มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มองแต่ในแง่ดี






มองแต่ในแง่ดี


กิร ดังได้สดับมา

พระราชาในพระนครแห่งหนึ่งทรงโปรดการล่าสัตว์มาก เสด็จออกล่าสัตว์พร้อมกับมหาดเล็กและทหารคู่ใจอีก ๔-๕ คนเป็นประจำ เสด็จออกครั้งหนึ่งก็กินเวลาหลายวัน จนทำให้ราชกิจเสียหายไปด้วย จึงมีอำมาตย์กลุ่มหนึ่งคบคิดกันจะกบฏโค่นล้มพระองค์ พระองค์ตกพระทัยมาก จึงเรียกมหาดเล็กคนสนิทมาถามว่าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

มหาดเล็กกราบทูลว่า “ก็ดี พะย่ะค่ะ”

“ดีอย่างไร ว่ามาซิ” พระราชาตรัสถามด้วยความสงสัย

“ดีตรงที่จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร ใครอยู่ข้างใคร ใครมีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระองค์จริง จะได้แยกแยะถูก และเมื่อรู้แล้วจะได้กำจัดเสี้ยนหนามให้หมดไป เหลือแต่คนที่จงรักภักดีและคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น พะย่ะค่ะ”

พระราชาทรงเห็นคล้อยตาม จึงซุ่มทหารมือดีและไว้ใจได้ส่วนหนึ่งไว้ที่บริเวณวัง พอพวกกบฏรวมพลได้แล้วบุกเข้ามาในวังโดยคิดว่าพระราชายังไม่ทรงทราบเรื่อง เหล่าทหารที่ซุ่มอยู่ก็ล้อมจับพวกกบฏได้ทั้งหมดโดยไม่ทันตั้งตัว พระราชารับสั่งให้ประหารเสียทั้งหมดเสี้ยนหนามก็หมดไป บ้านเมืองก็สงบ

ต่อมาเกิดน้ำท่วมถนนหนทางและไร่นาหมด ผู้คนได้รับความลำบากในเรื่องการสัญจรไปมา พระราชาทรงปรึกษามหาดเล็กเช่นเคย

มหาดเล็กทราบทูลว่า “ก็ดี พะย่ะค่ะ น้ำท่วมอย่างนี้”

“ดียังไง ขยายความมาซิ”

“น้ำท่วมอย่างนี้ผู้คนจะได้ไม่ออกไปเที่ยวเตร่ใช้สอยสนุกสนานผลาญเงินทองกัน จะได้มีเหลือเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และน้ำที่ท่วมมามันพาเอาปุ๋ยและสารอาหารมาด้วย เมื่อน้ำลดแล้ว ชาวนาชาวไร่ก็จะเพาะปลูกได้งอกงาม มีผลผลิตมากกว่าปกติ ทำให้มีกินมีใช้พอเพียงด้วย พะย่ะค่ะ”

“เออ จริงของแก” พระราชาทรงคล้อยตามอีก

ต่อมาเมื่อน้ำลดแล้ว ชาวไร่ชาวนาปลูกข้าวปลูกพืชผักอุดมสมบูรณ์ดี พระราชาก็เสด็จออกไปล่าสัตว์พร้อมกับทหารสนิทเช่นเคย แต่คราวนี้ทรงโชคร้าย ทรงถูกพระขรรค์ที่เหน็บไว้แทงฝักหนังทะลุออกมาเฉือนนิ้วพระหัตถ์ขาดไปนิ้วหนึ่ง พระโลหิตสาดกระเซ็นทรงถามมหาดเล็กคนเดิมว่า “เจ้าคิดอย่างไรที่ฉันโดนอย่างนี้”

“ก็ดี พะย่ะค่ะ” หมาดเล็กทูลตอบคำเดิมเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง “นิ้วขาดดีกว่าตัวตาย พะย่ะค่ะ”

พระราชาทรงพิโรธมาก เมื่อเสด็จกลับเมืองแล้วทรงรับสั่งให้จำคุกมหาดเล็กตัวแสบอย่างไม่มีกำหนดฐานทำให้ไม่พอพระทัย

๑๐ ปีผ่านไป มหาดเล็กยังถูกขังลืมอยู่ในคุก พระราชาก็ยังเสด็จล่าสัตว์เป็นประจำเหมือนเดิม ครั้งหนึ่งเสด็จล่าสัตว์เพลินจนข้ามภูเขาไปและถูกพวกคนป่าจับได้พร้อมทั้งทหารที่ติดตามอีก ๔-๕ คน พวกคนป่าเหล่านั้นยังป่าเถื่อนกินเนื้อมนุษย์อยู่ จึงจับพระราชาและทหารไปขังไว้ พอตกเย็นก็นำทหารออกมาคนหนึ่ง ถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้วนำตัวไปอาบน้ำชำระล้างจนสะอาด เสร็จแล้วก็นำไปที่กลางลาน ใส่ลงในกระทะที่น้ำกำลังเดือดพล่านอยู่ เต้นรำกันรอบ ๆ กองไฟตามพิธีกรรมแล้วต่างก็ตักเนื้อตักน้ำมากินเป็นอาหารมื้อค่ำอย่างอร่อย ทำอย่างนี้จนทหารหมดไป เหลือแต่พระราชาองค์เดียว

เมื่อถึงวาระพระราชา พวกมันก็จับพระองค์ไปเปลื้องเครื่องทรงออก นำไปชำระล้างทำความสะอาดเหมือนคนอื่น ขณะนั้นพวกมันเห็นนิ้วพระหัตถ์ด้วนไปข้างหนึ่ง จึงส่งเสียงเอะอะโวยวายขึ้น หัวหน้าเผ่ารีบมาดู เมื่อเห็นเป็นคนนิ้วด้วนจึงสั่งให้รีบปล่อยตัวขับไล่ออกไปจากที่นั้นโดยเร็ว เพราะคนป่าเผ่านี้ได้รับคำบอกเล่ามาว่าคนที่มีนิ้วมือไม่ครบเป็นคนกาลกิณี กินเข้าไปจะวิบัติทั้งเผ่า พระราชาเลยรอดจากการเป็นอาหารกระทะโปรดของพวกคนป่าไป

พระองค์เสด็จรอนแรมมาจนถึงเมือง ทรงเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้อำมาตย์ทั้งหลายฟัง ทรงระลึกถึงมหาดเล็กคนเดิมได้จึงรับสั่งให้ปล่อยตัวแล้วนำเข้ามาเฝ้า

“นี่เจ้า คำของเจ้าที่ว่านิ้วขาดดีกว่าตัวตายนั้นเป็นความจริงแท้ เรารอดตายมาได้เพราะนิ้วขาดแท้ ๆ แล้วเจ้าล่ะเป็นไงบ้าง อยู่ในคุกตั้ง ๑๐ ปีน่ะ

“ก็ดี พะย่ะค่ะ” มหาดเล็กทูลตอบด้วยคำเดิม

“ดียังไง ติดคุกตั้ง ๑๐ ปี”

“ถ้าข้าพระองค์ไม่อยู่ในคุกก็จะต้องไปกับพระองค์ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น ป่านนี้ข้าพระองค์ก็คงเป็นเนื้อเปื่อยอยู่ในท้องพวกคนป่าไปแล้ว นี่ดีนะที่อยู่ในคุกจึงรอดตาย พะย่ะค่ะ”

“เจ้านี่มันแน่จริง ๆ” พระราชาทรงรำพึง

โดย TaRa [8 ก.พ. 2551 , 09:04:58 น.] ( IP = 125.26.38.28 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เรื่องนี้สื่อความให้เห็นว่า

ทุกสิ่งทุกเรื่องมีแง่มีมุมให้มองหลายแง่หลายมุม อย่างน้อยก็มีสองอย่างคือแง่ดีกับแง่เสีย หรือด้านบวกกับด้านลบ ก็แล้วแต่ว่าจะมองในแง่ไหนด้านไหน ผลย่อมต่างกันเสมอ เช่นมองในแง่ดีก็จะได้รับผลเป็นความสุขความสบายใจ แม้จะเห็นแง่เสียอยู่บ้างก็มองข้ามไปเสีย ไม่นำมาเป็นเรื่องใหญ่หรือติดใจเอามากลบลบแง่ดีให้ด้อยลงไป

คนที่มองอะไรมองแต่ในแง่ดีจึงมักจะมีความสุข ไม่คิดมาก ไม่คิดอาฆาตมาดร้าย ให้อภัยคนอื่นได้ง่าย จิตใจจะเยือกเย็น ไม่ขุ่นข้องหมองมัวด้วยความคับข้องใจ ส่วนคนที่ชอบมองแต่แง่ร้ายก็จะไม่มีวันสบายใจได้เลย เห็นอะไรได้ยินอะไรดูมันขวางหูขวางตาหรือไม่ถูกต้องไปเสียหมด จึงกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ และมองโลกในแง่ร้ายไปโดยไม่รู้ตัว

ทุกสิ่งทุกเรื่องล้วนมีมุมให้มองทั้งด้านดีและด้านเสียทั้งนั้น จึงอยู่ที่คนมองว่าจะมองด้วยจิตใจอย่างไร แม้ในมุมที่เสีย คนฉลาดก็สามารถมองเป็นแง่ดีได้ตรงกันข้าม ในมุมที่ดี คนที่ชอบหาเรื่องหรือคนพาลก็สามารถหยิบยกมาอ้างว่าเป็นแง่เสียได้เช่นเดียวกัน เรื่องของเรื่องจึงอยู่ที่จิตใจและนิสัยคนมองเป็นสำคัญ

ที่มา หนังสือ กิร ดังได้สดับมา โดย พระธรรมกิตติวงศ์

โดย TaRa [8 ก.พ. 2551 , 09:05:20 น.] ( IP = 125.26.38.28 : : )


  สลักธรรม 2

ขออนุโมทนา และ ขอบพระคุณมากค่ะ คุณ TaRa

โดย Au (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ก.พ. 2551 , 01:27:17 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )


  สลักธรรม 3


การมองโลกในแง่ดี หากทำได้คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะฝึกหัดให้เป็นนิสสัย ดังเช่นมหาดเล็กคนนั้นซึ่งก็คงจะมีอารมณ์ดีตลอดเวลาเลย

ขอบพระคุณมากค่ะคุณ TaRa ที่นำคติธรรมสอนใจมาให้ได้อ่านเป็นประจำ....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ก.พ. 2551 , 10:18:47 น.] ( IP = 124.121.176.174 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org