| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๓๐
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
หลังจากที่สวดมนต์ไหว้พระ และแผ่เมตตาจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้ทักทายทุกคนในห้องว่า "อรุณสวัสดิ์" ท่านบอกว่าจากการไปทำบุญที่ จ.เชียงใหม่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลวงปู่แอ๊วได้กล่าวอธิบายเกี่ยวคำทักทายในช่วงเวลาต่างๆของคนไทย เช่น ตอนเช้าใช้คำว่า "อรุณสวัสดิ์" เป็นต้นนี้ นับเป็นการใช้ภาษาไทยที่ดี และท่านก็ยังเล่าให้ฟังว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีความเป็นห่วงในภาษาไทยว่าได้มีความวิบัติมากมายแล้ว หลวงปู่แอ๊วท่านก็เลยฝากให้คณะที่ไปร่วมงานทอดผ้าป่าได้ฟื้นฟูการใช้คำทักทายแบบไทยๆนี้ให้มากขึ้นด้วย
ท่านอาจารย์กล่าวว่า เมื่อเช้านี้เราได้ชักชวนกันด้วยการร้องเพลงสลักธรรม....ขอจงตั้งมั่นสร้างสรรความดี ดวงใจกันมั่นสร้างสรรค์ความดี แล้วเราสวดมนต์กัน แล้ววันนี้มนต์คาถาของเราก็สวดไปถึงสิบทิศ แล้วก็รักษาคุ้มครองตัวเราให้มีสุขภาพร่างกาย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็ผ่เมตตา ความดี นานาประการได้เกิดขึ้นแล้วและผ่านไปแล้วในช่วงเช้า หลวงพ่อท่านก็ฝากมาบอกว่า...
![]()
![]()
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๓๐
การจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้นั้น ต้องรอบคอบและชอบธรรมเสมอ
รอบคอบด้วยการ คิดให้ดี ทำให้ถูก ผูกให้เป็นและเห็นให้ชัด
ความชอบธรรม จะมีเกิดขึ้นได้นั้น ผู้นั้นจะต้องมีหิริโอตตัปปะ
ธรรมเหล่านั้นนั่นเองจะส่งเสริมให้ชีวิตดีขึ้นกว่าที่เคยดี
ด้วยรัก
จากพ่อเสือ
![]()
๒๗ มกราคม ๒๕๕๑
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:03:57 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 2![]()
"การจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้นั้น ต้องรอบคอบและชอบธรรมเสมอ "
ขึ้นชื่อว่าความดี ทุกคนตรงนี้ก็รู้จัก และวันนี้เราก็ทำดี แต่ผู้เป็นพ่อเราเห็นว่าแม้ว่าเราจะดีอยู่แล้วแต่ท่านก็ต้องการให้เราดีขึ้น เพระการขึ้นที่สูงจะต้องขึ้นบันได คือก้าวขาขึ้น ความดีจึงต้องมีมากขึ้นมิใช่มีปริมาณเท่าเดิม
ยกตัวอย่างเช่น สวดมนต์ บางคนชอบสวดมนต์โดยไม่ทำอย่างอื่นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังมีสิ่งดีกว่านั้น เช่น การ ช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ หรือการปฏิบัติวิปัสสนา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความดีที่หลากหลายต่างชนิดกันออกไป เพราะท่านบอกว่าชีวิตที่จะดีขึ้นได้นั้นก็ต้องรอบคอบและชอบธรรม
ความรอบคอบจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีสติ คือมีความระลึกรู้สึกตัว
ความชอบธรรม คือจะต้องมีทั้งสติและสัมปชัญญะซึ่งเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก
ทุกอย่างจะไม่หนีคำว่า "สติสัมปชัญญะ" หลวงพ่อท่านบอกว่าอะไรที่เราใช้บ่อย ๆ จนสันทัดแล้วก็ไม่เห็นคุณค่า ยกตัวอย่างเช่นพ่อกับแม่ ที่อยู่กับเรามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก มาจนถึงวันนี้เราก็เห็นจนเบื่อแล้ว ฉะนั้น ลูกที่อยู่ในวัยเด็กจะเป็นวัยที่รักพ่อรักแม่มากที่สุด จะหาวัยใดรักพ่อรักแม่มากเท่าวัยเด็กก็ไม่มีเลย ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าเวลามีคนเอื้อมมือไปจะจับหรืออุ้มเด็กก็จะร้องไห้หาพ่อแม่ ด้วยรักและผูกพันจะนอนจะกินนมก็แม่ จะทำอะไรก็แม่ทั้งหมด พอโตขึ้นมาก็เริ่มตีตัวออกห่างเพราะมีคนอื่นมาแทนที่ เช่น มีเพื่อนต่างๆ เพื่อนก็ชักชวนให้ไปเที่ยว ก็เริ่มห่างพ่อแม่ พอมีเพื่อนในวัยสูงขึ้นไปอีกก็เริ่มเมินพ่อแม่ พอมีสามีภรรยาไปเริ่มทิ้งพ่อแม่เพราะมีครอบครัวมีคำว่า ของเราเข้าไปแทนที่
ที่ยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาเพราะ ทุกใช้คำว่าสติสัมปัชชัญญะ แต่อะไรที่คุ้นหูจึงไม่เห็นคุณค่า ท่านจึงใช้คำว่า รอบคอบและชอบธรรมเข้ามาแทน ฉะนั้นความรอบคอบจะมีขึ้นได้ รอบคอบด้วยการ คิดให้ดี ทำให้ถูก ผูกให้เป็นและเห็นให้ชัด
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:04:18 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 3![]()
"รอบคอบด้วยการ คิดให้ดี ทำให้ถูก ผูกให้เป็นและเห็นให้ชัด"
ท่านอาจารย์บอกว่า คิดให้ดี กับทำให้ถูก นั้นพอจะรู้เพราะการคิดให้ดีนั้นหลวงพ่อท่านสอนมานานเหลือเกินว่าให้คิดให้ดีในพระธรรม เพราะการคิดดีคิดถูกต้อ งนั้น คือองค์แห่งสัมมาทิฏฐินั่นเอง ซึ่งหลวงพ่อท่านแจงออกเป็น ๕ อย่าง คือ ให้คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน เพราะคนเราส่วนมากด่วนได้ฉิบหายช่างมัน ไม่ค่อยบันยะบันยัง ไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง จึงต้องคิดไปว่าทำเพื่ออะไร คือทำอะไรให้มีเป้าหมาย
มีตัวอย่างในเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง คือมีโอกาสได้คุยกับพระรูปหนึ่ง ท่านก็บอกว่าเอาบุญมาฝาก สาเหตุก็เพราะว่าท่านเห็นภาพในขณะทรงพระเยาว์ของสมเด็จพระพี่นางฯกับในหลวงแล้ว ท่านก็สะท้อนย้อนนึกถึงตนเองโดยได้นึกถึงพี่สาวคนโตของท่านซึ่งตอนนี้ก็อายุ ๗๐ ปีกว่าแล้ว ซึ่งมีความลำบากไม่น้อยในการเลี้ยงน้องๆ มา ท่านก็เลยมอบเงินส่วนตัวของท่านให้พี่สาวนำไปใช้หนี้ แล้วก็มอบเงินจำนวนหนึ่งให้แม่ของท่าน แม่ของท่านก็บอกให้ท่านเก็บไว้บ้างเผื่อไว้จัดงานศพให้แม่ ท่านก็ตอบแม่ของท่านไปว่า ไม่เป็นไรเพราะท่านเป็นพระท่านจัดการให้ได้ไม่ต้องมีพิธีใหญ่ และยังมีลูกหลานอีกหลายคนที่เป็นพระอยู่ แต่ยามที่ยังเป็นอยู่นี้ให้แม่ใช้เงินไป อะไรที่กินได้ก็ให้กินตอนนี้ ไม่ต้องไปรอตอนเคาะโลงเรียกให้มากิน
พอท่านเล่าเรื่องนี้จบแล้วก็เลยถามท่านว่า ทำไปเพื่ออะไร?
ท่านก็ตอบว่า ไม่เคยคิดเลย ชีวิตไม่มีเป้าหมาย
ก็เลยบอกกับท่านไปว่า ทำอย่างนั้นไม่ถูก คนเราต้องมีเป้าหมาย
ท่านตอบกลับมาว่า ฉันเป็นคนไม่คิดอะไรมาก เป็นเรื่องของเจ้ากรรมมาเกณฑ์ นายเวรมาทวง..
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:05:03 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 4
นี่คือตัวอย่างของคนดีที่ยกมาให้ฟัง ซึ่งเป็นคนดีที่ไม่มีเป้าหมาย แต่อย่างหลวงพ่อเสือนั้นท่านสอนให้คิดให้ดีว่า ทำไปเพื่ออะไร? อย่างที่เรียนพระอภิธรรมกันอยู่นี้ เรียนไปเพื่ออะไร เราต้องหาเป้าหมายให้ได้ ถ้าเราหาเป้าหมายไม่ได้ก็จะเป็นหายนะ เพราะเวลาเป็นของมีค่า
อย่างเช่นการใส่บาตร ..คำถามแรกที่จะต้องมี คือ เราต้องคิดให้ได้ว่า ทำไปเพื่ออะไร ? เราก็ต้องรู้ว่า ได้เห็นผ้าเหลือง ได้มีโอกาสถวายข้าวถวายน้ำอาหารใหม่แด่พระผู้จาริกผู้ขอโดยปกติ
คำถามที่สองก็ต้องเกิดต่อมาด้วยการพิจารณาว่า มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น? เราก็ตอบตัวเองได้ว่า เพราะเกิดศรัทธาจึงทำให้กระทำ หรือเพราะอยากได้บุญจึงเป็นเหตุให้ทำ
คำถามที่สามนั้นเป็นการทบทวนในสิ่งที่เราคิดและพิจารณาที่ผ่านมาเหมือนกับการย้ำว่า ตัวการที่ทำให้เราคิดนั้นดีหรือชั่ว? เช่นกุศลก็เป็นตัวการที่ดี ถ้าอกุศลก็เป็นตัวการที่ไม่ดี
คำถามที่สี่เป็นการใคร่ครวญถึงตัวการนั้นอีกครั้งว่า ตัวการนั้นให้ผลอย่างไร? ตัวการที่เป็นกุศลคือบุญนั้นย่อมให้ผลไปในทางที่เจริญ ตัวการที่เป็นอกกุศลคือบาปนั้นย่อมให้ผลไปในทางเสื่อม
คำถามสุดท้ายคือ ใครเป็นผู้ที่ได้รับผลนั้น ? ไม่ว่าจะเป็นตัวการดีหรือชั่ว ผู้ทำย่อมคือเราเองย่อมต้องได้รับผลของการกระทำอย่างแน่นอน
เมื่อตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้วจึงค่อยตัดสินใจทำเพื่อหยุดการ..ด่วนได้ ฉิบหายช่างมัน.. นี่คือหลักของหลวงพ่อที่ท่านให้มานานแล้วว่า คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินใจ นั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:05:33 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 5
คิด ...ทำไปเพื่ออะไร
พิจารณา ..มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น
ทบทวน ..ตัวการนั้นดีหรือชั่ว
ใคร่ครวญ ...ให้ผลอย่างไร
แล้วค่อยตัดสินใจ ..ใครเป็นผู้ได้รับ
เราทำดีเราย่อมต้องได้ผลแห่งความดี เราทำชั่วเราย่อมต้องได้ผลแห่งความชั่ว ...จึงเป็นก้าวแรกที่หลวงพ่อให้พวกเรารู้จักหัดคิดให้ดี พอคิดดีแล้วก็ต้องทำให้ถูกกับที่คิดดีนั่นเอง เพราะใครทำใครได้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เมื่ออยากได้ดีก็ต้องทำดี ถ้าคิดอยากได้ดีแต่ทำชั่วนั่นก็คือการทำไม่ถูกแล้ว
เมื่อคิดให้ดี ทำให้ถูกแล้วก็ต้อง ผูกให้เป็นและเห็นให้ชัด ..ผูกให้เป็นคือ ผูกเรื่องต่างๆ ให้เป็นแบบผู้รอบรู้ ไม่ใช่โทษนั่นโทษนี่ แต่ต้องผูกให้เป็นว่า ผลที่เกิดขึ้นมานี้มาจากเหตุอะไร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราทำมาเองทั้งสิ้น..นี่คือเห็นให้ชัด ซึ่งก็มีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังว่า
สัปดาห์ที่ผ่านมาได้คุยกับลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งปกติก็จะเป็นการสอนธรรมะให้ เพราะเขาอยู่ต่างประเทศไม่มีโอกาสมาเรียนตรงนี้ ซึ่งเดิมเขาทำงานอยู่ที่ประเทศหนึ่งได้เงินเดือนสูงมากทั้งสามีภรรยาแล้วก็มีที่พักให้อยู่ฟรี แต่เพราะต้องการวีซ่าถาวรของอีกประเทศหนึ่งก็เลยต้องออกจากงานที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วไปเริ่มต้นที่ประเทศใหม่แบบไม่เหลืออะไรเลย ต้องไปหางานใหม่หาบ้านเช่าใหม่ รวมทั้งระบบการทำงานก็เปลี่ยนไปไม่รวดเร็วเหมือนที่ประเทศเดิม
ในช่วงก่อนที่จะเดินทางไปทอดผ้าป่าที่วัดน้ำบ่อหลวง ก็มานั่งนึกถึงความเป็นไปของลูกศิษย์คนนี้ทั้งเรื่องหางานหาบ้านเช่า เมื่อได้มีโอกาสคุยกันก็ได้บอกเขาไปว่า เรื่องของเขาเป็นเรื่องของกรรมตัดรอนจริงๆ เป็นเรื่องของกรรมทั้งสิ้น
เพราะจากการมีงานที่เงินเดือนสูง ที่พักที่อยู่ฟรีสะดวกสบาย มีความถนัดในภาษามากแล้ว ได้รับการยอมรับจากเพื่อนต่างๆ แล้ว แต่ที่ต้องย้ายไปอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ซึ่งมีความไม่สะดวกสบาย ต้องวิ่งหาบ้านเช่า วิ่งหางานใหม่ เพราะเงินเดือนที่เคยได้รับเหลือเพียงศูนย์บาท
จึงวิเคราะห์ให้เขาฟังว่า จากเนื้อเรื่องที่คุยกันมานั้นเป็นเรื่องของกรรมล้วนๆ เลย ในเรื่องผลของทานคือเงินเดือนที่เขาได้รับนั้นถูกตัดรอนขาดฉัวะไปเลย เพราะคนที่มีเงินเดือน มีบำนาญ หรือมีดอกเบี้ยจากเงินฝากในธนาคารนั้นเรียกว่า ทานยังส่งผลให้อยู่ แต่เมื่อใดที่อำนาจของอกุศลกรรมมาส่งผลพร้อมกับมีปัจจัยอุดหนุนพอดี ผลของทานนี้ก็จะถูกตัดรอนไปทันที ซึ่งปัจจัยในกรณีนี้ก็คือ โลภะ..ความต้องการวีซ่าถาวรอย่างเดียวเท่านั้น จึงลาออกจากงานทั้งคู่และไปอยู่ในประเทศนั้นให้ครบตามกำหนด
นี่คือ ม่านบังตา เพราะเห็นว่า โลภะ(วีซ่าถาวร)ดีที่สุด โดยลืมไปว่าต้องเสียรายได้ไปเป็นจำนวนมาก จึงชี้ให้เขาเห็นว่า เพราะความอยากนี้มาเป็นปัจจัยให้มีกรรมมาตัดรอนทานให้ยุติการให้ผล และก็ต้องมาเจอกับการทำงานที่ล่าช้าไม่รวดเร็วเหมือนเดิม รวมทั้งทำให้ต้องอยู่ห่างไกลอาจารย์อีกด้วย ซึ่งเขาก็บอกว่า มีอาจารย์คอยเตือนสติคอยชี้ให้จึงทำให้เขาได้ดี แต่ที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้ก็เพราะกรรมอีกนั่นแหละ ซึ่งเขาก็พรรณามาว่าเขาทำกรรมอะไรมาหนักหนาจึงทำให้เกิดความพลัดพราก
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:06:01 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 6
ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ตอบไปว่าอะไรจนกระทั่งกลับมาก็รีบมาเปิดเมล์ดูว่ามีจดหมายมาอีกหรือไม่ เพื่อจะได้รีบตอบกลับไปให้ทราบถึงสาเหตุของความพลัดพรากว่า เพราะในอดีตนั้นเคยเพาะพันธุ์สัตว์ขาย คือมีการพรากลูกพรากแม่ออกจากกันเพื่อนำไปขาย และเมื่อแม่พันธุ์ไม่สมบูรณ์แล้วก็เอาไปปล่อยเกาะ ..ฉะนั้น ความพลัดพรากที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงเศษกรรมที่เคยทำไว้เท่านั้น ซึ่งเป็นผู้ที่มีชีวิตโดดเดี่ยวต้องไปเรียนที่ต่างแดนคนเดียวมาตั้งแต่แรก และขณะนี้ก็เหมือนอยู่คนเดียวเพราะเป็นคนไทยคนเดียวในครอบครัวของสามี ..ชีวิตจึงมีแต่ความพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรัก
พอเขาฟังแล้วเขาก็บอกว่า รู้สึกรังเกียจตนเองจังเลย ก็เลยตอบกลับไปว่า อย่าไปรังเกียจตนเองเลย แต่ให้รังเกียจกรรม แล้วก็ชี้ให้เขาเห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นมีสัพพัญญุตญาณเหลือประมาณให้เขาก้มกราบลงไปเลยกับคำว่า สัมมาอาชีวะ ให้เขียนคำนี้ขึ้นมาในหัวใจแล้วเอาใจกราบคำนี้ลงไป เพราะพระพุทธเจ้าให้เวไนยสัตว์ประกอบชีวิตอยู่ในสัมมาอาชีวะ คำตรัสของพระพุทธองค์จึงศักดิ์สิทธิ์และเป็นจริงที่สุด
มาถึงตรงนี้แล้วก็จะเห็นว่า คำว่า ผูกให้เป็น ต้องผูกอย่างนี้คือผูกเรื่องกรรมจากอดีตสู่ปัจจุบันให้เป็น รู้ว่าผลที่ได้รับนี้มาจากกรรมอะไร ต้องผูกเรื่องให้เป็นไม่ใช่ผูกให้เกิดปม เพราะส่วนมากเรามักจะผูกปมปัญหาให้ชีวิต ถ้าหากเราไม่ได้เรียนธรรมะเราก็จะผูกแต่ปมปัญหา เพราะพอมีเรื่องมากระทบปุ๊บก็ผูกปมลงไปว่า เขาทำเรา เขาว่าเรา เขาไม่ดีกับเรา ...เป็นโทสะทั้งนั้น
ลองนึกถึงเชือกฟางที่หลวงพ่อเคยให้ไว้เมื่อก่อนสิ ท่านบอกว่าให้ลองนึกว่าวันนี้โกรธมากี่ครั้ง ถ้าโกรธครั้งเดียวก็ผูกปมเดียวเป็นเงื่อนตายแล้วกระตุก ถ้าโกรธหลายครั้งก็ผูกปมซ้ำจนแน่นเข้าๆ ไปเรื่อยๆ ถามว่า ใครจะเป็นคนแก้ปม ..เรานั่นแหละที่เป็นคนต้องแก้ไขเอง เพราะเราผูกเอง ท่านจึงไม่ให้ผูกปมแต่ให้ผูกให้เป็น คือ เรื่องราวทุกอย่างนั้นให้มองเห็นเป็นเวทีละคร คือละครกรรมทั้งอดีตกรรมและปัจจุบันกรรม แล้วก็๋ให้เห็นให้ชัดว่า กรรมเป็นน่ากลัวมาก ไม่ว่าจะเล็กจะน้อยขนาดไหนก็น่ากลัวที่สุด
ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมก็จะผูกปมปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่มานั่งอยู่ตรงนี้ ต่างก็เป็นผู้ที่ประกอบสัมมาอาชีวะจึงมีโอกาสมาศึกษาธรรม ซึ่งต่างจากพ่อค้าแม่ค้าที่หาโอกาสเช่นนี้ยาก ขอให้ภูมิใจเถิดว่าเราไม่ได้ค้าขายชีวิตใคร เราไม่ได้ล่วงไปในความประมาทเท่าใดนัก เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดความพรัดพราก และอาชีพที่ดีที่สุดคือ อาชีพครูและต้องเป็นครูที่ชอบธรรม มีเมตตา โดยเฉพาะครูสอนธรรมะ เพราะเป็นอาชีพที่ให้ความรู้ธรรมะเป็นทาน
เราจึงต้อง คิดให้ดี ทำให้ถูก ผูกให้เป็น และเห็นให้ชัด เพราะนี่คือความรอบคอบ หลวงพ่อท่านบอกว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีคุณภาพดี มีการทำเลสิคเลเซอร์เพื่อให้เห็นโลกเห็นทัสนวิสัยชัดขึ้นมากมาย เมื่อเห็นแล้วก็ผูกพันแล้วก็ผูกปม แต่ทุกคนนั้นมี"ใจ"ที่ตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่ต้องเอาไปทำเลเซอร์เลสิค ถ้าหากเราเห็นด้วยกรรมชัด ก็ไม่ต้องใช้แว่นอะไรเลย จิตนั้นสำคัญและวิจิตรได้สารพัด จึงอยู่ที่เราฝึกจิต เพราะถ้าไม่ฝึกจิต ตลอดชีวิตไม่พบความสุข
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:06:34 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 7![]()
"ความชอบธรรม จะมีเกิดขึ้นได้นั้น ผู้นั้นจะต้องมีหิริโอตตัปปะ"
ในขณะที่กำลังเขียนข้อความนี้ คือ ความชอบธรรม จะมีเกิดขึ้นได้นั้น ผู้นั้นจะต้องมีหิริโอตตัปปะ ลูกศิษย์คนหนึ่งที่นั่งอ่านอยู่ก็พูดขึ้นมาว่า ตัวนี้(หิริโอตตัปปะ)เกิดขึ้นยาก ที่จริงไม่ยาก เพราะทั้งหิริและโอตตัปปะนั้นเราก็เรียนแล้วว่าเจตสิกธรรม หิริคือเกรงความชั่ว โอตตัปปะคือกลัวผลบาป รวมแล้วก็คือความเกรงกลัวนั่นเอง
ทำไมจึงใช้คำว่า "เกรง" เพราะตอนที่เราเกรงใจใครนั้นเราจะมีความเรียบร้อย เช่นเห็นพ่อแม่หลับอยู่เราก็ค่อยๆ ย่องเดินเบาๆ ด้วยความเกรงใจ แต่ถ้าคนที่มีอหิริกะนั้นไม่สนใจว่าใครจะนอนอยู่ก็จะเดินกระแทกลงส้นไม่เกรงใจใคร ฉะนั้น เราจึงต้องมีความเกรง คือเกรงชีวิตของตนเองว่า เมื่อทำบาปลงไปแล้วไม่มีใครช่วยเราได้ เราต้องรับผลคนเดียว ไม่ว่าจะทำในที่แจ้งหรือที่ลับ จะรู้หลายคนหรือรู้คนเดียวก็เกรงบาปเอาไว้ว่าเหมือนดาบนั้นคืนสนอง
เราจึงต้องมีความเกรงอย่าง ..ใครจักอาจให้ช้ำ ชอกเนื้อ เรียมสงวน ...เราไม่อยากให้ตัวเราช้ำ เราต้องลูบตัวเองให้รู้สึกตัวว่า กลัวบาป จึงต้องมีโอตตัปปะเพราะเราได้ผลนั้นตรงๆ เลย อย่างตัวอย่างของลูกศิษย์ที่เล่าให้ฟังไปแล้วในเรื่องของการพลัดพราก วิบากนั้นไม่มีหูมีตา แต่กรรมนั้นมีหูมีตา รู้ว่าใครทำเอาไว้ก็ตามล่าคนทำนั้นได้ถูก และชีวิตของเราแต่ละคนนั้นอาจได้ทำกรรมไม่ดีอย่างนั้นกันมาแต่เป็นเพราะได้ปลีกทางออกมาแล้วด้วยการทำกรรมอย่างอื่นด้วยความสนใจใหม่ๆ เช่น สนใจภาษาอังกฤษก็เลยหันมาศึกษาแล้วก็เลยทิ้งเรื่องการเพาะพันธุ์สัตว์ขายไป ฉะนั้น คนที่ชอบใช้ภาษาไทยเริ่มปลีกมาสนใจศึกษาภาษาบาลีอย่าง โสมมนัสสสหคตัง... อีกหน่อยท่านก็จะได้เป็นพระเพราะคำเหล่านี้เป็นภาษาของพระ
เราจึงต้องเตือนตนเองเสมอด้วยการคิดให้ดีว่า ทำกรรมอะไรลงไปแล้วเราต้องได้รับคนเดียว ก็จะมีหิริโอตตัปปะเกรงความชั่วกลัวผลบาปเกิดขึ้นมาได้ หิริโอตตัปปะจึงเป็นของมีคุณค่าทำให้เราหวาดเสียวและสะดุ้งกลัวต่อการทำบาป ความชอบธรรมก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย เรื่องของความดีที่บอกว่าทำยากนั้นก็เพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ แต่เมื่อใดที่มีหิริโอตตัปปะความดีทั้งหลายก็จะทำได้ง่ายหมดและเรื่องบาปจะทำยากเพราะไม่กล้าทำทั้งต่อหน้าและหลับหลัง แม้กระทั่งยุงตัวหนึ่งเราก็ไม่กล้าทำให้มันขาเป๋
เมื่อก่อนนี้หลวงพ่อเสือท่านเคยสอนลูกศิษย์ไม่ให้ฆ่าสัตว์แม้แต่ยุงตัวเดียว เพราะเลือดเพียงหยดหนึ่งนั้นต้องโทษถึงประหารเชียวหรือ แต่เราไปบริจาคเลือดให้กาชาดตั้งเยอะแยะเพื่อเข็มนั้นเข็มนี้ได้ ท่านบอกว่าการฆ่าสัตว์เป็นฆาตรกรที่โหดร้ายที่สุด หลังจากที่ท่านสอนไปแล้วมีลูกศิษย์คนหนึ่งมาบอกว่า..ไม่ฆ่าสัตว์แล้ว แต่พอยุงมากัดก็จะจับยุงมาเด็ดปากทิ้งไปเพื่อไม่ให้ไปกัดคนอื่น .. อย่างนี้แย่ยิ่งกว่าเก่าอีกนะเพราะมีความวิจิตรมากในการทำบาป ใครที่ยังมีการฆ่าสัตว์อยู่ทั้งเล็กใหญ่ก็ขอให้เลิกไปเสีย บางทีจิตมันไวมากแม้ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าแต่รู้ไหมว่า สัตว์นั้นมีชีวิต ..รู้ มีความพยายาม จนสัตว์นั้นได้ตายลง การล่วงกรรมบถก็เกิดขึ้น
เมื่อใดที่มีหิริโอตตัปปะเมื่อนั้นเรื่องบุญเป็นเรื่องที่ง่าย เพราะกลัวผลของกรรมชั่วเหล่านั้นนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:06:57 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 8![]()
"ธรรมเหล่านั้นนั่นเองจะส่งเสริมให้ชีวิตดีขึ้นกว่าที่เคยดี"
เมื่อใดที่มีหิริโอตตัปปะเมื่อนั้นเรื่องบุญเป็นเรื่องที่ง่าย เพราะกลัวผลของกรรมชั่วเหล่านั้นจะตามมาสนอง ยกตัวอย่างให้ฟังในเรื่องของตนเองในสมัยก่อนว่าเคยช่วยกันหาหมัดในสุนัขพิการ โดยจับหมัดใส่กระป๋องผักกาดดองแล้วก็โยนทิ้งไปโดยไม่ได้คิดที่จะฆ่าหมัดเหล่านั้นเลย แต่ด้วยความปรารถนาดีต่อสุนัขจึงได้ทำอย่างนั้น มาถึงตอนนี้เมื่อนึกถึงแล้วก็คิดว่าอีกหน่อยผลของกรรมเหล่านั้นคงตามมาแน่อาจจะต้องตกเครื่องบินตายก็ได้
จะเห็นว่า ความปรารถนาดีนั้นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่มันมีสิ่งที่ดีกว่านั้นคือรู้แล้วว่าเป็นบาปก็เลิกทำเสีย ให้มีความรอบคอบถนอมชีวิตของผู้อื่นไว้ได้ก็จะเป็นชีวิตที่ดีขึ้น อย่ามีความเมตตาต่อสุนัขอย่างเดียวต้องมีหิริโอตตัปปะเข้ามาทำงานด้วย เพราะทุกอย่างอยู่ที่เรา เป็นที่เรา และได้รับที่เรา
หลวงพ่อท่านบอกว่า การที่มีชีวิตดีกว่าที่เคยดีนั้นท่านต้องใช้ความพยายามมาก เพราะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย ท่านบอกว่าต้องใช้เวลาและความพยายามสารพัด การศึกษาเล่าเรียนในปริยัติศาสนาก็เช่นกัน ท่านให้นึกถึงการเรียนในสมัยเด็กๆ ที่ต้องทำการบ้าน ต้องท่องอาขยาน การมาเรียนพระอภิธรรมก็ต้องท่องชื่อจิต เพราะเครื่องหมายบวกลบที่มีอยู่บนกระดานนี้แต่ละเครื่องหมายนั้นมีชื่อ เราก็ต้องจำชื่อจิตเหล่านั้นให้ได้ เหมือนทำการบ้าน
เราผู้ที่เป็นลูกเมื่อฟังแล้วว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยก็อย่าเพิ่งถอยหลังลงคลอง แต่ให้เดินหน้าเพื่อไปถึงจุดนั้นให้ได้ หลวงพ่อท่านมีศีลที่งามพร้อม เราก็ต้องพยายามทำให้ได้แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แบบฝึกหัดจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการเรียน เพราะแบบฝึกหัดจะทำให้แจ่มแจ้งในการเรียน ฉะนั้น แบบฝึกหัดของพระธรรมก็คือการปฏิบัติธรรม เรียนเรื่องวิปัสสนากรรมฐานก็ต้องทำแบบฝึกหัดด้วยการหัดกำหนดรูปนาม ไปมีสติระลึกรู้ในอาการในอารมณ์อยู่บ่อยๆ ทำผิดก็ไม่เป็นไร ให้นึกถึงตอนเด็กถ้าทำแบบฝึกหัดผิดมากก็ต้องแก้ไขมาก ถ้าทำถูกก็ไม่ต้องแก้ คนที่ทำแบบฝึกหัดได้ดีก็จะสอบได้ตะแนนดี ส่วนคนที่ลอกเขาก็จะได้ที่โหล่ไป
ท่านจึงบอกว่า เราต้องไปทำแบบฝึกหัด เราก็จะรู้เลยว่า ตอนนี้เราไม่ดีขึ้น ตอนนี้เรากำหนดไม่ได้เลยเพราะมันยังฟุ้งอยู่ ...ถามว่า ถ้าเราไม่ไปฝึกกำหนดแล้วเราจะรู้หรือไม่ว่า เราไม่ดีขึ้นหรือฟุ้งบ่อย? ..ไม่รู้ ถ้าเราไม่กำหนดไม่ดูแล้วจะรู้หรือไม่ว่าเราไม่เจริญไปข้างหน้าแต่เหมือนยังท่องอยู่? ไม่รู้
ผู้ที่ไม่ทำแบบฝึกหัดจึงไม่รู้อะไรเลย คือมืดแปดด้าน จึงต้องหัดไปทำแบบฝึกหัดทุกวัน หลวงพ่อท่านบอกว่า จึงจะเป็นนักเรียนที่ดี เพราะเรียนแล้วต้องไปทำแบบฝึกหัด ท่านบอกว่าชีวิตของท่านทำแบบฝึกหัดมาตลอด อ่านพระธรรมบทไหนท่านก็ทำแบบฝึกหัดในบทนั้น อย่างพระสงฆ์ที่ท่านสวดมนต์ได้ยาวก็เพราะท่านสวดบ่อย ต่างจากพวกเราที่สวดกันสัปดาห์ละครั้งจึงไม่คล่อง
วิปัสสนากรรมฐานจึงต้องทำแบบฝึกหัด และแบบฝึกหัดนั่นแหละจะเป็นตัวที่บอกว่าเราถูกหรือผิด เพราะครูมาตรวจแบบฝึกหัดได้ อย่างที่เปิดโอกาสให้ทุกคนถามหลังจากที่ไปเข้าปฏิบัติกันมาแล้ว การถามนั่นก็คือการส่งแบบฝึกหัดมาให้ตรวจว่าถูกหรือผิด แต่คนที่ไม่ได้ทำแบบฝึกหัดมาส่งก็เลยไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มองหน้ากันไปมองหน้ากันมาแบบหาตัวช่วยเพราะไม่มีใครถาม
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:07:22 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 9
นอกจากนี้หลวงพ่อท่านยังบอกมาว่า ชีวิตที่ดีนั้นต้องมีจุดหมายที่ดีงามด้วยกำลังสามประการ คือ กำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา
หนึ่งกำลังกาย ท่านบอกว่าที่ท่านเลือกเป็นพระเพราะรู้ว่าเช้าตื่นขึ้นมามีกิจต้องออกบิณฑบาตร ได้เดินบริหารร่างกาย ไม่เหมือนกับเราที่นาฬิกาปลุกแล้วกว่าจะลุกได้ก็อีกนาน แต่อาชีพพระนั้นต้องออกบิณฑบาตรแต่เช้าเมื่อมองเห็นเส้นลายมือ แล้วก็ต้องรับกลับวัดไปอยู่จนแดดออกสาย และในสมัยก่อนนั้นพระต้องเดินบิณฑบาตรเป็นแถวไปไม่มีเจ้าประจำ และถ้าไม่มีคำนิมนต์ก็จะหยุดรับบาตรไม่ได้ต้องเดินผ่านไปเฉยๆ ซึ่งต่างจากสมัยนี้
ท่านบอกว่าร่างกายของเราต้องบริหารให้เป็นและต้องดูแล โดยเฉพาะเรื่องโภชนาการคือการเคี้ยว ..คำข้าวให้ขบเคี้ยว คำคนให้ขบคิด .. คำคนนั้นต้องขบคิดก่อนอย่าเพิ่งเชื่อทันที ส่วนคำข้าวนั้นต้องเคี้ยวนานๆ จึงจะรู้ว่าอร่อย เพราะข้าวเป็นตัวที่ทำให้อิ่มและทำให้อร่อยแต่กับข้าวไม่ได้ทำให้อร่อย จึงต้องเคี้ยวนานๆ และรับประทานอาหารให้ถูกสุขอนามัย ซึ่งท่านก็เตือนมาว่าอะไรที่เป็นพลาสติกท่านให้เลิกใช้ เพราะสารฟอกเพื่อทำพลาสติกนั้นก่อมะเร็งให้เกิดขึ้นได้ง่ายโดยเฉพาะพลาสติกที่วางขายทั่วไปแล้วนำมาใช้กับไมโครเวฟ เพราะทุกคนนั้นมีกรรมเป็นของตนอยู่แล้ว เราจึงต้องระวังเรื่องของปัจจัยที่จะไปสนับสนุนให้กรรมนั้นมาให้ผลเล่นงานได้เร็ว เมื่อเป็นมะเร็งแล้วก็จะรุงรัง
ท่านบอกว่า เดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมมีความเจริญมาก อุตสาหกรรมมาจากคำว่า อุตสาหะ เทคโนโลยีความเจริญต่างๆ จึงเกิดมาจากความอุตสาหะทางสมองและสองมือของผู้อื่นที่เราซื้อเทคโนโลยีนั้นมาใช้ ซึ่งก็คือซื้อความอุตสาหะของผู้อื่นโดยที่เราไม่ต้องอุตสาหะในการคิดอีกแล้วเพราะเขาคิดมาดีแล้ว เราก็ต้องเอาสิ่งที่เขาคิดไว้ดีอยู่แล้วมาทำให้เกิดประโยชน์ดีมาทำให้เกิดความสร้างสรรค์ ..หลวงพ่อท่านบอกว่าอย่าเป็นผู้เสพหรือบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เกิดประโยชน์ด้วย
สองกำลังใจ ท่านบอกว่าต้องมีขันติ มีความอดทนต่อสู้ ท่านบอกว่าไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากเย็นขนาดไหนก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ชาตินี้เอื้อมไม่ถึงก็ไปชาติหน้า พระอภิธรรมว่ายากขนาดไหนก็ไม่ยากมากถ้าหากเรามีกำลังใจ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานว่ายากขนาดไหนในเรื่องรูปนาม..ไม่ยากถ้าหากเรามีกำลังใจที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ทุกอย่างสำเร็จที่ใจ
สามกำลังปัญญา ท่านบอกว่าต้องหมั่นเจริญสติปัญญา ต้องมีการพัฒนาความรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เรียนจบครั้งนี้แล้วก็ไม่เรียนอีก เพราะผู้สอนกำลังผลิตสื่อชนิดหนึ่งเป็นพาวเวอร์พ้อยท์ อย่าคิดว่ารู้หมดแล้วในเรื่องของจิตว่ามี ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ญาณ ๑๖ กิเลส ๑๐ ..นั่นเป็นการรู้เป็นชื่อๆ แต่ไม่ได้ทำอะไรให้ดีสักอย่างหนึ่ง จึงต้องมีการพัฒนาความรู้อยู่เสมอด้วยการศึกษาและการกำหนดรู้ เพราะการกำหนดรู้นั้นเป็นปัญญาที่ต้องพัฒนาให้มีอยู่เรื่อยๆ เพราะรูปนามนั้นมีอยู่ตลอด ส่วนมากจะรู้รูปนามกันปีละครั้งตอนวันหยุด แต่วันธรรมดาไม่ได้รู้กันเลย นี่เรียกว่าเป็นการไม่พัฒนาปัญญา
การรู้รูปนามทุกวันเป็นการพัฒนาปัญญาวันละนิดจิตแจ่มใส เพราะจิตไม่ได้อยู่ในความเห็นผิด ไม่ได้ถูกครอบคลุมไปด้วยโมหะอวิชชา การไปรู้รูปนามจึงเป็นจิตที่แจ่มใส
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:07:40 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : )
สลักธรรม 10
และนอกจากกำลังทั้งสามแล้วหลวงพ่อท่านบอกว่ายังไม่พอ ต้องอาศัยความอิสระด้วย เพราะความอิสระจะช่วยเหลือกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา ให้มีกำลังมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อมีความอิสระแล้วก็เอากำลังกายไปบำเพ็ญประโยชน์ได้ เมื่อมีความอิสระแล้วก็เอากำลังใจที่เต็มเปี่ยมไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ และเมื่อมีความอิสระแล้วก็เอากำลังปัญญาไปช่วยเหลือผู้อื่นได้
ถ้ามีกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา แต่ขาดอิสระ ท่านบอกว่าเหมือนนักมวย เพราะมีความแข็งแรงมีความอดทนมากกำลังกายฟิตเปรี๊ยะเพราะวิ่งทุกวัน มีใจพร้อมจะต่อสู้ มีไหวพริบปฏิภาณเต้นฟุตเวิร์คหลบหลีกเป็น แต่นักมวยคนนี้ถูกผูกเอาไว้ด้วยเชือกมัดไว้กับเสา ถามว่า กายใจที่พร้อม ไหวพริบที่ดีใช้ประโยชน์อะไรได้ไหม? ไม่ได้
ในที่นี้ก็เหมือนพวกเราทุกคนที่ขาดอิสระ เรื่องนี้ได้สอนลูกศิษย์ที่ต้องย้ายติดตามสามีไป ก็ได้รับคำตอบมาว่า ใช่เลยค่ะ เพราะตัวเองนั้นมีความสามารถที่จะเรียนได้ มีครูดี มีญาติธรรมดี แต่ตัวเองกับเอาขาเอาตัวไปผูกไว้กับการมีครอบครัว ซึ่งไม่ต่างจากนักมวยคนนั้นเลย ..ลูกศิษย์คนนี้เวลาบอกอะไรไปเขาจะมองกลับมาที่ตัวเองตลอดและหาทางแก้ไขโดยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทุกวัน
พวกเราขาดอิสระไปกับการมีครอบครัว มีญาติพี่น้อง เวลาจะมาเข้าปฏิบัติก็จะถูกถามถูกห้าม หรือบางทีก็ไม่มีใครหรอกแต่เอาชีวิตไปผูกไว้กับต้นไม้..กลัวต้นไม้ตายไม่มีใครรดน้ำต้นไม้ นี่แหละคือความผูกชีวิตไว้จนขาดอิสรภาพทำให้กำลังที่มีต้องล้มเหลวไปหมดเลยทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังปัญญา เหมือนนักมวยที่ถูกมัดไว้
เมื่อมาถึงวันนี้แล้วไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ขอให้ออกจากบ่วงมาให้ได้ โดยให้เวลากับตนเองวันละหนึ่งชั่วโมงหรือครึ่งชั่วโมงก็ได้โดยไม่ผูกไว้กับเรื่องใด ไม่มีอะไรเป็นที่สุดนอกจากกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา เพราะสิ่งเหล่านี้จะเอื้ออำนวยประโยชน์โสตถิผลให้ตนเองทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆไป
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2551 , 11:08:14 น.] ( IP = 125.26.39.7 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |