติไม่จืดชืด แต่เป็นชีวิตที่มีสีสันมากกว่าเดิมมีโอกาสที่จะสรรหาคุณหาให้กับชีวิตได้มากกว่าเดิม

ดังนั้น นี่คือประโยชน์ที่เราได้เข้ามาเป็นพี่น้องกัน เป็นกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนใกล้ชิดที่มีความสามัคคีกัน ตรงนี้ต่างหากที่จะทำให้เรานั้นพาตนเองคบค้าสมาคมและบ่มนิสัยเป็นไปเพื่อความเจริญความก้าวหน้าได้ต่อไป

ก่อนที่จะถึงมูลนิธิก็ขอถือโอกาสกราบแทบหัวใจของทุกคนขอความสุขล้นที่เราทำมาจงนำพาให้ท่านมีความปิติปราโมทย์ประสบความสุขความก้าวหน้าทั้งหน้าที่การงาน กิจการการค้า และเวลาแห่งประโยชน์ที่สุดคือเวลาแห่งการเล่าเรียนเพียรปฏิบัติ ขอให้ทุกอย่างนั้นจงสำเร็จสมปรารถนาทุกประการ อนุโมทนา สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:54:27 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )


  สลักธรรม 10



หลังจากนั้นอาจารย์บุษกรก็ได้อารธนาท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณให้พรแก่คณะของเราอีกครั้งหนึ่งว่า ..

" การที่ได้มีการสร้างเจดีย์สถานไว้แล้วเราได้มีโอกาสมาเสริมสร้างต่อเพื่อให้เกิดความมั่นคง ความสวยงาม เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เราก็ชื่อได้ว่า มาฝังทรัพย์ซึ่งเป็นการฝังทรัพย์ที่สำคัญ

เพราะคนที่เกิดมาแล้วบางคนในโลกนี้เขาฝังทรัพย์ไว้ในดินบ้าง เอาไปฝากธนาคารบ้าง หรือจะเก็บไว้ที่ไหนตามเถิดทรัพย์เหล่านั้นท่านบอกว่าไม่เป็นทรัพย์ที่จะติดตามตัวเราไปได้ แต่ทรัพย์คือบุญนั้นจะติดตามตัวเราไปตลอด

คนที่ถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ ๑ หรือคนที่ร่ำรวยทำมาค้าขึ้นจนทรัพย์เงินทองไหลมาเทมา เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร เพราะเขาเคยฝังทรัพย์ของเขาไว้ด้วยการทำบุญทำทาน ประกอบกับเขาได้ทำบุญใหม่ด้วย จึงมีสองกำลังที่มาร่วมด้วยช่วยกันให้การทำมาหากินนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่บางคนหาเช้ากินเช้าพยายามหาเท่าใดก็ยังไม่ค่อยจะได้ นี่ก็เพราะว่าเป็นคนไม่มีบุญ เพราะคนที่มีบุญคือคนที่เคยทำบุญเอาไว้

ที่เรามากันในครั้งนี้ก็เป็นการมาเพิ่มบุญให้กับตนเอง มาฝังทรัพย์เอาไว้ ทรัพย์ที่ฝังเอาไว้แล้วก็จะสนองความสำเร็จมาสู่เราด้วยบุญนิธินั้น..บุญนิธิจึงเป็นแก้วสารพัดนึก และให้ความคุ้มครองชีวิตผู้ทำไปตลอดทั้งทาน ศีล ภาวนา

โดยเฉพาะเรื่องของการทำสติปัญญาให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อสติปัญญาเกิดขึ้นก็จะเป็นการชำระความเข้าใจผิดที่เรามีอยู่ให้หมดไปกลายเป็นความวิสุทธิคือบริสุทธิ์ขึ้น และเป็นเหตุให้ญาณต่างๆ มีความเจริญงอกงามขึ้น พระพุทธศาสนาจึงเน้นให้มีการสร้าง เพราะเมื่อเราสร้างเหตุเอาไว้แล้วเมื่อประสบอุปสรรคหรือมรณภัยเกิดขึ้นก็จะนึกถึงกุศลที่เคยสร้างไว้ได้ และกุศลทั้งหลายก็จะให้ความคุ้มครองและนำพาไปในที่ปลอดภัยได้ในที่สุด เหตุการณ์ร้ายก็กลายเป็นดี นี่ก็คือการมีบุญเป็นที่พึ่ง

แต่ไม่ว่าอะไรก็เป็นที่พึ่งไม่ได้เท่าปัญญา ผู้ที่มีปัญญาเป็นที่พึ่งก็จะสามารถนำพาชีวิตให้พ้นภัยได้ การมาศึกษาเล่าเรียนมาปฏิบัติธรรมก็เพื่อเพาะบ่มปัญญาให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในชีวิตมีทางเดินที่ถูกต้อง และเมื่อเข้าใจชีวิตของตนเองถูกต้อง ชีวิตของผู้อื่นเราก็จะเข้าใจได้เช่นกัน เพราะไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะหลักของไตรลักษณ์ที่พระพุทธทรงตรัสว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ซึ่งไม่มีสาระอะไร การมาสร้างกุศลในครั้งนี้จึงเป็นการมาเพิ่มเติมบุญนิธิให้ชีวิตของเรา ได้ความสุขในการเดินทาง ได้เปลี่ยนบรรยากาศให้กับชีวิตในธรรมชาติสองข้างทางที่เปลี่ยนไป

วันเวลาที่ผ่านไปในการเดินทางของเรานั้น เป็นวันเวลาแห่งการสร้างกุศล สร้างบุญนิธิให้เกิดขึ้นในชีวิต ขอบุญทั้งหลายที่ท่านได้กระทำไปแล้วจงทำให้ทุกท่านปราศจากทุกข์ ปราศจากโศก ปราศจากโรค ปราศจากภัยอันตราย มีความเจริญวัฒนาในอายุมีอายุมั่นขวัญยืน วรรณะมีความผ่องใส สุขกายสุขใจ และพละมีกำลังกายที่เข้มแข็ง ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายไปได้ และปรารถนาสิ่งใดขอให้อำนาจกุศลที่ได้ทำไปแล้วนี้ส่งผลให้สำเร็จสมความมุ่งหมายจงทุกประการเทอญ"


โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2551 , 15:54:45 น.] ( IP = 125.26.43.58 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org