| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ไปไหว้พระที่พม่า
สลักธรรม 1![]()
เจดีย์เยเลพญา หรือเจดีย์กลางน้ำนั้นมีตำนานเล่าว่า สร้างโดยเศรษฐีชาวมอญซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ขออย่าให้น้ำท่วมเกาะ ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น
ก่อนที่จะลงเรือเพื่อไปยังเกาะกลางน้ำอันเป็นสถานที่ตั้งเจดีย์นี้ คุณบัวทิพย์ก็ได้ชี้แจงธรรมเนียมปฏิบัติให้พวกเราทราบว่า จะต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าก่อนที่จะเข้าไปยังโบสถ์ วิหาร และลานเจดีย์ทุกครั้ง ซึ่งฟังแล้วก็ทำให้นึกถึงคำสั่งสอนให้แสดงความเคารพต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า..
..พุทธศาสนิกชนควรแสดงความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เกิดความเป็นมงคล ด้วยการตระหนักถึงพระคุณความดีอันมีอยู่ในพระองค์ คือ ไปไหว้พระเจดีย์ตามโอกาส ไปไหว้สังเวชนียสถานคือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา ปรินิพพาน ตามโอกาส การเคารพพระพุทธรูป การเคารพเขตพุทธาวาส คือ เขตโบสถ์ไม่สวมรองเท้าในลานพระเจดีย์ไม่กั้นร่มในลานพระเจดีย์ เมื่อเดินใกล้พระเจดีย์ไม่เดินไปพูดไป เมื่อเข้าในเขตวัดก็ถอดรองเท้า หุบร่ม ถ้าเป็นพระภิกษุต้องลดไหล่ ไม่ทำอาการต่างๆ ซึ่งแสดงถึงความกระด้าง หยาบคาย และปฏิบัติตนตามพุทธโอวาทอยู่เป็นนิตย์ ...(อ่านต่อที่นี่)
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:56:18 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 2![]()
![]()
![]()
![]()
"ขอความเป็นศิริมงคลจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
และขอให้ทางชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ"
คณะของมูลนิธิและผู้ร่วมเดินทางอีกจำนวนหนึ่งได้เป็นหน่วยกล้าตายลงเรือเที่ยวแรกเพื่อไปยังเกาะกลางน้ำ ส่วนคณะของคุณแอน สิเรียมยังมีภารกิจถ่ายทำสารคดีอยู่ที่ริมฝั่งจึงติดตามไปในเที่ยวหลัง
การที่พวกเราได้มาถึงก่อนจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำกุศลได้มากขึ้น โดยท่านอาจารย์บุษกรได้นำพวกเราไปยังวิหารของพระสมปรารถนา เพื่อสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยเป็นภาษบาลีและกล่าวตั้งเจตนาเป็นภาษไทยว่า..
" ข้าพเจ้าทั้งหลายได้นำกาย วาจา และใจมากราบนมัสการคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยความศรัทธาปสาทะ และเคารพเทิดทูนไว้เหนือชีวิต ขอความเป็นศิริมงคลจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย และขอให้ทางชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ"
เมื่อกล่าวคำบูชาจบลงแล้ว คณะผู้ร่วมเดินทางที่เหลือได้ติดตามมาสมทบจนครบจำนวน ท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณจึงได้เรียกชุมนุมมนุษย์ ณ ลานพระวิหารด้านหน้าเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุและเจริญจิตภาวนาถวายเป็นกุศล ซึ่งโดยส่วนตัวนั้นกลับคุ้นเคยกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมากกว่า จึงได้เจริญภาวนาในแบบที่ตนเองปรารถนาเช่นกัน
เมื่อเสร็จสิ้นการเจริญจิตภาวนาแล้ว พวกเราต่างก็กุลีกุจอหยิบเงินออกมาตั้งใจหยอดตู้บริจาคกันอย่างเบิกบานและมีความสุขในกุศลทานที่ได้ทำ
(เรื่องของการหยอดตู้บริจาคนี้คงจะไม่เล่าซ้ำอีก จึงขอเรียนให้ทราบแต่เนิ่นๆ ว่า ทุกครั้งที่พวกเราไปยังพุทธสถานทุกแห่งในการเดินทางครั้งนี้ พวกเราจะหยิบเงินมาหยอดตู้บริจาคกันตลอดเวลา และมีความสุขมากกับการได้บริจาคเงินครั้งละหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่น และหลายแสน ที่แม้จะเป็นเงินพม่าแต่ท่านอาจารย์บอกว่า ค่าครองชีพที่นี่ไม่สูง ฉะนั้น เงินที่เราบริจาคไปนี้เป็นเงินจำนวนไม่ใช่น้อยเลยสำหรับชาวพม่า จึงอย่าไปให้ความสำคัญกับหน่วยหรือสกุลของเงินแต่เราต้องให้ความสำคัญกับใจที่พร้อมจะสละความมัจฉริยะหวงแหนออกไปมากกว่า
รวมทั้งคำอธิษฐานที่ท่านอาจารย์บุษกรกล่าวนำเพื่อตั้งเจตนาให้แก่พวกเรานั้นก็เป็นไปเพื่อการดำเนินชีวิตไปสู่มรรคผลนิพพานทั้งสิ้น ทำให้หลายคนได้ยินแล้วสมัครมาเป็นสมาชิกจนในที่สุดก็พร้อมใจกันอธิษฐานตามคำของท่านอาจารย์ในที่สุด)
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:57:20 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 3![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
..ขอห้วงน้ำคือโอฆะสงสารที่มีอยู่ในสันดาน
จงอย่าท่วมทับชีวิตของข้าพเจ้าเช่นดังเก่าก่อน
ขอน้ำคือโอฆะสงสารจงห่างหายไกลจากชีวิตของข้าพเจ้าจนเหือดหายไปสิ้น
และขอให้ความศรัทธาของข้าพเจ้าได้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจนสมบูรณ์..
หลังจากที่หยอดตู้บริจาคกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งแล้ว ท่านเจ้าคุณฯก็ได้นำคณะของเราย้อนกลับมายังวิหารของพระสมปรารถนาอีกครั้งหนึ่งโดยในครั้งนี้ท่านอาจารย์บุษกรได้กล่าวนำอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูปสมปรารถนาว่า
"ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับทราบปาฏิหาริย์ ณ พุทธสถานแห่งนี้ จึงขอกราบนมัสการด้วยความตั้งใจ และขอตั้งความปรารถนาว่า ขอห้วงน้ำคือโอฆะสงสารที่มีอยู่ในสันดานจงอย่าท่วมทับชีวิตของข้าพเจ้าเช่นดังเก่าก่อน ขอน้ำคือโอฆะสงสารจงห่างหายไกลจากชีวิตของข้าพเจ้าจนเหือดหายไปสิ้น และขอให้ความศรัทธาของข้าพเจ้าได้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจนสมบูรณ์ และขอให้ข้าพเจ้าสร้างศิริมงคล คือสติปัฏฐานได้อย่างมั่นคงบนชีวิต และดำรงชีวิตไปสู่มรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ
เมื่อกล่าวคำอธิษฐานจบลงแล้ว ท่านเจ้าคุณฯได้แนะนำสถานที่สำคัญๆ บนเกาะให้ทราบ และอนุญาตให้แต่ละคนไปกราบบูชาและถ่ายภาพตามที่ต่างๆได้ตามอัธยาศัย ซึ่งคณะของเราที่นำโดยท่านอาจารย์บุษกรเช่นเดิม ได้เดินนำหน้าพาพวกเราไปยังวิหารของพระอุปคุตซึ่งทำเป็นมุขยื่นไปยังกลางลำน้ำ
พระอุปคุตนี้ตามตำนานกล่าวว่า .. เป็นพระอรหันต์สาวก ผู้ทรงฤทธิ์มีความเป็นเลิศทางด้านโชคลาภและเนื่องจากท่านเป็นผู้ทรงกำลังอภิญญามีฤทธิ์เดช ท่านจึงมีชื่อเสียงทางด้านการปราบพญามาร เช่นครั้งหนึ่ง พญามารรบกวนพระภิกษุ พระอุปคุตได้แสดงฤทธิ์บังคับพวงมาลัยให้กลับไปคล้องคอจนได้รับความทรมานและต้องยอมแพ้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าว่าพระอุปคุต มิได้มีองค์เดียว แต่มีถึง ๘ องค์ ปรินิพพานไปแล้ว ๗ องค์ องค์ที่ ๘ ยังบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ มหาสมุทร ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าพระอุปคุตยังมีชีวิตอยู่ และสามารถป้องกันภัยอันตรายได้
ท่านอาจารย์ได้นำพวกเราอธิษฐานต่อหน้ารูปปั้นของพระอุปคุตว่า "ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาสร้างทานบารมีเพิ่มเติมเสริมแต่งกายและใจของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มั่นคงในทาน ศีล ภาวนา ได้ตลอดชีวิตเทอญ" จากนั้นก็หยอดตู้บริจาคกันด้วยรอยยิ้มแล้วก็พากันเดินไปยังวิหารอื่นและถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน แล้วก็พากันลงเรือข้ามฟากกลับมาขึ้นรถเพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารเย็นยังโรงแรมที่พัก
คงต้องบอกว่า ด้วยความหิวมาก อาหารจานแรกๆ จึงดูอร่อยเป็นพิเศษ แต่เมื่อโรคหิวจางหายไปโรควิจารณ์ก็เข้ามาแทนที่ อาหารจานหลังๆ จึงได้รับการแยกแยะรสชาติกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งถูกต้อนขึ้นรถอีกครั้งเพื่อเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองในยามค่ำคืน
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:58:21 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 4
![]()
![]()
![]()
การขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองนั้นมีสองส้นทางให้เลือก คือเดินขึ้นบันไดไปแบบเดิมทางหนึ่ง และขึ้นลิฟต์ไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลังอาหารเย็นอย่างนี้คณะของเราจึงเลือกที่จะใช้ลิฟต์เป็นพาหนะ โดยชาวต่างชาติที่จะขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์นั้นจะต้องเสียค่าเข้าชมจำนวน ๕ ดอลล่าห์ ซึ่งรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายที่เราได้ให้บริษัททัวร์ไปแล้ว
เมื่อขึ้นไปถึงลานพระเจดีย์ก็ต้องตื่นตาตื่นใจไปด้วยสีทองที่สะท้อนจากองค์พระเจดีย์ และผู้คนที่คลาคล่ำเดินบูชาอยู่รอบองค์พระเจดีย์พร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในใจ บรรยากาศเช่นนี้คงหาดูได้ที่ประเทศนี้เพียงแห่งเดียวในโลกที่พุทธศาสนิกชนยังคงมีพุทธสถานเป็นที่พึ่งของชีวิตอย่างเหนียวแน่น เมื่อได้เห็นแล้วจึงบังเกิดความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากที่ท่านเจ้าคุณฯได้นำคณะของเรากล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยที่บนศาลาแห่งหนึ่งแล้ว ท่านคงเห็นว่าสถานที่ไม่เหมาะสมแก่การทอดทัศนาองค์พระเจดีย์ให้บังเกิดความปีติอิ่มเอมใจได้ทั่วหน้า ท่านจึงได้นำพาคณะของเราเดินไปยังลานพระเจดีย์ที่จัดไว้เป็นลานเพื่อถวายดอกไม้ และจุดเทียนธูปบูชาโดยเฉพาะ ซึ่งในระหว่างทางท่านก็ได้อธิบายความเป็นมาของพระเจดีย์และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องต่างๆ ให้พวกเราได้ฟังกัน
พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า มีประวัติเล่าว่า ..พระเจ้าโอกะลาปะทรงเลื่อมใสในศรัทธาพระพุทธศาสนา ได้ทรงก่อสร้างองค์พระเจดีย์ชเวดากองขึ้นมาเมื่อสองพันปีก่อน ต่อมาพระมหากษัตริย์ก็ถือเป็นพระราชภารกิจในการก่อเสริมองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีความสูงเท่ากับในปัจจุบัน
ต่อมาในสมัยพระนางชินสอบู ผู้ครองเมืองหงสาวดีได้ทรงเริ่มธรรมเนียมบริจาคทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เองในการบูรณะพระมหาเจดีย์นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์จนกลายเป็นพระราชพิธีที่ปฎิบัติสืบต่อกันมา และกลายเป็นต้นแบบในการทำบุญของประชาชนในการถวายทองคำห่อหุ้มองค์พระเจดีย์ได้ด้วย
โดยช่างชาวพม่าจะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ โดยแต่ละแผ่นทองคำไม่ได้ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน แต่จะเรียงต่อกันไป เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าแผ่นทองเกิดความหมองคล้ำก็จะมีการทำความสะอาดกัน โดยปกติก็จะทำความสะอากันปีละครั้ง ซึ่งในคราวที่ผ่านมาที่พวกเราเดินทางมานมัสการนั้นก็ได้เห็นเสื่อรำแพนคลุมอยู่รอบองค์พระเจดีย์เพราะเป็นช่วงที่เขาทำความสะอาดกันพอดี
เจดีย์ชเวดากอง เป็นพระมหาเจดีย์ทองคำคู้บ้านคู่เมืองภายในประดิษฐานเส้นพระเกศาธาตุของพระสมณโคดมสัมมาพุทธเจ้าจำนวนแปดเส้น และเครื่องอัฏฐบริขารของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนทั้งสามพระองค์ รวมเป็นสี่พระองค์ในภัทรกัปนี้ บนยอดพระมหาเจดีย์ประดับด้วยเพชรพลอยและอัญมณีต่างๆ จำนวนมาก และยังมีเพชรขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอด ซึ่งจะมีจุดให้ยืนชมให้ชมแสงสะท้อนของอัญมณีสีต่างๆ จากยอดพระเจดีย์ ซึ่งน่าประทับใจมาก
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:58:44 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 5![]()
![]()
"...ด้วยกุศลผลบุญอันเกิดขึ้นจากเจตนากรรมที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตั้งใจมากราบนี้
ขอผลของกุศลจงทำให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความสุขกาย มีความสบายใจ
สมบูรณ์ด้วยความรู้สึกในการที่จะดำเนินชีวิตเป็นไปเพื่อการศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม
และนำความรู้ความเข้าใจมาปฏิบัติตนเพื่อออกจากกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เกิดวัฏฏะสงสาร ..."
เมื่อมาถึงลานสำหรับบูชาพระเจดีย์แล้ว คณะของเราก็ได้สวดมนต์ด้วยเสียงที่กระหึ่มก้องกันอีกครั้งด้วยภาษาบาลีและภาษาไทยที่เป็นทำนองสรภัญญะ จากนั้นทุกคนก็สงบจิตเจริญภาวนากัน ณ ที่ลานพระเจดีย์แห่งนั้นตามเวลาที่สมควร ซึ่งในระหว่างที่หลายคนทำสมาธิตามอัธยาศัยอยู่นั้นท่านอาจารย์บุษกรได้กระซิบแนะนำคณะของเราว่า ให้ระลึกนึกถึงการศึกษาพระอภิธรรมทั้ง ๙ ปริจเฉท และขอให้มีโอกาสได้ศึกษาธรรมนั้นได้โดยสะดวกและแตกฉานเพื่อนำพาชีวิตให้พ้นไปจากทุกข์โดยเร็ว
และเมื่อทุกคนได้แยกย้ายกันไปถ่ายภาพตามมุมต่างๆ แล้ว ด้วยความกรุณาท่านอาจารย์บุษกรได้เรียกพวกเรามารวมตัวกันเพื่อจะนำอธิษฐานจิตอีกครั้ง เพราะท่านคงไม่แน่ใจว่าเราจะกระซิบถ่ายทอดกันได้ใจความหรือเปล่าเป็นแน่ เพื่อความพร้อมเพรียงของหมู่คณะท่านจึงได้นำพวกเราอธิษฐานอีกครั้งหนึ่งว่า
" พระพุทธบูชา พระธรรมะบูชา พระสังฆบูชา ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสมากราบ และมาทำความสงบให้เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลาย ณ พระมหาเจดีย์ชเวดากองที่ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุแห่งนี้ ด้วยความเลื่อมใสสักการะยิ่ง
ด้วยกุศลผลบุญอันเกิดขึ้นจากเจตนากรรมที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตั้งใจมากราบนี้ ขอผลของกุศลจงทำให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความสุขกาย มีความสบายใจ สมบูรณ์ด้วยความรู้สึกในการที่จะดำเนินชีวิตเป็นไปเพื่อการศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม และนำความรู้ความเข้าใจมาปฏิบัติตนเพื่อออกจากกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เกิดวัฏฏะสงสาร
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จวบจนชีวิตจะหาไม่ ขอความตั้งใจนี้จงเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาตามอุดหนุนส่งเสริมให้แก่ข้าพเจ้าทุกภพทุกชาติจนกว่าจะสามารถพาชีวิตออกจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ด้วยเทอญ
ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ด้วยภาษาที่ไม่คุ้นหูของชาวพม่า ภาพการนั่งหลับตานับประคำของผู้มาทำกุศล กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมหาหงส์ที่กระจายตามลมมาเป็นระยะ เมื่อมากระกอบเข้ากับภาพขององค์พระเจดีย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ความสว่างเจิดจ้าด้วยแสงสีทองที่สะท้อนมาจากทองคำที่คลุมรอบองค์พระเจดีย์ที่ตัดกับท้องฟ้าสีเข้มอันเป็นฉากหลัง ทำให้เกิดความสวยงามยิ่งและประทับภาพลงในใจไว้อย่างชัดเจน ..มาจนถึงเวลานี้ก็ยังนึกถึงได้อย่างแจ่มชัด
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:59:07 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 6![]()
![]()
![]()
![]()
"...วัฏฏะสงสารของข้าพเจ้าทั้งหลายที่ยังมีอยู่นั้นขอให้มีความปลอดภัยพ้นความอดอยากยากจน และความลำบากขัดสน...
ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จงเป็นสรณะที่พึ่งให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเทอญ.."
และเมื่อถึงเวลากลับ คณะของเราก็เลือกที่จะใช้ลิฟต์เช่นเดิม โดยในการเดินกลับไปนี้หลายคนก็ได้แวะสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตนเป็นที่ชื่นฉ่ำใจ และบางคนก็ยังแอบไปเห็นชาวพม่าพากันแขม่วพุงเดินเรียงกันหายเข้าไปในซอกหลืบแห่งหนึ่ง
ด้วยความสงสัยเราจึงพากันไปดูว่า เขาเข้าไปทำอะไรในนั้น ก็ได้พบว่า พอไปถึงยังซอกนั้นแล้วด้านขวามือก็จะเป็นตู้กระจกสำหรับประดิษฐานพระทรงเครื่ององค์หนึ่งไว้ เมื่อชาวพม่าเดินไปถึงหน้าตู้นั้นแล้วก็จะกล่าวคำพูดยาวเหยียด และเมื่อกล่าวจบแล้วก็จะหยอกเงินลงไปในตู้กระจกนั้นแล้วสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้บนผนังด้านขวามือก่อนที่จะเดินไปอีกข้างหนึ่งซึ่งเป็นทางออก
เมื่อเห็นอากัปกิริยาเช่นนั้นแล้ว ด้วยไหวพริบปฏิภาณอันยอดเยี่ยมท่านอาจารย์ได้นำคณะของเราตั้งจิตอธิษฐานพร้อมกับเงินที่จะหยอดตู้นั้นด้วย โดยคำอธิษฐานก็มีโดยย่อว่า ..
"... ข้าพเจ้ามีความตั้งใจจะสร้างทานบารมีเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชีวิต วัฏฏะสงสารของข้าพเจ้าทั้งหลายที่ยังมีอยู่นั้นขอให้มีความปลอดภัยพ้นความอดอยากยากจน และความลำบากขัดสน
ข้าพเจ้าขอทำทานบารมีเพิ่มกุศลผลบุญในครั้งนี้ด้วยความศรัทธาปสาทะ และขอเพียรละ เพียรสร้าง และเพียรรักษาในเจตนาตราบเท่าสังสารวัฏยังมีอยู่ ข้าพเจ้าขอตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในคุณงามความดีอย่างสุดความสามารถ
ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จงเป็นสรณะที่พึ่งให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเทอญ.."
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:59:26 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 7![]()
![]()
"...ด้วยเดชะพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ
โปรดคุ้มครองข้าพเจ้าให้มีความเห็นถูกประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ
อย่าได้มีทิฏฐิวิบัติเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเลย..."
เมื่อทุกคนได้หยอดเงินลงตู้บริจาคและสั่นกระดิ่งแล้วก็พากันเดินออกมาเข้าแถวเพื่อส่องกล้องไปดูยอดพระเจดีย์ที่แสนจะงดงามด้วยการประดับประดาอัญมณีต่างๆ ที่หลากสีสันกันอีกครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางเดินไปสู่ลิฟต์
และระหว่างเส้นทางที่ไปยังลิฟต์นั้น ก็มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นใหญ่ที่แยกหน่อมาจากพุทธคยาและมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ใต้ร่ม ท่านอาจารย์บุษกรจึงได้พาคณะของเราและสมาชิกผู้ร่วมเดินทางท่านอื่นที่เริ่มจะมีความสุขกับการอธิษฐานตามท่านอาจารย์ มาสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยเพื่อความเป็นศิริมงคลอีกครั้งก่อนที่จะจากพระเจดีย์ชเวดากองไปในค่ำคืนนี้
โดยในที่สุดแห่งการสวดมนต์นั้นท่านอาจารย์ได้นำอธิษฐานว่า "...ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มากราบนมัสการบูชาพระรัตนตรัยสร้างสิริมงคลให้แก่ชีวิตของตนเอง ได้มานั่ง ณ ต้นโพธิ์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธองค์ ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญต่อชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลาย
ขอโอกาสเช่นนี้จงมีแก่ข้าพเจ้าตลอดไป ขอทางเดินแห่งชีวิตจงอย่าได้มีอุปสรรค อย่าได้มีเภทภัยอันตรายใดๆ ที่จะมาขัดขวางทางแห่งความเจริญในการสร้างบุญบารมีของข้าพเจ้าทั้งหลาย
ด้วยเดชะพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ โปรดคุ้มครองข้าพเจ้าให้มีความเห็นถูกประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ อย่าได้มีทิฏฐิวิบัติเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเลย
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายกาย วาจา และใจ เคารพสักการะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตราบจนชีวิตจะหาไม่จากสังสารวัฏ..."
หลังจากนั้นพวกเราก็ได้ลงจากพระเจดีย์มาขึ้นรถอย่างสดชื่นด้วยกุศล แต่เนื่องจากคณะของเราได้มาถึงรถก่อนใครๆ ท่านอาจารย์บุษกรจึงได้นำพวกเราแผ่เมตตาในระหว่างที่รอผู้อื่นอยู่
เมื่อกลับมาถึงที่พักแล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอนกันจ้าละหวั่นเพราะวันรุ่งขึ้นมีนัดหมายที่จะต้องออกเดินทางไปยังเมืองหงสาวดีด้วยเวลาที่เช้ามาก แต่ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนในคืนนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะสวดมนต์ไหว้พระเป็นการส่วนตัว ไม่ลืมที่จะสวดพุทธมงคลคาถา และระลึกถึงกุศลที่ได้ทำไปแล้วอันเป็นกิจวัตร จึงนับได้ว่าวันแรกของการเดินทางข้ามประเทศจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยกุศลจนกระทั่งหัวถึงหมอนเลยก็ว่า
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:00:00 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 8![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
"...ขอไฟชีวิตของข้าพเจ้าจงโชติช่วงชัชวาล มีบารมี มีสติ มีปัญญา อย่าได้ดับหายไปจากชีวิต
ขอสติปัญญานี้จงช่วยคุ้มครองชีวิตของข้าพเจ้าให้เดินทางสู่แสงสว่างทำลายความมืดมิด
คือโมหะและอวิชชาให้หมดไปจนสิ้น..."
วันที่สองของการเดินทาง คุณบัวทิพย์ไก๊ด์สาวงามชาวพม่าได้นำคณะเราเข้าสู่เมืองหงสาวดี ระหว่างการเดินทางนั้นคุณบัวทิพย์ได้ให้ความรู้ในเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ไทย-พม่าอย่างมากมาย รวมทั้งเล่าถึงวิถีชีวิตชาวพม่าให้เราฟังด้วยว่าอยู่กันด้วยความเรียบง่ายมีความรักในครอบครัวเป็นอย่างมาก และด้วยความมีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอาชญากรรมร้ายแรงจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นในสารบบคดี
พุทธสถานที่แห่งที่คุณบัวทิพย์นำคณะของเราไปกราบนมัสการก็คือ พระธาตุมุเตาหรือภาษาพม่าเรียกว่าชเวมอดอร์ เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุที่สูงที่สุดในประเทศ ซึ่งคณะของเราได้เห็นพระเจดีย์องค์นี้ตั้งแต่อยู่ในระยะไกล เพราะตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี
พระธาตุมุเตานี้ตามตำนานเล่าว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นสถานที่ที่พระเจ้าหงสาลิ้นดำ ใช้เป็นที่เจาะพระกรรณตามพระราชประเพณีโบราณเพื่อทดสอบความกล้าหาญก่อนขึ้นครองราชย์ และเป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยมาสักการะ ซึ่งชาวพม่าบอกว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้นยังคงอยู่มากเพราะเมื่อยอดฉัตรที่หักตกลงเมื่อครั้งแผ่นดินไหวนั้น เมื่อตกลงมาถึงพื้นล่างก็ยังคงสภาพเดิมไม่แตกกระจายออกไปเลย
พระเจดีย์องค์นี้มีอายุเก่าแก่กว่าสองพันปี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า พระธาตุมุเตานี้เคยพังทลายจากแผ่นดินไหวมาแล้วถึง ๔ ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายได้ทำให้ยอดของเจดีย์หักพังลงมา แต่ได้ทำการสร้างขึ้นใหม่โดยส่วนยอดที่พังลงมานั้นรัฐบาลก็ได้ตั้งไว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา ซึ่งท่านอาจารย์บุษกรก็ได้นำพวกเราไปจุดเทียนบูชาในบริเวณนั้นด้วย
ท่านอาจารย์ได้กล่าวนำอธิษฐานมีใจความโดยย่อว่า " ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มาจุดเทียนต่อหน้าพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุด้วยความเคารพสักการะยิ่ง ขอไฟชีวิตของข้าพเจ้าจงโชติช่วงชัชวาล มีบารมี มีสติ มีปัญญา อย่าได้ดับหายไปจากชีวิต ขอสติปัญญานี้จงช่วยคุ้มครองชีวิตของข้าพเจ้าให้เดินทางสู่แสงสว่างทำลายความมืดมิด คือโมหะและอวิชชาให้หมดไปจนสิ้น ขอการเดินทางของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่ตั้งในการดำรงชีวิต การศึกษาและการปฏิบัติธรรมจงรุ่งโรจน์ดั่งไฟที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้จุดบูชาในครั้งนี้เทอญ"
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:00:25 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 9![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
หลังจากที่นมัสการพระธาตุมุเตาแล้วด้วยแรงบุญหนุนส่งอย่างรั้งไม่อยู่ ท่านเจ้าคุณได้นำคณะของเราไปยังวัดใหญ่แห่งหนึ่งกลางเมืองหงสาวดีเพื่อไปตักบาตรและถวายภัตตาหารเพลแด่พระจำนวนพันกว่ารูป
เมื่อคณะของเราไปถึงวัดแล้ว ได้มีพระภิกษุซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าอาวาสออกมาคอยต้อนรับและนำชมสถานที่สำคัญของวัดก่อนที่จะเข้าสู่พิธีการตักบาตร ระหว่างที่รอให้พระภิกษุจำนวนพันกว่ารูปเรียงแถวเพื่อมารับบาตรนั้น พวกเราก็ได้เห็นกิจวัตรประจำวัดหลายประการที่แตกต่างไปจากพระภิกษุในวัดไทย
เพราะจะมีพระภิกษุพม่ากลุ่มหนึ่งที่รับผิดชอบงานครัว พร้อมทั้งแบกหามขนย้ายจัดเตรียมภัตตาหารต่างๆ มาวางเรียงรายไว้บนโต๊ะให้ครบชุด ภาชนะที่ใส่ภัตตาหารก็ดูแปลกตาไปจากของไทย โดยเฉพาะถังใบใหญ่ที่ใส่ข้าววางไว้ให้พวกเราตักขึ้นมาใส่บาตร
และที่นอกเหนือจากความคาดหมายที่สุดก็คือข้าวสุกที่มีสีไม่ค่อยจะขาวนักถูกเทรวมไว้ในถังซึ่งมีทั้งข้าวที่กระจายเป็นเม็ดและที่จับกันเป็นก้อนก็มี อย่างไรก็ตามท่านเจ้าคุณได้บอกให้พวกเราทราบก่อนแล้วว่า อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ดีกว่าปกติที่จะได้ฉันในแต่ละวัน เมื่อพิจารณาอาหารและองค์ประกอบต่างๆ แล้วทำให้รู้สึกกระตือรือร้นที่จะได้ทำบุญที่มีความประณีตมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่มีชีวิตอยู่ในสภาพที่ขัดสนและอดอยากจนเป็นอุปสรรคในการสร้างความเจริญให้กับชีวิต
ในที่สุดเมื่อกลองเพลได้ถูกตีจนกระแสเสียงสิ้นจังหวะลงไป พระภิกษุก็เริ่มเคลื่อนแถวเข้ามารับบาตรและเข้าสู่หอฉันอย่างหนาแน่น คณะของเราได้นำปากกาและดินสอจำนวนหนึ่งมาถวายพระที่เดินแถวรับบาตรนี้ด้วย และเมื่อถวายของพิเศษหมดแล้วหลายคนก็หันไปตั้งหน้าตั้งตาตักข้าวในถังใบใหญ่ขึ้นมาใส่บาตรอย่างขมีขมัน
เมื่อพระภิกษุเข้าสู่หอฉันกันพร้อมเพรียงแล้ว ท่านเจ้าคุณได้นำคณะของเราเข้าประเคนภัตตาหารแด่ท่านเจ้าอาวาส รวมทั้งได้ถวายปัจจัยไว้เพื่อกิจการของวัดอีกจำนวนหนึ่งด้วย จากนั้นก็เคลื่อนขบวนสู่ร้านอาหารเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านเจ้าสัว ในเมืองหงสาวดี ก่อนที่จะออกเดินทางไปเยี่ยมชมพระราชวังของพระเจ้าบุเรงนองต่อไป
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:00:47 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
สลักธรรม 10
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
คุณบัวทิพย์เล่าให้ฟังว่า พระราชวังของพระเจ้าบุเรงนองนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกัน ต่อมาได้ถูกทำลายด้วยฝีมือของพวกยะไข่กับตองอู ทิ้งให้พระราชวังแห่งนี้รกร้างเป็นเวลากว่าสามร้อยปี
ต่อมามีการค้นพบเสาและกำแพงเดิมที่ถูกฝังอยู่ในดิน รัฐบาลพม่าจึงทำการขุดค้นและสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยจำลองแบบจากของเดิม
ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วก็คือ พระตำหนักที่บรรทมของพระเจ้าบุเรงนองและพระที่นั่งผึ้งตั้งประดิษฐานไว้ด้านใน ตำหนักนี้มีสีทองเหลืองอร่ามในรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่า และท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าราชการซึ่งมีพระที่นั่งสิงห์ตั้งไว้ในห้องกระจกด้านในซึ่งมีสีเหลืองทองเช่นเดียวกันแต่อยู่ห่างกันมาก
ภายในทั้งสองพระตำหนักนี้ติดป้ายไว้ว่าห้ามถ่ายรูป คุณบัวทิพย์บอกว่า ป้ายนี้เพิ่งมาติดเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เอง ซึ่งคุณบัวทิพย์ก็ไม่ทราบเหตุผลว่าเพราะอะไร แต่นักเดาอย่างพวกเราก็ได้แต่อนุมานกันว่า อาจเป็นเพราะคนไทยมาถ่ายภาพไปสร้างพระราชวังจำลองไว้ที่กาญจนบุรีเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร แถมยังออกข่าวว่าสร้างได้งดงามมากและเปิดให้เข้าชมโรงถ่ายดังกล่าวโดยเก็บค่าเข้าชมอีกด้วย คนทางนี้อาจรู้ข่าวก็เลยสั่งห้ามเสียเลย ..นี่ก็เป็นการเดาสุ่มสี่สุ่มห้ากันไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:01:07 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |