มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไปไหว้พระที่พม่า

















ไปไหว้พระที่พม่า


เมื่อวันที่ ๓๐ ม.ค. - ๓ ก.พ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์บุษกร ได้นำศิษย์ของมูลนิธิรวม ๖ คน ร่วมคณะไปกับพระราชปฏิภาณโสภณ และคุณแอน สิเรียม ดาราภาพยนต์ซึ่งเดินทางไปทำสารคดี ณ ประเทศเมียนม่าร์ จำนวน ๕ วัน ๔ คืน

ท่านอาจารย์บุษกรบอกว่า การเดินทางไปครั้งนี้ตั้งใจจะพาไปพักผ่อนด้วยการไปทำบุญในประเทศที่ยังมีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง และสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยไปก็จะได้ไปดูสภาพความเป็นอยู่ของภิกษุสามเณรที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมโดยเฉพาะพระอภิธรรมปิฎกในวัดต่างของประเทศเมียนม่าร์ และไปกราบนมัสการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระเกศาธาตุ และพระธาตุต่างๆ เพื่อยังศิริมงคลให้เกิดขึ้นในชีวิต

ในการเดินทางไปครั้งนี้คณะผู้ร่วมเดินทางจำนวน ๓๖ ชีวิตประกอบไปด้วยกลุ่มบุคคลหลายสาขา นอกจากคณะของมูลนิธิจำนวน ๗ คนและแขกรับเชิญอีก ๑ รูป คือ ดร.พระครูธรรมธรแอ๊ว สุธมฺมปาโล วัดมหาธาตุฯ กทม. ซึ่งท่านอาจารย์บุษกรได้กราบนิมนต์ให้ร่วมคณะเดินทางไปด้วยอันเป็นการแสดงมุทิตาสักการะที่ท่านได้รับพระราชเสมาธรรมจักรในปีที่ผ่านมาจากสมเด็จพระเทพรัตนฯ โดยในคราวที่ท่านจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกนั้นท่านอาจารย์บุษกรก็ได้แสดงมุทิตาสักการะด้วยการนิมนต์ท่านไปชมทัศนียภาพของนครวัดนครธมที่ประเทศเขมรมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน

นอกจากกลุ่มของเราจำนวน ๘ ชีวิตแล้ว ยังมีคณะของคุณแอน สิเรียมและทีมงานอีกจำนวน ๗ ท่าน และจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีก ๙ ท่าน ที่เหลือนอกจากนี้ก็เป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณนั่นเอง

เช้าวันที่ ๓๐ ม.ค เวลา เก้านาฬิกาตรง เป็นเวลาที่บริษัททัวร์ได้นัดหมายให้พวกเราไปพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปยังประเทศเมียนม่าร์โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เที่ยวบิน PG 701 เวลา ๑๑.๓๐ น.

การเดินทางก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาหารของสายการบินก็รสชาติดี ยานพาหนะก็สะดวกสบายไม่ต้องใช้ความตื่นเต้นในระหว่างเดินทางเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งถึงสนามบินนานาชาติเมงกะลาดง เมืองย่างกุ้ง เครื่องบินได้ลงจอดบนรันเวย์ด้วยความนุ่มนวลโดยสวัสดิภาพ

เมื่อผ่านพ้นกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเรียบร้อยแล้ว ตัวแทนของบริษัททัวร์และไก๊ดชาวพม่าก็มาต้อนรับคณะของเราด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แล้วก็พาไปขึ้นรถเพื่อเข้าสู่ที่พักคือโรงแรม ที่อยู่ริมทะเลสาบซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก

และเพื่อมิให้เสียเวลาไก๊ด์คือคุณบัวทิพย์ ได้นำคณะของเราไปเยี่ยมชมพุทธสถานสำคัญแห่งแรกเลยทันที คือ เจดีย์เยเลพญา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [7 ก.พ. 2551 , 14:55:40 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ]


  สลักธรรม 1




เจดีย์เยเลพญา หรือเจดีย์กลางน้ำนั้นมีตำนานเล่าว่า สร้างโดยเศรษฐีชาวมอญซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ขออย่าให้น้ำท่วมเกาะ ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น

ก่อนที่จะลงเรือเพื่อไปยังเกาะกลางน้ำอันเป็นสถานที่ตั้งเจดีย์นี้ คุณบัวทิพย์ก็ได้ชี้แจงธรรมเนียมปฏิบัติให้พวกเราทราบว่า จะต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าก่อนที่จะเข้าไปยังโบสถ์ วิหาร และลานเจดีย์ทุกครั้ง ซึ่งฟังแล้วก็ทำให้นึกถึงคำสั่งสอนให้แสดงความเคารพต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า..

..พุทธศาสนิกชนควรแสดงความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เกิดความเป็นมงคล ด้วยการตระหนักถึงพระคุณความดีอันมีอยู่ในพระองค์ คือ ไปไหว้พระเจดีย์ตามโอกาส ไปไหว้สังเวชนียสถานคือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา ปรินิพพาน ตามโอกาส การเคารพพระพุทธรูป การเคารพเขตพุทธาวาส คือ เขตโบสถ์ไม่สวมรองเท้าในลานพระเจดีย์ไม่กั้นร่มในลานพระเจดีย์ เมื่อเดินใกล้พระเจดีย์ไม่เดินไปพูดไป เมื่อเข้าในเขตวัดก็ถอดรองเท้า หุบร่ม ถ้าเป็นพระภิกษุต้องลดไหล่ ไม่ทำอาการต่างๆ ซึ่งแสดงถึงความกระด้าง หยาบคาย และปฏิบัติตนตามพุทธโอวาทอยู่เป็นนิตย์ ...(อ่านต่อที่นี่)


โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:56:18 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 2






"ขอความเป็นศิริมงคลจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
และขอให้ทางชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ"



คณะของมูลนิธิและผู้ร่วมเดินทางอีกจำนวนหนึ่งได้เป็นหน่วยกล้าตายลงเรือเที่ยวแรกเพื่อไปยังเกาะกลางน้ำ ส่วนคณะของคุณแอน สิเรียมยังมีภารกิจถ่ายทำสารคดีอยู่ที่ริมฝั่งจึงติดตามไปในเที่ยวหลัง

การที่พวกเราได้มาถึงก่อนจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำกุศลได้มากขึ้น โดยท่านอาจารย์บุษกรได้นำพวกเราไปยังวิหารของพระสมปรารถนา เพื่อสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยเป็นภาษบาลีและกล่าวตั้งเจตนาเป็นภาษไทยว่า..

" ข้าพเจ้าทั้งหลายได้นำกาย วาจา และใจมากราบนมัสการคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยความศรัทธาปสาทะ และเคารพเทิดทูนไว้เหนือชีวิต ขอความเป็นศิริมงคลจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย และขอให้ทางชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ"

เมื่อกล่าวคำบูชาจบลงแล้ว คณะผู้ร่วมเดินทางที่เหลือได้ติดตามมาสมทบจนครบจำนวน ท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณจึงได้เรียกชุมนุมมนุษย์ ณ ลานพระวิหารด้านหน้าเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุและเจริญจิตภาวนาถวายเป็นกุศล ซึ่งโดยส่วนตัวนั้นกลับคุ้นเคยกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมากกว่า จึงได้เจริญภาวนาในแบบที่ตนเองปรารถนาเช่นกัน

เมื่อเสร็จสิ้นการเจริญจิตภาวนาแล้ว พวกเราต่างก็กุลีกุจอหยิบเงินออกมาตั้งใจหยอดตู้บริจาคกันอย่างเบิกบานและมีความสุขในกุศลทานที่ได้ทำ

(เรื่องของการหยอดตู้บริจาคนี้คงจะไม่เล่าซ้ำอีก จึงขอเรียนให้ทราบแต่เนิ่นๆ ว่า ทุกครั้งที่พวกเราไปยังพุทธสถานทุกแห่งในการเดินทางครั้งนี้ พวกเราจะหยิบเงินมาหยอดตู้บริจาคกันตลอดเวลา และมีความสุขมากกับการได้บริจาคเงินครั้งละหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่น และหลายแสน ที่แม้จะเป็นเงินพม่าแต่ท่านอาจารย์บอกว่า ค่าครองชีพที่นี่ไม่สูง ฉะนั้น เงินที่เราบริจาคไปนี้เป็นเงินจำนวนไม่ใช่น้อยเลยสำหรับชาวพม่า จึงอย่าไปให้ความสำคัญกับหน่วยหรือสกุลของเงินแต่เราต้องให้ความสำคัญกับใจที่พร้อมจะสละความมัจฉริยะหวงแหนออกไปมากกว่า

รวมทั้งคำอธิษฐานที่ท่านอาจารย์บุษกรกล่าวนำเพื่อตั้งเจตนาให้แก่พวกเรานั้นก็เป็นไปเพื่อการดำเนินชีวิตไปสู่มรรคผลนิพพานทั้งสิ้น ทำให้หลายคนได้ยินแล้วสมัครมาเป็นสมาชิกจนในที่สุดก็พร้อมใจกันอธิษฐานตามคำของท่านอาจารย์ในที่สุด)

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:57:20 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 3







..ขอห้วงน้ำคือโอฆะสงสารที่มีอยู่ในสันดาน
จงอย่าท่วมทับชีวิตของข้าพเจ้าเช่นดังเก่าก่อน
ขอน้ำคือโอฆะสงสารจงห่างหายไกลจากชีวิตของข้าพเจ้าจนเหือดหายไปสิ้น
และขอให้ความศรัทธาของข้าพเจ้าได้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจนสมบูรณ์..



หลังจากที่หยอดตู้บริจาคกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งแล้ว ท่านเจ้าคุณฯก็ได้นำคณะของเราย้อนกลับมายังวิหารของพระสมปรารถนาอีกครั้งหนึ่งโดยในครั้งนี้ท่านอาจารย์บุษกรได้กล่าวนำอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูปสมปรารถนาว่า

"ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับทราบปาฏิหาริย์ ณ พุทธสถานแห่งนี้ จึงขอกราบนมัสการด้วยความตั้งใจ และขอตั้งความปรารถนาว่า ขอห้วงน้ำคือโอฆะสงสารที่มีอยู่ในสันดานจงอย่าท่วมทับชีวิตของข้าพเจ้าเช่นดังเก่าก่อน ขอน้ำคือโอฆะสงสารจงห่างหายไกลจากชีวิตของข้าพเจ้าจนเหือดหายไปสิ้น และขอให้ความศรัทธาของข้าพเจ้าได้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจนสมบูรณ์ และขอให้ข้าพเจ้าสร้างศิริมงคล คือสติปัฏฐานได้อย่างมั่นคงบนชีวิต และดำรงชีวิตไปสู่มรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ

เมื่อกล่าวคำอธิษฐานจบลงแล้ว ท่านเจ้าคุณฯได้แนะนำสถานที่สำคัญๆ บนเกาะให้ทราบ และอนุญาตให้แต่ละคนไปกราบบูชาและถ่ายภาพตามที่ต่างๆได้ตามอัธยาศัย ซึ่งคณะของเราที่นำโดยท่านอาจารย์บุษกรเช่นเดิม ได้เดินนำหน้าพาพวกเราไปยังวิหารของพระอุปคุตซึ่งทำเป็นมุขยื่นไปยังกลางลำน้ำ

พระอุปคุตนี้ตามตำนานกล่าวว่า .. เป็นพระอรหันต์สาวก ผู้ทรงฤทธิ์มีความเป็นเลิศทางด้านโชคลาภและเนื่องจากท่านเป็นผู้ทรงกำลังอภิญญามีฤทธิ์เดช ท่านจึงมีชื่อเสียงทางด้านการปราบพญามาร เช่นครั้งหนึ่ง พญามารรบกวนพระภิกษุ พระอุปคุตได้แสดงฤทธิ์บังคับพวงมาลัยให้กลับไปคล้องคอจนได้รับความทรมานและต้องยอมแพ้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าว่าพระอุปคุต มิได้มีองค์เดียว แต่มีถึง ๘ องค์ ปรินิพพานไปแล้ว ๗ องค์ องค์ที่ ๘ ยังบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ มหาสมุทร ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าพระอุปคุตยังมีชีวิตอยู่ และสามารถป้องกันภัยอันตรายได้

ท่านอาจารย์ได้นำพวกเราอธิษฐานต่อหน้ารูปปั้นของพระอุปคุตว่า "ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาสร้างทานบารมีเพิ่มเติมเสริมแต่งกายและใจของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มั่นคงในทาน ศีล ภาวนา ได้ตลอดชีวิตเทอญ" จากนั้นก็หยอดตู้บริจาคกันด้วยรอยยิ้มแล้วก็พากันเดินไปยังวิหารอื่นและถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน แล้วก็พากันลงเรือข้ามฟากกลับมาขึ้นรถเพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารเย็นยังโรงแรมที่พัก

คงต้องบอกว่า ด้วยความหิวมาก อาหารจานแรกๆ จึงดูอร่อยเป็นพิเศษ แต่เมื่อโรคหิวจางหายไปโรควิจารณ์ก็เข้ามาแทนที่ อาหารจานหลังๆ จึงได้รับการแยกแยะรสชาติกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งถูกต้อนขึ้นรถอีกครั้งเพื่อเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองในยามค่ำคืน

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:58:21 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 4







การขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองนั้นมีสองส้นทางให้เลือก คือเดินขึ้นบันไดไปแบบเดิมทางหนึ่ง และขึ้นลิฟต์ไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลังอาหารเย็นอย่างนี้คณะของเราจึงเลือกที่จะใช้ลิฟต์เป็นพาหนะ โดยชาวต่างชาติที่จะขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์นั้นจะต้องเสียค่าเข้าชมจำนวน ๕ ดอลล่าห์ ซึ่งรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายที่เราได้ให้บริษัททัวร์ไปแล้ว

เมื่อขึ้นไปถึงลานพระเจดีย์ก็ต้องตื่นตาตื่นใจไปด้วยสีทองที่สะท้อนจากองค์พระเจดีย์ และผู้คนที่คลาคล่ำเดินบูชาอยู่รอบองค์พระเจดีย์พร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในใจ บรรยากาศเช่นนี้คงหาดูได้ที่ประเทศนี้เพียงแห่งเดียวในโลกที่พุทธศาสนิกชนยังคงมีพุทธสถานเป็นที่พึ่งของชีวิตอย่างเหนียวแน่น เมื่อได้เห็นแล้วจึงบังเกิดความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากที่ท่านเจ้าคุณฯได้นำคณะของเรากล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยที่บนศาลาแห่งหนึ่งแล้ว ท่านคงเห็นว่าสถานที่ไม่เหมาะสมแก่การทอดทัศนาองค์พระเจดีย์ให้บังเกิดความปีติอิ่มเอมใจได้ทั่วหน้า ท่านจึงได้นำพาคณะของเราเดินไปยังลานพระเจดีย์ที่จัดไว้เป็นลานเพื่อถวายดอกไม้ และจุดเทียนธูปบูชาโดยเฉพาะ ซึ่งในระหว่างทางท่านก็ได้อธิบายความเป็นมาของพระเจดีย์และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องต่างๆ ให้พวกเราได้ฟังกัน

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า มีประวัติเล่าว่า ..พระเจ้าโอกะลาปะทรงเลื่อมใสในศรัทธาพระพุทธศาสนา ได้ทรงก่อสร้างองค์พระเจดีย์ชเวดากองขึ้นมาเมื่อสองพันปีก่อน ต่อมาพระมหากษัตริย์ก็ถือเป็นพระราชภารกิจในการก่อเสริมองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีความสูงเท่ากับในปัจจุบัน

ต่อมาในสมัยพระนางชินสอบู ผู้ครองเมืองหงสาวดีได้ทรงเริ่มธรรมเนียมบริจาคทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เองในการบูรณะพระมหาเจดีย์นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์จนกลายเป็นพระราชพิธีที่ปฎิบัติสืบต่อกันมา และกลายเป็นต้นแบบในการทำบุญของประชาชนในการถวายทองคำห่อหุ้มองค์พระเจดีย์ได้ด้วย

โดยช่างชาวพม่าจะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ โดยแต่ละแผ่นทองคำไม่ได้ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน แต่จะเรียงต่อกันไป เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าแผ่นทองเกิดความหมองคล้ำก็จะมีการทำความสะอาดกัน โดยปกติก็จะทำความสะอากันปีละครั้ง ซึ่งในคราวที่ผ่านมาที่พวกเราเดินทางมานมัสการนั้นก็ได้เห็นเสื่อรำแพนคลุมอยู่รอบองค์พระเจดีย์เพราะเป็นช่วงที่เขาทำความสะอาดกันพอดี

เจดีย์ชเวดากอง เป็นพระมหาเจดีย์ทองคำคู้บ้านคู่เมืองภายในประดิษฐานเส้นพระเกศาธาตุของพระสมณโคดมสัมมาพุทธเจ้าจำนวนแปดเส้น และเครื่องอัฏฐบริขารของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนทั้งสามพระองค์ รวมเป็นสี่พระองค์ในภัทรกัปนี้ บนยอดพระมหาเจดีย์ประดับด้วยเพชรพลอยและอัญมณีต่างๆ จำนวนมาก และยังมีเพชรขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอด ซึ่งจะมีจุดให้ยืนชมให้ชมแสงสะท้อนของอัญมณีสีต่างๆ จากยอดพระเจดีย์ ซึ่งน่าประทับใจมาก

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:58:44 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 5




"...ด้วยกุศลผลบุญอันเกิดขึ้นจากเจตนากรรมที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตั้งใจมากราบนี้
ขอผลของกุศลจงทำให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความสุขกาย มีความสบายใจ
สมบูรณ์ด้วยความรู้สึกในการที่จะดำเนินชีวิตเป็นไปเพื่อการศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม
และนำความรู้ความเข้าใจมาปฏิบัติตนเพื่อออกจากกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เกิดวัฏฏะสงสาร ..."



เมื่อมาถึงลานสำหรับบูชาพระเจดีย์แล้ว คณะของเราก็ได้สวดมนต์ด้วยเสียงที่กระหึ่มก้องกันอีกครั้งด้วยภาษาบาลีและภาษาไทยที่เป็นทำนองสรภัญญะ จากนั้นทุกคนก็สงบจิตเจริญภาวนากัน ณ ที่ลานพระเจดีย์แห่งนั้นตามเวลาที่สมควร ซึ่งในระหว่างที่หลายคนทำสมาธิตามอัธยาศัยอยู่นั้นท่านอาจารย์บุษกรได้กระซิบแนะนำคณะของเราว่า ให้ระลึกนึกถึงการศึกษาพระอภิธรรมทั้ง ๙ ปริจเฉท และขอให้มีโอกาสได้ศึกษาธรรมนั้นได้โดยสะดวกและแตกฉานเพื่อนำพาชีวิตให้พ้นไปจากทุกข์โดยเร็ว

และเมื่อทุกคนได้แยกย้ายกันไปถ่ายภาพตามมุมต่างๆ แล้ว ด้วยความกรุณาท่านอาจารย์บุษกรได้เรียกพวกเรามารวมตัวกันเพื่อจะนำอธิษฐานจิตอีกครั้ง เพราะท่านคงไม่แน่ใจว่าเราจะกระซิบถ่ายทอดกันได้ใจความหรือเปล่าเป็นแน่ เพื่อความพร้อมเพรียงของหมู่คณะท่านจึงได้นำพวกเราอธิษฐานอีกครั้งหนึ่งว่า

" พระพุทธบูชา พระธรรมะบูชา พระสังฆบูชา ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสมากราบ และมาทำความสงบให้เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลาย ณ พระมหาเจดีย์ชเวดากองที่ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุแห่งนี้ ด้วยความเลื่อมใสสักการะยิ่ง

ด้วยกุศลผลบุญอันเกิดขึ้นจากเจตนากรรมที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตั้งใจมากราบนี้ ขอผลของกุศลจงทำให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความสุขกาย มีความสบายใจ สมบูรณ์ด้วยความรู้สึกในการที่จะดำเนินชีวิตเป็นไปเพื่อการศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม และนำความรู้ความเข้าใจมาปฏิบัติตนเพื่อออกจากกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เกิดวัฏฏะสงสาร

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จวบจนชีวิตจะหาไม่ ขอความตั้งใจนี้จงเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาตามอุดหนุนส่งเสริมให้แก่ข้าพเจ้าทุกภพทุกชาติจนกว่าจะสามารถพาชีวิตออกจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ด้วยเทอญ

ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ด้วยภาษาที่ไม่คุ้นหูของชาวพม่า ภาพการนั่งหลับตานับประคำของผู้มาทำกุศล กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมหาหงส์ที่กระจายตามลมมาเป็นระยะ เมื่อมากระกอบเข้ากับภาพขององค์พระเจดีย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ความสว่างเจิดจ้าด้วยแสงสีทองที่สะท้อนมาจากทองคำที่คลุมรอบองค์พระเจดีย์ที่ตัดกับท้องฟ้าสีเข้มอันเป็นฉากหลัง ทำให้เกิดความสวยงามยิ่งและประทับภาพลงในใจไว้อย่างชัดเจน ..มาจนถึงเวลานี้ก็ยังนึกถึงได้อย่างแจ่มชัด

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:59:07 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 6





"...วัฏฏะสงสารของข้าพเจ้าทั้งหลายที่ยังมีอยู่นั้นขอให้มีความปลอดภัยพ้นความอดอยากยากจน และความลำบากขัดสน...
ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จงเป็นสรณะที่พึ่งให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเทอญ.."


และเมื่อถึงเวลากลับ คณะของเราก็เลือกที่จะใช้ลิฟต์เช่นเดิม โดยในการเดินกลับไปนี้หลายคนก็ได้แวะสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตนเป็นที่ชื่นฉ่ำใจ และบางคนก็ยังแอบไปเห็นชาวพม่าพากันแขม่วพุงเดินเรียงกันหายเข้าไปในซอกหลืบแห่งหนึ่ง

ด้วยความสงสัยเราจึงพากันไปดูว่า เขาเข้าไปทำอะไรในนั้น ก็ได้พบว่า พอไปถึงยังซอกนั้นแล้วด้านขวามือก็จะเป็นตู้กระจกสำหรับประดิษฐานพระทรงเครื่ององค์หนึ่งไว้ เมื่อชาวพม่าเดินไปถึงหน้าตู้นั้นแล้วก็จะกล่าวคำพูดยาวเหยียด และเมื่อกล่าวจบแล้วก็จะหยอกเงินลงไปในตู้กระจกนั้นแล้วสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้บนผนังด้านขวามือก่อนที่จะเดินไปอีกข้างหนึ่งซึ่งเป็นทางออก

เมื่อเห็นอากัปกิริยาเช่นนั้นแล้ว ด้วยไหวพริบปฏิภาณอันยอดเยี่ยมท่านอาจารย์ได้นำคณะของเราตั้งจิตอธิษฐานพร้อมกับเงินที่จะหยอดตู้นั้นด้วย โดยคำอธิษฐานก็มีโดยย่อว่า ..

"... ข้าพเจ้ามีความตั้งใจจะสร้างทานบารมีเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชีวิต วัฏฏะสงสารของข้าพเจ้าทั้งหลายที่ยังมีอยู่นั้นขอให้มีความปลอดภัยพ้นความอดอยากยากจน และความลำบากขัดสน

ข้าพเจ้าขอทำทานบารมีเพิ่มกุศลผลบุญในครั้งนี้ด้วยความศรัทธาปสาทะ และขอเพียรละ เพียรสร้าง และเพียรรักษาในเจตนาตราบเท่าสังสารวัฏยังมีอยู่ ข้าพเจ้าขอตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในคุณงามความดีอย่างสุดความสามารถ

ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จงเป็นสรณะที่พึ่งให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเทอญ.."

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 14:59:26 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 7




"...ด้วยเดชะพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ
โปรดคุ้มครองข้าพเจ้าให้มีความเห็นถูกประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ
อย่าได้มีทิฏฐิวิบัติเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเลย..."



เมื่อทุกคนได้หยอดเงินลงตู้บริจาคและสั่นกระดิ่งแล้วก็พากันเดินออกมาเข้าแถวเพื่อส่องกล้องไปดูยอดพระเจดีย์ที่แสนจะงดงามด้วยการประดับประดาอัญมณีต่างๆ ที่หลากสีสันกันอีกครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางเดินไปสู่ลิฟต์

และระหว่างเส้นทางที่ไปยังลิฟต์นั้น ก็มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นใหญ่ที่แยกหน่อมาจากพุทธคยาและมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ใต้ร่ม ท่านอาจารย์บุษกรจึงได้พาคณะของเราและสมาชิกผู้ร่วมเดินทางท่านอื่นที่เริ่มจะมีความสุขกับการอธิษฐานตามท่านอาจารย์ มาสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยเพื่อความเป็นศิริมงคลอีกครั้งก่อนที่จะจากพระเจดีย์ชเวดากองไปในค่ำคืนนี้

โดยในที่สุดแห่งการสวดมนต์นั้นท่านอาจารย์ได้นำอธิษฐานว่า "...ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มากราบนมัสการบูชาพระรัตนตรัยสร้างสิริมงคลให้แก่ชีวิตของตนเอง ได้มานั่ง ณ ต้นโพธิ์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธองค์ ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญต่อชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลาย

ขอโอกาสเช่นนี้จงมีแก่ข้าพเจ้าตลอดไป ขอทางเดินแห่งชีวิตจงอย่าได้มีอุปสรรค อย่าได้มีเภทภัยอันตรายใดๆ ที่จะมาขัดขวางทางแห่งความเจริญในการสร้างบุญบารมีของข้าพเจ้าทั้งหลาย

ด้วยเดชะพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ โปรดคุ้มครองข้าพเจ้าให้มีความเห็นถูกประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ อย่าได้มีทิฏฐิวิบัติเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเลย

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายกาย วาจา และใจ เคารพสักการะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตราบจนชีวิตจะหาไม่จากสังสารวัฏ..."

หลังจากนั้นพวกเราก็ได้ลงจากพระเจดีย์มาขึ้นรถอย่างสดชื่นด้วยกุศล แต่เนื่องจากคณะของเราได้มาถึงรถก่อนใครๆ ท่านอาจารย์บุษกรจึงได้นำพวกเราแผ่เมตตาในระหว่างที่รอผู้อื่นอยู่

เมื่อกลับมาถึงที่พักแล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอนกันจ้าละหวั่นเพราะวันรุ่งขึ้นมีนัดหมายที่จะต้องออกเดินทางไปยังเมืองหงสาวดีด้วยเวลาที่เช้ามาก แต่ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนในคืนนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะสวดมนต์ไหว้พระเป็นการส่วนตัว ไม่ลืมที่จะสวดพุทธมงคลคาถา และระลึกถึงกุศลที่ได้ทำไปแล้วอันเป็นกิจวัตร จึงนับได้ว่าวันแรกของการเดินทางข้ามประเทศจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยกุศลจนกระทั่งหัวถึงหมอนเลยก็ว่า

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:00:00 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 8














"...ขอไฟชีวิตของข้าพเจ้าจงโชติช่วงชัชวาล มีบารมี มีสติ มีปัญญา อย่าได้ดับหายไปจากชีวิต
ขอสติปัญญานี้จงช่วยคุ้มครองชีวิตของข้าพเจ้าให้เดินทางสู่แสงสว่างทำลายความมืดมิด
คือโมหะและอวิชชาให้หมดไปจนสิ้น..."



วันที่สองของการเดินทาง คุณบัวทิพย์ไก๊ด์สาวงามชาวพม่าได้นำคณะเราเข้าสู่เมืองหงสาวดี ระหว่างการเดินทางนั้นคุณบัวทิพย์ได้ให้ความรู้ในเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ไทย-พม่าอย่างมากมาย รวมทั้งเล่าถึงวิถีชีวิตชาวพม่าให้เราฟังด้วยว่าอยู่กันด้วยความเรียบง่ายมีความรักในครอบครัวเป็นอย่างมาก และด้วยความมีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอาชญากรรมร้ายแรงจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นในสารบบคดี

พุทธสถานที่แห่งที่คุณบัวทิพย์นำคณะของเราไปกราบนมัสการก็คือ พระธาตุมุเตาหรือภาษาพม่าเรียกว่าชเวมอดอร์ เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุที่สูงที่สุดในประเทศ ซึ่งคณะของเราได้เห็นพระเจดีย์องค์นี้ตั้งแต่อยู่ในระยะไกล เพราะตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี

พระธาตุมุเตานี้ตามตำนานเล่าว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นสถานที่ที่พระเจ้าหงสาลิ้นดำ ใช้เป็นที่เจาะพระกรรณตามพระราชประเพณีโบราณเพื่อทดสอบความกล้าหาญก่อนขึ้นครองราชย์ และเป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยมาสักการะ ซึ่งชาวพม่าบอกว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้นยังคงอยู่มากเพราะเมื่อยอดฉัตรที่หักตกลงเมื่อครั้งแผ่นดินไหวนั้น เมื่อตกลงมาถึงพื้นล่างก็ยังคงสภาพเดิมไม่แตกกระจายออกไปเลย

พระเจดีย์องค์นี้มีอายุเก่าแก่กว่าสองพันปี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า พระธาตุมุเตานี้เคยพังทลายจากแผ่นดินไหวมาแล้วถึง ๔ ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายได้ทำให้ยอดของเจดีย์หักพังลงมา แต่ได้ทำการสร้างขึ้นใหม่โดยส่วนยอดที่พังลงมานั้นรัฐบาลก็ได้ตั้งไว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา ซึ่งท่านอาจารย์บุษกรก็ได้นำพวกเราไปจุดเทียนบูชาในบริเวณนั้นด้วย

ท่านอาจารย์ได้กล่าวนำอธิษฐานมีใจความโดยย่อว่า " ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มาจุดเทียนต่อหน้าพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุด้วยความเคารพสักการะยิ่ง ขอไฟชีวิตของข้าพเจ้าจงโชติช่วงชัชวาล มีบารมี มีสติ มีปัญญา อย่าได้ดับหายไปจากชีวิต ขอสติปัญญานี้จงช่วยคุ้มครองชีวิตของข้าพเจ้าให้เดินทางสู่แสงสว่างทำลายความมืดมิด คือโมหะและอวิชชาให้หมดไปจนสิ้น ขอการเดินทางของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่ตั้งในการดำรงชีวิต การศึกษาและการปฏิบัติธรรมจงรุ่งโรจน์ดั่งไฟที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้จุดบูชาในครั้งนี้เทอญ"

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:00:25 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 9










หลังจากที่นมัสการพระธาตุมุเตาแล้วด้วยแรงบุญหนุนส่งอย่างรั้งไม่อยู่ ท่านเจ้าคุณได้นำคณะของเราไปยังวัดใหญ่แห่งหนึ่งกลางเมืองหงสาวดีเพื่อไปตักบาตรและถวายภัตตาหารเพลแด่พระจำนวนพันกว่ารูป

เมื่อคณะของเราไปถึงวัดแล้ว ได้มีพระภิกษุซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าอาวาสออกมาคอยต้อนรับและนำชมสถานที่สำคัญของวัดก่อนที่จะเข้าสู่พิธีการตักบาตร ระหว่างที่รอให้พระภิกษุจำนวนพันกว่ารูปเรียงแถวเพื่อมารับบาตรนั้น พวกเราก็ได้เห็นกิจวัตรประจำวัดหลายประการที่แตกต่างไปจากพระภิกษุในวัดไทย

เพราะจะมีพระภิกษุพม่ากลุ่มหนึ่งที่รับผิดชอบงานครัว พร้อมทั้งแบกหามขนย้ายจัดเตรียมภัตตาหารต่างๆ มาวางเรียงรายไว้บนโต๊ะให้ครบชุด ภาชนะที่ใส่ภัตตาหารก็ดูแปลกตาไปจากของไทย โดยเฉพาะถังใบใหญ่ที่ใส่ข้าววางไว้ให้พวกเราตักขึ้นมาใส่บาตร

และที่นอกเหนือจากความคาดหมายที่สุดก็คือข้าวสุกที่มีสีไม่ค่อยจะขาวนักถูกเทรวมไว้ในถังซึ่งมีทั้งข้าวที่กระจายเป็นเม็ดและที่จับกันเป็นก้อนก็มี อย่างไรก็ตามท่านเจ้าคุณได้บอกให้พวกเราทราบก่อนแล้วว่า อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ดีกว่าปกติที่จะได้ฉันในแต่ละวัน เมื่อพิจารณาอาหารและองค์ประกอบต่างๆ แล้วทำให้รู้สึกกระตือรือร้นที่จะได้ทำบุญที่มีความประณีตมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่มีชีวิตอยู่ในสภาพที่ขัดสนและอดอยากจนเป็นอุปสรรคในการสร้างความเจริญให้กับชีวิต

ในที่สุดเมื่อกลองเพลได้ถูกตีจนกระแสเสียงสิ้นจังหวะลงไป พระภิกษุก็เริ่มเคลื่อนแถวเข้ามารับบาตรและเข้าสู่หอฉันอย่างหนาแน่น คณะของเราได้นำปากกาและดินสอจำนวนหนึ่งมาถวายพระที่เดินแถวรับบาตรนี้ด้วย และเมื่อถวายของพิเศษหมดแล้วหลายคนก็หันไปตั้งหน้าตั้งตาตักข้าวในถังใบใหญ่ขึ้นมาใส่บาตรอย่างขมีขมัน

เมื่อพระภิกษุเข้าสู่หอฉันกันพร้อมเพรียงแล้ว ท่านเจ้าคุณได้นำคณะของเราเข้าประเคนภัตตาหารแด่ท่านเจ้าอาวาส รวมทั้งได้ถวายปัจจัยไว้เพื่อกิจการของวัดอีกจำนวนหนึ่งด้วย จากนั้นก็เคลื่อนขบวนสู่ร้านอาหารเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านเจ้าสัว ในเมืองหงสาวดี ก่อนที่จะออกเดินทางไปเยี่ยมชมพระราชวังของพระเจ้าบุเรงนองต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:00:47 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 10









คุณบัวทิพย์เล่าให้ฟังว่า พระราชวังของพระเจ้าบุเรงนองนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกัน ต่อมาได้ถูกทำลายด้วยฝีมือของพวกยะไข่กับตองอู ทิ้งให้พระราชวังแห่งนี้รกร้างเป็นเวลากว่าสามร้อยปี

ต่อมามีการค้นพบเสาและกำแพงเดิมที่ถูกฝังอยู่ในดิน รัฐบาลพม่าจึงทำการขุดค้นและสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยจำลองแบบจากของเดิม

ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วก็คือ พระตำหนักที่บรรทมของพระเจ้าบุเรงนองและพระที่นั่งผึ้งตั้งประดิษฐานไว้ด้านใน ตำหนักนี้มีสีทองเหลืองอร่ามในรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่า และท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าราชการซึ่งมีพระที่นั่งสิงห์ตั้งไว้ในห้องกระจกด้านในซึ่งมีสีเหลืองทองเช่นเดียวกันแต่อยู่ห่างกันมาก

ภายในทั้งสองพระตำหนักนี้ติดป้ายไว้ว่าห้ามถ่ายรูป คุณบัวทิพย์บอกว่า ป้ายนี้เพิ่งมาติดเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เอง ซึ่งคุณบัวทิพย์ก็ไม่ทราบเหตุผลว่าเพราะอะไร แต่นักเดาอย่างพวกเราก็ได้แต่อนุมานกันว่า อาจเป็นเพราะคนไทยมาถ่ายภาพไปสร้างพระราชวังจำลองไว้ที่กาญจนบุรีเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร แถมยังออกข่าวว่าสร้างได้งดงามมากและเปิดให้เข้าชมโรงถ่ายดังกล่าวโดยเก็บค่าเข้าชมอีกด้วย คนทางนี้อาจรู้ข่าวก็เลยสั่งห้ามเสียเลย ..นี่ก็เป็นการเดาสุ่มสี่สุ่มห้ากันไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:01:07 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org