มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทศพลญาณ







ทศพลญาณ
โดย ประณีต ก้องสมุทร
จาก วารสารชีวิต มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
ปีที่ ๒๐ (๒๕๒๐) ฉบับที่ ๒ – ปีที่ ๒๑ (๒๕๒๑) ฉบับที่ ๓


ผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาย่อมทราบดีว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สัจธรรมในธรรมทั้งหลายที่พระองค์มิได้ทรง สดับมาก่อนด้วยพระองค์เอง ทั้งทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญู คือทรงรู้แจ้งธรรมทั้งปวง และทรงบรรลุพระทศพลญาณคือญาณที่มีกำลัง ๑๐ ประการด้วย (คำว่า ทศพล นี้ นอกจากจะเป็นชื่อของญาณแล้วยังใช้เป็นพระนามของพระพุทธเจ้าด้วย)

ใน มหาสีหนาทสูตร (มัช.มูล.) ก็ดี ใน พระอภิธรรมปิฎก คัมภีร์วิภังค์ ตอน ญาณวิภังค์ ทสกนิเทศ ก็ดี กล่าวถึงทศพลญาณไว้ตรงกันว่ามีอยู่ ๑๐ ประการ คือ

๑. ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต

๒. ญาณรู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะโดยเหตุของพระตถาคต

๓. ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง ตามความเป็นจริงของพระตถาคต

๔. ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต

๕. ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างกัน ตามความเป็นจริงของพระตถาคต

๖. ญาณรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริงของพระตถาคต

๗. ญาณรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกจากฌาน วิโมกข์สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต

๘. ญาณรู้ความระลึกชาติในหนหลังได้ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต

๙. ญาณรู้ความจุติและอุปปัติของสัตว์ทั้งหลาย ของพระตถาคต

๑๐. ญาณรู้ความสิ้นอาสวะ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต

ทศพลญาณทั้ง ๑๐ นี้ พระพุทธองค์ทรงอธิบายขยายความออกไปมากบ้างน้อยบ้าง อะไรที่เห็นว่าจะเป็นที่เคลื่อบแคลงสงสัยของผู้ศึกษาคำสอนในรุ่นหลัง ๆ ท่านอรรถกถาจารย์ก็ยกขึ้นมาอธิบายเพิ่มเติมให้ชัดเจนขึ้น ในที่นี้ จะยกข้อความในพระพุทธดำรัส และอรรถกถามาเล่าทีละข้อ ๆ

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 09:37:13 น.] ( IP = 125.26.43.56 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ทศพลญาณ ข้อที่ ๑


พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าได้แก่ ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะและธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต ญาณข้อนี้เป็นไฉน

๑. พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้เป็นโสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฎฐิ จะพึงยึดถือสังขารอะไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยง ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้

จากพระพุทธดำรัสนี้ เราจะทราบว่า พระโสดาบันท่านจะไม่ยึดถือสังขารทั้งปวงอันมีปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นโลกียสังขาร (คือ โลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘) และโลกตตรสังขาร (คือ โลกุตตรจิต ๘ เจตสิก ๓๖ ) ว่าเป็นของเที่ยง ยั่งยืน ไม่แปรปรวนเลย เพราะท่านทำลายความเห็นผิดว่าเที่ยงเสียได้แล้วด้วยสัมมาทิฎฐิในโสดาปัตติมรรค

ส่วนปุถุชนนั้นย่อมยึดถือโลกียสังขารโดยความเป็นของเที่ยงด้วยอำนาจความเห็นที่ตนยังละไม่ได้ แต่ไม่อาจยึดถือโลกุตตรสังขารด้วยความเห็นผิดได้ ทั้งโลกุตตรสังขารก็ไม่เป็นอารมณ์ของอกุศลทั้งหลายด้วย เพราะมีเดชกล้า ท่านอุปมาเหมือนก้อนเหล็กที่ร้อนแดงตลอดวัน แมลงวันไม่อาจเกาะได้ฉันใด โลกุตตรสังขารก็ไม่เป็นอารมณ์ของความเห็นผิดและอกุศลอื่น ๆ ฉันนั้น

เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสที่พระโสดาบันจะยึดถือสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของเที่ยง แต่เป็นเหตุ เป็นฐานะ เป็นโอกาสของปุถุชน นี้เป็นความจริงที่พระตถาคตทรงทราบด้วยญาณข้อที่ ๑ นี้

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 09:38:36 น.] ( IP = 125.26.43.56 : : )


  สลักธรรม 2


๒. พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึง พร้อมด้วยมัคคทิฎฐิ จะพึงยึดถือสังขารอะไร ๆ โดยความเป็นสุขนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่าข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไร ๆ โดยความเป็นสุขนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้

จากพระพุทธดำรัสนี้ คำว่า ยึดถือสังขารโดยความเป็นสุขนั้น หมายความว่ายึดถือด้วยอำนาจอัตตทิฎฐิว่า “เบื้องหน้าแต่ตาย คือเมื่อตายแล้ว สัตว์นั้นเป็นอัตตาตัวตนที่มีความสุขอย่างเดียว เป็นผู้ไม่มีโรค “ ดังนี้ ส่วนพระอริยสาวกนั้นเมื่อถูกความเร่าร้อนครอบงำ ย่อมยึดถือสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งโดยความเป็นสุข เพื่อระงับความเร่าร้อนด้วยจิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฎฐิคตวิปปยุตตจิต) แต่ปุถุชนยึดถือด้วยจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฎฐิคตสัมปยุตตจิต)


๓. พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฎฐิ จะพึงยึดถือธรรมอะไร ๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้นไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึ่งยึดถือธรรมอะไร ๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้

ในเรื่องยึดถือตัวตนนี้ พระพุทธองค์ไม่ตรัสว่า ยึดถือสังขารอะไร ๆ แต่ตรัสว่ายึดถือธรรมอะไร ๆ ทั้งนี้ เพราะรวมเอาบัญญัติมีกสิณ เป็นต้น ที่นอกเหนือไปจากสังขารไว้ด้วย หมายความว่า พระอริยาวก คือ พระโสดาบัน เป็นต้น ย่อมไม่ยึดถือสังขารหรือธรรมอะไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยง เป็นสุข และเป็นอัตตา แต่ย่อมถือสังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นปุถุชนย่อมยึดถือสังขารใด ๆ พระอริยสาวกย่อมพ้นจากการยึดถือนั้น ๆ พระพุทธองค์ทรงทราบความต่างกันของปุถุชนและพระอริสาวกตามความเป็นจริงอย่างนี้

๔. พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฎฐิ จะพึงฆ่ามารดานั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงฆ่ามารดานั้นและเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 09:41:03 น.] ( IP = 125.26.43.56 : : )


  สลักธรรม 3


๕ . พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วย มัคคทิฎฐิ จะพึงฆ่าบิดา ฯลฯ จะพึงฆ่าพระอรหันต์ ฯลฯ จะพึงมีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้น ฯลฯ จะพึงยังสงฆ์ให้แตกกัน ฯลฯ จะพึงนับถือศาสดาอื่น ฯลฯ จะพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้เป็นฐานะที่มีได้

ในเรื่องของการฆ่ามารดาเป็นต้นนี้ อรรถกถาท่านอธิบายว่า พระพุทธองค์ทรงหมายถึง มารดาบังเกิดเกล้า และบิดาบังเกิดเกล้าเท่านั้น แม้คำว่าพระอรหันต์ ก็ทรงหมายเอาพระอรหันต์ที่เป็นมนุษย์เท่านั้น

ก็การปลงชีวิตผู้อื่นนั้น ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ฐานะที่พระอริยสาวกจะกระทำไ ด้ อย่าว่าแต่ชีวิตของมารดาบิดาหรือพระอรหันต์เลย แม้ชีวิตของสัตว์เล็ก ๆ เช่นมดดำมดแดงพระโสดาบันก็ไม่ปลงชีวิตสัตว์เหล่านั้น โดยเจตนาจงใจ

อรรถกถาท่านกล่าวไปถึงว่าพระอริยสาวกผู้อยู่ในภพอื่น แม้ไม่รู้ตัวว่าเป็นพระอริยะ ใคร ๆ จะบอกให้ฆ่ามดดำมดแดงเสียแล้วจะยกสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิให้ พระอริยสาวกก็จะไม่ล่วงศีลข้อหนึ่งนี้เป็นอันขาดแม้จะถูกบังคับให้ฆ่ามดดำมดแดง ถ้าไม่ฆ่าจะถูกตัดศีรษะ พระอริยสาวกก็จะไม่ยอมฆ่ามดดำมดแดงเพื่อแลกกับชีวิตของตน เพราะฉะนั้นพระอริยสาวกจึงเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์เป็นไท ไม่เป็นทาสของตัณหา

สรุปว่า พระอริยสาวกย่อมไม่ทำอนันตริกรรม ๕ แต่ปุถุชนทำได้ เว้นการทำสงฆ์ให้แตกกันเท่านั้น ซึ่งในข้อนี้ทรงหมายเอาภิกษุ ปุถุชนเท่านั้น ไม่รวมคฤหัสถ์ปุถุชน

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 09:41:50 น.] ( IP = 125.26.43.56 : : )


  สลักธรรม 4



ข้อว่า พระโสดาบันไม่นับถือศาสดาอื่นนั้น คือ พระอริยสาวก ย่อมไม่นับถือศาสดาอื่นนอกจากพระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความมุ่งหมายให้ศาสดาอื่นทำหน้าที่แทนพระบรมศาสดา

ข้อว่า พระโสดาบันจะพึงเกิดในภพที่แปด ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่เหตุที่จะมีได้ ในข้อนี้มีอธิบายว่า พระโสดาบันแม้จะมีปัญญาอ่อนกว่าใคร ๆ ทั้งหมด ก็จะไม่เกิดในภพที่แปด คือเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ เพราะพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า พระโสดาบันเป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ คือจะตรัสรู้อรหัตตมรรค อรหัตตผล ภายในชาติที่เจ็ดเป็นอย่างสูง ไม่มีปฎิสนธิในชาติที่แปด

จริงอยู่พระบรมศาสดาทรงกำหนดด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า บุคคลนี้มีปัญญามาก เป็นติกขวิปัสสกะ เกิดอีกภพเดียวเท่านั้นก็บรรลุพระอรหันต์ได้ จึงทรงตั้งชื่อพระโสดาบันประเภทนี้ว่า เอกพิชี

พระองค์ทรงกำหนดว่า บุคคลนี้จักเกิดในภพที่ ๒-๓-๔-๕-๖ แล้วจักบรรลุพระอรหันต์ จึงทรงตั้งขื่อพระโสดาบันผู้ต้องเกิดอีกในระหว่าง ๒ ชาติ ถึง ๖ ชาติ ว่า โกลังโกละ

ส่วนบุคคลที่ต้องเกิดจนครบ ๗ ภพ แล้วจึงบรรลุพระอรหัตต์ได้ ทรงให้ชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ แม้พระโสดาบันผู้ยังยินดีในวัฎฎะเช่น ท้าวสักกะ ก็ย่อมไม่เกิดในภพที่ ๘ วิปัสสนาญาณของบุคคลผู้ประมาทที่สุด ย่อมจะถึงความแก่กล้าในภพที่ ๗ ย่อมบรรลุถึงความดับสนิท เพราะเบื่อหน่ายในอารมณ์ แม้เล็กน้อย ก็พระโสดาบันผู้เกิดจนครบ ๗ ชาติแล้ว แม้มีใครเดินไปข้างหลังใช้ดาบตัดศีรษะขาด หรือจับกดน้ำให้ตายหรือฟ้าผ่าลงบนศีรษะ ก็ย่อมจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อน แล้วจึงปรินิพพาน ที่จะตายแล้วเกิดในภพที่แปดย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า พระโสดาบันย่อมไม่เกิดในภพที่แปด

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 09:42:35 น.] ( IP = 125.26.43.56 : : )


  สลักธรรม 5


๖. พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์ จะพึงอุบัติขึ้นพร้อมกัน ในโลกธาตุเดียวกันนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงอุบัติขึ้นแต่พระองค์เดียวในโลกธาตุอันหนึ่งนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้

ในบรรดาเขตทั้ง ๓ นั้น โลกธาตุหนึ่งหมื่นชื่อว่า ชาติเขต ก็ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จลงสู่พระครรภ์ เสด็จออกจากพระครรภ์ของพระมารดา ในเวลาทรงตรัสรู้ ในเวลาทรงแสดงธรรมจักร ในเวลาทรงปลงพระชนมายุสังขาร และในเวลาเสด็จปรินิพพาน โลกธาตุหนึ่งหมื่นนั้นย่อมหวั่นไหว

แสนโกฎิจักรวาล ชื่อว่า อาณาเขต ก็อำนาจแห่งพระปริตรมีอาฎานาฎิยปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร และรัตนปริต เป็นต้น ย่อมเป็นไปในอาณาเขตนี้

ส่วนวิสัยเขต ย่อมไม่มีประมาณ กล่าวคือธรรมที่ไม่เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มี เพราะมีพระบาลีกล่าวไว้ว่า “ญาณมีประมาณเท่าใด สิ่งที่จะพึงรู้มีประมาณเท่านั้น สิ่งที่จะพึงรู้มีประมาณเท่าใด ญาณมีประมาณเท่านั้น สิ่งที่จะพึงรู้มีญาณเป็นที่สุด ญาณมีสิ่งที่พึงรู้เป็นที่สุด”

ก็บรรดาเขตทั้ง ๓ นี้ พระสูตรที่ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติในจักรวาลอื่นนอกจากจักรวาลนี้ ย่อมไม่มี มีแต่พระสูตรที่ว่า ไม่เสด็จอุบัติ

ในปิฎก ๓ คือ พระวินัยปิฎก ๑ พระสุตตันตปิฎก ๑ พระอภิธรรมปิฎก ๑ สังคีติ ๓ คือ สังคีติของพระมหากัสสป ๑ สังคีติของพระยสะ ๑ สังคีติของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ๑ ในพระพุทธพจน์คือปิฎก ๓ ที่ท่านยกขึ้นสู่สังคีติ (การสังคายนา) ทั้ง ๓ ครั้งนี้ สูตรว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เสด็จอุบัติในจักรวาลอื่น นอกจากจักรวาลนี้ย่อมไม่มี แต่สูตรว่าไม่เสด็จอุบัติมีอยู่

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 09:43:22 น.] ( IP = 125.26.43.56 : : )


  สลักธรรม 6

ข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าย่อมไม่เสด็จอุบัติพร้อมกับในโลกธาตุเดียวกัน ๒ พระองค์คำว่า พร้อมกัน คือไม่ก่อนไม่หลังกัน มีอธิบายว่า ตั้งแต่เวลาที่พระโพธิสัตว์ประทับนั่งที่โพธิบัลลังก์ ด้วยตั้งพระทัยว่า ยังไม่บรรลุพระโพธิญาณแล้ว จักไม่เสด็จลุกขึ้น จนถึงการถือปฎิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดา ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นเวลาก่อน เพราะว่าการกำหนดชาติเขตที่ทำให้หมื่นจักรวาลหวั่นไหวนั้น รวมเอาการถือปฎิสนธิของพระโพธิสัตว์เข้าไว้ด้วย

ส่วนตั้งแต่การปรินิพพาน ไปจนถึงพระธาตุแม้เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดยังคงอยู่ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นเวลาภายหลัง จริงอยู่เมื่อพระธาตุทั้งหลายยังคงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่ายังทรงดำรงอยู่ เพราะฉะนั้นในระหว่างนี้ การเสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นจึงยังไม่มี แต่เมื่อพระธาตุปรินิพพานแล้ว การเสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นจึงมีได้

อันตรธาน มี ๓ คือ ปริยัติอันตรธาน ๑ ปฎิเวธอันตรธาน ๑ ปฎิบัติอันตรธาน ๑ ในอันตรธานทั้ง ๓ นี้ มีอธิบายว่า

ปิฎก ๓ ชื่อ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ชื่อว่า ปริยัติ

การตรัสรู้สัจจะ ชื่อว่า ปฎิเวธ

ปฎิปทา ชื่อว่า ปฎิบัติ

ในบรรดาปริยัติ ปฎิบัติ และปฎิเวธ ทั้งสามนั้น ปฎิบัติและปฎิเวธ มีบ้างไม่มีบ้าง ก็บางครั้งภิกษุที่ตรัสรู้มีมาก ภิกษุนั้นใคร ๆ ไม่พึงชี้หน้าว่าเป็นปุถุชน แม้ผู้ที่บำเพ็ญข้อปฎิบัติให้เต็ม บางครั้งก็มีมาก บางครั้งก็มีน้อย ปฎิเวธและปฎิบัติมีบ้างไม่มีบ้าง ดังนี้ ก็เมื่อศาสนายังดำรงอยู่ ปริยัติย่อมเป็นประมาณ ด้วยว่าภิกษุผู้เป็นบัณพฑิตสดับปิฎกทั้ง ๓ แล้ว ย่อมบำเพ็ญปฎิบัติและปฎิเวธให้บริบูรณ์ เหมือนพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายทำอภิญญาห้า และสมาบัติเจ็ดให้บังเกิดขึ้นในสำนักของ อาฬารดาบสแล้ว ถามบริกรรมในเนวสัญญานาสัญญายตนสมบัติ ท่านอาฬารดาบสบอกว่าไม่ทราบพระองค์จึงได้เสด็จยังสำนักของอุทกดาบส รามบุตร สอบถามบริกรรมในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เมื่อทรงทราบแล้ว พระมหาสัตว์ทรงทำสมาบัตินั้นให้ถึงพร้อมในลำดับแห่งการบอกของท่านอุทกดาบสนั้นเอง ภิกษุผู้มีปัญญาฟังปริยัติแล้ว ย่อมบำเพ็ญปฎิบัติ และปฎิเวธให้บริบูรณ์ ดังกล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อปริยัติยังดำรงอยู่ศาสนาก็เป็นอันว่ายังดำรงอยู่

ส่วนในกาลใดปริยัติอันตรธานไป ในกาลนั้นพระอภิธรรมปิฎกจักสูญไปก่อน ในอภิธรรมปิฎกนั้น ปัฎฐานปกรณ์สูญก่อนปกรณ์อื่น ๆ ทั้งหมด ธัมมสังคณีสูญหายภายหลังตามลำดับ เมื่ออภิธรรมปิฎกสูญหายแล้ว ปิฎกสองที่เหลือยังคงดำรงอยู่ ศาสนาก็ยังคงตั้งอยู่ ในปิฎกทั้งสองนั้น เมื่อพระสุตตันตปิฎกจะสูญหาย อังคุตตรนิกายสูญไปก่อน คือสูญไปที่ละนิบาต ตั้งแต่เอกาทสกนิบาต ต่อแต่นั้นสังยุตตนิกาย ย่อมสูญตั้งแต่จักเปยยาล จนถึงโอฆตรณสูตร ต่อจากนั้นมัชฌิมนิกายย่อมสูญตั้งแต่อินทริยภาวนาสูตร จนถึงมูลปริยายสูตร ต่อไปทีฆนิกายย่อมสูญ ตั้งแต่ทสุตตรสูตรจนถึงพรหมชาลสูตร ปุจฉาแห่งคาถาหนึ่งบ้าง สองบ้าง ย่อมเป็นไปตลอดกาลนาน ปุจจฉาแห่งคาถานั้น ย่อมไม่อาจทรงพระศาสนาไว้ได้ เหมือนสภิยปุจฉาและอาฬวกปุจฉา ได้ยินว่านั้น ย่อมไม่อาจทรงพระศาสนาไว้ได้

เมื่อปิฎกทั้งสองอันตรธานแล้ว เมื่อวินัยปิฎกยังดำรงอยู่ ศาสนาชื่อว่ายังดำรงอยู่ เมื่อคัมภีร์บริวารและขันธกะอันตรธานแล้ว เมื่ออุภโตวิภังค์ยังดำรงอยู่ ศาสนายังเป็นอันดำรงอยู่ได้ เมื่ออุภโตวิภังค์อันตรธานแล้ว เมื่อมาติกายังตั้งอยู่ ศาสนายังเป็นอันตั้งอยู่ได้ เมื่อมาติกาอันตรธานแล้ว เมื่อปาฎิโมกข์บรรพชาและอุปสมบทยังดำรงอยู่ศาสนาย่อมตั้งอยู่ได้ การถือเพศ (บรรพชิต) ย่อมเป็นไปได้สิ้นกาลนาน แต่วงศ์สมณะผู้ครองผ้าขาวไม่สามารถทรงพระศาสนาไว้ได้ ตั้งแต่กาลสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้ามาแล้ว และจำเดิมแต่การขาดศีลของภิกษุรูปสุดท้าย ศาสนาชื่อว่าลดต่ำลง ตั้งแต่กาลที่ปิฎกทั้ง ๓ สูญไปนั้น การบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่ ย่อมมีได้


โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 09:43:51 น.] ( IP = 125.26.43.56 : : )


  สลักธรรม 7


สำหรับการปรินิพานนั้นมี ๓ อย่าง คือ กิเลสปรินิพพาน ๑ ขันธปรินิพพาน ๑ ธาตุปรินิพพาน ๑

ในบรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้น กิเลสปรินิพานได้มีแล้วที่โพธิบัลลังก์ ขันธปรินิพพานได้มีแล้วที่พระนครกุสินารา ธาตุปรินิพานจักมีในอนาคต

ได้ยินว่าในเวลาพระศาสนาเสื่อมลง พระธาตุในทวีปลังกาจะประชุมกัน แล้วเสด็จไปที่มหาเจดีย์ จากมหาเจดีย์จักเสด็จไปยัง ราชายตนเจดีย์ในนาคทวีป ต่อจากนั้นจักเสด็จไปยังมหาโพธิบัลลังก์

พระธาตุจากนาคพิภพบ้าง เทวโลกบ้าง พรหมโลกบ้าง จักเสด็จไปยังมหาโพธิบัลลังก์เท่านั้น พระธาตุแม้เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่างทาง พระธาตุทั้งจักรวมกันเป็นก้อนเดียวกันเหมือนแท่งทองคำที่มหาโพธิบัลลังก์ จักเปล่งพระฉัพพรรณรังสี พระธาตุเหล่านั้น จักแผ่พระรัศมีไปสู่หมื่นโลกธาตุ

ลำดับนั้นเทวดาในหมื่นจักรวาลประชุมกันแล้ว จักทำความการุญใหญ่กว่าในวันที่พระพุทธองค์เสด็จปริพานว่า “ วันนี้พระศาสดาจะปรินิพพาน พระศาสนากำลังเสื่อมถอย บัดนี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้ายของพวกเรา” บุคคลทั้งหลายยกเว้นพระอนาคามีและพระอรหันต์ จักไม่อาจดำรงอยู่ในภาวะของตนได้ ต่อแต่นั้นเตโชธาตุจะพลุ่งขึ้นจับถึงพรหมโลก เมื่อพระธาตุแม้เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดยังเหลืออยู่ จักมีเปลวไฟเปลวหนึ่งเมื่อพระธาตุสิ้นไปหมดแล้ว เปลวไฟจะดับไป เมื่อพระธาตุแสดงอานุภาพใหญ่ แล้วอันตรธานไปดังกล่าวแล้ว ศาสนาจึงชื่อว่าอันตรธานไป

ช่วงเวลาที่พระศาสนายังไม่อันตรธานไป ชื่อว่าไม่เป็นเวลาภายหลังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์พึ่งเสด็จอุบัติขึ้นโดยไม่ก่อนหลังคือ พร้อมกันดังกล่าวมาแล้ว นั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 09:44:19 น.] ( IP = 125.26.43.56 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณศาลาธรรมค่ะ ที่ได้นำความรู้เรื่อง "ทศพลญาณ" ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับผู้อ่านมาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2551 , 15:28:42 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 9

ขออนุโมทนา และ ขอบพระคุณมากค่ะ คุณศาลาธรรม

โดย Anchalee (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.พ. 2551 , 01:11:18 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )


  สลักธรรม 10


แม้จะใช้เวลาในการอ่านพระทศพลญาณนานพอควร แต่ก็ได้ความรู้มากเลยค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.พ. 2551 , 10:31:33 น.] ( IP = 124.121.176.44 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org