มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไปไหว้พระที่พม่า

















ไปไหว้พระที่พม่า


เมื่อวันที่ ๓๐ ม.ค. - ๓ ก.พ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์บุษกร ได้นำศิษย์ของมูลนิธิรวม ๖ คน ร่วมคณะไปกับพระราชปฏิภาณโสภณ และคุณแอน สิเรียม ดาราภาพยนต์ซึ่งเดินทางไปทำสารคดี ณ ประเทศเมียนม่าร์ จำนวน ๕ วัน ๔ คืน

ท่านอาจารย์บุษกรบอกว่า การเดินทางไปครั้งนี้ตั้งใจจะพาไปพักผ่อนด้วยการไปทำบุญในประเทศที่ยังมีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง และสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยไปก็จะได้ไปดูสภาพความเป็นอยู่ของภิกษุสามเณรที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมโดยเฉพาะพระอภิธรรมปิฎกในวัดต่างของประเทศเมียนม่าร์ และไปกราบนมัสการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระเกศาธาตุ และพระธาตุต่างๆ เพื่อยังศิริมงคลให้เกิดขึ้นในชีวิต

ในการเดินทางไปครั้งนี้คณะผู้ร่วมเดินทางจำนวน ๓๖ ชีวิตประกอบไปด้วยกลุ่มบุคคลหลายสาขา นอกจากคณะของมูลนิธิจำนวน ๗ คนและแขกรับเชิญอีก ๑ รูป คือ ดร.พระครูธรรมธรแอ๊ว สุธมฺมปาโล วัดมหาธาตุฯ กทม. ซึ่งท่านอาจารย์บุษกรได้กราบนิมนต์ให้ร่วมคณะเดินทางไปด้วยอันเป็นการแสดงมุทิตาสักการะที่ท่านได้รับพระราชเสมาธรรมจักรในปีที่ผ่านมาจากสมเด็จพระเทพรัตนฯ โดยในคราวที่ท่านจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกนั้นท่านอาจารย์บุษกรก็ได้แสดงมุทิตาสักการะด้วยการนิมนต์ท่านไปชมทัศนียภาพของนครวัดนครธมที่ประเทศเขมรมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน

นอกจากกลุ่มของเราจำนวน ๘ ชีวิตแล้ว ยังมีคณะของคุณแอน สิเรียมและทีมงานอีกจำนวน ๗ ท่าน และจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีก ๙ ท่าน ที่เหลือนอกจากนี้ก็เป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณนั่นเอง

เช้าวันที่ ๓๐ ม.ค เวลา เก้านาฬิกาตรง เป็นเวลาที่บริษัททัวร์ได้นัดหมายให้พวกเราไปพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปยังประเทศเมียนม่าร์โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เที่ยวบิน PG 701 เวลา ๑๑.๓๐ น.

การเดินทางก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาหารของสายการบินก็รสชาติดี ยานพาหนะก็สะดวกสบายไม่ต้องใช้ความตื่นเต้นในระหว่างเดินทางเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งถึงสนามบินนานาชาติเมงกะลาดง เมืองย่างกุ้ง เครื่องบินได้ลงจอดบนรันเวย์ด้วยความนุ่มนวลโดยสวัสดิภาพ

เมื่อผ่านพ้นกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเรียบร้อยแล้ว ตัวแทนของบริษัททัวร์และไก๊ดชาวพม่าก็มาต้อนรับคณะของเราด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แล้วก็พาไปขึ้นรถเพื่อเข้าสู่ที่พักคือโรงแรม ที่อยู่ริมทะเลสาบซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก

และเพื่อมิให้เสียเวลาไก๊ด์คือคุณบัวทิพย์ ได้นำคณะของเราไปเยี่ยมชมพุทธสถานสำคัญแห่งแรกเลยทันที คือ เจดีย์เยเลพญา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [7 ก.พ. 2551 , 14:55:40 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ][ 4 ][ 5 ]


  สลักธรรม 11








หลังจากที่เราถ่ายภาพที่ด้านนอกของทั้งสองพระตำหนักไว้เป็นที่ระลึกแล้ว ขบวนของเราก็เคลื่อนตัวออกจากเมืองหงสาวดีมุ่งหน้าไปยังพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งระหว่างทางจะต้องข้ามแม่น้ำสะโตงซึ่งมีความกว้างมากด้วยสะพานเหล็ก และแม่น้ำสะโตงนี้ก็คือแม่น้ำที่สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนยิงข้ามแม่น้ำไปถูกพระสุรกรรมา แม่ทัพหน้าพม่า ทหารเอกของพระมหาอุปราชตายบนคอช้างนั่นเอง

เราใช้เวลากว่าสองชั่วโมงในการเดินทางไปยังเมืองไจ้ทู่ เพื่อที่จะเปลี่ยนไปนั่งรถหกล้อเพื่อขึ้นไปบนพระธาตุอินทร์แขวน คณะของเราใช้รถหกล้อสองคันทั้งที่มีคนเพียง ๓๖ คนเท่านั้น แต่คุณบัวทิพย์บอกว่า ทางการกำหนดให้รถแต่ละคันมีนักท่องเที่ยวนั่งได้ไม่เกิน ๑๘ คน ฉะนั้น จึงมีที่ว่างเหลืออยู่อีกมาก แต่ที่ว่างที่เหลืออยู่นี้ก็ว่างได้ไม่นานเมื่อเด็กนักเรียนตัวเล็กชาวพม่าได้มาขออาศัยนั่งขึ้นเขาเพื่อกลับบ้านด้วย

ระหว่างที่รถหกล้อปีนป่ายไปตามถนนที่มากมายไปด้วยโค้งหักศอกในระยะกระชั้นชิดและลาดชัน คันที่แล่นนำหน้าก็นั่งกันไปเงียบๆ อาจเป็นเพราะมากไปด้วยผู้สูงวัย แต่คันที่แล่นมาตามหลังนั้นได้ยินหลวงปู่แอ๊วมาเล่าให้ฟังเมื่อตอนจอดพักรถว่า มีเสียงกรี๊ดกันดังลั่นเมื่อรถเลียบเหวแล้วพบกับโค้งหักศอก

และในระหว่างที่หยุดพักรถนี่เอง ก็มีฝนโปรยปรายตกลงมาขู่ให้หวั่นใจกันเล่น ผู้ที่เคยมีประสบการณ์แล้วก็ควักเงินจั๊ตออกมาซื้อถุงพลาสติกใบใหญ่แจกให้สวมใส่แทนเสื้อกันฝน แฟชั่นใหม่ก็เลยเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ก็โชคดีที่ฝนตกไม่มากการขึ้นเขาของเราจึงราบรื่นไม่ขรุขระเหมือนการเข็นครกแต่อย่างใด

อากาศบนยอดเขานั้นค่อนข้างเย็นมาก พนักงานของโรงแรมต้อนรับเราด้วยน้ำชาร้อนๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย จากนั้นก็พากันรับกุญแจและเข้าห้องพักด้วยความรวดเร็วเพื่อกลับมารวมตัวกันเดินขึ้นไปบนยอดเขากราบนมัสการพระเกศาธาตุต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:01:29 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 12





"...ขอหนทางนี้จงเป็นทางที่ราบเรียบแห่งชีวิตทำให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความศรัทธามั่นคง
ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคขวากหนามใดๆ ทั้งสิ้น
ชีวิตของข้าพเจ้าที่จะมีต่อไปนี้ ขอให้มีทางตรงต่อการพ้นทุกข์
ขอจิตใจของข้าพเจ้าจงเป็นผู้หนักแน่นด้วยการบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้นและมีปัญญาเป็นที่สุด
ขอทิฏฐิของข้าพเจ้าทั้งหลายอย่าได้มีความวิบัติไปจากเส้นทางพ้นทุกข์ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว.."


พระธาตุอินทร์แขวน มีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่บนหน้าผาสูงชัน ดูไกลๆ เหมือนน่าจะหล่นลงมาได้ง่าย แต่ไม่เคยหล่นลงสักทีแม้จะมีแผ่นดินไหวหรือเกิดสึนามิในคราวก่อน ก้อนหินสีทองนี้ก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมไม่ร่วงหล่นลงมาซึ่งยิ่งเพิ่มความอัศจรรย์ใจให้ชาวพม่ามากยิ่งขึ้น

ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุอินทร์แขวนนี้เกิดขึ้นเพราะฤาษีติสสะได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้า โดยได้เก็บไว้ในมวยผมของตน เมื่อถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องสิ้นชีวิตจึงมีความตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน จึงให้พระอินทร์ช่วยหาก้อนหินที่มีลักษณะดังกล่าว ซึ่งพระอินทร์ก็ไปหามาได้โดยไปนำมาจากใต้ท้องมหาสมุทร ฤาษีติสสะก็เลยมอบพระเกศาธาตุให้พระอินทร์บรรจุลงในก้อนหินแล้วนำมาวางไว้บนภูเขาหิน จึงเป็นที่มาของชื่อ "พระธาตุอินทร์แขวน"

พระธาตุอินทร์แขวนนี้เล่ากันว่า เดิมที่พระอินทร์นำมาวางไว้นั้นก้อนหินมิได้อยู่ติดกับพื้น แต่ลอยอยู่บนอากาศซึ่งมีช่องว่างห่างจากยอดเขาขนาดช่องเท่ากับตัวแม่ไก่ลอดได้ ต่อมาเมื่อศาสนาเสื่อมลงก้อนหินก็ลดระยะความห่างลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้เหลือเพียงช่องให้เชือกผ่านได้เท่านั้น แต่เนื่องจากผู้คนนิยมไปปิดทองคำเปลวที่ก้อนหินและทิ้งกระดาษกันที่หน้าก้อนหินนั้นเลย เศษกระดาษและเศษผงทั้งหลายก็เลยถูกน้ำฝนไหลไปรวมกันอัดแน่นอยู่ที่ช่วงปลาย จนแทบมองไม่เห็นช่องว่าง แต่ยังสามารถผลักให้เห็นการเคลื่อนไหวได้

ระยะทางจากโรงแรมเดินขึ้นไปยังพระธาตุนั้นเป็นระยะทางไกลมิใช่น้อยและต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่า อากาศบนยอดเขาที่เบาบางทำให้หายใจไม่สะดวกและเหนื่อยง่าย จนมีเสียงหายใจหอบกันเป็นระยะๆ บางคนต้องมีบอดี้การ์ดคอยประคองไปตลอดทางด้วย ท่านอาจารย์บุษกรก็เลยให้กำลังใจพวกเราด้วยการนำอธิษฐานบนความเหนื่อยนั้นว่า

"...ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มากราบไหว้พระเกศาธาตุ ณ พระธาตุอินทร์แขวนแห่งนี้ ขอหนทางนี้จงเป็นทางที่ราบเรียบแห่งชีวิตทำให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความศรัทธามั่นคง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคขวากหนามใดๆ ทั้งสิ้น ชีวิตของข้าพเจ้าที่จะมีต่อไปนี้ ขอให้มีทางตรงต่อการพ้นทุกข์ ขอจิตใจของข้าพเจ้าจงเป็นผู้หนักแน่นด้วยการบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้นและมีปัญญาเป็นที่สุด ขอทิฏฐิของข้าพเจ้าทั้งหลายอย่าได้มีความวิบัติไปจากเส้นทางพ้นทุกข์ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ในรัศมีพระธรรมมีโอกาสทำทางแห่งความเจริญให้กับชีวิตได้ทุกภพทุกชาติเทอญ"

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:01:49 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 13








"..ขอทิฏฐิของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเที่ยงตรงในศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ขอทางชีวิตของข้าพเจ้า ทั้งหลายอย่าได้อันตรายใดๆ ทำให้เกิดทิฏฐิวิบัติ
และขออำนาจคุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแก่ชีวิตและครอบครัวของข้าพเจ้าทั้งหลายให้มีความปลอดภัยของชีวิต
เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะได้สะสมเสบียงบุญสร้างทุนกุศลเพื่อมรรคผลนิพพานได้ตลอดไปเทอญ "



และเมื่อขึ้นไปถึงก้อนหินอันเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุแล้ว พวกเราที่เป็นผู้หญิงก็ได้รับโอกาสเพียงการไหว้อยู่ที่ด้านล่าง มีแต่บุรุษเท่านั้นที่จะเข้าไปกราบถึงองค์พระเจดีย์ที่เป็นก้อนหินนั้นได้ ดังนั้น เพื่อมิให้เสียกำลังใจจึงได้มีการใช้มุมกล้องช่วยถ่ายภาพแห่งความปิติให้เกิดแก่สตรีที่ปรารถนาจะไหว้องค์พระเจดีย์ด้วยมือของตนอย่างทั่วถึง

พวกเราใช้เวลาในการชื่นชมดื่มด่ำกับความมหัศจรรย์นั้นนานนับชั่วโมงจึงได้พากันเดินกลับโรงแรมเพื่อมารับประทานอาหารเย็นกันด้วยความหิวโหย และอาหารจานเด็ดที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับมื้อนั้นก็คือไข่เจียวนั่นเอง และหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จแล้วเราก็ได้พากันเดินขึ้นไปสวดมนต์บนยอดเขากันอีกครั้งในค่ำคืนนั้น

เมื่อลงมาจากยอดเขาแล้วก็แยกย้ายกันเข้านอนพร้อมด้วยนัดหมายที่จะมีการปลุกกันตั้งแต่ตีสี่เพื่อที่จะขึ้นไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนอีกครั้งในตอนเช้ามืด แต่พอถึงเวลาจริงๆแล้วก็ไม่เป็นไปตามที่นัดหมายเพราะมีฝนตกลงมาตลอดคืนจนถึงเช้า เวลาก็เลยเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหกโมงเช้าพวกเราจึงได้เดินทางขึ้นไปอีกครั้ง

และในเช้าวันนี้แม้จะมีฝนตกพรำๆ อยู่ไม่ขาดสาย แต่พวกเราก็ไม่ย่อท้อที่จะทำกุศลด้วยการถวายข้าวบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์กันท่ามกลางสายฝนนั้นเลย ซึ่งท่านอาจารย์บุษกรได้กล่าวนำการถวายว่า

"ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสมาถวายอาหารแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสขึ้นมาบนพระธาตุอินทร์แขวนนี้ด้วยความศรัทธาปสาทะ มีความเลื่อมใสในพุทธปาฏิหาริย์ของพระบรมศาสดาจารย์ อีกทั้งมีความเคารพเลื่อมใสในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระตถาคตเจ้า มาวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มาทำกุศล ณ พุทธสถานแห่งนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอกราบระลึก ถึงคุณพระพุทธ คุรพระธรรม คุณพระสงฆ์เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ขอทิฏฐิของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเที่ยงตรงในศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ขอทางชีวิตของข้าพเจ้า ทั้งหลายอย่าได้อันตรายใดๆ ทำให้เกิดทิฏฐิวิบัติและขออำนาจคุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแก่ชีวิตและครอบครัวของข้าพเจ้าทั้งหลายให้มีความปลอดภัยของชีวิต เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะได้สะสมเสบียงบุญสร้างทุนกุศลเพื่อมรรคผลนิพพานได้ตลอดไปเทอญ"

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:02:08 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 14












หลังจากที่ถวายข้าวพระพุทธเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านเจ้าคุณก็ได้นำคณะของเราเข้าไปนั่งสวดมนต์กันในห้องกระจกเล็กๆ ด้านหน้าองค์พระธาตุเพื่อรอที่จะชมการโยกก้อนหินองค์พระเจดีย์ให้เคลื่อนไหวอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ของวัดได้มาใช้แรงโยกก้อนหินให้พวกเราได้เห็นถึงการเคลื่อนไหว และได้มีการเสียบเงินขึ้นไปบูชาพระธาตุกันด้วย ซึ่งในการถวายทานครั้งนี้ท่านอาจารย์ได้กล่าวนำว่า "ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความมั่นคงและเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา สามารถทำชีวิตให้ดำเนินอยู่บนเส้นทางมีการกระทำทาน ศีล และการภาวนาให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยเร็วเทอญ"

เมื่อกองงานสารคดีของคุณแอน สิเรียมได้ถ่ายทำจบลงแล้ว คณะของเราทั้งหมดก็ได้พากันลงจากยอดเขามารับประทานอาหารเช้าและเตรียมตัวเดินทางกลับ ซึ่งในขากลับนี้แต่ละคนต่างก็เปียกปอนไปตามกันเพราะสายบนที่กระหน่ำมาเป็นช่วงๆ แต่ก็ยังสบายกันดีไม่มีใครเจ็บป่วย

เมื่อลงจากรถหกล้อเพื่อมาขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับสู่เมืองหงสาวดีนั้นฝนก็หยุดตกพอดี ทำให้บรรยากาศสองข้างทางสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง คณะของเราได้แวะพักรับประทานอาหารระหว่างทางในร้านอาหารที่หรูหรามากเพราะมีสวนสัตว์ด้วย ผู้จัดการร้านอาหารพูดไทยได้เก่งมาก และเมื่ออิ่มหนำสำราญกันดีแล้วเราก็เดินทางต่อเพื่อกลับเข้าสู่เมืองหงสาวดีและแวะไปนมัสการพระนอนชเวตาเลียว

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:02:31 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 15






"...ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอกราบสักการะบูชาพระสรีระรูปลักษณ์ที่ปรากฏนี้ด้วยความเคารพเลื่อมใส
พร้อมทั้งตั้งใจว่า ข้าพเจ้าจะทำคุณงามความดีทั้งปวงมีทาน มีศีล มีภาวนา
เพื่อสร้างฐานะจิตใจของตนเองให้เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตัณหา ราคะ และอุปาทานทั้งหลายให้ได้.."



พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์อันดับสองของเมืองหงสาวดี รองจากพระมหาธาตุมุเตา และเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีพุทธลักษณะงดงาม โดยจะวางพระบาทเหลื่อมพระบาท ต่างจากพระพุทธไสยาสน์ของไทยที่นิยมวางพระบาทเสมอกัน เป็นพระรูปสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ตามตำนานเล่าว่า มีพระราชาองค์หนึ่งไม่ศรัทธาพุทธศาสนา ทรงลุ่มหลงบูชายักษ์ตนหนึ่งขนาดปั้นรูปไว้กราบไหว้ วันหนึ่งพระโอรสเสด็จประพาสป่าได้ไปพบสาวงามเข้าจนเกิดความรักถึงกับพากลับเข้าวัง โดยสาวงามนั้นขออันเชิญพระพุทธรูปไปบูชาในวังด้วย ทำให้พระราชาโกรธมากเพราะเกิดความแตกแยกในศรัทธาขึ้นเป็นสองฝ่าย จึงสั่งให้ทหารจับพระโอรสและคนรักมัดรวมกันเพื่อจะประหาร แต่ชาวบ้านได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าพระพุทธเจ้ามีจริงก็ขอให้นางแคล้วคลาด ปรากฏว่าเชือกที่ผูกคนทั้งสองไว้นั้นขาดลงทันที ในขณะที่รูปปั้นยักษ์ที่พระราชาบูชาก็แตกกระจาย พระราชาจึงหันกลับมานับถือพุทธศาสนา และขอไถ่บาปด้วยการสร้างพะพุทธไสยาสน์เป็นเครื่องเตือนสติ

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียวนี้ถูกทิ้งเป็นกองอิฐอยู่นาน จนเมื่ออังกฤษจะสร้างทางรถไฟสายพม่า จึงไปขุดพบพระนอนองค์นี้เข้า แล้วได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างจริงจังจนงดงามเช่นในปัจจุบันนี้

ณ เบื้องหน้าของพระพุทธไสยาสน์นี้ท่านอาจารย์ได้รำพวกเรากล่าวคำอธิษฐานว่า " ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสมากราบนมัสการ ณ พุทธสถานแห่งนี้ด้วยความเคารพและสักการะยิ่ง ภาพพระลักษณะที่อยู่ตรงหน้าของข้าพเจ้านี้เป็นปางสีหไสยาสน์พุทธปรินิพพานซึ่งหมายถึงการดับขันธ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอกราบสักการะบูชาพระสรีระรูปลักษณ์ที่ปรากฏนี้ด้วยความเคารพเลื่อมใส พร้อมทั้งตั้งใจว่า ข้าพเจ้าจะทำคุณงามความดีทั้งปวงมีทาน มีศีล มีภาวนาเพื่อสร้างฐานะจิตใจของตนเองให้เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตัณหา ราคะ และอุปาทานทั้งหลายให้ได้ ด้วยความตั้งใจนี้ขอเส้นทางชีวิตของข้าพเจ้าจงมุ่งตรงต่อทางสันติสุขคือมรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:16:52 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 16









หลังจากนั้นด้วยความเร่งรีบเพราะหลายคนใช้เวลาในการช้อปปิ้งกันเกินกำหนด คณะของเราได้เดินทางต่อไปยังวัดไจ๊ปุ่น ซึ่งประดิษฐานพระนั่งสี่ทิศ พระที่นั่งอยู่นี้คือองค์แทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสี่พระอง๕ที่มีมาแล้วในภัทรกัปป์นี้

ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธรูปสี่ทิศ ที่เจดีย์ไจ๊ปุ้นนี้ สร้างแทนองค์พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัปองค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ) กับพระพุทธเจ้าในอดีต สามพระองค์คือ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน (ทิศใต้) พระพุทธเจ้ากกุสันโธ (ทิศตะวันออก)และพระพุทธเจ้ามหากัสสปะ(ทิศตะวันตก) โดยสตรีสี่พี่น้องที่มีพุทธศรัทธาสูงส่งและต่างให้สัตย์สาบานว่าจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ชั่วชีวิต แต่ต่อมาหนึ่งในสี่สาวได้ผิดคำสาบานหนีไปแต่งงาน จนเกิดเหตุการณ์ร่ำลือต่อมาทำให้พระพุทธรูปองค์ที่ตนได้สร้างนั้นเกิดรอยร้าวขึ้นทันที

หลังจากที่ได้ชื่นชมในความยิ่งใหญ่แล้วท่านเจ้าคุณได้นำคณะของเราสวดมนต์ที่หน้าพระพักตร์ด้านหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้แยกย้ายกันไปถ่ายภาพและถ่ายทำสาร ส่วนคณะของเรานั้นได้มีเสียงเรียกร้องจากสมาชิกให้ท่านอาจารย์กล่าวนำอธิษฐานไว้ ณ พุทธสถานแห่งนี้ ซึ่งท่านอาจารย์ก้ได้กล่าวนำว่า

" พระพุทธบูชา พระธรรมบูชา พระสังฆบูชา ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสมานั่งอยู่ท่ามกลางพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ ณ พุทธสถานนี้ ซึ่งในภัทรกัปป์นี้เหลือเพียงพระพุทธเจ้าอีกหนึ่งพระองค์คือพระศรีอาริยเมตไตรยที่จะปรากฏขึ้นในโลกนี้ในอนาคต

ดังนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสมาเพียรสร้างทางอันเป็นบารมีธรรมให้เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพเจ้าเริ่มต้นจากความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย มีการศึกษาพระอภิธรรมปิฎก และเจริญสติปัฏฐานสี่อันเป็นแนวทางให้เกิดความพ้นทุกข์ให้แก่ชีวิตได้นั้น

ข้าพเจ้าจึงขอตั้งจิตอธิษฐานว่า แม้จะสิ้นพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ แต่พระพุทธฤทธิ์ยังคงปรากฏอยู่ในโลกนี้ ยังความเลื่อมใสและความศรัทธาเป็นที่มาของสติปัญญาให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสเรียนรู้ใบำเพ็ญตนให้อยู่ในทางแห่งความเจริญนี้ มีศีล สมาธิ และปัญญาเป็นบารมีแก่ชีวิต ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลายประสบความสวัสดี และพ้นจากความหายนะมีทิฏฐิวิบัติเป็นต้นของจงอย่าเกิดขึ้นกับชีวิตของข้าพเจ้าเลย

ด้วยกาย วาจา และใจที่ข้าพเจ้าเคารพนบนอบอยู่ ณ ตรงนี้ ขอจงเป็นพลวปัจจัยทำให้ข้าพเจ้าทั้งหลายอยู่ในรัศมีพระธรรม ได้พึ่งพระธรรม ได้เดินตามทางธรรมสิ้นจากวัฏฏะสงสารโดยเร็วเทอญ"

หลังจากนั้นเราก็ขึ้นรถแล้วเดินทางกลับสู่ที่พักในเมืองย่างกุ้งกันด้วยความรื่นเริง เพราะในช่วงขากลับนี้คุณบัวทิพย์ไม่มีข้อมูลใดที่จะนำเสนอเกี่ยวกับเมืองหงสาวดีอีก ท่านอาจารย์บุษกรจึงได้แนะนำ ดร.พระครูธรรมธรแอ๊ว สุธมฺมปาโล ให้ผู้ร่วมเดินทางได้รู้จักและกราบนมัสการท่านอย่างเป็นทางการ รวมทั้งได้ตั้งปุจฉาถึงที่มาของฉายาที่ท่านถูกเรียกว่า "หลวงปู่" ด้วยว่ามีความเป็นมาอย่างไร

ดังนั้น ตลอดเส้นทางการเดินทางกลับทุกคนในรถจึงได้ฟังนานาสาระจากหลวงปู่แอ๊วกันอย่างเต็มอิ่มอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งแง่คิดที่ท่านได้จากการเดินทางมาประเทศพม่าโดยความอุปถัมภ์ของท่านอาจารย์บุษกรในครั้งนี้ด้วย ซึ่งให้มุมมองที่ดีไม่น้อยเลยแก่ผู้ฟัง

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:17:14 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 17










เช้าวันที่สี่ของการเดินทางเป็นเช้าที่ไม่ต้องเร่งรีบมากเพราะเป็นการเที่ยวชมสถานที่ในเมืองย่างกุ้ง ซึ่งหลังจากที่รับประทานอาหารเช้าแล้ว ทางโรงแรมที่พักได้เตรียมปลามาให้คณะของเราปล่อยลงในทะเลสาบ ซึ่งก่อนที่จะรวมตัวกันมาปล่อยปลาได้ก็ใช้เวลาไม่น้อยเพราะต่างแยกกันเป็นกลุ่มย่อยไปรวมตัวกันถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ของโรงแรม

การปล่อยปลาในครั้งนี้เป็นหน้าที่โดยเอกฉันท์ของท่านอาจารย์บุษกรที่จะเปล่งเสียงนำหมู่คณะก่อนที่จะปล่อยปลาลงสู่สายน้ำว่า "ขอกุศลผลบุญที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้กระทำมาจงช่วยอุดหนุนและชักพาให้สัตว์ทั้งหลายจงมีความสุขกาย มีความสุขใจ มีอาหารการกิน มีที่อยู่อาศัยได้โดยสมบูรณ์ สามารถนำพาชีวิตฟันฝ่าอุปสรรค ผ่านพ้นภยันอันตรายนานาประการได้ทั่วหน้าทุกท่านเทอญ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

ขอกุศลกายกรรม กุศลวจีกรรม กุศลมโนกรรมที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เพียรกระทำในครั้งนี้ จงได้เป็นพลวปัจจัยส่งผลให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีสุขภาพสมบูรณ์ มีจิตแจ่มใส มีสิติมีปัญญานำพาชีวิตของตนเองให้รอดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้โดยเร็วเทอญ"

หลังจากนั้นคณะของเราก็เคลื่อนตัวไปยังพระเจดีย์โบดาทาวน์เพื่อกราบนมัสการพระเกศาธาตุ และกราบขอพรจากเทพทันใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:25:05 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 18








"..ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสมากราบนมัสการพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนี้
นับเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่ง
ขอกุศลเหล่านี้จงได้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ทางชีวิตของข้าพเจ้า
สามารถดำเนินสู่มรรคผลนิพพานได้โดยปราศจากอุปสรรคนานาประการ .."



เจดีย์โบดาทาวน์ แปลว่า เจดีย์นายทหารหนึ่งพันนาย ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้าโอกะลาปะผู้สร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากองได้สั่งให้นายทหารมาตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งที่เมืองนี้

ณ จุดที่นายทหารมาตั้งแถวนี้จึงได้สร้างเจดีย์โบดาทาวน์ ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศามาบรรจุไว้หนึ่งเส้น ก่อนที่นำไปบรรจุในมหาเจดีย์ชเวดากองและที่อื่นๆ ในภายหลังที่มีการบูรณะปฏิสังขรณ์นั้นได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุด้วย

โดยได้นำพระเกศธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์ และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดูและสักการะบูชาได้อย่างใกล้ชิด กลุ่มของเราได้หยิบเงินขึ้นมาอธิษฐานแล้วตั้งใจโยนไปบูชา ณ บุษบกนั้น ท่านอาจารย์บุษกรได้รับมอบหมายจากหลวงปู่แอ๊วให้กล่าวนำอธิษฐานท่านอาจารย์จึงได้กล่าวนำว่า

"ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสมากราบนมัสการพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนี้ นับเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่ง ขอกุศลเหล่านี้จงได้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ทางชีวิตของข้าพเจ้าสามารถดำเนินสู่มรรคผลนิพพานได้โดยปราศจากอุปสรรคนานาประการและสามารถทำชีวิตให้เป็นไปในความเจริญ ความสิริมงคล สร้างสรรค์ตนและเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายให้เป็นไปในความสุขความเจริญและถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ"


โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:25:27 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 19









"...ด้วยกุศลผลบุญนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายขอกราบนำมาบูชาท่านเทพทันใจผู้สามารถชี้ทางแห่งความสุข โชคลาภ
และทางแห่งหมดโรคภัยให้แก่ชาวประชาให้มีความสุขความเจริญ
ได้ร่วมอนุโมทนามัยในกุศลกรรมของข้าพเจ้าทั้งหลายที่ได้กระทำผ่านมาทั้งหมด..
ข้าพเจ้าทั้งหลายมีเจตนามุ่งหมายสะสมเสบียงบุญเพื่อมรรคผลนิพพาน
ขอท่านเทพทันใจจงอำนวยอวยชัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายสมความปรารถนาด้วยเทอญ .."



หลังจากที่กราบบูชาพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุแล้ว คุณบัวทิพย์ได้แนะนำให้เราไปกราบขอพรจากรูปปั้น นัตโบโบยี หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ เทพทันใจ ซึ่งชาวมอญและพม่านิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ

ในวิหารแห่งนี้ท่านอาจารย์บุษกรได้นำคณะของเราชุมนุมเทวดาแล้วกล่าวคำขอพรว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสเดินทางมา ณประเทศพม่านี้มีเจตนาที่จะมากระทำกุศลผลบุญ มีการกราบไหว้บูชาพระรัตนตรัยตลอดเส้นทาง อีกทั้งยังมีโอกาสได้เข้าไปไหว้ในพระบรมสารีริกธาตุ พระเกศาธาตุใมนหลายสถานที่ ด้วยกุศลผลบุญนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายขอกราบนำมาบูชาท่านเทพทันใจผู้สามารถชี้ทางแห่งความสุข โชคลาภ และทางแห่งหมดโรคภัยให้แก่ชาวประชาให้มีความสุขความเจริญ ได้ร่วมอนุโมทนามัยในกุศลกรรมของข้าพเจ้าทั้งหลายที่ได้กระทำผ่านมาทั้งหมด

ด้วยกุศลเหล่านี้ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงกราบขอพรจากท่านขอให้ชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายมีความร่มเย็นเป็นสุขปราศจากโรคาพยาธิ สามารถมีกุศลผลบุญอุดหนุนจุนเจือทางชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายอย่าได้ตกต่ำ อย่าได้ขัดสนทรัพย์ อย่าได้ลำบากลำบนเป็นคนมีทิฏฐิวิบัติ และสามารถมีกุศลผลบุยเกิดขึ้นในชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายได้อย่างเนืองๆโดยเฉพาะการกระทำทานบารมี

ข้าพเจ้าทั้งหลายมีเจตนามุ่งหมายสะสมเสบียงบุญเพื่อมรรคผลนิพพาน ขอท่านเทพทันใจจงอำนวยอวยชัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายสมความปรารถนาด้วยเทอญ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:25:47 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )


  สลักธรรม 20











"ขอทานที่ได้กระทำนี้จงเป็นพลวปัจจัยอุดหนุนเส้นทางชีวิตให้มีความสุขกายสุขใจ
มีความเห็นถูก ทำลายความเห็นแก่ตัวความเห็นแก่ได้ให้หมดไปจากชีวิต
และสามารถนำพาชีวิตไปสู่ความมีปัญญาบารมีได้โดยง่าย
ขอให้ผลของทานจงทำให้ชีวิตอย่าได้มีความขัดสน
คิดจะทำทานครั้งใดก็ขอให้สะดวกทุกประการเทอญ"



หลังจากที่กราบบูชาพระเจดีย์และกราบขอพรจากเทพทันใจแล้ว กำหนดการต่อไปของเราก็คือการไปซื้อของฝากที่ตลาดสก๊อตที่มีชื่อเรียกภาษพม่าว่า ตลาดโบฉกอองซานซึ่งเป็นตลาดที่ในขึ้นสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ปัจจุบันได้รวบรวมสินค้าทุกประเภทให้เลือกวื้อกัน

ระหว่างทางที่จะไปตลาดสก๊อตนั้นได้มีการนำเงินมามอบให้ท่านอาจารย์บุษกรเพื่อร่วมทำบุญในวันรุ่งขึ้นโดยจะใส่ซองจำนวนสองพันจั๊ตเพื่อถวายพระสามร้อยห้าสิบรูป และมอบเป็นค่าน้ำค่าไฟ และค่าอาหารเช้าสำหรับพระเณรทั้งวัดดัวย ท่านอาจารย์จึงได้นำกล่าวคำตั้งเจตนาแบุคคลผู้นั้นว่า

"ขอทานที่ได้กระทำนี้จงเป็นพลวปัจจัยอุดหนุนเส้นทางชีวิตให้มีความสุขกายสุขใจ มีความเห็นถูก ทำลายความเห็นแก่ตัวความเห็นแก่ได้ให้หมดไปจากชีวิต และสามารถนำพาชีวิตไปสู่ความมีปัญญาบารมีได้โดยง่าย ขอให้ผลของทานจงทำให้ชีวิตอย่าได้มีความขัดสน คิดจะทำทานครั้งใดก็ขอให้สะดวกทุกประการเทอญ"

ซึ่งเมื่อกล่าวจบแล้วก็ถึงตลาดสก๊อตพอดี และเมื่อหมดกิจกรรมที่ตลาดสก๊อตแล้วเราก็เดินทางไปที่พระเจดีย์กะบาเอหลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารไทยริมทะเลสาบกันอย่างอิ่มหนำ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.พ. 2551 , 15:28:55 น.] ( IP = 125.26.42.209 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ][ 4 ][ 5 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org